สแกมเมอร์ Cambodia

รมต.เกาหลีใต้ยันไม่ลดโควตาแรงงานกัมพูชา ชี้ต้องรักษาความเป็นธรรม

รัฐมนตรีแรงงานเกาหลีใต้ยืนยัน ไม่มีแผนลดโควตาแรงงานกัมพูชาในประเทศ ย้ำแรงงานทุกคนควรได้รับการปกป้องโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือถิ่นกำเนิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 20 ต.ค. 2568 นายคิม ยอง-ฮุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อเสียงเรียกร้องให้ตัดโควตาวีซ่า E-9 สำหรับแรงงานกัมพูชา ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น จากเหตุการณ์การลักพาตัวและอาชญากรรมอื่น ๆ ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ในการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงโซล นายคิมปฏิเสธข้อเสนอที่ว่ารัฐบาลกัมพูชาควรต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองเกาหลีใต้ หรือข้อเสนอที่ว่าเกาหลีใต้ควรลดโควตาแรงงานกัมพูชา E-9 ของกัมพูชาเพื่อเป็นการตอบโต้

นายคิมกล่าวว่า “ขณะนี้เราไม่มีแผนที่จะปรับโควตาแรงงานกัมพูชา E-9 ของกัมพูชา” พร้อมเตือนว่า การลดโควตาแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือจำกัดใบอนุญาตการจ้างงานโดยอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบแยกเดี่ยวนี้ อาจทำให้แรงงานกัมพูชาที่อาศัยและทำงานอยู่ในเกาหลีอยู่แล้วถูกตีตราอย่างไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกันก็บ่อนทำลายความสัมพันธ์ด้านแรงงานทวิภาคีด้วย

ความคิดเห็นของเขามีขึ้นในขณะที่อาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองเกาหลี โดยแก๊งอาชญากรรมที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา เกิดขึ้นหลายระลอก จนจุดประกายให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตของความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ วีซ่า E-9 อนุญาตให้นายจ้างชาวเกาหลีจ้างแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน เช่น การผลิต การเกษตร การประมง และการก่อสร้างได้ โดยในปีนี้ รัฐบาลได้กำหนดโควตาวีซ่า E-9 ทั้งหมดไว้ที่ 130,000 คน

นับตั้งแต่เกาหลีใต้ลงนามในข้อตกลงการจัดส่งแรงงานกับกัมพูชาในปี 2006 แรงงานกัมพูชาก็กลายเป็นผู้ใช้วีซ่า E-9 มากที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากเนปาล

นายคิมกล่าวด้วยว่า ท่ามกลางปัญหาการลดลงของจำนวนแรงงาน และการลดลงของประชากรในเกาหลีใต้ แรงงานต่างชาติถือว่าเป็นผู้ร่วมมือที่ขาดไม่ได้ในการรักษาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

และรัฐบาลของประธานาธิบดีอี แจ มยอง มุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคง ครอบคลุม และปลอดภัย ซึ่งแรงงานทุกคน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้เป็นพลเมืองก็สามารถทำงานได้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ

“เรากำลังเตรียมกรอบการบริหารจัดการแรงงานที่เป็นระบบมากขึ้นและกลไกสนับสนุนแบบบูรณาการสำหรับแรงงานต่างชาติ ขณะเดียวกันก็ยังคงเสริมสร้างการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของพวกเขาอย่างต่อเนื่องด้วย” นายคิมกล่าว

เนื่องจากมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเกลียดกลัวชาวต่างชาติ (xenophobia) และข้อมูลเท็จที่มุ่งเป้าไปที่แรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีน นายคิมจึงได้ยืนยันหนักแน่นอีกครั้งว่า “แรงงานทุกคนสมควรได้รับความเคารพ และแรงงานทุกคนควรได้รับการปกป้องโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือถิ่นกำเนิด”

เขากล่าวเสริมว่า “คำพูดที่สร้างความเกลียดชังและการมีอคติบนพื้นฐานของถิ่นกำเนิดและเชื้อชาติ ไม่ถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออก แต่เป็นอาชญากรรมและไม่สามารถยอมรับได้”

เมื่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามเรื่องการละเมิดสิทธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่นายจ้างในเกาหลี ยึดหนังสือเดินทางของแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย นายคิมยอมรับว่าการละเมิดดังกล่าวยังคงมีอยู่และได้กล่าว “ขอโทษในนามของรัฐบาล” พร้อมสัญญาว่าจะมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้นและมาตรการป้องกันที่เข้มแข็งขึ้น

“เราจะจัดตั้งช่องทางการรายงาน รวมถึงความร่วมมือกับกลุ่มพลเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของแรงงานข้ามชาติจะได้รับการรับฟัง และความกังวลของพวกเขาจะได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ” นายคิมกล่าว

