อาชญากรรมออนไลน์

ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน

ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เรื่องของความเป็นส่วนตัวคือสิ่งสำคัญที่สุด แต่ล่าสุดทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากพบการกระทำผิดที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง โดยมีการออกมายืนยันว่า ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน เพื่อเป็นการป้องปรามผู้ที่คิดจะละเมิดสิทธิผู้อื่นและเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพนำข้อมูลไปใช้ในทางที่ผิด

ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน

เหตุการณ์นี้สืบเนื่องจากนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี ที่ต้องการกวาดล้างอาชญากรรมออนไลน์อย่างจริงจัง การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นความผิดร้ายแรง เพราะข้อมูลเหล่านั้นมักถูกแก๊งสแกมเมอร์นำไปใช้เพื่อหลอกลวงประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินและสร้างความตื่นตระหนกในสังคม การที่ ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่ารัฐบาลเอาจริงกับเรื่องนี้

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลประชาชน

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดีอี ได้ระบุว่าได้ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) และสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างรัดกุม โดยเน้นย้ำถึงบทลงโทษตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้:

  • การนำเข้าข้อมูลบิดเบือนหรือข้อมูลอันเป็นเท็จ
  • การนำเข้าข้อมูลที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ
  • การเผยแพร่ข้อมูลที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก
  • บทลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

การดำเนินการของกระทรวงดีอีในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การขู่ แต่เป็นการใช้กฎหมายบังคับใช้จริง เพื่อให้ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตมีความระมัดระวังในการโพสต์หรือแชร์ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นมากขึ้น เพราะเพียงแค่คลิกแชร์ข้อมูลของคนอื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม คุณอาจกำลังพาตัวเองเข้าสู่เส้นทางของการทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยขึ้น การที่หน่วยงานรัฐออกมาทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างใกล้ชิดจะช่วยลดช่องว่างที่มิจฉาชีพจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์ได้ อย่างไรก็ตาม ประชาชนเองก็ควรหมั่นตรวจสอบและป้องกันข้อมูลส่วนตัวของตัวเองไม่ให้หลุดออกไปสู่สาธารณะเช่นกัน หากพบเห็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยง อย่ารอช้าที่จะแจ้งเบาะแสให้กับเจ้าหน้าที่ เพื่อรักษาสิทธิของตนเองและคนรอบข้างให้ปลอดภัยจากแก๊งมิจฉาชีพครับ

ที่มา – ดีอี แจ้งความพวกเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว ขู่โทษคุก 5 ปี ปรับ 1 แสน

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ และอาชญากรรมแบบถอนรากถอนโคน

FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ และอาชญากรรมแบบถอนรากถอนโคน

ข่าวดีสำหรับคนไทยเมื่อล่าสุดมีการเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญ เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีไทย เพื่อแสดงความขอบคุณรัฐบาลไทยที่เอาจริงเอาจังกับการจัดการปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ ถือเป็นก้าวสำคัญที่หน่วยงานระดับโลกให้การยอมรับและพร้อมจะร่วมมือกันเพื่อทำให้สังคมออนไลน์ของเรามีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ความร่วมมือระหว่างไทยและ FBI ในครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่เป็นการวางแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อมีการเริ่มภารกิจ FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน ไปแล้ว ผลลัพธ์สุดท้ายจะต้องเป็นการกวาดล้างขบวนการเหล่านี้ให้หมดไปจากประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การจับกุมรายย่อยแล้วปล่อยผ่านไป

ความคืบหน้าความร่วมมือ FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน

ปัจจุบันรัฐบาลไทยได้นำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในกระบวนการสืบสวนสอบสวน โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พัฒนาระบบพิเศษที่เรียกว่า ‘ระบบ Shield’ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมระดับสากล เพื่อแชร์ข้อมูลเชิงลึกกับนานาชาติ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การทำงานร่วมกับต่างประเทศมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตรงกัน ดังนี้:

  • การขยายความร่วมมือไม่เพียงแค่เรื่องสแกมเมอร์ แต่ครอบคลุมถึงขบวนการค้ายาเสพติดและการค้ามนุษย์
  • การแลกเปลี่ยนฐานข้อมูลสืบสวนเพื่อติดตามตัวอาชญากรข้ามชาติ
  • การจัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการร่วมกันเพื่อให้ความรู้แก่เจ้าหน้าที่ในระดับภูมิภาค

