หาดใหญ่

“จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย ฟื้นฟูหาดใหญ่

“จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย ผนึก “ประชาชาติ” เดินหน้าส่งอาสาสมัครเร่งฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมหาดใหญ่ อัด “รัฐบาลหนู” บริหารจัดการล้มเหลว แผนเยียวยาไม่ชัดเจน

วันที่ 7 ธ.ค. 2568 ที่ชุมชนโคกสมาน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พรรคเพื่อไทย นำทีมโดย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค และ สส.เชียงใหม่ พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค, สส.และสมาชิกพรรค อาทิ ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ นายทะเบียนพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ, นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กรรมการบริหารพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา ผู้เสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.เพชรบูรณ์ เขต 3 และตัวแทนผู้เข้าร่วมโครงการPheuThaiYoungProfessionalsProgram (YPP)

จับมือผนึก พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และ สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมกันเดินทางลงพื้นที่ เพื่อติดตามสถานการณ์ฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมให้กำลังใจผู้ประสบภัยและอาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

ช่วงหนึ่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และคณะ ได้เดินเยี่ยมเยือนตามบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนในชุมชนโคกสมาน พบว่าบ้านเรือนได้รับผลกระทบอย่างหนัก ชาวบ้านต่างเล่าเหตุการณ์นาทีชีวิตในการเผชิญเหตุอุทกภัย ซึ่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยได้ให้กำลังใจ พร้อมยืนยันจะทำหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่

โดยจุลพันธ์ กล่าวว่า ภารกิจของวันนี้เป็นการทำงานร่วมกันกับพรรคประชาชาติ โดยที่ผ่านมาทั้งสองพรรคได้เข้าช่วยเหลือในพื้นที่ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เกิดเหตุ จะเห็นจากการระดมสิ่งของเครื่องใช้หรืออาหารในการยังชีพมาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

ซึ่งภายหลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลายในช่วงนี้จึงอยู่ในช่วงเร่งฟื้นฟูเพื่อให้ชาวบ้านได้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว โดยที่ผ่านมาทั้งสองพรรคได้ร่วมกันส่งอาสาสมัครเข้ามาในพื้นที่แล้วจำนวนหลายร้อยคน โดยมีอาสาสมัครบางส่วนมาจากสามจังหวัดชายแดนใต้

ทั้งนี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นต่อการบริหารจัดการของรัฐบาล ว่าในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ถือว่าการสื่อสารในการรับมือของรัฐบาลเป็นไปด้วยความล้มเหลว ไม่ควรให้เกิดสภาวะที่ประชาชนเกิดความสงสัย ควรมีความชัดเจนในการพิสูจน์ทราบอัตลักษณ์ผู้เสียชีวิต เพื่อให้ญาติพี่น้องได้นำไปทำพิธีตามหลักศาสนา

ขณะเดียวกันสภาพบ้านเรือนในพื้นที่เสียหายอย่างหนัก นายกรัฐมนตรี ต้องเร่งสั่งการเยียวยาให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยเฉพาะในเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งหาดใหญ่ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เป็นหัวใจสำคัญของประเทศ เนื่องจากได้รับความนิยมทั้งจากคนไทยและต่างประเทศ รัฐบาลควรเร่งออกแพ็กเกจในการกระตุ้นภาคการท่องเที่ยวอย่างเร็วที่สุด

“เราเห็นกองขยะสูงเท่าตึกสามชั้น ตรงจุดนี้กำลังของประชาชนและอาสาสมัครคงไม่เพียงพอ จำเป็นต้องมีหน่วยงานรัฐระดมกำลังเข้ามาบูรณาการช่วยเหลืออย่างจริงจัง หากปล่อยแบบนี้คาดว่าอีก 2 เดือนกลับมา ก็ยังจะเห็นภูเขาขยะเท่าตึกสองสามชั้นเหมือนเดิม”  หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าว

ด้านนายทวี กล่าวเสริมว่า ทั้งสองพรรคได้ร่วมกันทำงานมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงนี้เรายึดถือภารกิจว่าจะทำให้แต่ละซอยกลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว จากการรับฟังเสียงชาวบ้านพบว่าเจอปัญหาการบริหารจัดการของภาครัฐ ทำให้เกิดผลกระทบทั้งการสัญจรและสุขอนามัย

ในส่วนการระดมอาสาสมัคร จะมีเยาวชนจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ เข้ามาฟื้นฟูในพื้นที่อีกร่วม 500 คน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีสะท้อนให้เห็นความมีน้ำใจและความสามัคคีกัน ซึ่งที่ผ่านมาเวลาเกิดเหตุอุทกภัยในพื้นที่ 3 จังหวัด ประชาชนหาดใหญ่ก็จะระดมกำลังกันไปช่วยเหลือมาโดยตลอด

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจในจุดที่ 1 พรรคเพื่อไทยจะเดินทางลงพื้นที่ไปยังสำนักงานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสงขลา เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจประธานและคณะกรรมการอิสลาม จากนั้นจะเดินทางไปพบปะและให้กำลังใจผู้ประสบอุทกภัย ที่โรงแรมสิงห์โกลเด้นเพลส

จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่หาดใหญ่ การฟื้นฟูเป็นสิ่งสำคัญ และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

“จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย ฟื้นฟูหาดใหญ่

“จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย เร่งฟื้นฟูหาดใหญ่

การที่ “จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย ผนึกกำลังกับพรรคประชาชาติ ลงพื้นที่ฟื้นฟูหาดใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติ การเร่งฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการกลับมาของเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของชาวหาดใหญ่

การที่รัฐบาลควรเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ รวมถึงการวางแผนป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาว เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การมีส่วนร่วมของประชาชนในการฟื้นฟูและพัฒนาเมือง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะทำให้หาดใหญ่กลับมาเข้มแข็งและยั่งยืนอีกครั้ง

ที่มา – “จุลพันธ์” นำทีมเพื่อไทย ผนึก “ประชาชาติ” ส่งอาสาสมัครเร่งฟื้นฟูหาดใหญ่

ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยภัยใต้! ส่งมอบธารน้ำใจ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ส่งต่อธารน้ำใจ สู้มหาอุทกภัยภาคใต้ ยกทัพเครื่องอุปโภคบริโภค เร่งแจกจ่ายให้ผู้ประสบภัย บรรเทาความเดือดร้อนในพื้นที่ จ.สงขลา และ จ.พัทลุง

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิฯ ห่วงใยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ในหลายจังหวัด มอบหมาย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ เร่งกระจายทีมบรรเทาสาธารณภัย และทีมสังคมสงเคราะห์ ยกทัพเครื่องอุปโภคบริโภคที่ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมบริจาค บรรทุกรถเทรลเลอร์ พร้อมรถบรรทุกมูลนิธิฯ ออกเดินทางจากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย มุ่งสู่ภาคใต้ต่อเนื่อง เพื่อมอบให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ทันที โดยมี สมาคม/มูลนิธิแต่ละจังหวัด เป็นผู้ประสานงานและร่วมแจกจ่าย

โดยวันนี้ (4 ธันวาคม) นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำทีมแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ แผนกสาธารณภัย ฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และแผนกบรรเทาสาธารณภัย (คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจ สาย 2) ยกทัพเครื่องอุปโภคบริโภคบรรทุกรถเทรลเลอร์ และรถบรรทุกมูลนิธิฯ ลงพื้นที่จังหวัดพัทลุง แจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ ต.ลำปำ และ ต.ชัยบุรี อ.เมือง, ต.พนางตุง อ.ควนขนุน รวมจำนวน 1,000 ชุด ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ติดชายทะเล และยังคงประสบอุทกภัยในขณะนี้ โดยมี พัทลุงการกุศลมูลนิธิ (ซ่งเต็กเซี่ยงตึ๊ง) เป็นผู้ประสานงาน ร่วมแจกจ่าย รวมทั้งนำทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัย และจิตอาสาจากโรงเรียนเทศบาลจุ่งฮั่ว พัทลุง ร่วมแพ็กถุงยังชีพ 

สำหรับการแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในพื้นที่จังหวัดสงขลา นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นำทีมสังคมสงเคราะห์ พร้อมทีมบรรเทาสาธารณภัย ฝ่ายปฏิบัติการ (คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจ สาย 1) ได้ยกทัพเครื่องอุปโภคบริโภคบรรทุกรถเทรลเลอร์ 4 คัน ลงพื้นที่ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา โดยได้เร่งแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่ อาทิ ตำบลหาดใหญ่ ตำบลบ้านไร่ ตำบลควนลัง ตำบลระโนด จังหวัดสงขลา แล้วกว่า 2,900 ชุด

โดยขณะนี้ คาราวานป่อเต็กตึ๊ง ส่งต่อธารน้ำใจ ทั้ง 2 สาย ยังคงลุยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคใต้ พร้อมเฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยภาคใต้อย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ ต่อไป โดยสามารถอัปเดตข่าวสาร กิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือ ดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

นับตั้งแต่เกิดเหตุอุทกภัย มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ส่งทีมกู้ภัย กู้ชีพ อาสาสมัคร พร้อมอุปกรณ์ตอบโต้ภัยพิบัติ โรงครัวเคลื่อนที่ ถุงยังชีพฉุกเฉินและเสื้อชูชีพ น้ำดื่ม ชุดยาสามัญประจำบ้าน อาหารสุนัขและแมว ลงพื้นที่หาดใหญ่ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ทันที ทั้งการอพยพประชาชน และสัตว์ ออกพื้นที่ประสบภัยไปยังพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลต่าง ๆ และเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตนำส่งโรงพยาบาลในพื้นที่ โดยมูลนิธิฯ ตั้งกองอำนวยการฯ ประสานงานรับแจ้งเหตุและช่วยเหลือ และจัดตั้งโรงครัวเคลื่อนที่ประกอบอาหารปรุงสุกบรรจุกล่องออกแจกจ่ายพร้อมน้ำดื่ม พร้อมนำถุงยังชีพฉุกเฉินบรรจุสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นและเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ เครื่องอุปโภคบริโภค สละแรงกาย แรงใจ  สมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยต่าง ๆ  ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ และที่กองอำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป

สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่มีความประสงค์จะบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ แผนกบริจาคสัมพันธ์  การช่วยเหลือมูลนิธิฯ จะไม่มีการเรียกค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตั้งอยู่ที่พลับพลาไชย ตรงเยาวราช ไม่มีสาขาที่ใด และไม่มีนโยบายส่งเจ้าหน้าที่ออกไปเดินเรี่ยไรตามบ้านหรือสถานที่อื่นๆ กรุณาอย่าหลงเชื่อผู้แอบอ้าง ยกเว้นจะมีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งไปรับบริจาคเท่านั้น

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยเหลือผู้ประสบภัยภาคใต้

สถานการณ์ปัจจุบันและการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

สถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยังคงมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง เราขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกท่าน

ที่มา – “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” ส่งต่อธารน้ำใจ สู้อุทกภัยภาคใต้ ยกทัพเครื่องอุปโภคบริโภค แจกผู้ประสบภัย

“อนุทิน” ยันยอดผู้เสียชีวิตน้ำท่วม เชื่อแพทย์

“นายกฯ อนุทิน” เผยตัวเลขผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช หลังสะพัดมียอดหลักพัน บอกปล่อยให้ระบายแล้วจบ ทำงานต่อ หลังมีคลิป “ชาดา” ไล่ตะเพิด “นายกฯ แป้น”

วันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ โลกออนไลน์เผยแพร่คลิปวิดีโอ ขณะนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ไล่นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ หรือนายกฯ แป้น ออกจากตำแหน่งในระหว่างที่ร่วมประชุมทีมบริหารจังหวัดสงขลา เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ที่มีตนเองอยู่ในขณะนั้นด้วยว่า ตนได้บอกนายชาดาให้ใจเย็นๆ เชื่อว่าท่านอยู่ในพื้นที่หลายวันคงจะมีอินเนอร์ ไม่เป็นไร เวลาที่ทำงาน หากใครเจตนาดีตนจะปล่อยให้ระบาย เมื่อระบายแล้วก็จบ ระบายแล้วก็เห็นใจกัน ไปแสวงหาความร่วมมือกัน

ส่วนประเด็นค่าปลงศพ รายละ 2 ล้านบาท จังหวัดอื่นได้ด้วยหรือไม่นั้น นายกรัฐมนตรี ตอบว่า เรื่องนี้ได้ตอบชัดเจนแล้ว ส่วนผู้เสียชีวิตชาวมุสลิมที่ได้ประกอบพิธีไปก่อนหน้านี้จะได้ด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี บอกว่า จะต้องมีผลชันสูตร โดยเรายึดผลชันสูตรของแพทย์เป็นหลัก

ส่วนที่หลายฝ่ายออกมาระบุว่า ร่างผู้เสียชีวิตจากอุทกภัยมากกว่า 1 พันร่าง นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ตนเชื่อแพทย์ ตนเชื่อกระทรวงสาธารณสุข เชื่อสถาบันนิติเวช หน่วยงานของราชการ ส่วนความเห็น อย่างที่ตนบอก ปล่อยให้ทุกคนได้ระบายออกมา เวลาใครระบายมาก็เป็นเรื่องดี จะได้ไปตรวจสอบว่ามีอะไรตกค้างตกหล่นหรือไม่ ดูแล้วไม่มีอะไรเป็นนัยสำคัญ ต้องยึดความเห็นของแพทย์เป็นหลัก เราต้องทำแบบเปิดเผย คนที่เสียชีวิตทุกคนมีญาติมีครอบครัว ถ้าใครหายไปโดยที่ไม่ได้รับการแจ้ง คิดว่าเอาไปซ่อน ไม่รู้ว่าจะเอาไปซ่อนที่ไหน เพราะไม่มีความจำเป็นต้องซ่อน ไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรที่ปิดบังประชาชน นี่เป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ มีอะไรต้องเปิดเผยกัน จะได้รับฟังความเห็นข้อเสนอแนะ ตนรับฟังหมด อันไหนดีก็เอาไปปฏิบัติ รวมให้ความร่วมมือเพิ่มขึ้น

“อนุทิน” ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช

จากสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ประเด็นเรื่องจำนวนผู้เสียชีวิตกลายเป็นข้อถกเถียงที่ได้รับความสนใจอย่างมาก ข้อมูลที่แตกต่างกันจากหลายแหล่งทำให้เกิดความสับสนและความไม่แน่ใจในหมู่ประชาชน

ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการยึดถือข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลจากแพทย์และสถาบันนิติเวช ในการยืนยัน“อนุทิน” ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช ที่แท้จริง

ทำไมต้องเชื่อแพทย์และสถาบันนิติเวช?