รมต.เกาหลีใต้ยันไม่ลดโควตาแรงงานกัมพูชา ชี้ต้องรักษาความเป็นธรรม

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐมนตรีแรงงานเกาหลีใต้ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานต่างชาติทุกคน และจะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกคนที่เข้ามาทำงานในเกาหลีใต้

ทำไมเกาหลีใต้ถึงต้องการแรงงานกัมพูชา

การที่เกาหลีใต้ยังคงต้องการแรงงานจากกัมพูชา เนื่องมาจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานภายในประเทศ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น การผลิต การเกษตร และการก่อสร้าง แรงงานจากกัมพูชาจึงเข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปนี้ ทำให้เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

ความสำคัญของโควตาแรงงานกัมพูชา

การคงโควตาแรงงานกัมพูชาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เพียงแต่ต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานชาวกัมพูชาและครอบครัวของพวกเขาอีกด้วย การทำงานในต่างประเทศเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือการดูแลและปกป้องสิทธิของแรงงานเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบและการเลือกปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ การมีมาตรการที่เข้มงวดและโปร่งใสในการตรวจสอบและจัดการเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

อนาคตของแรงงานกัมพูชาในเกาหลีใต้

แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องให้ลดจำนวนแรงงานจากกัมพูชา แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังคงยืนยันที่จะรักษาโควตาเดิมไว้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับแรงงานทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากชาติใดก็ตาม

ในอนาคต คาดว่าเกาหลีใต้จะยังคงพึ่งพาแรงงานจากต่างชาติ รวมถึงแรงงานจากกัมพูชาต่อไป ดังนั้น การพัฒนาและปรับปรุงระบบการจัดการแรงงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแรงงานทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ

ที่มา – รมต.เกาหลีใต้ยันไม่ลดโควตาแรงงานกัมพูชา ชี้ต้องรักษาความเป็นธรรม

สส.เกาหลีใต้เผย คนไปกัมพูชาแล้วไม่กลับปีละพัน

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน ข้อมูลน่าตกใจที่กำลังถูกจับตามอง! สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีพลเมืองเกาหลีจำนวนมากเดินทางไปยังกัมพูชาแต่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศ ซึ่งจุดประกายความกังวลว่าอาจมีชาวเกาหลีเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ (scammer) ในกัมพูชามากกว่าที่คิดไว้

นายพัค ชาน-แด สส. จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจนี้ โดยระบุว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีชาวเกาหลีใต้หลายพันคนที่เดินทางไปยังกัมพูชา แต่กลับไม่มีข้อมูลการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีพลเมืองของตนเข้าไปพัวพันกับการทำงานในศูนย์หลอกลวงในประเทศกัมพูชา มากกว่าที่เคยมีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้

ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้ ซึ่งถูกยื่นให้กับ สส.พัค ระบุถึงส่วนต่างของจำนวนชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชาและจำนวนผู้ที่เดินทางกลับจากกัมพูชา โดยตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 3,209 คนในปี 2565, 2,662 คนในปี 2566 และ 3,248 คนในปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีส่วนต่างเพียง 113 คนเท่านั้น

การที่ชาวเกาหลีจำนวนมากไม่ได้เดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า จำนวนพลเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา อาจมีจำนวนสูงกว่าตัวเลขประมาณการของรัฐบาลที่ระบุไว้ราว 1,000 คนหรือไม่

สำหรับตัวเลขในปี 2568 นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคม พบว่ามีชาวเกาหลีใต้เดินทางไปกัมพูชา 67,609 คน แต่เดินทางกลับมาเพียง 66,745 คน คิดเป็นส่วนต่าง 864 คน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชาชี้ว่า ในปี 2567 มีชาวเกาหลีใต้เดินทางเข้าประเทศถึง 192,305 คน ในขณะที่ข้อมูลจากฝั่งเกาหลีใต้ระบุว่ามีพลเมืองเดินทางออกจากประเทศไปยังกัมพูชาในปีเดียวกันนั้นเพียง 100,820 คนเท่านั้น ตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมากนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

สำนักข่าวยอนฮัป (Yonhap) รายงานโดยอ้างอิงการเปิดเผยของผู้ที่รู้จักกับพนักงานในเครือข่ายอาชญากรรมแห่งหนึ่งในกัมพูชาว่า มีชาวเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการหลอกลวงในประเทศนี้อย่างน้อย 2,000 ถึง 3,000 คน

“ไม่ได้มีเพียงแค่คนที่เดินทางออกไปโดยเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังมีคนที่ลักลอบเข้ากัมพูชาโดยผ่านประเทศจีนอีกด้วย” แหล่งข่าวระบุถึงวิธีการเดินทางที่หลากหลายของเหล่าอาชญากร

แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งซึ่งอ้างว่าเคยทำงานในศูนย์อาชญากรรม ให้ข้อมูลว่ามีชาวเกาหลีอยู่ในศูนย์ดังกล่าวประมาณ 50 คน โดยบางคนเมื่อหาเงินได้จำนวนหนึ่งแล้วก็จะย้ายไปตั้งบริษัทใหม่ในภูมิภาคอื่น

นายพัค แสดงความกังวลว่า อาจยังมีเหยื่อชาวเกาหลีจากอาชญากรรมในกัมพูชาอยู่อีกจำนวนมาก พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศอย่างละเอียด

“รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศซ้ำ โดยการเปรียบเทียบประวัติการเข้าและออกของแต่ละบุคคลกับบันทึกของกงสุลและตำรวจ” นายพัคกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

ทำไมคนเกาหลีใต้ถึงไปกัมพูชาแล้วไม่กลับ?

คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน ปรากฏการณ์นี้อาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่กัมพูชา การเข้าไปพัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือแม้แต่การลักลอบเข้าไปทำงานผิดกฎหมาย

รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากพลเมือง และให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่อาจตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้ การประสานงานกับทางการกัมพูชาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดก็เป็นสิ่งสำคัญ

การที่ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน นี้ เป็นสัญญาณเตือนให้ตระหนักถึงภัยร้ายของอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การที่ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ด้วย

ที่มา – สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

เกาหลีใต้ส่งอัฐิ นศ.เสียชีวิตในกัมพูชา กลับอังคารนี้

ข่าวเศร้าจากกัมพูชา! เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้ หลังถูกทรมานและฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม รายงานผลชันสูตรร่วมเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่ออวัยวะภายใน

ตำรวจเกาหลีใต้แถลงการณ์ว่า กำลังดำเนินการส่งอัฐิของนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งตกเป็นเหยื่อของแก๊งอาชญากรรมในกัมพูชา กลับสู่มาตุภูมิในวันอังคารที่จะถึงนี้ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่จากทั้งเกาหลีใต้และกัมพูชาร่วมกันทำการชันสูตรศพอย่างละเอียดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะประกอบพิธีฌาปนกิจศพ

ตามข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ อัฐิของนักศึกษาผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งมีการเปิดเผยนามสกุลเพียงว่า ‘พัค’ จะออกเดินทางจากกัมพูชาในเวลา 23.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันจันทร์ และมีกำหนดการเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนในเกาหลีใต้ในเวลา 7.00 น. (ตามเวลาเกาหลีใต้) หลังจากนั้น อัฐิจะถูกส่งมอบให้กับครอบครัวของเขา เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนจากทั้งเกาหลีใต้และกัมพูชาได้ร่วมกันทำการชันสูตรศพของนักศึกษาพัค ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาร่างของเขามานานกว่าสองเดือน นับตั้งแต่พบศพของเขาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ใกล้กับภูเขาบกกอร์ บริเวณที่มีฐานปฏิบัติการและศูนย์กักกันของแก๊งหลอกลวงงาน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้

กระบวนการชันสูตรศพเริ่มขึ้นในเวลา 10.35 น. (ตามเวลากัมพูชา) และใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะมีการฌาปนกิจในเวลา 13.40 น.

ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบร่องรอยความเสียหายต่ออวัยวะภายในของผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงจะได้รับการสรุปอีกครั้ง หลังจากการตรวจสอบเพิ่มเติมในเกาหลีใต้

“สาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดจะได้รับการยืนยันหลังจากรวบรวมผลการสืบสวนของทั้งสองประเทศ รวมถึงการตรวจเนื้อเยื่อ และการทดสอบยาและสารพิษ ซึ่งมีกำหนดจะดำเนินการในเกาหลีใต้” สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

เหตุการณ์การเสียชีวิตของนายพัค ซึ่งถูกล่อลวงไปยังกัมพูชาโดยแก๊งอาชญากร ได้จุดประกายความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวเกาหลีใต้ และส่งผลให้รัฐบาลต้องส่งผู้แทนไปยังกัมพูชาเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองของพวกเขา

เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

ความคืบหน้าล่าสุด เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการหลอกลวงงานข้ามชาติ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างแดน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองของตนเอง

เรื่องราวของนักศึกษาพัคเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าใจ และหวังว่าการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ จะช่วยบรรเทาความโศกเศร้าของครอบครัวและเพื่อนฝูงของผู้เสียชีวิตได้บ้าง และขอให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนที่กำลังมองหางานทำในต่างประเทศ ให้ระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม

เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้ ถือเป็นบทสรุปของการดำเนินการในเบื้องต้น แต่การสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดและนำมาลงโทษยังคงดำเนินต่อไป

