สํานักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงปมบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนจำนวนมาก นั่นคือกรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงใน 7 วัน ปม “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากมีผู้ยื่นคำร้องร้องเรียนว่าการพิมพ์บาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงผู้ลงคะแนนและตัวเลือกที่เลือก ส่อเค้าขัดต่อหลักความลับในการลงคะแนนตามรัฐธรรมนูญ

ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงใน 7 วัน ปม “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง”

เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 17.30 น. สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการไปยังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ชี้แจงภายใน 7 วัน เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561 มาตรา 96 ซึ่งกำหนดให้การลงคะแนนต้องเป็นความลับสุดยอด ไม่สามารถเชื่อมโยงตัวบุคคลกับการเลือกได้

ประเด็นนี้จุดประกายจากคำร้องที่ยื่นเข้ามาเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ รวมทั้งสิ้น 12 คำร้อง แต่ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับบาร์โค้ดมี 3 คำร้องหลัก ได้แก่

  • นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือ ทนายอั๋น บุรีรัมย์ นักกฎหมายชื่อดังที่ติดตามประเด็นเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด
  • นายทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร นักธุรกิจและนักวิชาการอิสระ
  • ตัวแทนประชาชนที่ขอสงวนชื่อ

ทำไมบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถึงเป็นปัญหา?

หลายคนอาจสงสัยว่าบาร์โค้ดที่พิมพ์บนบัตรเลือกตั้งเพื่อวัตถุประสงค์ตรวจนับและป้องกันการปลอมแปลง ทำไมถึงถูกตั้งคำถาม เพราะถ้าสามารถถอดรหัสได้ อาจนำไปสู่การรู้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งคนไหนลงคะแนนให้พรรคหรือผู้สมัครใด ซึ่งขัดหลักพื้นฐานของประชาธิปไตยที่การเลือกตั้งต้องเป็นการแสดงออกอย่างอิสระและลับสุดยอด หากพิสูจน์ได้ว่ามีช่องโหว่นี้ อาจนำไปสู่การฟ้องร้องใหญ่โต

ขั้นตอนการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน

หลังจากกกต. ส่งคำชี้แจงกลับมา สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินจะรวบรวมข้อมูลและเสนอต่อที่ประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อพิจารณา หากเห็นว่ามีมูลจริงและขัดรัฐธรรมนูญ จะส่งเรื่องไปศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ถ้าไม่มีมูล ก็จะสั่งยุติเรื่องทันที ปัจจุบันมีผู้ตรวจการแผ่นดิน 2 ท่าน คือ นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ พล.ต.ท.ยุทธนา สงวนโภคัย ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่วนตำแหน่งที่ 3 อยู่ระหว่างการสรรหา โดยสว. จะพิจารณาในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่สะท้อนถึงความกังวลของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งที่ต้องโปร่งใสและยุติธรรม ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายๆ กันที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมาย หากกกต. ชี้แจงได้ชัดเจนว่าระบบปลอดภัยจริง คงคลายกังวลได้มาก แต่ถ้ามีช่องโหว่ อาจต้องปรับปรุงก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า

จากมุมมองของผม นี่เป็นสัญญาณดีที่หน่วยงานอิสระอย่างผู้ตรวจการแผ่นดินเข้ามาตรวจสอบ เพราะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลสำคัญ ติดตามอัพเดทเพิ่มเติมจากเราได้เลย!

ที่มา – ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งหนังสือให้ กกต. แจงใน 7 วัน ปม “บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง”

กกต. ย้ำ กปน. เผยรายละเอียดคนมาใช้สิทธิผิดกฎหมาย

กกต. ย้ำ กปน. เผยรายละเอียดคนมาใช้สิทธิมีความผิด เป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงก่อนวันเลือกตั้ง เนื่องจากมีรายงานว่าบางหน่วยเลือกตั้งมีการแชร์ข้อมูลผู้มาใช้สิทธิผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อยืนยันการปฏิบัติหน้าที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จึงต้องออกมาประชาสัมพันธ์ทันที เพื่อย้ำเตือนถึงกฎหมายที่ห้ามการกระทำดังกล่าวอย่างเด็ดขาด

กกต. ย้ำ กปน. เผยรายละเอียดคนมาใช้สิทธิมีความผิด ยัน กฎหมายห้ามเปิดเผย

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้ประชาสัมพันธ์หลักประกันตามกฎหมายที่คุ้มครองความลับของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าการลงคะแนนเสียงจะเป็นไปโดยตรงและลับ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

