สิ่งแวดล้อม

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นไฟป่าเสียโอกาส

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส เป็นข่าวร้อนที่ทุกคนในภาคเหนือกำลังจับตามอง โดยเฉพาะช่วงฤดูแล้งที่ฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงจนส่งผลกระทบต่อสุขภาพและเศรษฐกิจอย่างหนัก นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เดินทางลงพื้นที่เชียงใหม่เพื่อเป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยมีนายสุชาติ ชุมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้การต้อนรับ

นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส

การประชุมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ที่อาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือตอนบน หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างคับคั่ง นายอนุทิน เน้นย้ำว่าปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพ แต่ยังทำให้ภาคเหนือเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาล เช่น การท่องเที่ยวที่ต้องหยุดชะงัก เกษตรกรไม่สามารถขายผลผลิตได้เต็มที่ และประชาชนขาดรายได้

สาเหตุหลักของปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ

จากที่นายอนุทินวิเคราะห์ ปัจจัยหลักมาจาก 3 ส่วน คือ การเผาในประเทศ การเผาแปลงจากประเทศเพื่อนบ้าน และสภาพอากาศที่เป็นลมอ่อนความกดอากาศสูง ซึ่งเราสามารถควบคุมได้ 2 อย่างแรก โดยต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้เผาไหม้ในพื้นที่ ขณะที่การเผาข้ามพรมแดนต้องใช้มาตรการทางการทูตเพื่อกดดันให้ประเทศเพื่อนบ้านตระหนักถึงผลกระทบต่อความสัมพันธ์

นอกจากนี้ นายอนุทินยังสั่งให้เตรียมรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมในฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง โดยถอดบทเรียนจากปีก่อนเพื่อลดความเสียหายทั้งต่อประชาชนและระบบเศรษฐกิจ

  • มาตรการป้องกันไฟป่า: เพิ่มการลาดตระเวน กวดขันกฎหมาย และใช้เทคโนโลยีดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน
  • ลดฝุ่น PM2.5: ส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน ห้ามเผาเศษวัสดุทางการเกษตร และแจกจ่ายหน้ากากอนามัย
  • บูรณาการหน่วยงาน: รัฐบาลกลาง-ท้องถิ่น-เอกชน ร่วมมือกันสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว
  • ดูแลสุขภาพ: เปิดคลินิกเฉพาะทาง รีบแจ้งเตือนคุณภาพอากาศ และติดตามผลกระทบระยะยาว

นายอนุทิน ย้ำชัดว่าปัญหานี้ทำให้ภาคเหนือตอนบนเสียโอกาสในการสร้างรายได้มหาศาล หากปล่อยไว้จะนำไปสู่ความยากจนและขาดความเชื่อมั่นจากภายนอก เขาจึงเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานทุ่มเท บูรณาการทั้งภาพรวมและเจาะจง เพื่อผลลัพธ์ที่รวดเร็วและยั่งยืน พร้อมรับฟังข้อเสนอและสนับสนุนเต็มที่

ในมุมมองของผู้เขียน ปัญหาไฟป่าและหมอกควันไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ปีนี้รัฐบาลดูจริงจังมากขึ้น หากทำได้ตามที่สั่ง จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคเหนือได้แน่นอน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เป็นจุดขายหลัก

คุณล่ะคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? มีไอเดียแก้ PM2.5 เพิ่มเติมไหม คอมเมนต์ด้านล่างเพื่อแลกเปลี่ยนกันเถอะ และอย่าลืมแชร์เพื่อสร้างความตระหนัก!

ที่มา – นายกฯ สั่งเข้มแก้ PM2.5 ภาคเหนือ ลั่นปัญหาไฟป่า-หมอกควัน ทำพื้นที่เสียโอกาส

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสนใจในหมู่ประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 กำลังรุนแรงในภาคเหนือของประเทศไทย วันที่ 20 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางมาเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาการมอบนโยบายและแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ที่เมืองทองธานี

นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงงานประชุม สื่อมวลชนที่ดักรอสัมภาษณ์ต่างพากันถามถึงปัญหา PM2.5 ที่กำลังเป็นวิกฤตในภาคเหนือ แต่ท่านนายกฯ กลับทำท่ารูดซิปปากอย่างขำๆ ก่อนตอบสั้นๆ ว่า “เดี๋ยวไปเชียงใหม่ก่อน” การกระทำนี้สะท้อนถึงสไตล์การสื่อสารที่ตรงไปตรงมาและเน้นการลงพื้นที่แก้ปัญหาจริงมากกว่าการให้สัมภาษณ์ยาวเหยียด

กำหนดการลงพื้นที่เชียงใหม่แก้ปัญหา PM2.5

หลังจากนั้นในช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการบินตรงไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยมีกิจกรรมสำคัญดังนี้:

  • เวลา 13.30 น. เป็นประธานประชุมติดตามสถานการณ์ พร้อมมอบนโยบายและข้อสั่งการแก้ไขปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ณ หอประชุมอาคารยอดทัพ กองพลทหารราบที่ 7 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
  • เวลา 15.30 น. ลงพื้นที่ติดตามภารกิจดับไฟป่า ณ วัดพระธาตุดอยสะเก็ด ตรวจการดำเนินงานตามแนวคิด “ป่าเปียก (Wet Fire Break)” ซึ่งเป็นการสร้างแนวกันไฟด้วยความชื้น และติดตามการใช้เทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับขนาดใหญ่ (LAI) เพื่อสำรวจและดับไฟป่า

ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่ เป็นภัยคุกคามสุขภาพที่เกิดจากไฟป่า การเผาในที่โล่ง และมลพิษข้ามพรมแดน ส่งผลให้ค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนต้องสวมหน้ากากอนามัยและเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง รัฐบาลจึงเร่งรัดมาตรการต่างๆ เช่น การควบคุมการเผา การใช้โดรนดับไฟ และส่งทีมแพทย์ช่วยเหลือผู้ป่วยทางเดินหายใจ

การที่นายกฯ เลือกไปเชียงใหม่ก่อน แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาที่ต้นตอ แทนการตอบคำถามสื่อเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ ยังมีแผนส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น โดรน LAI ที่สามารถสำรวจพื้นที่ยากเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความเสี่ยงให้เจ้าหน้าที่ดับไฟ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การแก้ PM2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกรที่ลดการเผาไหม้ฟาง ชาวบ้านที่ช่วยเฝ้าระวังไฟป่า และหน่วยงานรัฐที่บังคับใช้กฎหมายเข้มงวด นโยบายจากนายกรัฐมนตรีครั้งนี้คาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

สำหรับประชาชนในพื้นที่เสี่ยง แนะนำให้ติดตามแอปพลิเคชันตรวจวัดคุณภาพอากาศ เช่น AirVisual หรือเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ และเตรียมหน้ากาก N95 ไว้ใช้ สวมเสื้อผ้าปิดมิดชิด และดื่มน้ำมากๆ เพื่อลดผลกระทบจากฝุ่น

สุดท้ายนี้ การลงพื้นที่ของนายกฯ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าปัญหา PM2.5 จะได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ลองติดตามผลการประชุมและนโยบายใหม่ๆ ที่จะออกมา คุณคิดว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยลด PM2.5 ได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – นายกฯ รูดซิปปากเลี่ยงตอบสื่อ ถามปม PM2.5 บอก ขอไปเชียงใหม่ก่อน

“ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 หนักเหนือ-อีสาน จี้ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องปัญหาที่กำลังรุนแรงมากในบ้านเรา นั่นคือฝุ่นพิษ PM2.5 ที่กำลังครอบคลุมภาคเหนือและอีสานตอนบน “‘ภัทรพงษ์’ ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน” นี่คือข้อความที่นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โพสต์เตือนผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ แล้วนะครับ เพราะตอนนี้ค่าฝุ่นทะลุเกณฑ์ภัยพิบัติหลายพื้นที่ รัฐบาลต้องขยับตัวด่วน!

“ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน

จากที่ ‘ภัทรพงษ์’ ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน เราจะเห็นว่าปัญหาไม่ได้จำกัดแค่ภาคเหนืออย่างเดียว แต่ขยายไปถึงอีสานตอนบนแล้ว จังหวัดอย่างนครพนม เลย หนองคาย และบึงกาฬ ตอนนี้เจอฝุ่นหนักหน่วง ทะลุมาตรฐานทั้งนั้น รัฐบาลกลับนิ่งเฉย เหมือนหมอที่เอาแต่จ่ายยาแก้ปวด ทั้งที่ต้องผ่าตัดรักษาต้นตอซะที

สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือและอีสานตอนบน

เพื่อให้เห็นภาพชัด ‘ภัทรพงษ์’ ใช้ Google Earth Engine ดึงข้อมูลจากดาวเทียม Sentinel-5P แสดงควันและฝุ่นละอองเป็นสีดำ และ Hotspot จาก NASA เป็นสีแดง ข้อมูลวันที่ 8-16 เมษายน 2569 ชี้ให้เห็นควันสะสมหนาแน่นในภาคเหนือและอีสานตอนบน โดยเฉพาะจุดเผาไหม้ในลาวที่ลมพัดมาทับไทย ทำให้จังหวัดติดแม่น้ำโขงอย่างหนองคาย บึงกาฬ อ่วมหนัก พรรคประชาชนเตือนไว้แล้ว แต่รัฐบาลละเลย จนวันนี้ประชาชนเสี่ยงสุขภาพระยะยาว

ฝุ่น PM2.5 คืออะไร และอันตรายยังไง?

ฝุ่น PM2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ สาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง การเกษตรเผาไร่ การเผาป่า และมลพิษข้ามพรมแดน ผลกระทบต่อสุขภาพรุนแรงมากครับ

  • ระคายเคืองตา จมูก คอ
  • โรคทางเดินหายใจ หอบหืดกำเริบ
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนกลุ่มเปราะบาง

ถ้าสูดดมต่อเนื่อง อาจไม่เห็นผลทันที แต่สะสมนานๆ เสี่ยงตายก่อนวัยอันควรได้เลย

วิธีป้องกันฝุ่น PM2.5 ในชีวิตประจำวัน

ระหว่างรอรัฐบาลแก้ปัญหา เราต้องปกป้องตัวเองก่อนนะครับ นี่คือเคล็ดลับง่ายๆ

  • สวมหน้ากากอนามัย N95 หรือสูงกว่า กรองฝุ่นได้ดี
  • อยู่แต่ในห้อง ปิดประตูหน้าต่าง ใช้เครื่องฟอกอากาศ HEPA
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งช่วงเช้าและเย็น
  • ดื่มน้ำเยอะ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
  • สำหรับกลุ่มเสี่ยง ติดตั้งห้อง Positive Pressure Room หรือมุ้งกันฝุ่น

‘ภัทรพงษ์’ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการต้นตอ เช่น ดับไฟป่า เร่งติดตั้งห้องปลอดฝุ่นให้ประชาชน และใช้งบด่วนช่วยเหลือ เพราะชีวิตคนสำคัญที่สุด

สุดท้าย พรรคประชาชนย้ำว่าร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ต้องกลับมาพิจารณาด่วน กฎหมายนี้จะช่วยกำหนดมาตรฐานอากาศ บังคับรับมือปัญหาอย่างเป็นระบบ ถ้ารัฐบาลใส่ใจจริง ไม่ควรปล่อยให้ลากยาวแบบนี้

คุณล่ะครับ คิดว่าปัญหาฝุ่น PM2.5 ควรแก้ยังไง? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลขยับตัว มาช่วยกันปกป้องอากาศสะอาดให้ลูกหลานกันเถอะ!

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ชี้ฝุ่น PM2.5 ยังหนักภาคเหนือ-อีสานตอนบน จี้นำร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับมาพิจารณาด่วน

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” เป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงฤดูแล้งที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติพานพร้าวแก้งไก่ ซึ่งครอบคลุมอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี และอำเภอปากชม จังหวัดเลย สถานการณ์ไฟป่ายังคงน่าเป็นห่วง แม้เจ้าหน้าที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุม

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

วันที่ 13 เมษายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ไฟป่าด้วยตนเอง หลังจากเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน โดยร่วมกับจังหวัดอุดรธานี ประเมินความเสียหายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างสุดกำลัง แม้ไฟจะไม่ลุกลามแบบโหมกระหน่ำแล้ว แต่ยังมีกลุ่มควันหลายจุดที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ภาพสถานการณ์ไฟป่าพานพร้าวแก้งไก่