ที่มา – เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ตำรวจเกาหลีใต้เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ ด้วยการขอศาลออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 59 ราย จากทั้งหมด 64 ราย ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศจากกัมพูชา หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงกับหลากหลายกลโกงออนไลน์ ทั้งคอลเซ็นเตอร์, การหลอกให้รัก และ “ขบวนการเชือดหมู” คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเกาหลีใต้ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องสงสัยจำนวน 59 ราย ที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศกัมพูชา ฐานต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์หลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผู้ต้องสงสัย 64 ราย ถูกส่งตัวกลับถึงเกาหลีใต้ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) โดยมี 1 ราย ถูกจับกุมทันทีด้วยหมายจับที่ออกไว้ก่อนแล้ว ส่วนผู้ต้องสงสัยที่เหลือ 63 ราย มี 4 ราย ถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา และ 1 ราย ถูกปล่อยตัวหลังจากอัยการปฏิเสธคำขอหมายจับของตำรวจ ทำให้เหลือผู้ที่ถูกขอหมายจับในล็อตนี้ 59 ราย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในที่สุด

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวบุคคลเหล่านี้ทันทีที่เครื่องบินลงจอดและถูกนำตัวออกจากเครื่องบินโดยสวมกุญแจมือ โดย 45 ราย ถูกส่งไปยังจังหวัดชุงนัมทางตะวันตกเฉียงใต้ และอีก 19 ราย ถูกส่งไปยังภูมิภาคอื่น ๆ

นายปาร์ค ซอง-จู ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนแห่งชาติ ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บุคคลที่ถูกส่งตัวกลับมามีส่วนพัวพันกับอาชญากรรมหลากหลายประเภท ทั้ง คอลเซ็นเตอร์, โรมานซ์ สแกม (หรือ หลอกให้รัก) และการฉ้อโกงแบบ “No-show”

นายวี ซอง-รัก ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ผู้ที่ถูกควบคุมตัวนั้นมีทั้ง “ผู้เข้าร่วมโดยสมัครใจและผู้เข้าร่วมโดยไม่สมัครใจ” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของขบวนการเหล่านี้

ทางการเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า มีพลเมืองเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน ที่คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ทำงานในแก๊งหลอกลวงในกัมพูชา จำนวนรวม 200,000 คน  ซึ่งบางรายถูกบังคับภายใต้การขู่เข็ญให้ดำเนินกลโกงที่เรียกว่า “การเชือดหมู” ซึ่งเป็นรูปแบบการหลอกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เวลาสร้างความไว้ใจกับเหยื่อก่อนที่จะขโมยเงินไป

การส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับในครั้งนี้มีขึ้นภายหลังกระแสความไม่พอใจของสาธารณชนในประเทศต่อกรณีการทรมานและสังหารนักศึกษาเกาหลีใต้ ในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเป็นฝีมือของขบวนการอาชญากรรมดังกล่าว.

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทำไมเกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์จึงสำคัญ?

เหตุการณ์ เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากกัมพูชาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และความพยายามของเกาหลีใต้ในการปกป้องพลเมืองจากภัยการหลอกลวงออนไลน์ การที่ทางการเกาหลีใต้ดำเนินการอย่างจริงจังเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอาชญากรรมไซเบอร์จะไม่ถูกละเลย

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตระหนักรู้ถึงกลโกงออนไลน์รูปแบบต่างๆ และการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อ การหลอกลวงทางออนไลน์มีวิวัฒนาการอยู่เสมอ และผู้บริโภคจำเป็นต้องระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะลงทุนหรือให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางส่วนในการป้องกันตนเองจากการหลอกลวงออนไลน์:

  • ตรวจสอบข้อมูลของผู้ติดต่อก่อนที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ
  • ระมัดระวังข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • อย่าคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • ใช้รหัสผ่านที่คาดเดาได้ยากและเปลี่ยนรหัสผ่านของคุณเป็นประจำ
  • ติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและอัปเดตซอฟต์แวร์ของคุณให้เป็นปัจจุบัน
  • รายงานการหลอกลวงออนไลน์ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การตระหนักรู้และการระมัดระวังเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องตนเองจากภัยการหลอกลวงออนไลน์ ขอให้ทุกคนปลอดภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์!

ที่มา – เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังส่งตัวกลับจากกัมพูชา

เกาหลีใต้ เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน สู้ภัยอาชญากรรมกัมพูชา

เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน ธุรกิจเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา คาดตัดสินใจปลายเดือนนี้ หวังลดปัญหาพลเมืองถูกหลอกลวงและค้ามนุษย์

สถานการณ์อาชญากรรมในกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองเกาหลีใต้ กำลังนำไปสู่มาตรการตอบโต้ที่เข้มข้นขึ้น ล่าสุด รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาใช้มาตรการ เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการหลอกลวง

การตัดสินใจว่าจะดำเนินการคว่ำบาตรหรือไม่ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ และหากดำเนินการจริง จะถือเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดที่เกาหลีใต้เคยใช้เพื่อตอบโต้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา

เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน

ตามรายงานของหน่วยงานข่าวกรองทางการเงิน (FIU) ภายใต้คณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาที่จะกำหนดให้ผู้ต้องสงสัยและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็น “นิติบุคคลที่ถูกจำกัด” ซึ่งจะนำไปสู่การอายัดทรัพย์สินและการสกัดกั้นธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงสกุลเงินดิจิทัล

เจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีใต้รายหนึ่งกล่าวว่า “หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้หารือกันแล้วว่าจะกำหนดลักษณะขององค์กรอาชญากรรมในกัมพูชาและตอบสนองต่อองค์กรเหล่านี้อย่างไร”

การหารือนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรได้ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มบริษัท Prince Group และ Huione Group ในกัมพูชา ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และการฉ้อโกงทางไซเบอร์

ผลกระทบของการคว่ำบาตรทางการเงินต่อเครือข่ายอาชญากรรม

หาก เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน จริง จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจะถูกจำกัด ทำให้การดำเนินงานเป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเกาหลีใต้จะไม่ยอมรับการกระทำผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องพลเมืองของตน

นายยู แจ-ซอง รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจกำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาเพื่อพิจารณาว่าจะเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อบริษัทในเครือ Prince Group ในเกาหลีใต้หรือไม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาอย่างจริงจัง

การคว่ำบาตรทางการเงินครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีครั้งสำคัญของเกาหลีใต้ ที่ผ่านมาเน้นใช้วิธีทางการทูตในการแก้ไขปัญหา แต่สถานการณ์ที่เลวร้ายลงทำให้ต้องใช้มาตรการที่แข็งกร้าวมากขึ้น FIU ยังมีแผนที่จะขยายการสอบสวนกิจกรรมการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในสิ้นปีนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในกัมพูชาก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การที่เกาหลีใต้เข้าร่วมในความพยายามนี้ จะยิ่งทำให้การต่อสู้กับอาชญากรรมในภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การคว่ำบาตรทางการเงินอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกาหลีใต้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นที่รัฐบาลต้องใช้มาตรการที่หลากหลายเพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากมาตรการทางกฎหมายและการเงินแล้ว การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยของการหลอกลวงและการค้ามนุษย์ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

การตัดสินใจของเกาหลีใต้ที่จะ เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน จะเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคพิจารณา และอาจนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – เกาหลีใต้พิจารณาคว่ำบาตรทางการเงิน สู้เครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา

“ชูวิทย์” เผยข้อมูลใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

“ชูวิทย์” ชม “โรม-ไอซ์” 2 สส.พรรคประชาชน กล้าแสดงออก เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ แนะ “นายกฯ อนุทิน” หากแก้ได้ คะแนนนิยมทางการเมืองจะมากขึ้น

วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวถึงกระแสข่าว 7 นักการเมืองไทยเกี่ยวข้องแก๊งสแกมเมอร์ของกัมพูชา ว่า ไม่ต้องมาถามตนเอง แค่ถามประชาชนก็รู้กันหมดแล้ว ซึ่งก็เข้าใจว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ต้องดำรงอยู่ทางการเมือง และบางครั้งการเมืองไทยเป็นที่ชุบตัวของบรรดามาเฟีย ซึ่งข้อมูลตรงนี้ตนเองได้ให้กับ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ไปแล้วและได้นำไปใช้ รวมถึง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน ก็ได้นำข้อมูลนี้ไปใช้

นายชูวิทย์ เผยต่อไปว่า ทั้ง 2 คนก็กล้าที่จะแสดงออก โดยเฉพาะเรื่องการคลั่งชาติหรือการกระทำของคนบางคนที่บางครั้งใช้เครือข่ายไปทำงาน นักการเมืองไม่ได้ออกตัวเอง ซึ่งได้แนะนำรัฐบาลไปแล้วว่าให้ใช้โอกาสนี้จัดการเรื่องสแกมเมอร์ในคณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากจัดการได้ คะแนนนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยจะมาเยอะ พร้อมระบุอีกว่า ข้อมูลที่ตนเองมีเป็นข้อมูลมาตั้งแต่ยุคจีนเทา ที่มีชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการบริหารบริษัท เช่นเดียวกับขณะนี้ที่คนที่มีชื่อเกี่ยวข้องก็พยายามจะลบชื่อออก