ตามมาตรา 146 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า ในระหว่างเวลาเปิดการออกเสียงลงคะแนนจนถึงเวลาปิดการออกเสียงลงคะแนน หากกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) เปิดเผยให้แก่ผู้ใดทราบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ใดมาลงคะแนนหรือยังไม่มาลงคะแนน เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

โทษทางกฎหมายสำหรับ กปน. ที่ฝ่าฝืน

  • จำคุกไม่เกิน 1 ปี สำหรับการกระทำที่ร้ายแรง
  • ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หากเป็นการกระทำที่ไม่ตั้งใจแต่ผิดกฎหมาย
  • ทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกระบวนการเลือกตั้ง

ข้อมูลเกี่ยวกับการมาใช้สิทธิเลือกตั้งถือเป็นข้อมูลที่กฎหมายคุ้มครองอย่างเข้มงวด และห้ามเปิดเผยโดยเด็ดขาด ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และป้องกันไม่ให้เกิดการกดดัน แทรกแซง หรือการซื้อสิทธิขายเสียงในกระบวนการเลือกตั้ง

หลักการสำคัญของการเลือกตั้ง: ออกเสียงโดยตรงและลับ

หลักการนี้เป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย โดยรัฐธรรมนูญไทยกำหนดให้การเลือกตั้งต้องดำเนินการด้วยวิธีการที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนด้วยตนเอง โดยตรง และเป็นลับ เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกผู้แทนได้โดยไม่ถูกบังคับหรือข่มขู่ หากข้อมูลการมาใช้สิทธิถูกเปิดเผย อาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ เช่น การติดตามกดดันผู้ที่ยังไม่มาโหวต หรือการให้รางวัลแก่ผู้ที่มาแล้ว ซึ่งจะบ่อนทำลายความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง

ในอดีต ประเทศไทยเคยเกิดกรณีคล้ายคลึงกัน เช่น ในบางท้องถิ่นที่ กปน. ถ่ายรูปบัตรลงคะแนนหรือรายชื่อผู้มาใช้สิทธิ แล้วโพสต์ลงโซเชียล ส่งผลให้ถูกดำเนินคดีและถูกตัดสิทธิ์ปฏิบัติหน้าที่ตลอดชีวิต กกต. จึงย้ำเตือนล่วงหน้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทุกคนตระหนักและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

นอกจากนี้ กกต. ยังมีมาตรการตรวจสอบและลงโทษอย่างรวดเร็ว หากพบการกระทำผิด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเองก็สามารถร้องเรียนได้ผ่านช่องทาง hotline หรือแอปพลิเคชันของกกต. เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม

กกต. ย้ำ กปน. เผยรายละเอียดคนมาใช้สิทธิมีความผิด ชี้แจงว่าทุกขั้นตอนของการเลือกตั้งมีกฎหมายรองรับ เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจ ข้อมูลส่วนบุคคลและการตัดสินใจจะได้รับการคุ้มครองเต็มที่

สรุปแล้ว การมีกฎหมายห้ามเปิดเผยข้อมูลนี้ไม่เพียงป้องกันความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทุกคนในการเข้าร่วมกระบวนการประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่แท้จริงต้องอิสระและลับ เพื่อให้เสียงของทุกคนมีน้ำหนักเท่ากัน

หากคุณเป็นกรรมการประจำหน่วยหรือผู้สนใจเรื่องการเลือกตั้ง แนะนำให้ศึกษากฎหมายเพิ่มเติมและหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลใดๆ ที่อาจผิดกฎหมาย แชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น สนับสนุนให้การเลือกตั้งไทยเป็นไปอย่างมีคุณภาพ

ที่มา – กกต. ย้ำ กปน. เผยรายละเอียดคนมาใช้สิทธิมีความผิด ยัน กฎหมายห้ามเปิดเผย

กกต. โต้ “เท้ง” ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ไม่เป็นจริง

กกต. โต้ “เท้ง” ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หัวคะแนนรู้ได้ใครกาไม่กาอะไร ไม่เป็นความจริง เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ หลังจากที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย กล่าวหาว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) สามารถถ่ายรูปต้นขั้วบัตรเลือกตั้งเก็บไว้ แล้วหัวคะแนนจะตรวจสอบได้ 100% ว่าใครกาหรือไม่กาเลือกตั้งแบบไม่มีพลาดแม้แต่น้อย แต่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงทันทีว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