ช่วงเช้าวันที่ 13 เมษายน สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นายวัชระพลจึงรีบประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยสั่งเคลื่อนย้ายเฮลิคอปเตอร์มาช่วยดับไฟทันทีที่เครื่องบินมาถึง สภาพอากาศร้อนจัดในช่วงนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้ไฟป่าเกิดขึ้นง่าย ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่างขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ได้อย่างปลอดภัย

นายวัชระพล ลงพื้นที่ตรวจไฟป่า

ผลกระทบจากไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” และมาตรการรับมือ

ไฟป่าที่พานพร้าวแก้งไก่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ป่าไม้เท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดหมอกควันที่กระทบสุขภาพประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ลมแรงและความแห้งแล้งยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย นายวัชระพลเน้นย้ำถึงการสร้างแนวไฟป้องกันเพื่อสกัดไม่ให้ไฟลุกลาม และการใช้เทคโนโลยีจากกรมฝนหลวงในการ诱ฝนเทียมเพื่อช่วยดับไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่
  • ประสานเฮลิคอปเตอร์จากกรมฝนหลวงมาช่วยดับไฟ
  • เฝ้าระวังกลุ่มควันที่อาจปะทุใหม่
  • สร้างแนวป้องกันไฟเพื่อป้องกันการขยายวง

เฮลิคอปเตอร์กรมฝนหลวงเตรียมช่วยดับไฟ

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันไฟป่าในอนาคต เช่น การรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกเผาเพื่อเตรียมดิน การปลูกต้นไม้ทนไฟ และการใช้โดรนตรวจจับจุดความร้อนล่วงหน้า ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ไฟป่าเกิดบ่อยขึ้น ดังนั้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงสำคัญยิ่ง

บทเรียนจากเหตุไฟป่าและคำแนะนำป้องกัน

จากประสบการณ์ครั้งนี้ “วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” ได้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองของรัฐบาล บทเรียนสำคัญคือต้องเตรียมพร้อมตลอดฤดูแล้ง โดยประชาชนสามารถช่วยได้ด้วยการไม่ทิ้งก้นบุหรี่ขณะเดินป่า หลีกเลี่ยงการจุดไฟในที่โล่ง และแจ้งเบาะแสทันทีหากพบไฟป่า

สถานการณ์ไฟป่าไม่เพียงทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังคุกคามชีวิตและทรัพย์สิน การมีหน่วยงานอย่างกรมฝนหลวงที่พร้อมช่วยเหลือจึงเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน ในช่วงสงกรานต์นี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยและช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้

สุดท้ายนี้ การเฝ้าระวังและป้องกันคือกุญแจสำคัญในการรับมือภัยพิบัติจากธรรมชาติ หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากแบ่งปันประสบการณ์ สามารถคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์ไฟป่าเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว กลายเป็นประเด็นร้อนในรัฐสภา เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายต่อหน้าคณะรัฐมนตรีอย่างดุเดือด วันที่ 10 เมษายน 2569 ในวาระแถลงนโยบายตามมาตรา 162 รัฐธรรมนูญ เขาชี้ว่ารัฐบาลขาดความสามารถในการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะฝุ่นพิษ PM2.5 และไฟป่าที่กำลังระบาดหนักในภาคเหนือ ประชาชนต้องเผชิญอากาศเป็นพิษ สุขภาพทรุดโทรม แต่รัฐบาลกลับนิ่งเฉย

ฝุ่น PM2.5 คืออนุภาคขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ลอยกระจายในอากาศ สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ หัวใจวาย มะเร็งปอด โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ ในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ค่าฝุ่นพุ่งทะลุ 500 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่ามาตรฐาน WHO กว่า 10 เท่า ไฟป่าเป็นต้นตอหลัก รัฐบาลถูกวิจารณ์หนักว่าทำงานไม่เป็น ไม่เตรียมงบ ไม่ปรับแผน

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว

“ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว โดยยกตัวอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ขาดภาวะผู้นำ ตั้งนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีทรัพยากรฯ มาดูแลสิ่งแวดล้อมทั้งที่เคยล้มเหลวมาก่อน เมื่อกันยายน 2568 เขาเตือนแล้วว่าจะจัดการมลพิษให้เสร็จใน 4 เดือน แต่จนถึงวันนี้ ฝุ่นยังหนักหน่วง ประชาชนภาคเหนือต้องสวมหน้ากากทุกวัน