นายอนุทินให้เหตุผลว่า ข้อมูลจากแพทย์และสถาบันนิติเวชมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญและมีกระบวนการตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน การชันสูตรพลิกศพเป็นขั้นตอนสำคัญในการยืนยันสาเหตุการเสียชีวิต และข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ในการดำเนินการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และการป้องกันการเกิดเหตุการณ์ซ้ำในอนาคต

การที่นายกรัฐมนตรีออกมา“อนุทิน” ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช ในครั้งนี้ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับความถูกต้องและความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์น้ำท่วม การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนจะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชน และลดความสับสนที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงความสำคัญของการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปปรับปรุงการทำงานและให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดเผยข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นเป็นกระบวนการที่สำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างรัฐบาลและประชาชน

สถานการณ์น้ำท่วมเป็นภัยธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การจัดการกับสถานการณ์ดังกล่าวต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน การรับฟังความคิดเห็น และการทำงานร่วมกันเป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมไทย

ดังนั้น การที่ “อนุทิน” ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช จึงเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการกับสถานการณ์น้ำท่วมอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

การตรวจสอบและยืนยันข้อมูลอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้การช่วยเหลือและการเยียวยาเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม และเพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสังคม

ที่มา – “อนุทิน” ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตน้ำท่วม ปกปิดไม่ได้ ขอเชื่อแพทย์ สถาบันนิติเวช

3 ธ.ค. 68 น้ำประปาหาดใหญ่ใช้งานได้ 100%

รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำลงพื้นที่ดูแลระบบการจัดการน้ำประปาของหาดใหญ่ เผย 3 ธ.ค. 68 ประชาชนพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ ได้ใช้น้ำประปาแน่นอน สถานการณ์น้ำประปาหาดใหญ่ใช้งานได้ 100% กลับมาแล้ว!

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 เวลา 16.00 น. นายโอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ลงพื้นที่ส่วนผลิตน้ำประปาส่วนภูมิภาคสาขาหาดใหญ่ เพื่อติดตามการซ่อมแซมโรงผลิตน้ำประปา สาขาหาดใหญ่ และติดตามการช่วยเหลือประชาชนจากสถานการณ์อุทกภัยที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และได้พูดคุยกับ น.ส.กฤติกา ธรรมสโร ผู้จัดการ กปภ.สาขาหาดใหญ่ เพื่อสอบถามความคืบหน้าการซ่อมแซมระบบการจ่ายน้ำประปา เพื่อช่วยเหลือประชาชน

นายโอภาส เปิดเผยว่า ทางกรมทรัพยากรน้ำได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีสุชาติ ให้ดูแลระบบการจัดการน้ำประปาของหาดใหญ่ ซึ่งตอนนี้ได้ลงมาช่วยจัดการทำความสะอาดระบบการผลิตน้ำดิบ ซึ่งกำหนดว่าหาดใหญ่เป็นหัวใจสำคัญ ในการกระจายน้ำประปาให้กับประชาชนในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งการประปาสาขาใหญ่ ตอนนี้ทางกรมทรัพยากรน้ำ เข้ามาดูแลความสะอาดสามารถใช้การได้แล้ว 8 แห่ง

คาดว่าภายในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ระบบการจ่ายน้ำประปาของสาขาหาดใหญ่สามารถใช้งาน 100% และประชาชนจะได้ใช้น้ำประปาครบทุกพื้นที่ของการดูแลของการผลิตน้ำประปาสาขาหาดใหญ่

3 ธ.ค. 68 น้ำประปาหาดใหญ่ใช้งานได้ 100%

ข่าวดีสำหรับชาวหาดใหญ่! จากสถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา ทำให้ระบบน้ำประปาได้รับผลกระทบ แต่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังจะกลับมาเป็นปกติแล้ว ทางกรมทรัพยากรน้ำได้เร่งดำเนินการแก้ไขและฟื้นฟูระบบอย่างเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนกลับมามีน้ำประปาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง

ความคืบหน้าล่าสุด: น้ำประปาหาดใหญ่ใช้งานได้ 100%

หลังจากที่ทีมงานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินการแก้ไขอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีการยืนยันแล้วว่า ในวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ระบบน้ำประปาหาดใหญ่ใช้งานได้ 100% อย่างแน่นอน นั่นหมายความว่า ประชาชนในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่จะสามารถกลับมาใช้น้ำประปาได้ตามปกติในทุกครัวเรือน

รายละเอียดการดำเนินการ:

  • การทำความสะอาดระบบผลิตน้ำดิบ: กรมทรัพยากรน้ำได้ให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดระบบผลิตน้ำดิบ เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำที่ผลิตมีความสะอาดและปลอดภัย
  • การซ่อมแซมโรงผลิตน้ำประปา: โรงผลิตน้ำประปาสาขาหาดใหญ่ได้รับการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สามารถกลับมาผลิตน้ำประปาได้อย่างเต็มกำลัง
  • การดูแลระบบการจ่ายน้ำ: ระบบการจ่ายน้ำได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าน้ำประปาจะถูกส่งไปยังทุกครัวเรือนได้อย่างราบรื่น

ผลกระทบต่อประชาชน:

  • ประชาชนสามารถใช้น้ำประปาได้ตามปกติ: การกลับมาใช้งานได้ 100% ของระบบน้ำประปา หมายความว่าประชาชนจะสามารถใช้น้ำประปาสำหรับการอุปโภคบริโภคได้อย่างเต็มที่
  • ลดความกังวลเกี่ยวกับน้ำประปา: ประชาชนจะคลายความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนน้ำประปา
  • สุขอนามัยที่ดีขึ้น: การมีน้ำประปาใช้อย่างเพียงพอจะช่วยส่งเสริมสุขอนามัยที่ดีของประชาชน

คำแนะนำสำหรับประชาชน:

  • ตรวจสอบระบบน้ำประปาภายในบ้าน: หลังจากที่น้ำประปาเริ่มกลับมาใช้งานได้ตามปกติ ควรตรวจสอบระบบน้ำประปาภายในบ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการรั่วไหล
  • สำรองน้ำประปา: แม้ว่าระบบจะกลับมาใช้งานได้ 100% แล้ว แต่การสำรองน้ำประปาไว้บ้างก็ยังเป็นสิ่งที่ดี เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ใช้น้ำประปาอย่างประหยัด: ใช้น้ำประปาอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยรักษาน้ำให้มีใช้อย่างยั่งยืน

การที่ระบบน้ำประปาหาดใหญ่ใช้งานได้ 100% ถือเป็นข่าวดีที่สำคัญสำหรับชาวหาดใหญ่ทุกคน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความพยายามของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาและฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็ว

ที่มา – รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ เผย 3 ธ.ค. 68 น้ำประปาหาดใหญ่ใช้งานได้ 100%

“นายกแป้น” อุบตอบ ไม่ลาออก ขอทำงานให้เสร็จ

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงกระแสที่ว่า “นายกแป้น” ยืนยันจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง แต่นายกฯ ตอบสั้นๆ ว่ายังไม่ขอคุยเรื่องนี้ ขอทำงานให้เสร็จก่อน

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่มีประชาชนในหาดใหญ่เรียกร้องให้นายณรงค์พร ณ พัทลุง หรือ “นายกแป้น” นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ลาออกจากตำแหน่ง รวมถึงมีการเตรียมการที่จะขับไล่ให้พ้นจากตำแหน่งนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังนายณรงค์พร หรือ นายกแป้น ว่าจะยืนยันไม่ลาออกใช่หรือไม่ ซึ่งนายกแป้นตอบสั้นๆ ว่า เรื่องนี้ยังไม่ขอพูดคุยในขณะนี้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของท่าน นายกแป้นกล่าวว่า ไม่เป็นไร ขอทำงานให้เสร็จก่อน เพราะตอนนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการ ทั้งเรื่องการเยียวยาประชาชน เรื่องการปรับปรุงถนน และการจัดการปัญหาขยะ หลังจากนั้นค่อยมาว่ากันอีกที

ต่อข้อซักถามที่ว่า ทำไมถึงมีข่าวออกมาว่าท่านจะไม่ลาออกจากตำแหน่ง นายกแป้นตอบว่า ตนไม่ทราบเรื่องดังกล่าว

“นายกแป้น” อุบตอบ ไม่ลาออก ขอทำงานให้เสร็จ

สถานการณ์ทางการเมืองท้องถิ่นในหาดใหญ่กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากการเคลื่อนไหวของประชาชนที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งนายกเทศมนตรี การอุบตอบของนายกแป้นในครั้งนี้ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของท่าน

อนาคตของนายกแป้น: จะเป็นอย่างไรต่อไป?

การที่นายกแป้นเลือกที่จะไม่ให้คำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับการลาออก ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์กันไปต่างๆ นานา บางส่วนเชื่อว่าท่านกำลังรอเวลาที่เหมาะสมในการตัดสินใจ ในขณะที่บางส่วนมองว่าท่านต้องการที่จะทำงานที่คั่งค้างให้เสร็จสิ้นก่อนที่จะพิจารณาเรื่องอื่นๆ

ประเด็นที่น่าสนใจคือ แรงกดดันจากประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของนายกแป้นในอนาคต การเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ การแก้ไขปัญหาถนน และการจัดการขยะ ล้วนเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การที่นายกแป้นให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะพัฒนาเมืองหาดใหญ่ให้ดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่ท่านละเลยต่อข้อเรียกร้องของประชาชน อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงได้ การสื่อสารและการเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญในการนำพาหาดใหญ่ไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ประเด็นที่น่าติดตาม:

  • การตัดสินใจของนายกแป้นเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่ง
  • ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในเมืองหาดใหญ่
  • การตอบสนองของประชาชนต่อการทำงานของนายกเทศมนตรี

การพัฒนาเมืองหาดใหญ่ให้เจริญก้าวหน้าเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องการ การทำงานร่วมกันและการรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับเมืองของเรา

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการจับตาดูสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และการให้โอกาสทุกฝ่ายในการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี เพื่อให้การตัดสินใจที่เกิดขึ้นเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและเมืองหาดใหญ่