กกต. โต้ “เท้ง” ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หัวคะแนนรู้ได้ใครกาไม่กาอะไร ไม่เป็นความจริง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 นายณัฐพงษ์ได้โพสต์ข้อความดังกล่าวทันทีหลังจากที่ กกต. จัดแถลงข่าวเกี่ยวกับบาร์โค้ดที่ปรากฏบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและป้องกันการปลอมแปลง โดยโพสต์ของเขาระบุชัดเจนว่า “กปน. สามารถถ่ายต้นขั้วเก็บไว้ แล้วหัวคะแนนตรวจได้ 100% ว่าใครกา / ไม่กา แบบไม่มีเขย่ง” ทำให้เกิดความสับสนและความกังวลในหมู่ประชาชนที่กำลังเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้ง

วันถัดมา วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 กกต. ได้โพสต์ชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่า กกต. โต้ “เท้ง” ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หัวคะแนนรู้ได้ใครกาไม่กาอะไร ไม่เป็นความจริง ข้อความดังกล่าวเป็นข้อมูลเท็จที่อาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่ง กกต. ย้ำว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เข้มงวด ไม่มีการถ่ายรูปหรือเก็บต้นขั้วบัตรเพื่อตรวจสอบการลงคะแนนของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

ทำไมกกต. ถึงชี้แจงเรื่องนี้

การชี้แจงครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเลือกตั้งเป็นหัวใจของประชาธิปไตย การแพร่กระจายข้อมูลเท็จหรือข่าวลืออาจทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบเลือกตั้งได้ กกต. ต้องการย้ำถึงความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพิมพ์บัตร การแจกจ่าย ไปจนถึงการนับคะแนน โดยเฉพาะบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของบัตร ไม่ใช่เพื่อติดตามการลงคะแนนของผู้มีสิทธิ์แต่ละคน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้บันทึกจำนวนบัตรที่แจกจ่ายและเหลือคืน แต่กฎหมายห้ามไม่ให้ถ่ายภาพหรือคัดลอกเพื่อป้องกันการซื้อสิทธิ์ขายเสียงหรือการทุจริต หากมีการฝ่าฝืน เจ้าหน้าที่จะถูกลงโทษทันที

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งและบาร์โค้ด

  • บาร์โค้ดบนบัตร: ใช้สำหรับสแกนตรวจสอบลำดับและจำนวนบัตร ไม่เชื่อมโยงกับชื่อผู้ลงคะแนน
  • ต้นขั้วบัตร: บันทึกแค่จำนวน ไม่มีรายละเอียดการกาเลือกตั้ง
  • กระบวนการลงคะแนน: ผู้ลงคะแนนกาในบูธลับ ป้องกันการมองเห็น
  • การนับคะแนน: ทำโดยกรรมการหลายคน ตรวจสอบร่วมกัน
  • กฎหมายคุ้มครอง: พ.ร.บ.เลือกตั้งกำหนดโทษหนักสำหรับผู้กระทำผิด

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยยืนยันว่า ระบบเลือกตั้งไทยมีความมั่นคงและโปร่งใส ไม่มีช่องโหว่ให้หัวคะแนนตรวจสอบการลงคะแนนของบุคคลได้ตามที่ถูกกล่าวหา ในอดีต กกต. เคยจัดการกับข่าวลือคล้ายๆ นี้มาแล้วหลายครั้ง เช่น เรื่องบัตรเลือกตั้งอัจฉริยะหรือการติดตาม GPS ซึ่งทั้งหมดถูกพิสูจน์ว่าเป็นเท็จ

ประเด็นนี้ยังสะท้อนถึงปัญหา fake news ในยุคโซเชียลมีเดีย ที่นักการเมืองบางคนใช้เพื่อโจมตีสถาบันเลือกตั้ง ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ กกต. อย่างเป็นทางการ ก่อนแชร์ต่อ

นอกจากนี้ การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ผู้มีสิทธิ์ควรศึกษาข้อมูลผู้สมัคร ลงทะเบียนเลือกตั้งให้ทัน และไปใช้สิทธิ์ให้เต็มที่ เพื่อให้เสียงของเรามีน้ำหนัก สุดท้าย กกต. โต้ “เท้ง” ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หัวคะแนนรู้ได้ใครกาไม่กาอะไร ไม่เป็นความจริง ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ตอนนี้เรามาร่วมกันรักษาความสะอาดในการเลือกตั้งกันเถอะ

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องแพร่กระจาย หากสนใจข่าวการเมืองเพิ่มเติม สมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราได้เลยวันนี้!