รัฐบาลไทยยืนยันว่าการเดินหน้าปราบปรามมิจฉาชีพถือเป็นวาระแห่งชาติ และการที่ FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน ในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเดินทางมาถูกทางในการปิดช่องโหว่ของผู้กระทำผิดกฎหมายไซเบอร์

เราเชื่อว่าความร่วมมือที่เหนียวแน่นและการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาเป็นเครื่องมือสำคัญ จะช่วยให้ประชาชนคนไทยลดความเสี่ยงจากการถูกหลอกลวงออนไลน์ได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เราเองก็ต้องไม่ประมาทและคอยอัปเดตข้อมูลข่าวสารเพื่อป้องกันตัวเองจากมิจฉาชีพอยู่เสมอครับ

ที่มา – FBI ขอบคุณไทยปราบสแกมเมอร์ พร้อมสานต่อความร่วมมือปราบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แบบถอนรากถอนโคน

เปิดโครงการครูต้นแบบไซเบอร์ รุ่น 2 ลดเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์

ในยุคที่เทคโนโลยีและโลกอินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น ปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยีก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เพื่อเป็นการรับมือกับปัญหานี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงได้เดินหน้า เปิดโครงการครูต้นแบบไซเบอร์ รุ่น 2 ขึ้นอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้กับประชาชนคนไทยทั่วประเทศ

เปิดโครงการครูต้นแบบไซเบอร์ รุ่น 2 เดินหน้าสู้โจรไซเบอร์

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ได้เป็นประธานเปิดโครงการสำคัญที่ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค 3 (ศฝร.ภ.3) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาบุคลากรให้เป็น “ครูต้นแบบ” ในการสื่อสารข้อมูลการป้องกันภัยไซเบอร์ไปยังประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเด็ก เยาวชน ไปจนถึงผู้สูงอายุ เพื่อให้ทุกคนเท่าทันกลโกงของเหล่ามิจฉาชีพและแก๊งสแกมเมอร์ที่ระบาดหนักอยู่ในขณะนี้

ทำไมต้องมีโครงการครูต้นแบบไซเบอร์ รุ่น 2?

การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างยั่งยืน ไม่สามารถทำได้เพียงแค่การปราบปราม แต่ต้องเริ่มจากการ “ป้องกัน” โดยสร้างวัคซีนทางไซเบอร์ที่เข้าถึงง่ายและเข้าใจได้จริง โครงการนี้จึงมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญที่จะนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งในรุ่นที่ 2 นี้ จะมีการกระจายการอบรมให้ครอบคลุมถึง 6 พื้นที่ในสังกัดตำรวจภูธรภาคต่างๆ

  • สร้างความรู้เท่าทันภัยออนไลน์ให้ประชาชนทุกกลุ่ม
  • พัฒนาทักษะเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสื่อสารเชิงรุก
  • ลดช่องว่างและโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรตำรวจที่เข้มแข็งและใส่ใจประชาชน

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังได้เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานของตำรวจในยุคใหม่ว่า ต้องมีความ “จริง เร็ว ชัด” ในการสื่อสารกับพี่น้องประชาชนผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อให้ข่าวสารที่ถูกต้องไปถึงมือประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยย้ำเตือนว่าตำรวจที่ดีนั้นไม่ได้วัดกันที่ตำแหน่ง แต่ดูที่การกระทำและการช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก

การผลักดันโครงการครูต้นแบบไซเบอร์ รุ่น 2 ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนให้ประชาชนจากเดิมที่เป็น “เหยื่อ” ให้กลายเป็นผู้ที่รู้เท่าทัน สามารถปกป้องทรัพย์สินและข้อมูลส่วนตัวได้ด้วยตัวเอง หากเราทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตาและคอยเตือนภัยคนรอบข้าง สังคมไทยจะปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้มากกว่าเดิมอย่างแน่นอน เรามาร่วมมือกันสร้างสังคมที่ปลอดภัยไปพร้อมกับครูต้นแบบไซเบอร์กันเถอะครับ

