อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตามคาด! “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” นั่งแม่บ้าน ปชป.

เป็นไปตามคาด! ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อย่างเป็นทางการในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรค นอกจากนี้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนใหม่ ยังได้แต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคด้านภารกิจอีก 8 คน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและความหลากหลายในการดำเนินงานของพรรค

ตามคาด! ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ นั่งแม่บ้าน ปชป.

ในการประชุมใหญ่วิสามัญเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ หลักสี่ กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ได้ทำการเลือกหัวหน้าพรรคและคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคคนที่ 7 ได้รับเลือกให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง โดยไม่มีผู้ท้าชิง

ภายหลังจากการเลือกหัวหน้าพรรค ที่ประชุมได้ดำเนินการเลือก รองหัวหน้าพรรคด้านภารกิจ จำนวน 8 คน และเลขาธิการพรรค ตามที่นายอภิสิทธิ์ได้เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม โดยมีรายชื่อดังนี้:

  • นายกรณ์ จาติกวณิช: รองหัวหน้าพรรคด้านภารกิจ ดูแลด้านนโยบายพรรค
  • นางการดี เลียวไพโรจน์: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านเศรษฐกิจดิจิทัล
  • นายจุรี นุ่มแก้ว: รองหัวหน้าพรรค ด้านสื่อสารองค์กร (ดาวติ๊กต๊อก)
  • นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านสตรี เยาวชน และความยั่งยืน
  • นายวีระพงษ์ ประภา: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
  • นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านยุทธศาสตร์การเมืองและการประสานงานภาคประชาสังคม
  • นายอิสรา สุนทรวัฒน์: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านการต่างประเทศ
  • นายอัมพร พินะสา: รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านการศึกษาและภาคอีสาน

ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ กับบทบาทเลขาธิการพรรค

ตำแหน่งที่สำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งคือ เลขาธิการพรรค ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้เสนอชื่อ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และอดีตรองหัวหน้าพรรคภาคเหนือ ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค การได้รับเลือก ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ให้ดำรงตำแหน่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจและความเชื่อมั่นที่พรรคมีต่อประสบการณ์และความสามารถของท่านในการบริหารจัดการและนำพาพรรคไปข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการปรับปรุงและพัฒนาองค์กรให้มีความทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากยิ่งขึ้น การมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่หลากหลาย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้พรรคสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

การได้ ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ มาเป็นเลขาธิการพรรค ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า และการเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ในอนาคต ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานและความเข้าใจในปัญหาของประเทศอย่างลึกซึ้ง ชัยวุฒิจึงเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่จะนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จ

การปรับโครงสร้างพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความตั้งใจจริงของพรรคในการที่จะเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง การมีทีมงานที่แข็งแกร่งและมีความสามัคคี จะเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญในการสร้างสรรค์อนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทย

การได้อดีตรัฐมนตรีมากประสบการณ์อย่างคุณชัยวุฒิ บรรณวัฒน์กลับมาครั้งนี้ ผมมองว่าเป็นผลดีต่อพรรคอย่างแน่นอน เพราะท่านมีประสบการณ์ที่หลากหลายและสามารถนำพายุทธศาสตร์ต่างๆ มาปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี

ที่มา – ตามคาด “ชัยวุฒิ บรรณวัฒน์” นั่งแม่บ้านปชป. “อภิสิทธิ์” ตั้ง 8 รองหัวหน้าภารกิจ

“อภิสิทธิ์” นั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย

ไม่พลิกโผ! “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กลับมานั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัยอย่างเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 96.1810% สร้างความฮือฮาให้กับสมาชิกพรรคและผู้ติดตามข่าวสารทางการเมือง

เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 เวลา 10:00 น. ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่น เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดการประชุมใหญ่วิสามัญ เพื่อทำการเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ รวมถึงกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก มี สส. อดีต สส. อดีตรัฐมนตรี และสมาชิกพรรคเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง

ในการประชุมครั้งนี้ ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่วาระการเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งนายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคคนที่ 7 ให้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง และที่น่าสนใจคือ การเสนอชื่อครั้งนี้เป็นไปอย่างราบรื่น โดยไม่มีผู้ใดเสนอชื่อบุคคลอื่นเข้าแข่งขัน ทำให้ “อภิสิทธิ์” นอนมาสำหรับการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย

หลังจากมีการเสนอชื่อแล้ว สมาชิกพรรคได้ดำเนินการลงคะแนนเสียงตามขั้นตอนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด โดยแบ่งสัดส่วนคะแนนเสียงเป็น สส. 40 เปอร์เซ็นต์ อดีต สส. 40 เปอร์เซ็นต์ และสาขาพรรค/สมาชิกพรรค 20 เปอร์เซ็นต์ ผลปรากฏว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้นถึง 96.1810 เปอร์เซ็นต์ สร้างความยินดีให้กับผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรคอย่างมาก

“อภิสิทธิ์” นั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย

การกลับมาของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจสำหรับทิศทางของพรรคในอนาคต หลายฝ่ายคาดหวังว่า ด้วยประสบการณ์และความสามารถของนายอภิสิทธิ์ จะสามารถนำพาพรรคประชาธิปัตย์ก้าวข้ามความท้าทายต่างๆ และกลับมาเป็นพรรคการเมืองหลักที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศได้

อนาคตพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์”

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ หลังจาก “อภิสิทธิ์” นั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย พรรคจะมีทิศทางอย่างไร? จะมีการปรับเปลี่ยนนโยบายหรือยุทธศาสตร์อะไรหรือไม่? และที่สำคัญ จะสามารถเรียกศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมาได้มากน้อยเพียงใด?