ประเด็นหลักที่ “ภัทรพงษ์” วิจารณ์รัฐบาล

  • งบประมาณไม่พอ: งบปี 2569 จากรัฐบาลชุดก่อนแทบไม่มีสำหรับไฟป่า เขาเสนอใช้เงินงบกลาง ปลดล็อกสเปกท้องถิ่น แต่สุชาติไม่ทำ จนไฟป่าลุกลาม อ้างไม่มีงบแม้บาทเดียว
  • เขตควบคุมมลพิษไม่ครบ: เสนอขยายจาก 4 เป็น 9 จังหวัดภาคเหนือ แต่ไม่ดำเนินการ 9 จังหวัดนั้นค่าฝุ่นเกินเกณฑ์ภัยพิบัติตั้งแต่ 28 มี.ค. เชียงใหม่ขอ 310 ล้าน แต่ไม่อนุมัติ สุชาติยังอ้างกลัวกระทบท่องเที่ยว
  • ค่าตอบแทนดับเพลิงต่ำ: แค่ 240 บาท/วัน เจ้าหน้าที่เสี่ยงตาย 7 วันเสียชีวิต 4 ราย ในเชียงใหม่ แพร่ อุดรธานี
  • มลพิษข้ามแดน: ไม่จัดการข้าวโพดเผา เหมืองเพื่อนบ้านก่อน้ำเสีย ปนเปื้อนสารหนู แคดเมียม ในอาหาร
  • ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด: ถูกขวางด้วยเหตุผลเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรม ขัดหลัก OECD ที่รัฐบาลอยากเข้าร่วม

นายภัทรพงษ์ ย้ำว่ารัฐบาลไม่กล้าตัดสินใจ ผลักภาระให้ท้องถิ่น อนุทินไม่เคยบัญชาการเด็ดขาด รองนายกฯ ศุภจี ยังพูดว่าไม่คาดหวังนักท่องเที่ยวเหนือ 365 วัน แต่ลืมว่าประชาชนเหนืออยู่ที่นี่ทุกวัน ไม่มีเงินหนีฝุ่นได้ รัฐบาลต้องปรับวิธีคิดด่วน

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ฤดูเดียว แต่กระทบเศรษฐกิจ สุขภาพ การท่องเที่ยว รัฐบาลต้องเร่งประกาศเขตภัยพิบัติเต็มรูปแบบ จัดงบจริงจัง ร่วมมือประเทศเพื่อนบ้าน และผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาดตามหลักผู้ก่อมลพิษผู้จ่าย

ในมุมมองของเรา “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาล PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว นำเสนอข้อเท็จจริงที่ประชาชนภาคเหนือรอคอย รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบ อย่าปล่อยให้อากาศเป็นพิษกลายเป็นมรดกตกทอด คุณคิดว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้เมื่อไหร่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “ภัทรพงษ์” ซัดรัฐบาลทำงานไม่เป็น จัดการฝุ่นพิษ PM2.5 ไฟป่า ล้มเหลว “อนุทิน” ไม่มีภาวะผู้นำ