เมื่อถามว่าพอจะเปิดเผยชื่อย่อได้หรือไม่เป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน นายชูวิทย์ ตอบว่า อย่าให้ตนพูดเลย เพราะเมื่อสักครู่เพิ่งนั่งกับนายกรัฐมนตรี และตนก็ไม่ได้รู้สึกเกร็งอะไรเพราะรู้จักกับนายกรัฐมนตรีมานาน เพียงแต่ให้กำลังใจ ผู้สื่อข่าวถามย้ำ หรือรู้สึกเกร็งเพราะวันนี้มาอยู่ต่อหน้านายกรัฐมนตรี นายชูวิทย์ บอกว่า นายกรัฐมนตรีได้ทักทายและสอบถามเรื่องสุขภาพว่าเป็นอย่างไร ตนจึงอวยพรให้นายกรัฐมนตรีอยู่นานๆ โดยนายกรัฐมนตรีขอให้ตนด่านายกรัฐมนตรีน้อยๆ หน่อย ซึ่งตนก็บอกว่าด่าเพราะรัก ถ้าไม่รักไม่พูดหรอก พร้อมแนะว่าหากนายกรัฐมนตรีจะจัดการปัญหาเรื่องสแกมเมอร์ได้ จะได้กระแสนิยมทางการเมืองมากขึ้น เพราะตอนนี้กัมพูชาเป็นศูนย์กลางสแกมเมอร์ของโลก หากนายกรัฐมนตรีจัดการปัญหานี้ได้เชื่อว่าสนามเลือกตั้งในกรุงเทพฯ พรรคภูมิใจไทยจะมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ระหว่างทำกิจกรรมที่สนามฟุตบอล โปโลฟุตบอลพาร์ค เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายชูวิทย์ ได้เข้าไปคุยกับนายกรัฐมนตรีระหว่างชมเกมการแข่งขันฟุตบอลในสนาม โดยมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสและหัวเราะเฮฮา ซึ่งขณะที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ นายชูวิทย์ ก็เดินมายืนฟังอยู่ด้านหลังด้วย และพยายามสะกิดนายกรัฐมนตรีให้ออกจากวงสัมภาษณ์เพื่อมาพูดคุยกับตนเอง ก่อนจะเดินไปส่งนายอนุทินขึ้นรถกลับ ซึ่งทั้งคู่ได้สวมกอดกันอย่างเป็นกันเอง และนายกรัฐมนตรีก็ยิ้มและหัวเราะด้วย.

“ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์กล่าวถึงคือการที่เขามอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ให้กับ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก ซึ่งทั้งคู่มีความกล้าที่จะแสดงออกในเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการคลั่งชาติและการใช้เครือข่ายเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

ข้อมูลที่ “ชูวิทย์” เปิดเผยเกี่ยวกับใครเอี่ยวสแกมเมอร์

นายชูวิทย์เน้นย้ำว่าข้อมูลที่เขามีนั้นเป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงไปถึงยุคจีนเทา โดยมีรายชื่อบุคคลที่เกี่ยวข้องในฐานะกรรมการบริหารบริษัท ซึ่งบุคคลเหล่านี้พยายามที่จะลบชื่อของตนเองออกจากข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ เขายังแนะนำให้นายกรัฐมนตรีใช้โอกาสนี้ในการจัดการปัญหาดังกล่าวภายในคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หากสามารถจัดการได้ จะส่งผลดีต่อคะแนนนิยมของนายกรัฐมนตรีและพรรคภูมิใจไทยอย่างมาก เนื่องจากกัมพูชาในขณะนี้เป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ระดับโลก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองและกลุ่มธุรกิจสีเทา การเปิดเผยข้อมูลของนายชูวิทย์และการดำเนินการของ สส. รังสิมันต์ โรม และ สส. รักชนก ศรีนอก เป็นสัญญาณที่ดีในการต่อต้านการทุจริตและอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด หากนายกรัฐมนตรีสามารถจัดการปัญหานี้ได้จริง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและส่งผลดีต่อการเมืองในระยะยาว

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับ “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรค่าแก่การติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในการเมืองไทย

ที่มา – “ชูวิทย์” เผยให้ข้อมูลไปหมดแล้วใครเอี่ยวสแกมเมอร์ ชม “โรม-ไอซ์” กล้าแสดงออก

สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา

สส.เกาหลีใต้เผย ช่วยเหลือพลเรือน 3 คนที่ถูกขังอยู่ในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในประเทศกัมพูชาได้สำเร็จ หลังพวกเขาร้องขอให้ตำรวจท้องถิ่นเข้าตรวจค้นอาคาร เรื่องราวช่วยเหลือ สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา กลายเป็นที่สนใจอย่างมาก

สำนักข่าว โชซอน อิลโบ (chosun ilbo) ของเกาหลีใต้รายงานว่า นายคิม บยองจู สมาชิกรัฐสภาเกาหลีจากพรรคประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ตำรวจท้องถิ่นได้ช่วยเหลือพลเรือนเกาหลีใต้ 3 คน ที่ถูกขังอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังจากเขาได้ร้องขอให้มีการตรวจค้นอาคาร

สส.คิม ซึ่งเป็นผู้นำทีมเฉพาะกิจของพรรคประชาธิปไตยเรื่องความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ในต่างประเทศ กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวที่สถานทูตเกาหลีใต้ในกรุงพนมเปญว่า ชายทั้งสามคนซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง 20 ปี และถูกขังในอาคารแห่งนี้มานานประมาณ 2 เดือนแล้ว ก่อนที่ตำรวจท้องถิ่นจะเข้าให้ความช่วยเหลือเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ตามการเปิดเผยของ สส.คิม ชายกลุ่มนี้ ถูกล่อลวงให้มายังกัมพูชา ผ่านคนรู้จักหรือประกาศรับสมัครงานออนไลน์ที่สัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนสูง และ ถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในการหลอกลวงโรแมนซ์สแกม (หลอกให้หลงรักเพื่อเอาเงินหรือทรัพย์สิน) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม

สส.คิมกล่าวอีกว่า เขาร้องขอให้ตำรวจกัมพูชาเข้าตรวจค้นอาคารที่เชื่อว่าเหยื่อถูกควบคุมตัวอยู่ หลังจากเมื่อวันพุธ เขาได้รับการติดต่อจากแม่ของเหยื่อรายหนึ่งที่แจ้งว่าลูกชายหายตัวไป ซึ่งตำรวจท้องถิ่นได้บุกตรวจค้นอาคาร และช่วยชาวเกาหลีใต้ทั้ง 3 คนออกมาได้สำเร็จ แม้ว่าผู้กระทำความผิดจะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ คาดว่าชาวเกาหลีใต้ทั้ง 3 คนจะถูกเนรเทศออกจากกัมพูชากลับประเทศหลังจากผ่านกระบวนการที่จำเป็นแล้ว คล้ายกับชาวเกาหลีใต้ 64 คนที่ถูกกัมพูชาจับกุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ และถูกส่งกลับประเทศไปเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้

เมื่อนักข่าวถามว่า ชาวเกาหลีทั้ง 3 คนจะถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์หรือไม่? สส.คิมตอบว่า “สิ่งที่ถูกต้องคือการปกป้องชีวิตพลเมืองของเราเป็นอันดับแรก ส่วนความรับผิดชอบทางกฎหมายควรจะถูกดำเนินการในภายหลัง”

สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา

เรื่องราวการช่วยเหลือนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เน้นย้ำถึงภัยอันตรายของการหลอกลวงออนไลน์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องงานที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง หรือการสร้างความสัมพันธ์หลอกลวงเพื่อหวังผลประโยชน์ ซึ่งมักจะนำไปสู่การถูกกักขัง บังคับใช้แรงงาน และสูญเสียทรัพย์สิน

ทำไมเรื่อง สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา ถึงสำคัญ?

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและการระมัดระวังในการติดต่อกับบุคคลแปลกหน้าทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเสนอผลประโยชน์ที่ดูดีเกินจริง นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ในการช่วยเหลือเหยื่อและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

  • ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด: ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หรือลงทุนใดๆ ควรตรวจสอบข้อมูลของบริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะเดินทางไป
  • ระมัดระวังในการติดต่อกับคนแปลกหน้า: อย่าหลงเชื่อข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง และระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับบุคคลที่ไม่รู้จักทางออนไลน์
  • แจ้งเบาะแส: หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย หรือทราบข้อมูลเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์ ควรรีบแจ้งเบาะแสให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การตระหนักถึงภัยอันตรายของการหลอกลวงออนไลน์และการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อ และสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และความสำคัญของการปกป้องพลเมืองของตนเอง

ที่มา – สส.เกาหลีใต้เผย ตร.บุกช่วยพลเรือน 3 คนจากตึกสแกมเมอร์ในกัมพูชา

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “สวี ฟาฉี” โกง 5 พันล้าน

ตำรวจจีนทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ นำโดย “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งในเมียนมา โกงเงินคนจีนไปกว่า 5,000 ล้านบาท หลังเมียนมาส่งตัวให้จีนดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนแถลงการณ์ว่า ได้ทลายขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติของ “สวี ฟาฉี” หรือ “สวี เหล่าฟา” หัวหน้าแก๊งโกกั้ง ทางตอนเหนือของเมียนมา ที่โกงเงินเหยื่อกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือราว 5,000 ล้านบาท หลังเมียนมาได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้จีนดำเนินคดี

ขบวนการนี้ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฉ้อโกงทางโทรศัพท์และออนไลน์กว่า 3,400 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันฉ้อโกง ทำร้ายร่างกาย หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์

คดีนี้อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างจีนและเมียนมา โดยตำรวจนครฉงชิ่งได้รับมอบหมายให้ทำการสอบสวนตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 หลังจากสืบสวนอย่างเข้มข้นเป็นเวลาหลายเดือน เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก ก่อนที่จะออกหมายจับสาธารณะในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน

ต่อมา ในวันที่ 30 มกราคม 2567 ตำรวจเมียนมาสามารถจับกุมตัว สวี ฟาฉี ได้ และส่งมอบให้กับทางการจีนภายใต้กลไกความร่วมมือด้านกฎหมายและความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศ

รายงานระบุว่า ระหว่างการสืบสวน เจ้าหน้าที่จีนกว่า 300 นายจากนครฉงชิ่งได้ลงพื้นที่กว่า 18 มณฑลและนคร รวมถึง ฝูเจี้ยน กุ้ยโจว กานซู่ และยูนนาน เพื่อทำการสอบพยานและตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม โดยทำงานร่วมกับทางการเมียนมาในพื้นที่ที่ยังมีความขัดแย้งทางอาวุธ