ต้องยอมรับว่า พรรคประชาธิปัตย์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เผชิญกับความท้าทายอย่างหนัก ทั้งจากการแข่งขันทางการเมืองที่สูงขึ้น และจากกระแสความเปลี่ยนแปลงในสังคมที่รวดเร็ว การที่พรรคจะสามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง จำเป็นต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงอย่างรอบด้าน

ดังนั้น การกลับมาของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในครั้งนี้ จึงถือเป็นความหวังของสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุน ที่จะได้เห็นพรรคประชาธิปัตย์กลับมาเป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็ง และมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมไทยต่อไป

  • ความท้าทายที่รออยู่: การสร้างความสามัคคีในพรรค การปรับภาพลักษณ์ และการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน
  • โอกาสของพรรค: การเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิมๆ และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ในสังคม
  • สิ่งที่ต้องจับตา: การปรับตัวของพรรคให้เข้ากับยุคสมัย การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การกลับมาของอภิสิทธิ์ในครั้งนี้จะเป็นอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของอภิสิทธิ์ จะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญทางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ที่มา – “อภิสิทธิ์” นอนมานั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกสมัย แบบไร้คู่แข่ง

“นพดล” เผย กมธ.เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

“สว.นพดล” เผย กมธ.วุฒิสภา เก็บข้อมูลชายแดน จ.ตราด มองแม้ไร้ MOU 43-44 ยังมี คกก. GBC, RBC และ JBC เผย “อภิสิทธิ์” ตอบรับ 28 ต.ค. แจงชงยกเลิก MOU 44 สวน “พิธา” ยัน สว.เป็นกลาง ยึดประโยชน์ชาติ

วันที่ 12 ตุลาคม 2568 นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษา MOU 2543-2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคมที่ผ่านมา กมธ. ลงพื้นที่จังหวัดตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักหมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No Man’s Land โดยได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากจากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่จังหวัดจันทบุรีและตราดหลายครั้ง ฝ่ายไทยประท้วงไปหลายครั้ง

อีกทั้งยังได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชาไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของไทย และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย ยังไม่รวมกรณีหลักหมุดที่ 72 ที่สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราว และได้เห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอนยื่นออกไปในทะเลตรงสุดปลายเขตของไทย ที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ส่งผลให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ตนจึงขอให้ทางกองทัพเรือลองนำแผนที่ดาวเทียมแล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไหร่ ซึ่งถ้า กมธ. ไม่ได้ลงพื้นที่เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดอาณาเขตเรากี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตนจะนำข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะการละเมิดเขตแดนไทยเข้าสู่ที่ประชุม

เมื่อถามถึงการถกเถียงว่าควรยกเลิก MOU 44 หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ.1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่มีไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักหมุดไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญในปี พ.ศ. 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการ GBC และ RBC แล้วหลังจากนั้นจึงเกิด JBC ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อน MOU 2543-2544 ตนมองว่า ไม่ว่าจะมี MOU 2543-2544 หรือไม่ ก็มีคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ดีที่รองรับได้

“หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่ายกเลิกหรือไม่ตรงนั้นเขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมี MOU อยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ”

นายนพดล เผยต่อไปว่า ตนได้ประสาน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ เพราะขณะที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 44 แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ได้รับปากตกลง และตนก็พร้อมพอดี

ส่วนกรณีที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภาฯ ในการยกเลิก MOU 2543-2544 ทำไมถึงใช้การทำประชามติ นายนพดล ตอบว่า ขณะนี้อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้เรียนกับ กมธ. ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดี-ข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้วว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ.

กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด ยกเลิก MOU 44

ความคืบหน้าการศึกษาการยกเลิก MOU 44

คณะกรรมาธิการวิสามัญฯ กำลังศึกษาข้อดีข้อเสียของการยกเลิก MOU 44 โดยลงพื้นที่เก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลมาประกอบการพิจารณาอย่างรอบด้าน

การพิจารณาว่าจะยกเลิก MOU 44 หรือไม่นั้น เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงผลประโยชน์ของชาติในระยะยาว ดังนั้น การศึกษาข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับ MOU 43 และ MOU 44 จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของชาติในระยะยาว ดังนั้นการพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

ที่มา – “นพดล” เผย กมธ.วุฒิฯ เก็บข้อมูลชายแดนตราด “อภิสิทธิ์” จ่อแจงเคยชงยกเลิก MOU 44