นายกฯ ชื่นชม แม่บ้านมหาดไทย เป็นลมใต้ปีก

“นายกฯ อนุทิน” ยกย่องแม่บ้านมหาดไทย “หลังบ้านที่เข้มแข็ง” ขับเคลื่อน 5 นโยบายหลักปี 69 ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันที่ 29 มกราคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมใหญ่สามัญสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี 2569 ณ โรงแรม Waldorf Astoria Bangkok โดยมีผู้บริหารระดับสูง อธิบดีกรมต่าง ๆ และประธานแม่บ้านมหาดไทยทั่วประเทศเข้าร่วมกว่า 150 คน โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมบทบาทของสมาคมแม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง ในฐานะ “หลังบ้านที่เข้มแข็งและอบอุ่น” และเป็น “ลมใต้ปีก” สำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวคนมหาดไทย พร้อมเน้นย้ำถึงการทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ด้วยความเข้าใจ บำรุงสุขด้วยหัวใจ” ผ่านเครือข่ายชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดที่เข้าถึงประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนภารกิจของกระทรวงมหาดไทยให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ด้านนางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ได้เปิดเผยถึงนโยบายหลัก 5 ด้าน ประจำปี 2569 เพื่อสร้างความสมบูรณ์พูนสุขอย่างยั่งยืนว่า  ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการคัดแยกขยะ ลดพลาสติก/โฟม และรณรงค์ถังขยะเปียกลดโลกร้อน ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน เสริมความมั่นคงทางอาหาร ต่อยอดโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” และ OTOP บำบัดทุกข์ผู้ด้อยโอกาส พัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยแม่และเด็ก พร้อมหนุนมูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯ พัฒนาจิตใจ สนับสนุนโครงการร้อยใจไทยสืบสานราชธรรมทั้งแผ่นดิน และสร้างการรับรู้และสัมพันธ์ เน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์และกิจกรรมสัญจร 4 ภาค

นายกฯ ชื่นชมแม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง

การประชุมใหญ่สามัญสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประจำปี 2569 ที่จัดขึ้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ในการสนับสนุนการทำงานของกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ช่วยให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยการดูแลครอบครัวและความเป็นอยู่ให้มีความมั่นคง

บทบาทสำคัญของแม่บ้านมหาดไทย

บทบาทของแม่บ้านมหาดไทยนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การดูแลครอบครัว แต่ยังขยายขอบเขตไปสู่การพัฒนาชุมชนและสังคม โดยสมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้ดำเนินโครงการและกิจกรรมต่างๆ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้านต่างๆ เช่น การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาสุขภาพ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

  • การส่งเสริมอาชีพ: สมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้จัดฝึกอบรมและสนับสนุนให้สมาชิกและประชาชนทั่วไป มีความรู้และทักษะในการประกอบอาชีพต่างๆ เพื่อสร้างรายได้และยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจ
  • การพัฒนาสุขภาพ: สมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้รณรงค์และให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยแก่ประชาชน เพื่อป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและส่งเสริมสุขภาพที่ดี
  • การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม: สมาคมแม่บ้านมหาดไทยได้จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม และร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

นอกจากนี้ สมาคมแม่บ้านมหาดไทย ยังได้ให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ โดยการมอบสิ่งของบริจาค และให้กำลังใจ เพื่อให้พวกเขาสามารถก้าวผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

การที่นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชม แม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง นั้น เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของสมาคมแม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง ในการพัฒนาประเทศชาติ การสนับสนุนและส่งเสริมให้สมาคมแม่บ้านมหาดไทย สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

พวกเราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการทำงานของแม่บ้านมหาดไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่สมาคมจัดขึ้น มาร่วมกันสร้างสังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นด้วยการสนับสนุน นายกฯ ชื่นชมแม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง

ที่มา – นายกฯ ชื่นชมแม่บ้านมหาดไทยเป็น “ลมใต้ปีก” ที่ส่งเสริมให้คนมหาดไทยเข้มแข็ง

ชาวบ้านนากลาง วอนเร่งกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปี

ชาวบ้านนากลาง จ.นครราชสีมา หนุนสร้างโรงงานไฟฟ้าขยะ เพื่อเร่งกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปี ที่สร้างความเดือดร้อน กระทบการใช้ชีวิตและพื้นที่ทำกิน

วันที่ 9 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณกองขยะในพื้นที่ 10 ไร่ ต.นากลาง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นปัญหาสะสมมานานนับ 10 ปี จนปริมาณขยะเพิ่มพูนเป็นภูเขา หมักหมมส่งกลิ่นเหม็น สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านในพื้นที่เป็นอย่างมาก จนนำไปสู่การหาวิธีการกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปีในพื้นที่