ที่มา – “นายกแป้น” อุบตอบ ไม่ลาออกจากตำแหน่ง บอกขอทำงานให้เสร็จก่อน

เร่งด่วน! ปลัด มท. สั่งเวรคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พัน

สถานการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนเป็นอย่างมาก เพื่อเป็นการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัย ปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงสั่งการด่วนให้เร่งดำเนินการคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พันบาทอย่างเต็มที่ เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือประชาชนโดยเร็วที่สุด

ปลัด มท. สั่งจัดเวรคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พัน ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความก้าวหน้าการฟื้นฟูพื้นที่เขตเทศบาลนครหาดใหญ่ และติดตามการบันทึกข้อมูลเข้าระบบขอรับเงินเยียวยา 9 พันบาท ที่สำนักงานเทศบาลเมืองควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและจังหวัดสงขลา ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดเวรเจ้าหน้าที่สลับกันคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พันบาทตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งให้ประชาชนได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด

“ปัญหาล่าสุดในขณะนี้ที่ท้องถิ่นสะท้อนมา คือ การคีย์ข้อมูลในระบบที่ไม่เสถียร ซึ่งได้ประสานกระทรวง DEs มาช่วยขยายระบบแล้ว เพื่อให้รองรับการคีย์ข้อมูลที่มีการคีย์เป็นจำนวนมากแล้ว พร้อมทั้งสั่งการให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและจังหวัดสงขลาร่วมกับ อปท. บริหารจัดการเจ้าหน้าที่สลับเวรกันคีย์ข้อมูลกันตลอดทั้งกลางวันกลางคืน ตอนนี้ต้องเร่งระดมสรรพพลังช่วยกันเพื่อให้เงินเข้าถึงพี่น้องประชาชนได้เร็วที่สุด” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

เอกสารประกอบการยื่นขอรับเงินเยียวยา

ปลัดกระทรวงมหาดไทยยังได้เน้นย้ำถึงการอำนวยความสะดวกประชาชนในการยื่นขอรับเงินเยียวยา โดยลดขั้นตอนและเอกสารที่ไม่จำเป็น เพียงใช้บัตรประจำตัวประชาชนและเลขพร้อมเพย์เท่านั้น

“เราต้องอำนวยความสะดวกประชาชน เอกสารอะไรที่ไม่จำเป็นไม่ต้องแล้ว เพียงมีบัตรประจำตัวประชาชนและเลขพร้อมเพย์ ในกรณีไม่มีบัตรประชาชนหรือเอกสารสูญหาย ทางสำนักทะเบียนท้องถิ่นหรือสำนักทะเบียนอำเภอ จะมีข้อมูลภาพถ่ายประชาชนในระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์อยู่แล้ว เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบใบหน้าประชาชนที่มาแจ้งกับใบหน้าในฐานข้อมูลได้” ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าว

สำหรับประชาชนที่ไม่สะดวกในการลงทะเบียนออนไลน์ สามารถเดินทางไปลงทะเบียนได้ที่เทศบาล โดยทางเทศบาลจะส่งข้อมูลไปยังอำเภอเพื่อดำเนินการต่อไป

ช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีพร้อมเพย์

สำหรับประชาชนที่ไม่มีระบบพร้อมเพย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และจังหวัด ร่วมกับ อปท. และธนาคาร จัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อำนวยความสะดวกในการผูกเลขบัตรประชาชนกับระบบพร้อมเพย์ของบัญชีธนาคาร

การสั่งการให้เร่งคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พันบาทอย่างเต็มที่ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความตั้งใจจริงของภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเงินช่วยเหลือนี้จะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ววัน

ที่มา – ปลัด มท. สั่งจัดเวรคีย์ข้อมูลขอรับเงินเยียวยา 9 พัน ตลอด 24 ชั่วโมง ย้ำเร่งให้เร็วที่สุด

ทปอ.เลื่อนสอบ TGAT/TPAT พื้นที่น้ำท่วมใต้ เป็น 17-19 ม.ค. 69

จากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ กระทรวง อว. และ ทปอ. ประกาศเลื่อนสอบ TGAT/TPAT 2-5 ในบางจังหวัดที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้นักเรียนทุกคนมีโอกาสสอบอย่างเท่าเทียมกัน มาดูรายละเอียดกันเลย

ทปอ.เลื่อนสอบ TGAT/TPAT 2-5 พื้นที่น้ำท่วมใต้ สงขลา-ยะลา-นราธิวาส เป็น 17-19 ม.ค.69

เนื่องจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดทางภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางและความพร้อมของผู้เข้าสอบ ทำให้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จึงได้ตัดสินใจทปอ.เลื่อนสอบ TGAT/TPAT 2-5 พื้นที่น้ำท่วมใต้ สงขลา-ยะลา-นราธิวาส เป็น 17-19 ม.ค.69 เพื่อให้นักเรียนที่ได้รับผลกระทบมีโอกาสเตรียมตัวและเข้าสอบได้อย่างเต็มที่