เลือดเก่าไหลกลับ ปชป. – “กรณ์-อภิสิทธิ์” พบบิ๊กเนม คาดหนุนนั่งหัวหน้าพรรค

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้ มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่กำลังมีกระแสเลือดเก่าไหลกลับอย่างคึกคัก เหตุการณ์เลือดเก่าไหลกลับ ปชป. – “กรณ์-อภิสิทธิ์” พบบิ๊กเนม คาดหนุนนั่งหัวหน้าพรรค กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในพรรคเก่าแก่แห่งนี้

เลือดเก่าไหลกลับ ปชป. – “กรณ์-อภิสิทธิ์” พบบิ๊กเนม คาดหนุนนั่งหัวหน้าพรรค

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรีวัฒนธรรมและอดีต ส.ส.พัทลุง 8 สมัย ได้เปิดเผยว่าตนเองได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว เพื่อใช้สิทธิ์ในการโหวตในการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคที่จะจัดขึ้นในวันที่ 18 ตุลาคม 2568 เพื่อเลือกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับมานั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีกครั้ง ความมั่นใจในเรื่องนี้มีมากกว่า 90% แล้ว โดยนายอภิสิทธิ์คาดว่าจะกลับมาเป็นสมาชิกพรรคและลงสมัครชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรค จากการสนทนากับนายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการหัวหน้าและ ส.ส.สงขลา ส.ส.ภาคใต้ของพรรคประชาธิปัตย์ต่างให้การสนับสนุนนายอภิสิทธิ์อย่างเต็มที่ โดยไม่มีใครกล้าลงแข่งขัน นอกจากนี้ ยังมีอดีตสมาชิกพรรคที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีและอดีต ส.ส. หลายคนกำลังทยอยสมัครกลับมา เช่น คุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่เพิ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรคไปแล้ว

กระแสเลือดเก่าไหลกลับในพรรคประชาธิปัตย์

กระแสเลือดเก่าไหลกลับ ปชป. – “กรณ์-อภิสิทธิ์” พบบิ๊กเนม คาดหนุนนั่งหัวหน้าพรรค กำลังทำให้พรรคมีพลังใหม่ น.ส.ผ่องศรี ธาราภูมิ อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กแสดงความยินดีกับอดีตรัฐมนตรีและอดีต ส.ส. คุณภาพที่กลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ โดยทุกคนมาด้วยใจบริสุทธิ์ รู้ดีว่าการนำของนายอภิสิทธิ์จะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง ไม่ใช่แค่พรรคเท่านั้น เธอยังขอบคุณทุกท่านที่รวมใจกันกลับมาเป็นพลังให้พรรคและประเทศชาติ สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติเป็นโหวตเตอร์ตามข้อบังคับพรรค สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์ ก่อนเที่ยงคืนวันนี้ ขณะที่สมาชิกทั่วไปก็สามารถสมัครเพื่อร่วมเป็นพลังได้เช่นกัน น.ส.ผ่องศรีได้โพสต์ภาพคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์, นพ.บัญญัติ เจตนจันทร์ อดีต ส.ส.ระยอง และน.ส.อรอนงค์ กาญจนชูศักดิ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่ชูใบสมัครและโพสต์ว่า “อยากตะโกนดังๆ ดีใจโว๊ยยย ได้กลับบ้านแล้วประชาธิปัตย์”

ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความนิยมและความไว้วางใจในตัวนายอภิสิทธิ์ จากสมาชิกเก่าๆ ที่เคยจากไปแต่ตอนนี้หวนคืนสู่พรรคแม่ พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งก่อตั้งมานานกว่า 80 ปี กำลังเผชิญกับความท้าทายในยุคการเมืองใหม่ แต่การกลับมาของเลือดเก่าอาจช่วยฟื้นฟูภาพลักษณ์และเพิ่มความเข้มแข็งให้กับพรรค โดยเฉพาะในฐานะพรรคฝ่ายค้านหลัก

การพบปะของ “กรณ์” กับบิ๊กเนม

ขณะเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวจากนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยลาออกไปก่อตั้งพรรคกล้า และต่อมาควบรวมกับพรรคชาติพัฒนา กลายเป็นพรรคชาติพัฒนากล้า โดยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้า แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งปี 2566 ล่าสุด นายกรณ์ได้โพสต์ภาพบนเฟซบุ๊กพร้อมข้อความว่า “หัวข้อเมื่อคืนคือ อนาคตประเทศที่ทุกคนทุกรุ่นต้องการ” โดยเป็นภาพขณะร่วมรับประทานอาหารค่ำเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ที่ร้าน L’Opera Sukhumvit ซอย 39 ในภาพมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ดร.สันติธาร เสถียรไทย และดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ คาดว่านายกรณ์น่าจะหวนคืนสู่พรรคประชาธิปัตย์เพื่อสนับสนุนนายอภิสิทธิ์เช่นกัน

การพบปะดังกล่าวนับเป็นสัญญาณบวกที่บ่งชี้ถึงการรวมตัวของบุคคลสำคัญในวงการการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างพรรคครั้งใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์กำลังมองหาทิศทางใหม่เพื่อรับมือกับสถานการณ์การเมืองที่ผันผวน โดยนายอภิสิทธิ์ซึ่งเคยนำพรรคสู่จุดสูงสุดในอดีต ถูกมองว่าเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และได้รับความเคารพจากสมาชิก