จากการสอบถาม นางทองแก้ว อายุ 70 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว เล่าว่า บ้านของตนเองอยู่ใกล้กับกองขยะ ได้รับผลกระทบโดยตรง ได้กลิ่นเหม็นตลอดเวลา ยิ่งในช่วงฤดูฝน และได้รับผลกระทบหนักขึ้นในฤดูแล้ง โดยจะมีขยะปลิวว่อน ลมพัดขยะขึ้นไปอยู่บนท้องฟ้าเต็มพื้นที่ ทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำการเกษตร ตนต้องออกแรงเก็บขยะเอง หรือไม่ก็ต้องว่าจ้างคนมาช่วยเก็บขยะ เนื่องจากอายุมากแล้ว เดินก็ไม่ค่อยสะดวก ตอนกลางคืนก็ต้องใส่หน้ากากอนามัย เพราะแสบจมูก อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมานำขยะออกจากบริเวณนี้

ที่ผ่านมาทำหนังสือร้องเรียนไปที่หน่วยงานราชการหลายแห่งแต่ก็ไม่เป็นผล ตนอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวมา 20 กว่าปี แรกๆ ยังไม่มีจำนวนขยะมากเท่าปัจจุบัน ผลกระทบก็ไม่มากเท่าตอนนี้ หากมีการกำจัดขยะ หรือตั้งโรงงานกำจัดขยะ ตนจะดีใจมากที่ได้พื้นที่ทำกินคืน

ด้าน นายสันติ สกุลศิริวัฒน์ อายุ 58 ปี กำนันตำบลนากลาง เผยเกี่ยวกับโครงการโรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ว่า ตนได้มีโอกาสไปดูงานที่โรงงานกำจัดขยะในลักษณะแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ที่ จ.นนทบุรี หลายรอบ พบว่าบรรยากาศไม่เหมือนเป็นโรงงาน มีความเงียบสงบ ร่มรื่นมาก เรื่องเกี่ยวกับขยะที่นำเข้าไปในโรงงานไม่ส่งกลิ่น ดูเรียบร้อยไม่มีขยะตกค้างหลงเหลืออยู่ภายนอกโรงงาน บริเวณโดยรอบมีความสะอาด โดยตนได้เดินทางไปพร้อมกับลูกบ้านและเห็นดีด้วยว่าจะเป็นช่องทางในการกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปีในพื้นที่ หลังจากที่ปริมาณขยะในพื้นที่ได้เพิ่มทวีคูณเป็นจำนวนมาก การฝังกลบไม่สามารถทำได้อีกต่อไป ส่งผลกระทบเป็นอย่างยิ่งต่อพื้นที่เกษตรกรรมทั้งปริมาณขยะและน้ำเน่าเหม็นที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปี หากมีการจัดตั้งโรงงานกำจัดขยะจะส่งผลดีต่อพื้นที่ สามารถกำจัดขยะและได้ฟื้นฟูพื้นที่ซึ่งเคยเป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านได้เคยหาของป่า หาเห็ดป่าให้ฟื้นกลับคืนมาดังเดิม

นางฉวีวรรณ โกะสูงเนิน อายุ 56 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านนากลางพัฒนา เปิดเผยว่า หากโครงการโรงกำจัดขยะเกิดขึ้นจะมีส่วนดีมากกว่าส่วนเสีย ได้ลดปริมาณขยะในชุมชน ส่วนเสียคือความกังวลของชาวบ้านในเรื่องการขนย้ายขยะและเส้นทางที่รถขยะจะใช้ผ่าน อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านต้องการให้นำขยะจำนวนมากเหล่านี้ออกจากชุมชน เนื่องจากประสบปัญหามลพิษจากขยะ ก่อนหน้านี้ทางโครงการได้มีการมาทำประชาคมในพื้นที่หลายครั้งและได้อธิบายชัดเจน จนตนเองมีความเชื่อมั่น โดยโครงการกำจัดขยะในรัศมี 3 กิโลเมตร จะมีพื้นที่ครอบคลุมทั้งหมด 3 ตำบล 8 หมู่บ้าน และส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ในการทำการเกษตร มีผู้อยู่อาศัยไม่เกิน 20 หลังคาเรือน