ที่มา – เปิดโครงการครูต้นแบบไซเบอร์ รุ่น 2 สร้างวัคซีนตรงจุด ลดเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์

อาชญากรรมออนไลน์ในไทยพุ่ง 7.48 พันล้าน ใน 4 เดือนแรกปี 2569

อาชญากรรมออนไลน์ในไทยพุ่ง 7.48 พันล้าน ใน 4 เดือนแรกปี 2569

เป็นเรื่องที่น่าตระหนกใจอย่างยิ่งสำหรับสถานการณ์ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ของประเทศไทย เมื่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC) ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลล่าสุดว่า ตลอดระยะเวลาเพียง 4 เดือนแรกของปี 2569 ประเทศไทยต้องเผชิญกับตัวเลขความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในไทยพุ่ง 7.48 พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำคัญถึงความซับซ้อนของภัยคุกคามในยุคดิจิทัล

ทำไมอาชญากรรมออนไลน์ในไทยพุ่ง 7.48 พันล้าน?

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในไทยพุ่ง 7.48 พันล้านนั้น ส่วนหนึ่งมาจากภูมิทัศน์ความเสี่ยงที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยมีการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Deepfake เข้ามาใช้ในการฉ้อโกงประชาชนเพิ่มมากขึ้น ข้อมูลระดับสากลระบุว่าการใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการหลอกลวงเพิ่มขึ้นถึง 180% ในรอบปีที่ผ่านมา และข้อมูลที่รั่วไหลออกไปจากระบบต่างๆ คือต้นทางที่แท้จริงที่หล่อเลี้ยงขบวนการมิจฉาชีพเหล่านี้ให้ทำงานได้แนบเนียนยิ่งขึ้น

พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการ สคส. ได้กล่าวถึงแนวทางในการรับมือว่า สคส. กำลังยกระดับจากการเป็นหน่วยงานเน้นการบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นผู้ช่วยเชิงรุก โดยตั้งเป้าหมายยุทธศาสตร์ “ข้อมูลรั่วไหลเป็นศูนย์” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • สคส. ดำเนินการตรวจสอบความพร้อมและให้คำแนะนำแก่หน่วยงานต่างๆ ไปแล้วกว่า 590,000 แห่ง
  • มีการลงโทษปรับทางปกครองต่อองค์กรที่ละเลยมาตรการรักษาความปลอดภัยข้อมูลไปแล้วกว่า 21.5 ล้านบาท
  • เตรียมประกาศใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ

สำหรับการรับมือในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 สคส. เตรียมวางกรอบการกำกับดูแลการใช้ AI อย่างรับผิดชอบ (AI Governance) และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง เช่น เยาวชน เพื่อให้ระบบนิเวศดิจิทัลของไทยมีความมั่นคงปลอดภัยมากขึ้น

ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนทุกคนควรตระหนักในยุคที่อาชญากรรมออนไลน์ในไทยพุ่ง 7.48 พันล้านเช่นนี้ คือการตรวจสอบสิทธิ์และการรักษาข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองอย่างเคร่งครัด หากหน่วยงานหรือองค์กรใดละเลยมาตรการปกป้องข้อมูล ย่อมกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้มิจฉาชีพเข้าถึงข้อมูลของคุณได้ง่ายขึ้น ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารและเท่าทันเทคโนโลยีใหม่ๆ อยู่เสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป

ที่มา – เผยแค่ 4 เดือนปี 2569 มูลค่าความเสียหายจากอาชญากรรมออนไลน์ในไทยพุ่ง 7.48 พันล้าน

ไชยชนกชูโมเดลความรับผิดชอบร่วมบนเวทีโลกสกัดภัยออนไลน์

ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลก้าวไกลไปอย่างรวดเร็ว ภัยคุกคามทางไซเบอร์ก็พัฒนาความซับซ้อนขึ้นตามไปด้วย ล่าสุด ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้นำเรื่องนี้ไปยกระดับเป็นวาระสำคัญในการประชุมระดับโลก ไชยชนกชูโมเดลความรับผิดชอบร่วมบนเวทีโลกสกัดภัยออนไลน์ ในการประชุม MWC Shanghai 2026 เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามเหล่าสแกมเมอร์ที่คอยสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน

ไชยชนกชูโมเดลความรับผิดชอบร่วมบนเวทีโลกสกัดภัยออนไลน์

หัวใจสำคัญของแนวคิดที่รัฐมนตรีไชยชนกนำเสนอ คือการเปลี่ยนผ่านจากการทำงานแยกส่วน มาเป็น “ความรับผิดชอบร่วม” (Shared Responsibility) โดยมีเป้าหมายคือการเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคม ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้การตอบสนองต่อภัยออนไลน์เป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด ซึ่งผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในปัจจุบันคือระบบ AOC 1441 ที่ช่วยให้อายัดบัญชีม้าได้ภายใน 15 นาทีเท่านั้น

ทำไมความร่วมมือคือทางรอดเดียวในยุคดิจิทัล?

การที่ ไชยชนกชูโมเดลความรับผิดชอบร่วมบนเวทีโลกสกัดภัยออนไลน์ นั้นไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่เป็นการสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหันมาจับมือกันอย่างจริงจัง ระบบที่สำคัญในการขับเคลื่อนครั้งนี้ประกอบด้วย:

  • ศูนย์ AOC 1441: ศูนย์กลางประสานงาน 24 ชม. ที่เปลี่ยนการอายัดบัญชีจากหลักชั่วโมงให้เหลือเพียง 15 นาที
  • กฎหมายสนับสนุน: การปรับปรุงข้อกฎหมายเพื่อให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลทำได้ง่ายขึ้นโดยไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัว
  • ความรับผิดชอบเชิงระบบ: กำหนดให้ผู้ให้บริการต่างๆ ต้องมีส่วนร่วมในการป้องกัน ไม่ใช่ผลักภาระให้ประชาชน
  • Digital Literacy: การสร้างภูมิคุ้มกันให้คนในสังคมโดยเฉพาะผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ รัฐมนตรียังย้ำชัดว่าการป้องกันอาชญากรรมออนไลน์ไม่ใช่เรื่องที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะทำสำเร็จได้โดยลำพัง ภัยคุกคามเหล่านี้ไร้พรมแดน ดังนั้นการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและองค์ความรู้ระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง ไทยพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างนิเวศดิจิทัลที่ปลอดภัยร่วมกับนานาชาติ เพื่อส่งเสริมความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลให้ยั่งยืน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนบนเวทีโลกเช่นนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะนอกจากจะช่วยลดความสูญเสียจากมิจฉาชีพแล้ว ยังเป็นการยกระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนทั่วไป ว่าเรามีรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิและทรัพย์สินของทุกคนอย่างแท้จริง การร่วมมือกันไม่เพียงแต่จะช่วยสกัดกั้นภัยไซเบอร์ แต่ยังเป็นการปูทางสู่สังคมดิจิทัลที่แข็งแกร่งกว่าเดิมครับ

ที่มา – “ไชยชนก” ชูโมเดล “ความรับผิดชอบร่วม” บนเวทีโลก ดึงทุกภาคส่วนสกัดภัยออนไลน์

หนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ รัฐบาลเผย ระงับแล้ว 58,006 บัญชีม้า

เชื่อว่าในยุคดิจิทัลแบบนี้ หลายคนคงเคยผ่านตากับโฆษณาชวนเชื่อเรื่องการลงทุนที่ดูดีเกินจริงกันมาบ้างใช่ไหมครับ? ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมาก เมื่อรัฐบาลได้ออกมาหนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ อย่างเต็มกำลัง เพื่อปกป้องเงินในกระเป๋าของพี่น้องประชาชนจากการถูกมิจฉาชีพหลอกลวง โดยผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาถือว่าทำได้อย่างน่าประทับใจเลยทีเดียว

หนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ พร้อมกวาดล้างบัญชีม้า

การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายมิจฉาชีพอย่างจริงจังครับ โดยทางสำนักงาน ก.ล.ต. ได้รายงานผลงานที่น่าสนใจว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ สามารถดำเนินคดีอาญาเกี่ยวกับการปั่นหุ้นและทุจริตไปแล้วถึง 8 คดี นอกจากนี้ยังมีมาตรการทางแพ่งที่สามารถเรียกคืนเงินจากผู้กระทำผิดกลับเข้าสู่แผ่นดินได้มากกว่า 1.1 พันล้านบาทเลยทีเดียว นี่คือสัญญาณที่ดีว่ารัฐบาลกำลังเดินหน้า หนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