ที่มา – กกต. โต้ “เท้ง” ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง หัวคะแนนรู้ได้ใครกาไม่กาอะไร ไม่เป็นความจริง

“สนธิญา” ค้านนับคะแนนใหม่ชลบุรี เขต 1

“สนธิญา” ค้านนับคะแนนใหม่ชลบุรี เขต 1 กลายเป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เดินทางยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อคัดค้านการนับคะแนนใหม่ โดยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสเรียกร้องจากกลุ่มผู้ประท้วงที่อ้างสิทธิ์ประชาชน แต่สนธิญายืนกรานว่าต้องเป็นไปตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. พ.ศ. 2561

“สนธิญา” ค้านนับคะแนนใหม่ชลบุรี เขต 1

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569 สนธิญา สวัสดี ได้มาที่สำนักงาน กกต. เพื่อยื่นข้อร้องเรียน โดยอ้างอิงมาตรา 140 ของ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. ที่กำหนดชัดเจนว่าผู้ร้องต้องเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเขตนั้น ผู้สมัครในเขต หรือพรรคที่ส่งผู้สมัครเท่านั้น จึงมีสิทธิ์ยื่นขอตรวจสอบหรือนับคะแนนใหม่ ชาวบ้านหรือคนนอกเขตไม่มีอำนาจตามกฎหมาย สนธิญาเรียกร้องให้ กกต. ยึดหลักนี้ ไม่เปิดหีบใหม่ และดำเนินคดีผู้กระทำผิดทั้งหมด

นอกจากนี้ เขายังท้าทายพรรคการเมืองที่อาจอยู่เบื้องหลังการชุมนุมประท้วงหรือ ‘ด้อมส้ม’ ให้ออกมาแสดงตัวอย่างชัดเจน หากพรรคแพ้หรือชนะก็สามารถใช้สิทธิ์ตามกฎหมายได้ ไม่ต้องใช้นอกระบบที่ก่อความวุ่นวาย สนธิญาเน้นย้ำว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มาจากมติประชาชน 52 ล้านคน หากปล่อยให้ซื้อเสียงหรือทุจริต ประชาชนทั้งประเทศจะต้องรับกรรมจากรัฐบาลที่คอร์รัปชัน

ชาวบ้านโผล่ถามกลางวงสัมภาษณ์ “ทำไมทำไม่ได้”

ระหว่างให้สัมภาษณ์ มีชาวบ้านที่มาร่วมยื่นหนังสือขอให้นับคะแนนใหม่ โผล่เข้ามาถามตรงๆ ว่า “แล้วใครจะยื่นได้” สนธิญาตอบว่าประชาชนในเขต พรรคในเขต สามารถทำได้ ชาวบ้านแย้งว่าทำไมคนนอกเขตทำไม่ได้ โดยอ้างกฎหมายว่าถ้าไม่สุจริตใครก็ยื่นได้ สนธิญาชี้แจงว่าการซื้อเสียง การทุจริต กับการขอนับใหม่เป็นคนละเรื่อง การชุมนุมอาจละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นและ กกต. การนับใหม่ทั้งประเทศจะเสียงบ 8,700 ล้านบาท เอาเงินมาจากไหน?

สนธิญายืนยันว่าเขาไม่เกรงกลัวการชุมนุม และพร้อมยืนเคียงข้าง กกต. หากยึดกฎหมาย ไม่มีส่วนได้เสียส่วนตัว แต่เพื่อประเทศชาติที่ต้องเดินบนรากฐานกฎหมาย

หลักกฎหมายที่สนธิญาอ้างอิง

  • มาตรา 140 พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส.: กำหนดผู้มีสิทธิ์ร้องเรียนชัดเจน ต้องเป็นคนในเขต ผู้สมัคร หรือพรรค
  • ห้ามใช้นอกระบบ เช่น ชุมนุมก่อความวุ่นวาย
  • ดำเนินคดีผู้กระทำผิดทุจริต ซื้อเสียง
  • รักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้งทั่วประเทศกว่า 1 แสนหน่วย

ประเด็น “สนธิญา” ค้านนับคะแนนใหม่ชลบุรี เขต 1 สะท้อนปัญหาการเลือกตั้งที่ยังค้างคา โดยเฉพาะชลบุรี เขต 1 ที่มีข้อกล่าวหาบัตรปลอมและซื้อเสียง สนธิญาไม่สนับสนุนการนับใหม่ทุกจังหวัดหากไม่ถูกต้องตามกฎหมาย กกต.ต้องตัดสินใจโดยไม่เกรงใจแรงกดดัน

จากมุมมองของผู้เขียน การยึดมั่นหลักนิติธรรมคือหัวใจของประชาธิปไตย หากปล่อยให้ใครก็ได้ร้องได้โดยไม่จำกัด จะนำไปสู่ความโกลาหล คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ

ที่มา – “สนธิญา” ค้านนับคะแนนใหม่ชลบุรี เขต 1 “ชาวบ้าน” โผล่ถามกลางวงสัมภาษณ์ “ทำไมทำไม่ได้”

กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย

หลังจากการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ผ่านมา มีประเด็นร้อน ๆ เกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการฉีกบัตร การนับคะแนนใหม่ หรือแม้กระทั่งข่าวลือเรื่องซื้อเสียงที่แพร่สะพัดไปทั่วโซเชียล ล่าสุด กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ โดยรองเลขาธิการ กกต. ออกมาแถลงชี้แจงอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ

วันที่ 9 ก.พ. 2569 ที่สำนักงาน กกต. ว่าที่ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้แถลงความคืบหน้าต่าง ๆ เกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้ง โดยยืนยันว่าทุกประเด็นกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นกรณีฉีกบัตรที่ จ.น่าน หรือกรณี กปน. แอบหย่อนบัตรที่ จ.พะเยา กกต. จะรอรายงานจากผู้เกี่ยวข้อง หากพบการฝ่าฝืนกฎหมาย จะดำเนินการทันทีตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียง

กรณีปทุมธานีนับคะแนนใหม่ ไม่กระทบผลเลือกตั้ง

สำหรับประเด็นร้อนที่ จ.ปทุมธานี หน่วยหอประชุม ม.ราชมงคลธัญบุรี ที่มีการนับคะแนนใหม่ รองเลขาฯ กกต. ชี้แจงว่าเป็นการนับคะแนนนอกเขตและนอกราชอาณาจักร ซึ่งผลการนับใหม่ ไม่ทำให้ผลเลือกตั้งเปลี่ยนแปลง ข่าวที่ว่าพรรคภูมิใจไทยนำแล้วกลายเป็นพรรคประชาชนนำนั้นเป็นข้อมูลคลาดเคลื่อนทั้งสิ้น ขณะนี้รอรายงานจาก ผอ.กกต.จังหวัดเพื่อสรุปข้อเท็จจริง

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการไม่อนุญาตให้ประชาชนสังเกตการณ์และคลุมกล้องวงจรปิด กกต. ย้ำว่าประชาชนมีสิทธิ์สังเกตการณ์ได้ทุกหน่วย หากพบสิ่งไม่ชอบธรรม จะเสนอให้ กกต. พิจารณาดำเนินการทันที ส่วน จ.พิจิตร ที่มีข่าวบัตรเขย่ง ก็กำลังตรวจสอบเช่นกัน เนื่องจากผลไม่เป็นทางการอาจคลาดเคลื่อน รอผลอย่างเป็นทางการจึงเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง

แถลงข่าวกกต. เรื่องทุจริตเลือกตั้ง

กรณี กทม. คันนายาว หน่วย 9 ที่ฝนตกหนักทำให้บัตรเสียหาย กกต. สามารถสั่งเลือกตั้งใหม่ได้ตามกฎหมายหากบัตรชำรุดจำนวนมาก คลิปโซเชียลที่แอบนับคะแนนโดยไม่ชูบัตรให้เห็น กกต. ก็จะตรวจสอบข้อเท็จจริงเช่นกัน ส่วนผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ จะประกาศภายใน 60 วันตามกฎหมาย

มีเรื่องร้องทุจริต 113 เรื่อง ซื้อเสียงมากสุด

ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาฯ กกต. เผยว่ามีเรื่องร้องทุจริตแล้ว 113 เรื่อง โดยความผิดฐานซื้อเสียงตามมาตรา 73(1) พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มากที่สุด ได้รับเป็นสำนวน 107 เรื่อง กระจายทุกพื้นที่ กกต. กำชับดำเนินการเฉียบขาดทุกประเด็น รวมถึงปัญหาทางเทคนิคของระบบรายงานผล ซึ่งแก้ไขแล้ว รายงานคะแนนเข้ามา 94% และจะเผยแพร่รายงาน 5/18 ทางเว็บไซต์ให้ตรวจสอบ

กกต. ตรวจสอบซื้อเสียง
รองเลขาธิการ กกต. แถลง
  • กกต. สืบสวนทุกคลิปซื้อเสียงที่ปรากฏ ไม่ต้องห่วงเพราะ “จะกัดไม่ปล่อย”
  • ประชาชนร้องได้ภายใน 30 วันหลังประกาศผล
  • ระบบรายงานผลปรับปรุงแล้ว รอผลอย่างเป็นทางการ

จากที่ กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความสุจริตเลือกตั้ง แม้จะมีเสียงวิจารณ์หนัก แต่ กกต. ก็พร้อมสู้เพื่อความโปร่งใส ในมุมมองของผม นี่คือก้าวสำคัญที่จะฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนในระบบประชาธิปไตยไทย ลองติดตามผลการตรวจสอบต่อไป หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นอะไรน่าสงสัย แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – กกต. บอกไม่ต้องห่วง จะกัดไม่ปล่อย หลังถูกวิจารณ์ซื้อเสียงคนรู้ทั้งประเทศ