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

เหตุการณ์เลือดเก่าไหลกลับ ปชป. – “กรณ์-อภิสิทธิ์” พบบิ๊กเนม คาดหนุนนั่งหัวหน้าพรรค อาจส่งผลกระทบต่อสมดุลอำนาจในสภา โดยเฉพาะในกลุ่ม ส.ส.ภาคใต้ที่เป็นฐานเสียงหลักของพรรค หากนายอภิสิทธิ์กลับมานั่งหัวหน้า พรรคอาจมีโอกาสฟื้นตัวจากผลงานเลือกตั้งที่ผ่านมา และกลายเป็นพรรคหลักฝ่ายค้านที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจดึงดูดสมาชิกใหม่ๆ ที่มองหาความมั่นคงในพรรคเก่าแก่

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การรวมตัวนี้แสดงถึงความพยายามในการรักษาคุณค่าดั้งเดิมของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น หลักประชาธิปไตยและเสรีภาพ ซึ่งเป็นรากฐานที่ทำให้พรรคอยู่รอดมานาน หากการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคครั้งนี้สำเร็จ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับพรรคและการเมืองไทยโดยรวม

สำหรับผู้อ่านที่สนใจการเมืองไทย สามารถติดตามความเคลื่อนไหวล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข่าวสารสำคัญ หากคุณเป็นสมาชิกพรรคหรือผู้สนใจ สามารถแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – เลือดเก่าไหลกลับ ปชป. – “กรณ์-อภิสิทธิ์” พบบิ๊กเนม คาดหนุนนั่งหัวหน้าพรรค

แนวโน้มดี “ชวน-อภิสิทธิ์“ จ่อคัมแบ็กฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความผันผวนและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แนวโน้มดี “ชวน-อภิสิทธิ์“ จ่อคัมแบ็กฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะจากโพสต์ของนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้แสดงความเห็นเชิงบวกต่อการเคลื่อนไหวครั้งนี้ เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568 นายนิพิฏฐ์ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก โดยใช้หัวข้อ “ทิศทางที่ดี” ซึ่งสะท้อนถึงความหวังในการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ให้กลับมาเป็นพรรคหลักของประเทศอีกครั้ง

แนวโน้มดี “ชวน-อภิสิทธิ์“ จ่อคัมแบ็กฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์

จากโพสต์ดังกล่าว นายนิพิฏฐ์เล่าว่า ในช่วง 3-4 วันก่อนหน้า เขาได้สนทนากับบุคคลสำคัญหลายคนที่ยังคงรักและเคยรักพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนปัจจุบันหรืออดีตส.ส. ทุกคนมีความเห็นตรงกันในการผลักดันให้พรรคฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยยอมถอยหลังหนึ่งก้าวเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง การนี้มีผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ในการสร้างพรรคให้ประสบความสำเร็จมารับบทที่ปรึกษา รวมถึงคนรุ่นใหม่ที่มุ่งมั่นต่อส่วนรวม ไม่ก้าวร้าว และพร้อมรับผิดชอบต่อบ้านเมืองในฐานะสะพานเชื่อมโยง

พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งก่อตั้งมานานนับสิบปี ถือเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของไทย มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางประชาธิปไตยมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลัง พรรคเผชิญกับความท้าทายมากมาย เช่น การสูญเสียที่นั่งในสภาและการเปลี่ยนแปลงของกระแสการเมือง แต่ แนวโน้มดี “ชวน-อภิสิทธิ์“ จ่อคัมแบ็กฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ นี้กำลังจุดประกายความหวังใหม่ โดยนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคในอดีต และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีอีกคน คาดว่าจะกลับมาช่วยนำการฟื้นฟู พวกเขามีประสบการณ์และความน่าเชื่อถือที่สามารถดึงดูดสมาชิกและผู้สนับสนุนเก่าๆ ได้

หลักการฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์

นายนิพิฏฐ์เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยกล่าวว่า “การเปลี่ยนโลกต้องรู้จักโลกเสียก่อน” ซึ่งหมายถึงต้องเข้าใจบริบทการเมืองไทยให้ถ่องแท้ก่อนลงมือปฏิบัติ นอกจากนี้ “การเดินไปข้างหน้าต้องมีแผนที่ที่ถูกต้อง” หากแผนที่ผิดพลาดจะยิ่งอันตรายต่อประเทศมากกว่าการไม่มีแผน การสร้างการเมืองที่สุจริตเท่านั้นจึงเป็นความหวังที่แท้จริงสำหรับคนรุ่นใหม่ให้ได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

  • การรวมพลัง: สมาชิกทุกคนยอมถอยเพื่อก้าวหน้า สร้างความเป็นเอกภาพ
  • ผู้ใหญ่ที่ปรึกษา: นายชวนและนายอภิสิทธิ์นำทีมด้วยประสบการณ์
  • คนรุ่นใหม่: เข้ามารับบทบาทหลัก ไม่ก้าวร้าวแต่จริงจังต่อบ้านเมือง
  • การเมืองสุจริต: เน้นหลักธรรมาภิบาลเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