มาตรการเข้มข้น: ปิดกั้นและระงับบัญชีม้ากว่า 5.8 หมื่นบัญชี

หนึ่งในจุดที่น่าชื่นชมคือความรวดเร็วในการจัดการกับภัยออนไลน์ครับ ทางการได้ร่วมมือกันเพื่อปิดกั้นช่องทางของโจรภายใน 7 ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากได้รับแจ้ง ซึ่งถือว่าช่วยลดความเสียหายให้กับนักลงทุนได้ทันท่วงทีมาก โดยมีข้อมูลที่น่าตกใจและควรระวังคือ:

  • มีการระงับบัญชีม้าไปแล้วกว่า 58,006 บัญชี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 10,000 บัญชี
  • จัดการปิดกั้นช่องทางการหลอกลวงออนไลน์ไปแล้ว 368 บัญชี
  • มุ่งเน้นสกัดกั้นเส้นทางการฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัลที่มิจฉาชีพชอบใช้

รัฐบาลยังย้ำชัดว่า การที่หน่วยงานต่างๆ หันมาประสานงานกันเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทยในระยะยาวได้เป็นอย่างดี เพราะการ หนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ ไม่ใช่แค่เรื่องของการจับกุม แต่คือการสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนครับ

สำหรับเพื่อนๆ นักลงทุน สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนโอนเงินทุกครั้ง อย่าหลงเชื่อคำสัญญาเรื่องผลตอบแทนที่สูงเกินจริง เพราะมิจฉาชีพในปัจจุบันพัฒนารูปแบบการหลอกลวงไปไกลมาก หากพบความผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะการป้องกันตัวเองคือด่านแรกที่สำคัญที่สุดครับ

ที่มา – หนุน ก.ล.ต. ปราบโกงทุนออนไลน์ รัฐบาลเผย ระงับแล้ว 58,006 บัญชีม้า

เปิดโครงการครูต้นแบบไซเบอร์ สร้างวัคซีนออนไลน์ให้ประชาชน

ในยุคที่โลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันภัยอันตรายจากมิจฉาชีพก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะอาชญากรรมทางเทคโนโลยีที่สร้างความสูญเสียให้แก่พี่น้องประชาชนจำนวนมาก ล่าสุดทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ จึงได้มีการเปิดโครงการ ครูต้นแบบไซเบอร์ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการให้ความรู้แก่ประชาชนโดยตรง

เจาะลึกโครงการครูต้นแบบไซเบอร์ วัคซีนดิจิทัลของคนไทย

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนโครงการนี้ว่า การแก้ปัญหาอาชญากรรมออนไลน์อย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่การไล่ตามจับคนร้ายเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” ให้กับประชาชน นี่คือจุดกำเนิดของ ครูต้นแบบไซเบอร์ ที่จะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมความรู้ เปรียบเสมือนวัคซีนที่ฉีดเข้าไปสร้างเกราะป้องกันภัยไซเบอร์ให้กับคนในชุมชน

ทำไมถึงต้องมีโครงการครูต้นแบบไซเบอร์?

การให้ความรู้ผ่านช่องทางออนไลน์อาจไม่เพียงพอในบางกลุ่มเป้าหมาย โครงการนี้จึงเน้นการทำงานแบบ Face-to-Face หรือการลงพื้นที่พบปะกับพี่น้องประชาชน เพื่อพูดคุย ให้คำแนะนำ และเตือนภัยอย่างเข้าถึงตัว โดยสิ่งที่ประชาชนจะได้รับจากการอบรมจากครูต้นแบบ มีดังนี้:

  • เทคนิคการสังเกตกลโกงมิจฉาชีพรูปแบบใหม่ๆ
  • วิธีตั้งค่าความปลอดภัยบนสมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดีย
  • ขั้นตอนการแจ้งเหตุเมื่อตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์
  • การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม

โครงการ ครูต้นแบบไซเบอร์ นี้จะมีการจัดอบรมต่อเนื่องถึง 6 ครั้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจชุมชนสัมพันธ์กว่า 1,498 คน จากสถานีตำรวจทั่วประเทศเข้าร่วม เพื่อนำความรู้ไปถ่ายทอดในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ถือเป็นการบูรณาการที่เข้าถึงจุดอ่อนและปัญหาจริงของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแม่นยำที่สุด

ในภาพรวม การสร้างสังคมที่รู้เท่าทันภัยออนไลน์เป็นหน้าที่ของทุกคน แต่การมีกำลังหลักอย่างตำรวจมืออาชีพลงไปให้ความรู้ถึงหน้าบ้าน จะช่วยยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนไทยขึ้นอย่างมหาศาล หากท่านพบเห็นกิจกรรมของโครงการนี้ในชุมชน อย่าลืมเข้าไปขอรับการอบรม เพราะความรู้เหล่านี้คือวัคซีนที่คุ้มครองเงินในกระเป๋าของคุณได้ดีที่สุดครับ

ที่มา – เปิดโครงการ “ครูต้นแบบไซเบอร์” มุ่งสร้างวัคซีนออนไลน์ถึงตัวประชาชน ลดปัญหาถูกหลอกลวง

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์

วันนี้เรามา เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ กันครับ รัฐบาลไทยเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสแกมเมอร์ที่แฝงตัวในโลกออนไลน์ ตามข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2569 หรือ 120 วันแรก พบคดีถึง 121,921 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7,480 ล้านบาท! แม้ตัวเลขจะน่าตกใจ แต่ที่น่ายินดีคือยอดคดีเริ่มมีแนวโน้มลดลง สะท้อนผลจากการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมาย โซเชียลมีเดีย และเพจมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง

ทำไมสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ ถึงสำคัญ? เพราะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมสแกมเมอร์ รู้จุดอ่อน และป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายของปลอม ลูกโซ่ลงทุน หรือแฮกเกอร์โจมตีระบบ หากคุณเป็นคนชอบช้อปปิ้งออนไลน์หรือลงทุน ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ทีม ACSC วิเคราะห์คดีทั้งหมด แบ่งรูปแบบการหลอกลวงออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีความรุนแรงและมูลค่าต่างกันไป เรามาดูรายละเอียดกัน

ประเภทที่ 1: หลอกลวงสินค้าและบริการ – คดีสูงสุดแต่ค่าเสียหายต่อคดีต่ำ

ประเภทนี้ครองแชมป์จำนวนคดีมากที่สุด 85,215 คดี หรือ 69.9% ของทั้งหมด มูลค่าความเสียหายรวมราว 1,340 ล้านบาท เฉลี่ยต่อคดี 15,727 บาท สแกมเมอร์มักใช้กลยุทธ์ขายของราคาถูกในช่วงเทศกาล เช่น เดือนมีนาคมพุ่งสูงสุด 22,908 คดี เสียหาย 353.3 ล้าน แต่เดือนเมษายนลดลงเหลือ 20,823 คดี (288.3 ล้าน) มาจากฤดูกาลและการเตือนภัยที่ได้ผล

  • ตัวอย่าง: ขายรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังราคาถูกเกินจริง ส่งของปลอมหรือไม่ส่งเลย
  • เคล็ดลับป้องกัน: เช็ครีวิวร้านค้า อย่ากดรีบซื้อ ใช้แพลตฟอร์มใหญ่ที่เชื่อถือได้

ประเภทที่ 2: หลอกลงทุน-ผลประโยชน์ – เสียหายหนักสุด 80.2%

แม้คดีน้อยกว่า แต่สร้างความเดือดร้อนมหาศาล 36,033 คดี (จากข้อมูลรวม) มูลค่า 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของทั้งหมด เฉลี่ยต่อคดี 166,449 บาท สูงกว่ารูปแบบแรก 10 เท่า! ดีใจที่แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 10,146 คดีมกราคม เหลือ 6,642 คดีเมษายน ลด 34.5% ผลจาก ACSC, AOC และบังคับใช้กฎหมาย

  • ตัวอย่าง: ชวนลงทุนคริปโต ลูกโซ่ แอปลงทุนปลอม สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ
  • เคล็ดลับ: เช็ค SEC Check First ก่อนลงทุน อย่าเชื่อโฆษณาในโซเชียล