กกต. แจงด่วนภาพ “แสวง” ถ่ายคู่ “นายกหนึ่ง” เป็นภาพเก่าปี 2567

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นการเมืองที่มักถูกตีความเกินจริง ล่าสุด กกต. แจงด่วนภาพ “แสวง” ถ่ายคู่ “นายกหนึ่ง” เป็นภาพเก่าปี 2567 ทำให้หลายคนโล่งใจจากข่าวลือที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด

กกต. แจงด่วนภาพ “แสวง” ถ่ายคู่ “นายกหนึ่ง” เป็นภาพเก่าปี 2567

วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกชี้แจงอย่างเป็นทางการ หลังจากมีภาพและข้อความถูกแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่นั่งคุยกับนายสกล ธเนตรตระกูล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “นายกหนึ่ง” นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในคลองบางปลากด จังหวัดสมุทรปราการ ท่ามกลางกระแสข่าวการร้องเรียนเรื่องการเลือกตั้ง

กกต. ยืนยันชัดเจนว่าภาพดังกล่าวไม่ใช่เหตุการณ์ล่าสุด แต่เป็นภาพเก่าจากวันที่ 10 ธันวาคม 2567 ซึ่งนายแสวงเดินทางไปเป็นประธานเปิดโครงการอบรมให้ความรู้เรื่องการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ณ วัดใหญ่บางปลากด จังหวัดสมุทรปราการ ตามคำเชิญของคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดสมุทรปราการ

ที่มาของภาพและภารกิจที่แท้จริง

งานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตย (ศส.ปชต.) ซึ่งขอรับงบประมาณอุดหนุนจาก อบต. ในคลองบางปลากด เพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเมืองและการเลือกตั้งให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย นอกจากนี้ การเลือกตั้งสมาชิก อบต. คลองบางปลากด เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2568 ก็ผ่านพ้องไม่มีเรื่องร้องเรียนทุจริตหรือการเลือกตั้งไม่โปร่งใสแต่อย่างใด กกต. จึงย้ำว่าภาพนี้เป็นเพียงการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่มีอะไรเกินเลย

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาข้อมูลเท็จหรือข้อมูลที่ถูกตีความผิดบริบทในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจสร้างความสับสนให้กับประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเลือกตั้งท้องถิ่นบ่อยครั้ง ผู้ที่แชร์ภาพควรตรวจสอบแหล่งที่มาก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่กระจายข่าวลือที่ไม่มีมูล

บทบาทของนายแสวง บุญมี และ “นายกหนึ่ง”

นายแสวง บุญมี ในฐานะเลขาธิการ กกต. มีหน้าที่สำคัญในการกำกับดูแลการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรม ส่วนนายสกล ธเนตรตระกูล หรือ “นายกหนึ่ง” เป็นนายก อบต. คลองบางปลากดที่ได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านในการพัฒนาท้องถิ่น การพบปะกันในภาพจึงเป็นเรื่องปกติของการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ

  • ภาพถ่ายเมื่อ 10 ธ.ค. 2567 จากงานอบรมประชาธิปไตย
  • ไม่มีร้องเรียนทุจริตในการเลือกตั้ง อบต. ล่าสุด
  • กกต. ชี้แจงเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด
  • เน้นย้ำความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีนี้ เราสามารถเรียนรู้ได้ว่าการตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ กกต. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการรักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง หากประชาชนพบข้อมูลน่าสงสัย ควรติดต่อกกต. โดยตรงเพื่อขอคำชี้แจง

สุดท้ายแล้ว กรณี กกต. แจงด่วนภาพ “แสวง” ถ่ายคู่ “นายกหนึ่ง” เป็นภาพเก่าปี 2567 ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของความรวดเร็วในการสื่อสารของหน่วยงานรัฐ สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนมากขึ้น หากคุณสนใจข่าวการเมืองท้องถิ่น แนะนำให้ติดตามเว็บไซต์กกต. อย่างสม่ำเสมอ และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อช่วยลดข่าวลือในสังคม!

ที่มา – กกต. แจงด่วนภาพ “แสวง” ถ่ายคู่ “นายกหนึ่ง” เป็นภาพเก่าปี 2567

ศาลสั่งถอนชื่อก้องเกียรติ พรรคกล้าธรรม สส.