แม้ตัวนายนิพิฏฐ์จะเป็นเพียงคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรค แต่เขายินดีให้ความร่วมมือเต็มที่ในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ข้อความนี้ชวนให้คิดถึงโอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์จะกลับมาเป็นเสาหลักของการเมืองไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง การคัมแบ็กของผู้นำรุ่นเก่าอย่างชวนและอภิสิทธิ์อาจเป็นกุญแจสำคัญในการดึงดูดนักการเมืองรุ่นใหม่และผู้สนับสนุนที่ต้องการความมั่นคง

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวนี้ยังสะท้อนถึงกระแสการเมืองที่กำลังเปลี่ยนไปสู่ความสมดุลระหว่างประสบการณ์และนวัตกรรม หากสำเร็จ แนวโน้มดี “ชวน-อภิสิทธิ์“ จ่อคัมแบ็กฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์ จะไม่เพียงช่วยพรรคเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างให้พรรคอื่นๆ ในการปรับตัวเพื่อประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง

ในฐานะนักสังเกตการณ์การเมือง ผมเชื่อว่าการฟื้นฟูครั้งนี้มีโอกาสสูง หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงใจ มันจะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับการเมืองไทยที่เน้นความสุจริตและประชาธิปไตย ลองติดตามพัฒนาการต่อไป และหากคุณสนใจการเมืองไทย ก็อย่าลืมแบ่งปันความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราได้แลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – แนวโน้มดี “ชวน-อภิสิทธิ์“ จ่อคัมแบ็กฟื้นฟูพรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” หนุน “อภิสิทธิ์” ขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยื่นเทเสียงขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค “เดชอิศม์” ลดเป้าจากคั่วหัวหน้าเหลือเก้าอี้เดิม ภูมิใจไทยแห่ขันหมากขอ “อวยพรศรี” เข้ามุ้งอีกราย

วันที่ 21 กันยายน 2568 ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับพรรคใหม่ ยังคงสัดส่วนกลุ่มโหวตเตอร์ออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญที่จะสามารถเลือกบุคคลที่ลงชิงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ คือ โหวตเตอร์กลุ่ม สส., โหวตเตอร์กลุ่มกก.บห. และโหวตเตอร์กลุ่มตัวแทนสาขาพรรค รวมถึงอดีต สส. อดีตรัฐมนตรี และกลุ่มผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ลงในนามพรรค

โดยปรากฏว่า นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช และรักษาการรองหัวหน้าพรรคที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ได้เริ่มเดินสายขอเสียงจาก สส.ของพรรค โดยระบุเหตุผลกับ สส.พรรคประชาธิปัตย์ปัจจุบันว่า จะรวบรวมเสียง สส. และ กก.บห. เพื่อให้การสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้กลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งในที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรค พร้อมกับการเสนอตัวขอทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับพรรคผู้ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรค จะเป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรค โดยนายชัยชนะขอเข้าพบนายอภิสิทธิ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมรายงานสถานการณ์ในพรรคและการรวมเสียงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเจ้าตัวรับฟังและขอบใจ แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

“ชัยชนะ” หนุน “อภิสิทธิ์” ขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“เดชอิศม์” ลดเป้าจากคั่วหัวหน้า เหลือเก้าอี้เลขาฯ พรรค

ขณะที่ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรค แม้จะหลบสื่อไม่เดินทางเข้าพรรค ไม่รับสายโทรศัพท์สื่อมวลชน แต่ได้ให้นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นบุตรชายก็เริ่มเดินขอเสียงภายในจากบรรดา สส. และ กก.บห. เพื่อให้การสนับสนุนนายเดชอิศม์ให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อวัดกระแสการตอบรับภายในพรรคแล้ว พบว่าไม่ได้รับความนิยม เพราะการดูแล สส. และคนในพรรคที่ผ่านมาล้วนเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ดูแลทั้งเงินรายเดือนของ สส. เงินจัดกิจกรรมงานต่างๆ ของพรรค รวมถึงค่าใช้จ่าย เงินเดือนของเจ้าหน้าที่พรรคเพียงคนเดียว เพียง 2 สัปดาห์ทำให้ต้องลดเป้าจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงมาเหลือเป็นเลขาธิการพรรค

ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่มีท่าทีจะย้ายพรรคไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคอื่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนใหญ่ต่างแสดงออกท่าทีไม่สนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเห็นว่าหากนายอภิสิทธิ์กลับมาบริหารพรรคประชาธิปัตย์ทันการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้จะพลิกกลับมาแข็งแรงและกลายเป็นคู่ต่อสู้ของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ส่งคนลงแข่งขันในภาคใต้ในอนาคตอันใกล้

อนาคตพรรคประชาธิปัตย์กับตำแหน่งหัวหน้าพรรค

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ นับว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของสมาชิกพรรคในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางและอนาคตของพรรคในสมรภูมิการเมืองไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกันนี้ นางนาที รัชกิจประการ ภรรยาของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และแกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ พร้อม น.ส.วาริณ ชิณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือ นายกน้ำ เดินทางไปที่บ้านของ นางอวยพรศรี เชาวลิต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในอำเภอท่าศาลา เพื่อเจรจาทาบทามขอให้นางอวยพรศรี ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยท่าทีของนางอวยพรศรี และสามีคือนายอภินันท์ เชาวลิต นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา หรือ นายกเอ ตกปากรับคำที่จะย้ายพรรคตามคำเชิญไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าเป็นที่แน่นอนแล้ว.