ขณะที่ นายชรินทร์ ภูมิทอง หัวหน้างานฝ่ายพัฒนาธุรกิจ สยามพาวเวอร์ ตัวแทนโรงงาน เปิดเผยว่าในส่วนของการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนด้วยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ขององค์การบริหารส่วนตำบลนากลาง หรือโรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า ขณะนี้ได้รับความเห็นชอบรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ หรือ รายงานสิ่งแวดล้อมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ลงพื้นที่ไปพบกำนันผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านเพื่อประชาสัมพันธ์รวมถึงการพาไปดูงานโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการจริงที่จังหวัดนนทบุรี จนได้รับความยอมรับจากชุมชนเพื่อให้เข้ามาแก้ไขปัญหาบ่อขยะที่มีอยู่เดิม ซึ่งเป็นการเทกองและสร้างปัญหาให้กับชุมชนที่อยู่โดยรอบบ่อขยะ เนื่องจากในส่วนของโรงงานกำจัดขยะจะไม่มีการนำขยะมาเทกองตรงบริเวณดังกล่าว แต่จะเป็นการกำจัดขยะที่อยู่ในบ่อขยะเดิมของ อบต.นากลาง โดยใช้ระยะเวลาตามสัญญา กำจัดขยะให้หมดภายในระยะเวลาไม่เกิน 7 ปี

ส่วนประโยชน์ที่ชาวบ้านในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงจะได้จากการจัดตั้งโครงการนี้ นอกจากการกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปีเก่าที่สร้างปัญหาในทุกวันนี้ โรงงานยังมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชน โดยจะส่งเงินเข้ากองทุนไปให้กับตัวแทนของชาวบ้านโดยตรง เพื่อนำเงินไปพัฒนาสาธารณูปโภค การฝึกอาชีพพัฒนาผลิตภัณฑ์ในพื้นที่ พร้อมทำกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ อย่างเช่น กองทุนเพื่อการศึกษา การตรวจสุขภาพของคนในชุมชน ส่วนถนนบริเวณทางเข้าโครงการก็จะกลายเป็นถนนคอนกรีตที่สามารถสัญจรได้สะดวก นอกจากนี้ยังมีการขยายสายส่งไฟฟ้า จากเดิมในพื้นที่ที่ตั้งโครงการไม่มีไฟฟ้าใช้ จากนี้จะมีการขยายสายส่งมาถึงบริเวณที่ตั้งโครงการซึ่งทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้เคียงโดยรอบได้รับประโยชน์ มีการจ้างงานเป็นการส่งเสริมอาชีพของคนในชุมชนเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกลุ่มคนรวมตัวคัดค้านโรงไฟฟ้าขยะ ร่วมลงชื่อในหนังสือคัดค้าน 1,060 รายชื่อ โดยให้เหตุผลว่าโรงไฟฟ้าขยะจะส่งผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งกลิ่นเหม็น น้ำเสีย และฝุ่นพิษ ที่จะกระทบต่อสุขภาพของชาวบ้าน จากการตรวจสอบชาวบ้านในพื้นที่ ที่อยู่ใกล้กับสถานที่ตั้งโรงงาน พบว่าไม่ทราบเรื่องนี้ ถูกอ้างชื่อโดยเจ้าตัวไม่ได้รับรู้

จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่าบุคคลดังกล่าวไม่ใช่ชาวบ้านในพื้นที่ จึงได้มีการแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย ยืนยันว่าชาวบ้านในพื้นที่ทั้งชาวบ้านในหมู่บ้านใกล้เคียงและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ห่างโรงงานเพียง 300 เมตร มีความต้องการที่จะให้สร้างโรงกำจัดขยะมูลฝอยด้วยการแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองที่สะสมมานานนับ 10 ปี.

ชาวบ้านนากลาง วอนเร่งกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปี

ทำไมต้องเร่งกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปีที่นากลาง?

ปัญหาขยะทับถมเป็นปัญหาเรื้อรังที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก การเร่งกำจัดขยะจึงเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน เพื่อสุขอนามัยที่ดีและสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาขยะทับถมที่นากลาง ไม่เพียงเเต่จะช่วยให้คุณภาพชีวิตของชาวบ้านดีขึ้น เเต่ยังเป็นเเบบอย่างของการจัดการขยะอย่างยั่งยืนให้กับพื้นที่อื่นๆ ได้อีกด้วย มาร่วมกันสนับสนุนเเละผลักดันให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี

ที่มา – ชาวบ้านนากลาง วอนเร่งกำจัดขยะทับถมนับ 10 ปี กระทบการใช้ชีวิต-ที่ทำกิน

Scroll to top