จังหวัดที่ได้รับผลกระทบและมีการเลื่อนสอบ

  • สงขลา
  • ยะลา
  • นราธิวาส

สำหรับนักเรียนในจังหวัดดังกล่าว จะทำการสอบในวันที่ 17-19 มกราคม 2569 ที่สนามสอบเดิม (หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงสนามสอบบางส่วน) โดยสามารถตรวจสอบสนามสอบใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

จังหวัดใกล้เคียงยื่นคำร้องขอเลื่อนสอบได้

สำหรับจังหวัดใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นกัน ได้แก่ ปัตตานี นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี และสตูล นักเรียนที่ประสบปัญหาในการเดินทางมาสอบ สามารถยื่นคำร้องขอเลื่อนสอบได้ตั้งแต่วันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2568 โดยจะต้องแสดงหลักฐานประกอบ เช่น รูปภาพหรือคำอธิบายเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วม

หากได้รับการอนุมัติให้เลื่อนสอบ นักเรียนจะไม่สามารถกลับไปสอบที่สนามสอบเดิมได้ และจะต้องไปสอบในวันที่ 17-19 มกราคม 2569 แทน

การเปลี่ยนแปลงปฏิทิน TCAS รอบที่ 1 (Portfolio)

เนื่องจากการเลื่อนสอบในครั้งนี้ ส่งผลให้การประกาศผลรอบ Portfolio (รอบที่ 1) เลื่อนจากเดิมวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นวันที่ 4 มีนาคม 2569 นักเรียนที่สอบในวันที่ 17-19 มกราคม 2569 สามารถนำคะแนนไปยื่นในรอบ Portfolio ได้ทัน

ข้อสำคัญที่ควรรู้

  • ตรวจสอบสนามสอบใหม่อีกครั้งในวันที่ 5 มกราคม 2569 เป็นต้นไป
  • ยื่นคำร้องขอเลื่อนสอบ (สำหรับนักเรียนในจังหวัดใกล้เคียง) ภายในวันที่ 5 – 8 ธันวาคม 2568
  • เตรียมหลักฐานประกอบการยื่นคำร้องให้พร้อม

ทาง ทปอ. ยืนยันว่าการสอบที่เลื่อนออกไปนี้ ถึงแม้จะเป็นข้อสอบคนละชุดกัน แต่มีมาตรฐานเดียวกัน และจะไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบอย่างแน่นอน เพื่อให้นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน

สรุปคือ ทปอ.เลื่อนสอบ TGAT/TPAT 2-5 พื้นที่น้ำท่วมใต้ สงขลา-ยะลา-นราธิวาส เป็น 17-19 ม.ค.69 ขอให้น้องๆ ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการสอบที่จะมาถึงนี้นะครับ สู้ๆ!

ที่มา – ทปอ.เลื่อนสอบ TGAT/TPAT 2-5 พื้นที่น้ำท่วมใต้ สงขลา-ยะลา-นราธิวาส เป็น 17-19 ม.ค.69

“นฤมล” นำ ศธ. สำรวจโรงเรียน ซ่อมไฟบ้านเรือน

“นฤมล” นำ ศธ. สำรวจโรงเรียน ซ่อมไฟบ้านเรือน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะลงพื้นที่สำรวจโรงเรียนใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา พร้อมส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือนประชาชน และให้กำลังใจอาสาร่วมฟื้นฟูเมืองกว่า 600 คน

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นำคณะหน่วยงานด้านการศึกษา ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามสถานการณ์ฟื้นฟูหลังอุทกภัยและสนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่

ในช่วงเช้า ศ.ดร.นฤมล ยังได้ร่วมทำอาหารกับโรงครัวของมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า เพื่อการกุศล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าโรงแรมซิกเนเจอร์ พร้อมให้กำลังใจทีมจิตอาสาจากสมาชิกพรรคกล้าธรรม ทั้งจากจังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา รวมกว่า 600 คน ที่เดินทางมาร่วมแรงร่วมใจทำความสะอาด ฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ ถนน ชุมชน และจุดที่ได้รับผลกระทบจากเหตุอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการได้บูรณาการทุกภาคส่วนด้านการศึกษาเข้าร่วมภารกิจฟื้นฟูอย่างเต็มกำลัง โดยวันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ส่งทีมนักศึกษาอาชีวะภายใต้โครงการ Fix It Center จำนวน 8 ชุด ชุดละ 5 คน พร้อมเครื่องมือซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าในบ้านเรือน ลงพื้นที่เขต 8 เพื่อให้บริการตรวจเช็กและซ่อมระบบไฟฟ้าให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

จากนั้น รมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายของโรงเรียนบ้านบึงพิชัย โรงเรียนบ้านวังหรัง และโรงเรียนหาดใหญ่เจริญราษฎร์พิทยา พร้อมยืนยันว่า กระทรวงศึกษาธิการจะเดินหน้าสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการซ่อมแซมสถานศึกษา การช่วยเหลือนักเรียน–ครอบครัว และการสนับสนุนกำลังคนจากภาคการศึกษา เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้โดยเร็วที่สุด