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อน ๆ มาอัปเดตกันครับ เรื่อง สั่งถอนชื่อ “ก้องเกียรติ” พรรคกล้าธรรม ออกจากรายชื่อผู้สมัคร ส.ส. นครศรีธรรมราช เขต 7 หลังจากมีประวัติคดีลักทรัพย์เมื่อ 20 ปีก่อน เรื่องนี้ศาลฎีกาตัดสินชัดเจน ยกคำร้องอุทธรณ์ของนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ ทำให้ต้องหลุดจากสนามเลือกตั้งไปเรียบร้อย

สั่งถอนชื่อ “ก้องเกียรติ” พรรคกล้าธรรม ออกจากผู้สมัคร สส. ปมโดนคดีลักทรัพย์ 20 ปีก่อน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2569 ที่สำนักงาน กกต. มีรายงานว่าศาลฎีกามีคำพิพากษายกคำร้องของนายก้องเกียรติ ซึ่งเป็นผู้สมัครหมายเลข 3 พรรคกล้าธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 7 โดยยึดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 98 (10) ประกอบ พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. มาตรา 42 (12) ที่ห้ามผู้เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต

รายละเอียดคดีลักทรัพย์ที่เป็นประเด็น

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2542 หรือ 20 กว่าปีก่อน นายก้องเกียรติถูกดำเนินคดีที่ สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี คดีหมายเลข 1462/2542 ข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335(1) วรรคแรก ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี คดีแดง 3673/2542 พิพากษาจำคุก 6 เดือน ปรับ 1,500 บาท แต่รอลงอาญา 2 ปี และคุมประพฤติ 1 ปี ซึ่งนายก้องเกียรติปฏิบัติตามเงื่อนไขครบถ้วนแล้ว

แม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ กกต. ตรวจสอบหลังได้รับร้องเรียนจากประชาชน พบข้อมูลจากตำรวจ ศาล และสำนักงานคุมประพฤติสอดคล้องกัน ข้อมูลในใบสมัคร ส.ส. ชื่อ-นามสกุล บ้านเรือนตรงกับจำเลยเป๊ะ แม้นายก้องเกียรติจะอ้างว่าเอกสารถูกเผา ไม่ยืนยันตัวบุคคลได้ แต่ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานชัดเจน ข้ออ้างเรื่องคดีอาวุธปืนหรือลงโทษจำเลยอื่นไม่รับฟัง

  • ข้อมูลสอดคล้อง: ชื่อ-วันเกิด-ที่อยู่ตรงกับคดี
  • คำพิพากษาชัด: ลักทรัพย์กลางคืน เพียงนายก้องเกียรติคนเดียว
  • ถึงที่สุด: ไม่อุทธรณ์ และปฏิบัติโทษครบ
  • กฎหมายห้าม: ไม่ว่าจะเก่าแค่ไหน ถ้าคุณสมบัติขาด ต้องถอน

ศาลชี้ว่าคำสั่ง กกต. ถอนชื่อชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ สั่งถอนชื่อ “ก้องเกียรติ” พรรคกล้าธรรม เกิดขึ้นจริง สะท้อนความเข้มงวดของระบบเลือกตั้งไทย ที่ไม่ยอมให้ผู้มีประวัติอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์มาลงสมัคร ส.ส. แม้จะห่างเหินมานาน

ผลกระทบต่อพรรคกล้าธรรมและการเลือกตั้ง

พรรคกล้าธรรมเสียผู้สมัครหลักในเขตนี้ อาจต้องปรับแผนด่วน ส.ส.นครศรีธรรมราช เขต 7 เป็นเขตสำคัญทางใต้ ประชาชนที่นี่ให้ความสนใจข่าวนี้มาก คดีเก่าแต่กฎหมายยังใช้ได้ แสดงว่าระบบตรวจสอบทำงานดี

สำหรับคนทั่วไปอย่างเรา เรื่องนี้เตือนใจว่าการสมัคร ส.ส. ต้องสะอาด 100% แม้คดีเก่าก็อาจตามหลอกหลอน นอกจากนี้ยังเปิดช่องให้ผู้สมัครอื่นมีโอกาสมากขึ้นในการแข่งขัน

ในมุมมองผู้เขียน การตัดสินแบบนี้เป็นธรรมดีแล้ว เพราะ ส.ส. คือตัวแทนประชาชน ต้องมีคุณธรรมจริยธรรมสูง หากมีประวัติลักทรัพย์ แม้รอลงอาญา กฎหมายก็กำหนดชัดเพื่อปกป้องประชาธิปไตย คุณคิดเห็นยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกนี้เลย!