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคตอย่างมาก

ที่มา – “ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์” หนุนขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค

อนุทินยัน! ร่างนโยบายต่อรัฐสภาพร้อมแล้ว 99%

“นายกฯ อนุทิน” บอกทุกคำแนะนำของ “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์” คุ้มค่า ชี้ ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ไม่หวั่นพรรคประชาชนล็อกเป้าอภิปราย ลั่นต้องมาพิสูจน์กัน

วันที่ 19 ก.ย. 2568 เมื่อเวลา 15.30 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการรับประทานอาหารร่วมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯว่า มีการพูดคุยกันหลายเรื่อง รู้จักกันมานานแล้วจึงหารือกันในหลายเรื่อง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็ได้แสดงความยินดี และได้ให้กำลังใจ เมื่อถามว่า จะมีการร่วมมือกันทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า คนเจอกัน พรรคพวกเจอกันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องการเมืองทุกเรื่อง เมื่อถามว่านายอภิสิทธิ์ได้แนะนำการบริหารงานในช่วงระยะเวลาอันสั้นอย่างไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า คุยกันในทุกเรื่อง ซึ่งทุกเรื่องที่นายอภิสิทธิ์ได้ให้คำแนะนำมาก็เป็นเรื่องที่มีคุณค่า

ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 %

นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีการแถลงร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ว่า เตรียมพร้อมแล้วร่างนโยบาย เตรียมมา 99 % แล้ว แต่ช่วงนี้ที่เราเดินสายพบภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หอการค้า สัปดาห์หน้าจะพบกับตลาดทุน สมาคมธนาคาร ก่อนที่เราจะเข้าไปรับหน้าที่อย่างเป็นทางการ อะไรที่เห็นควรจะเพิ่มเข้าไปในร่างนโยบายเราก็จะเพิ่มเข้าไป แต่โดยหลักได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว เมื่อถามว่าได้กำหนดตุ๊กตาคร่าวๆไว้บ้างหรือไม่ว่าจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาวันไหน นายอนุทิน กล่าวว่า พอเข้ารับตำแหน่ง เข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯเรียบร้อย ขึ้นอยู่กับประธานรัฐสภาจะนัดให้มีการแถลงและอภิปราย ประมาณ 2 วัน เมื่อถามว่า พรรคประชาชนได้ล็อกเป้าไว้ว่าบางคนที่มีคดีค้างในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องมาพิสูจน์กัน แต่ก่อนที่จะนำรายชื่อทั้งหลายทูลเกล้าฯ มีพระบรมราชโองการก็มีการตรวจสอบทุกขั้นตอน ซึ่งไม่เคยมีการตรวจสอบในระดับนี้มาก่อน เราใช้หน่วยงานที่ตรวจสอบทั้งหมด ก่อนที่จะเสนอชื่อก็มีการประชุมร่วมกัน ขนาดแอบเข้าใต้ตึกผู้สื่อข่าวก็ยังเห็น เราทำทุกวิถีทาง ในขณะที่ยื่นเรื่องขึ้นไป ทุกหน่วยงานก็ไม่มีประเด็นอะไรที่เป็นปัญหา

ความคืบหน้าล่าสุด ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 %

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรัฐบาลใหม่เตรียมที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาเปิดเผยว่า ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % และพร้อมที่จะนำเสนอต่อรัฐสภาในเร็วๆ นี้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

การเตรียมความพร้อมของร่างนโยบายดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การที่พรรคประชาชนได้ล็อกเป้าอภิปรายบุคคลที่มีคดีค้างใน ป.ป.ช. ก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองว่าจะส่งผลกระทบต่อการแถลงนโยบายหรือไม่

นอกจากนี้ การที่นายอนุทินได้หารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจเช่นกัน เพราะประสบการณ์และคำแนะนำของอดีตนายกรัฐมนตรี ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศในระยะเวลาอันสั้นนี้

การแถลงร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % ของรัฐบาลชุดใหม่นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต ประชาชนจึงควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงนโยบายต่างๆ และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน

แน่นอนว่าการที่ร่างนโยบายต่อรัฐสภา พร้อมแล้ว 99 % นั้น เป็นสัญญาณที่ดี แต่การนำนโยบายไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงนั้นเป็นสิ่งที่ท้าทายยิ่งกว่า รัฐบาลจะต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ดังนั้น การสนับสนุนและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามผ่านอุปสรรคต่างๆ และพัฒนาไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