ระหว่างวันที่ 17-19 กันยายน 2568 ศาลประชาชนชั้นต้นลำดับที่ 5 นครฉงชิ่ง ได้เปิดการไต่สวนคดีของ สวี ฟาฉี และพวกต่อสาธารณชน ผลจากการสอบสวนพบว่า ตั้งแต่ปี 2562 สวี ฟาฉี ได้ก่อตั้งขบวนการอาชญากรรมในพื้นที่โกกั้ง โดยใช้เครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นร่วมมือกับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์ สร้างและเช่าพื้นที่โกง 14 แห่ง เช่น โรงแรมเถียนจื่อ เขตอุตสาหกรรมตงเฉิง เป่าป่าวจ้าย และอาคารหมายเลข 311 เพื่อใช้เป็นฐานหลอกลวงคนจีน

นอกจากนี้ เขายังควบคุมกองกำลังติดอาวุธกว่า 400 คน เพื่อคุ้มกันพื้นที่และบังคับผู้ทำงานในขบวนการ หากผู้ใดไม่ทำตามคำสั่งหรือไม่บรรลุเป้าหมาย จะถูกทำร้าย ทรมาน หรือสังหารอย่างโหดเหี้ยม ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนพบหลักฐานคดีฆาตกรรม 1 คดี บาดเจ็บสาหัส 1 คดี และคดีหน่วงเหนี่ยวกักขังและกรรโชกทรัพย์อีกหลายสิบคดีในพื้นที่นี้ ขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาโทษผู้ต้องหาและสมาชิกแก๊งทั้งหมด

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

“สวี ฟาฉี” คือใคร? ทำไมถึงโกงเงินได้มากมายขนาดนี้?

สวี ฟาฉี หัวหน้าแก๊งโกกั้ง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโกงเงินครั้งมหาศาลนี้ ได้สร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งในพื้นที่โกกั้ง ร่วมมือกับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ และใช้ความรุนแรงในการควบคุมลูกน้อง ทำให้ขบวนการของเขาสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายให้กับเหยื่อจำนวนมาก

การจับกุม สวี ฟาฉี และพวก ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของทางการจีนและความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราต้องระมัดระวังกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และตระหนักถึงภัยอันตรายจากการหลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและขอบเขตของอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ การที่ สวี ฟาฉี สามารถสร้างเครือข่ายและดำเนินการหลอกลวงในระดับนี้ บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและยกระดับมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ที่มา – จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

นายกฯ งดสัมภาษณ์สื่อ: เก็บตัวทำงานท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง “นายกฯ อนุทิน” เลือกที่จะเข้าทำเนียบรัฐบาล ทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน โดยงดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในวันนี้ คือการปฏิบัติภารกิจบนตึกไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน โดยไม่มีการปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ในช่วงเช้า สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้กับสื่อมวลชนทราบว่า นายกรัฐมนตรีจะให้สัมภาษณ์ประจำวันตามปกติ แต่ต่อมาได้แจ้งยกเลิกเนื่องจากนายกรัฐมนตรียังมีภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความสงสัยในหมู่สื่อมวลชนถึงเหตุผลของการงดให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้

กระทั่งเวลาประมาณ 15.45 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งคาดการณ์กันว่าเป็นการเข้ามารายงานความคืบหน้าภายหลังจากการเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงเพื่อหารือแนวทางการยกเลิก MOU 43-44 ในช่วงเช้าที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งวัน นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ และได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลในเวลา 16.30 น. สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายที่เฝ้าติดตามสถานการณ์

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การที่นายกรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจังจากสังคม รวมถึงยังเป็นการงดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

นายกฯ งดให้สัมภาษณ์สื่อ

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการงดให้สัมภาษณ์สื่อครั้งนี้ ก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สังคมกำลังจับตามองและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างเร่งด่วน

การงดให้สัมภาษณ์สื่อของนายกฯ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์ที่รุนแรง ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากสาธารณชนที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

การที่นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะเก็บตัวและงดให้สัมภาษณ์สื่อ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ การสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

การที่รัฐบาลไม่สื่อสารหรือชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างชัดเจน อาจทำให้ประชาชนรู้สึกไม่มั่นใจและไม่สบายใจเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาล

การทำงานอย่างหนักหลังฉากเป็นสิ่งที่ดี แต่การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดเผยก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคลายความกังวลของประชาชน หากรัฐบาลแสดงความมุ่งมั่นและให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา อาจช่วยลดความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนได้

นอกจากนี้ การรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนของสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาถึงความสำคัญของการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับประชาชน ควบคู่ไปกับการทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดเผย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจังและยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม รัฐบาลควรเป็นผู้นำในการประสานความร่วมมือและสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ งดให้สัมภาษณ์สื่อ เก็บตัวเงียบทำงานบนตึกไทยฯ ท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์

Scroll to top