“นฤมล” นำ ศธ. สำรวจโรงเรียน ซ่อมไฟบ้านเรือน

การลงพื้นที่ของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนด้านการศึกษาและการซ่อมแซมบ้านเรือน สิ่งเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ทีมอาชีวะ Fix It ช่วยเหลือประชาชน

การที่กระทรวงศึกษาธิการส่งทีมอาชีวะ Fix It เข้าไปช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน เป็นการช่วยเหลือที่ตรงจุด เนื่องจากปัญหาระบบไฟฟ้าเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน การช่วยเหลือนี้ไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับประชาชน

นอกจากนี้ การสำรวจโรงเรียนที่ได้รับความเสียหายและให้การสนับสนุนการซ่อมแซมสถานศึกษา เป็นการแสดงให้เห็นว่ากระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการศึกษาของเยาวชน ถึงแม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก การสนับสนุนด้านการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถละเลยได้

การบูรณาการทุกภาคส่วนด้านการศึกษาเข้าร่วมภารกิจฟื้นฟู ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง เพราะการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทุกด้าน

การลงพื้นที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและการให้ความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อประชาชน การฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยพิบัติเป็นงานที่ท้าทาย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด

“นฤมล” นำ ศธ. สำรวจโรงเรียน ซ่อมไฟบ้านเรือน ถือเป็นภาพที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยที่รัฐบาลมีต่อประชาชน การฟื้นฟูหลังภัยพิบัติเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่น เราจะสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

โครงการ “นฤมล” นำ ศธ. สำรวจโรงเรียนและส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟบ้านเรือน เป็นโครงการที่น่าสนับสนุนอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการช่วยเหลือประชาชน

ที่มา – “นฤมล” นำ ศธ. สำรวจหลายโรงเรียน ส่งทีมอาชีวะ Fix It ช่วยซ่อมไฟตามบ้านเรือน

หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหาย 4 หมื่นล้าน

หอค้าไทยออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ “น้ำท่วมใต้” ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก รองลงมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 โดยประเมินว่าความเสียหายรวมในเดือนเดียวนั้นสูงถึงกว่า 40,000 ล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยวและบริการได้รับผลกระทบมากที่สุด หอการค้าไทยยังชี้ว่าประชาชนและผู้ประกอบการต้องการเงินเยียวยาโดยตรงมากกว่ามาตรการสินเชื่อ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์ฝนตกหนักและ “น้ำท่วมใต้” ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่ชัดเจนได้ในขณะนี้ แต่เบื้องต้นกระทรวงการคลังประเมินความเสียหายไว้ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท หากเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีความเสียหายประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท เหตุการณ์ “น้ำท่วมใต้” ครั้งนี้ถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับสองของประเทศไทย

หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหายหนัก 4 หมื่นล้าน

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าในระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา “น้ำท่วมใต้” ใน 10 จังหวัดส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 2.19 ล้านคน หรือประมาณ 798,600 ครัวเรือน โดยจังหวัดสงขลาได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็น 60% ของความเสียหายทั้งหมด รองลงมาคือนครศรีธรรมราชและพัทลุง เบื้องต้นประเมินว่ามีความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวันในช่วงสถานการณ์รุนแรง หรือรวมกว่า 40,000 ล้านบาท คิดเป็นความเสียหาย 0.22% ต่อ GDP ภาคการท่องเที่ยวและบริการได้รับความเสียหายมากที่สุด สูงถึงกว่า 22,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมาก ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และโรงแรมต้องปิดกิจการชั่วคราว นอกจากนี้ ผลกระทบจากการยกเลิกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจของภาคใต้ รองลงมาคือภาคเกษตรกรรม ประมาณ 10,000 ล้านบาท และภาคการผลิตและสาธารณูปโภค ประมาณ 6,800 ล้านบาท

ผลกระทบจาก “น้ำท่วมใต้” ต่อเศรษฐกิจ

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ พบว่าการฟื้นฟูอาจต้องใช้เวลานานกว่า 1 เดือน เนื่องจากทรัพย์สินและสต็อกสินค้าเสียหาย ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ได้รับความเสียหาย สิ่งที่ผู้ประกอบการและประชาชนต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเร่งด่วนที่สุดคือ “เงินสด” ไม่ใช่ “หนี้สิน” ภาครัฐควรอัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชยเพื่อให้ถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด มาตรการ “สินเชื่อ” ควรเป็นทางเลือกเสริมไม่ใช่มาตรการหลัก นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและประชาชนยังต้องการให้รัฐบาลเร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และจัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาพร้อมใช้งานโดยเร็ว

สถานการณ์ “น้ำท่วมใต้” ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การฟื้นฟูอย่างรวดเร็วและการเยียวยาที่ตรงจุดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดผลกระทบและช่วยให้ภาคใต้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง การให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมและทันท่วงทีจะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและธุรกิจได้ตามปกติ

การวางแผนรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการประเมินความเสี่ยงและเตรียมแผนป้องกันที่ครอบคลุม เพื่อลดความเสียหายจากเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรง และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหายหนัก 4 หมื่นล้าน ภาคท่องเที่ยว-บริการพังหนักสุด

Scroll to top