ที่มา – สั่งถอนชื่อ “ก้องเกียรติ” พรรคกล้าธรรม ออกจากผู้สมัคร สส. ปมโดนคดีลักทรัพย์ 20 ปีก่อน

กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะอำนวยความสะดวกประชามติ

กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะ เพื่อช่วยเหลือผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติให้สะดวกขึ้น โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป ระเบียบนี้เน้นย้ำเรื่องความโปร่งใส ห้ามหน่วยงานรัฐหรือกกต. จูงใจหรือบังคับให้ประชาชนไปโหวตอย่างใดอย่างหนึ่งนะครับ วันนี้เราจะมาสรุปให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ กันเลย

กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะโดยหน่วยงานรัฐอำนวยความสะดวกผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

ระเบียบนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ลงนามโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกกต. เพื่อให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และ พ.ร.ป.กกต. อาศัยอำนาจตามมาตรา 22, 5, 6 และ 78 ครับ เป้าหมายหลักคือให้หน่วยงานรัฐช่วยเหลือเรื่องรถรับส่ง แต่ต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้โหวต

นิยามคำศัพท์สำคัญในระเบียบกกต. การจัดยานพาหนะ

  • คณะกรรมการ คือ กกต. ตามกฎหมาย
  • หน่วยงานของรัฐ ครอบคลุมกระทรวง ทบวง กรม ราชการส่วนภูมิภาค ท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ ฯลฯ
  • สำนักงาน คือ สำนักงานกกต.
  • ผู้มีสิทธิออกเสียง คือผู้มีสิทธิ์โหวตประชามติ
  • วันออกเสียง คือวันโหวตจริง

ระเบียบนี้เรียกเต็ม ๆ ว่า “ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการจัดยานพาหนะโดยหน่วยงานของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2569” มีผลตั้งแต่วันถัดจากประกาศ

ขั้นตอนการจัดยานพาหนะตามระเบียบกกต.

หน่วยงานรัฐที่อยากช่วยเรื่องรถต้องแจ้ง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ก่อน โดยระบุรายละเอียดชัดเจน เช่น

  • ประเภทและจำนวนรถ
  • ระยะเวลาการใช้
  • เจ้าหน้าที่รับผิดชอบ

แจ้งทางอีเมลได้เลย สำนักงานกกต. หรือสำนักงานจังหวัดก็จัดได้เช่นกัน ที่สำคัญ รถต้องปิดป้ายชัดเจนว่า “ยานพาหนะของ [หน่วยงาน] สำหรับรับส่งผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ”

ข้อห้ามสำคัญ: ห้ามจูงใจการออกเสียง

กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะ แต่ย้ำหนัก ๆ ว่า ห้าม หน่วยงานรัฐ กกต. หรือสำนักงานจังหวัด ทำอะไรที่จูงใจหรือควบคุมให้ผู้มีสิทธิไปโหวต “ใช่” “ไม่” หรือไม่ออกเสียงเลย หากฝ่าฝืนอาจมีโทษตามกฎหมายนะครับ เพื่อรักษาความเป็นกลางของการประชามติ

ประธานกกต. รักษาการตามระเบียบนี้ และมีอำนาจกำหนดเพิ่มเติม ยกเว้น หรือผ่อนผันได้หากจำเป็น

ระเบียบนี้สำคัญมาก เพราะช่วยให้ผู้มีสิทธิ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล เดินทางไปคะแนนสะดวก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการแทรกแซงทางการเมือง มันแสดงถึงความพยายามของกกต. ในการทำให้การออกเสียงประชามติโปร่งใสและยุติธรรม สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

สำหรับประชาชนอย่างเรา ๆ ถ้าอยู่ในพื้นที่ที่หน่วยงานรัฐจัดรถ ก็ตรวจสอบป้ายและรายละเอียดให้ดี อย่าให้ใครมาบังคับการโหวตของคุณนะครับ การตัดสินใจต้องมาจากตัวเอง

นอกจากนี้ คุณสามารถดาวน์โหลดระเบียบฉบับเต็ม จากราชกิจจานุเบกษาได้เลย

สรุปแล้ว กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะ นี้เป็นก้าวดีในการอำนวยความสะดวก แต่ต้องยึดหลักความเป็นกลางเป็นหลัก หากคุณมีประสบการณ์หรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้สิทธิ สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตการเลือกตั้งจากเว็บกกต. เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ความเห็นส่วนตัว: ระเบียบนี้ช่วยลดช่องโหว่การซื้อเสียงทางอ้อมได้ดีมาก หวังว่าจะนำไปสู่ประชามติที่แท้จริง

ที่มา – กกต. ออกระเบียบการจัดยานพาหนะโดยหน่วยงานรัฐอำนวยความสะดวกผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ

Scroll to top