สิ่งที่รัฐบาลต้องคำนึงถึงคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ว่านโยบายที่นำเสนอจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างแท้จริง และจะนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในที่สุด การสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจจากประชาชน

ดังนั้นเราจึงต้องติดตามกันต่อไปว่า ร่างนโยบายที่ว่านี้ จะมีรายละเอียดอะไรบ้าง และจะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ที่สำคัญคือ รัฐบาลจะสามารถนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงได้อย่างไร

ที่มา – “อนุทิน” บอกร่างนโยบายต่อรัฐสภาพร้อมแล้ว 99% ปชน. ล็อกเป้าต้องมาพิสูจน์กัน

สส.ปชป. หนุน “อภิสิทธิ์” กู้วิกฤตพรรค

“ประกอบ รัตนพันธ์” เผย สมาชิกพรรคและประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้ “อภิสิทธิ์” กลับมากอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ แต่ยังไม่มีใครรับปาก ย้ำ “ชวน” ปรารภบ่อยครั้งว่าอภิสิทธิ์เหมาะสมเป็นผู้นำในสถานการณ์นี้

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายประกอบ รัตนพันธ์ รักษาการกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวการทาบทาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคฯ มาเป็นหัวหน้าพรรคฯ คนใหม่ รวมถึงการทาบทามนายกรณ์ จาติกวณิช และนางนวลพรรณ ล่ำซำ (มาดามแป้ง) ว่า ประชาชนเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์กลับมาเป็นหัวหน้าพรรคนานแล้ว เพราะมีอุดมการณ์ชัดเจน สมาชิกพรรคส่วนใหญ่ก็เห็นชอบว่า นายอภิสิทธิ์ มีความเหมาะสมที่จะมากอบกู้วิกฤตพรรคในยามที่พรรคตกต่ำ ที่สำคัญประชาชนในพื้นที่ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะในเขตของตนดีใจมาก หากนายอภิสิทธิ์จะกลับมา

เมื่อถูกถามย้ำถึงความชัดเจนในการกลับมากอบกู้พรรคประชาธิปัตย์ของนายอภิสิทธิ์ นายประกอบกล่าวว่า ยังไม่มีใครรับปาก เพียงแต่สมาชิกพรรคไปสรรหาบุคคลที่มีความเหมาะสม ซึ่งมีหลายคน ไม่ว่าจะเป็นนายกรณ์ มาดามแป้ง หรือนายอภิสิทธิ์ ที่มีความเหมาะสมจะเป็นหัวหน้าพรรคฯ

ส่วนตัวแทนพรรคฯ ที่ไปทาบทามนายอภิสิทธิ์เป็นใครนั้น นายประกอบกล่าวว่า จริงๆ ก็หลายคน โดยเฉพาะสมาชิกรุ่นเก่าที่เคยทำงานร่วมกับนายอภิสิทธิ์ โดยเฉพาะนายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ อดีตหัวหน้าพรรคฯ ที่มีการปรารภอยู่ตลอดเวลาว่า ในยามภาวะการณ์แบบนี้นายอภิสิทธิ์มีความเหมาะสมที่จะมาเป็นผู้นำพรรค

“อภิสิทธิ์” ทางออกวิกฤตประชาธิปัตย์?

สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ยังคงร้อนระอุ หลังผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในมากมาย และชื่อของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งในฐานะผู้ที่จะเข้ามากอบกู้วิกฤตของพรรค

แต่การกลับมาของ “อภิสิทธิ์” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรค และต้องมีการเจรจาตกลงในหลายๆ ประเด็น แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ แรงเรียกร้องจากภายในพรรคและประชาชนภายนอกที่ต้องการให้ “อภิสิทธิ์” กลับมานำทัพ ปชป. อีกครั้ง

ทำไมต้องเป็น “อภิสิทธิ์”?

หลายคนมองว่า “อภิสิทธิ์” มีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการนำพรรคประชาธิปัตย์ก้าวข้ามวิกฤตในครั้งนี้ ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนาน ภาพลักษณ์ที่ดูดี และความสามารถในการสื่อสารที่เข้าถึงประชาชน ทำให้ “อภิสิทธิ์” เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

  • ประสบการณ์: ผ่านการเป็น ส.ส. หลายสมัย และเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
  • ภาพลักษณ์: เป็นนักการเมืองที่มีภาพลักษณ์ที่น่าเชื่อถือ
  • ความสามารถ: มีความสามารถในการสื่อสารและโน้มน้าวใจ

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่ตัวของ “อภิสิทธิ์” เองว่าจะตอบรับข้อเสนอในการกลับมากอบกู้พรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

การกลับมาของ “อภิสิทธิ์” จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่? ต้องติดตามดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆ คือ แรงเรียกร้องจากภายในพรรคและประชาชนภายนอก แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัว “อภิสิทธิ์” ว่าจะสามารถนำพรรคประชาธิปัตย์กลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

การที่ ส.ส.ปชป. ออกมายอมรับถึงเสียงเรียกร้องให้ “อภิสิทธิ์” มากอบกู้วิกฤตพรรคประชาธิปัตย์ สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่สมาชิกพรรคมีต่ออดีตหัวหน้าพรรคคนนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นความท้าทายอย่างยิ่งสำหรับอภิสิทธิ์เองว่าจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป เพราะการกลับมาในสถานการณ์ที่พรรคกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน การตัดสินใจของ **“อภิสิทธิ์” มากอบกู้วิกฤตพรรคประชาธิปัตย์** ครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของพรรคประชาธิปัตย์เอง และต่อการเมืองไทยโดยรวม

สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ยังคงผันผวน และการตัดสินใจของ “อภิสิทธิ์” มากอบกู้วิกฤตพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของพรรคในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “สส.ปชป.” ยอมรับหลายคนเรียกร้อง “อภิสิทธิ์” มากอบกู้วิกฤตพรรคประชาธิปัตย์

18 ก.ย. เคาะวัน เลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่

ประชาธิปัตย์ประชุม กก.บห.พรุ่งนี้ เคาะวันเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ “ธนิตพล” เผย พรรคเปิดกว้างรับผู้มีศักยภาพ คาดได้ผู้นำไม่เกินตุลาคมนี้

วันที่ 17 กันยายน 2568 นายธนิตพล ไชยนันทน์ ผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยความคืบหน้าการเตรียมการคัดเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ว่า รักษาการกรรมการบริหารพรรคจะมีการประชุมพรุ่งนี้ (18 กันยายน 2568) เพื่อพิจารณากำหนดวันจัดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อให้มีการเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ใน 2 ช่วง คือวันที่ 11-12 ตุลาคม กับวันที่ 18-19 ตุลาคม 2568 หรือจะพิจารณาในวันอื่นๆ ภายใน 60 วัน ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนด

สำหรับการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ จะเป็นไปตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ พ.ศ. 2567 สืบเนื่องจากการที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้ลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค ตามข้อ 34 (2) และตามข้อบังคับ ข้อ 29 และข้อ 35 (1) ได้มีการกำหนดให้เป็นอำนาจของที่ประชุมใหญ่พรรคในการจัดเลือกตั้ง คณะกรรมการบริหารพรรค จำนวน 41 คน ซึ่งรวมถึงหัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค และตำแหน่งอื่นๆ โดยการเลือกตั้งต้องคำนึงถึงความหลากหลายของเพศสภาพและเพศวิถีด้วย

18 ก.ย. ประชุมเคาะวันเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ เปิดกว้างผู้มีศักยภาพ

สำหรับการเลือกหัวหน้าพรรค และ กก.บห.ชุดใหม่ ตามข้อบังคับข้อ 30 ได้กำหนดคุณสมบัติว่าต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี และเป็นสมาชิกพรรคติดต่อกันไม่น้อยกว่า 2 ปีนับถึงวันเลือกตั้ง เว้นแต่สมาชิกดังกล่าวมีคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

1. เป็นหรือเคยเป็นกรรมการบริหารพรรค

2. เป็นหรือเคยเป็นคณะกรรมการสาขาพรรค

3. เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในนามพรรค

4. เป็นหรือเคยเป็นรัฐมนตรีในนามพรรค

5. เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในนามพรรค

6. สมาชิกที่ที่ประชุมใหญ่มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้ที่อยู่ในที่ประชุม มีมติให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารพรรค

นายธนิตพล กล่าวอีกว่า จากปัญหาการจัดการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคในช่วงที่ผ่านมา พรรคได้มีการปรับปรุงข้อบังคับใหม่เพื่อเปิดกว้างให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมีช่องทางเข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยไม่ติดขัดด้วยเงื่อนไขเดิมๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นสมาชิก ทำให้พรรคมีความพร้อมที่จะเลือกผู้นำที่มีศักยภาพสูงสุดเพื่อขับเคลื่อนพรรคต่อไป.

ความคืบหน้าล่าสุด: 18 ก.ย. ประชุมเคาะวันเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่

การประชุมในวันที่ 18 กันยายนนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ การตัดสินใจเรื่องวันเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ จะส่งผลต่อทิศทางและยุทธศาสตร์ของพรรคในอนาคตอันใกล้ การเปิดกว้างสำหรับผู้มีศักยภาพในการเข้ามาเป็นผู้นำพรรค แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปรับตัวและพัฒนาเพื่อเผชิญกับความท้าทายทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและผู้นำพรรคเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่พรรคประชาธิปัตย์จะต้องสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง การเฟ้นหาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและเข้าใจถึงปัญหาของสังคม จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร พรรคประชาธิปัตย์จะต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาจากประชาชนกลับคืนมา การมีผู้นำที่มีความสามารถและได้รับการยอมรับจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จในอนาคต

พรรคประชาธิปัตย์กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ การตัดสินใจในการประชุมวันที่ 18 กันยายนนี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของพรรคในอนาคต เราหวังว่าการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น จะเป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม และได้ผู้นำที่สามารถนำพาพรรคไปสู่ความเจริญก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – 18 ก.ย. ประชุมเคาะวันเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ เปิดกว้างผู้มีศักยภาพ

Scroll to top