ประเภทที่ 3: โจมตีทางเทคนิค – น้อยแต่รุนแรงที่สุด

คดีน้อยสุด 673 คดี (0.55%) แต่เฉลี่ยเสียหายต่อคดีสูงสุด 211,686 บาท เดือนมีนาคมพุ่ง 385 คดี (87.7 ล้าน) จาก Phishing, Hacking ขนาดใหญ่ และ Ransomware ที่เรียกค่าไถ่แพง

  • ตัวอย่าง: ส่งลิงก์ปลอมให้กรอกรหัส ไวรัสล็อกข้อมูล
  • เคล็ดลับ: อย่ากดลิงก์ lạ ติดตั้งแอนตี้ไวรัส อัพเดทซอฟต์แวร์

จากสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการลดคดีลงทุน แต่เรายังต้องระวังภัยเทคนิคที่กำลังขยายตัว สแกมเมอร์ฉลาดขึ้นใช้ AI และ deepfake มากขึ้นในอนาคต

คำเตือนจากรัฐบาล: อย่าหลงเชื่อลิงก์จากแอปหรือแพลตฟอร์มใดๆ อย่าโอนเงินให้คนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ติดต่อต้นสังกัดจริงก่อน เช็คบัญชีปลายทาง และใช้สติ “ไม่เชื่อ ไม่โอน” เสมอ!

สรุป insight: แม้เสียหายมหาศาล แต่การลดลงของคดีแสดงว่านโยบายรัฐบาลได้ผล ผู้ใช้อย่างเราต้องศึกษาและแชร์ข้อมูลเพื่อลดอาชญากรรมออนไลน์ให้เหลือศูนย์

CTA: ถ้าถูกหลอกหรือสงสัย รีบแจ้งศูนย์ ACSC ทางโทร 1441 หรือเว็บไซต์ www.acsc.or.th ปกป้องตัวเองและช่วยสังคมได้ทันที!

ที่มา – เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี เสียหาย 7.48 พันล้าน

ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้า 3.5 ล้าน อายัด 8 พันล้าน

ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี อายัด 8 พันล้าน ตัดวงจรสแกมเมอร์ เป็นข่าวดีที่คนไทยรอคอยมานาน! กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ไม่ยอมให้สแกมเมอร์โกงเงินประชาชนอีกต่อไป ยกระดับการปราบปรามเป็นวาระแห่งชาติ สั่งระงับบัญชีม้ากว่า 3.56 ล้านบัญชี มูลค่ามหาศาลกว่า 8,000 ล้านบาท แถมยังผนึกกำลังกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อตัดวงจรอาชญากรไซเบอร์ให้สิ้นซาก

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 โดยมีผู้ใหญ่หลายท่านมาร่วม เช่น รัฐมนตรีช่วยฯ แนน บุณย์ธิดา, พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ, ปลัดกระทรวงดีอี และผู้บัญชาการตำรวจ รัฐบาลย้ำชัดว่าภัยไซเบอร์เป็นปัญหาใหญ่ ต้องจัดการเข้มข้น ปิดช่องโหว่ทุกทางเพื่อปกป้องประชาชน

ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี

ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี อายัด 8 พันล้าน ตัดวงจรสแกมเมอร์

มาตรการเด็ดขาดเริ่มจากประกาศรายชื่อบุคคลเสี่ยงสูง (HR-03) โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระงับบัญชีม้า 2.46 แสนรายชื่อ รวม 3.56 ล้านบัญชี อายัดเงินกว่า 8 พันล้านบาท! ข้อมูลนี้แชร์ให้หน่วยงานธนาคาร Non-Bank ผู้รับแลกเปลี่ยนเงิน และค้าทองคำ เพื่อขยายการตรวจสอบ ป้องกันการฟอกเงินจากสแกม

ขยายผลจับ “นอมินี” และสกัดสัญญาณชายแดนแบบเข้มงวด

ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี ไม่หยุดแค่นั้น ยังลงนาม MOU กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) จับ “นอมินี” ที่ใช้บริษัทเป็นเครื่องมือโกง ขณะที่ กสทช. จัด Sandbox ที่สระแก้ว เปิดสัญญาณมือถือเฉพาะเบอร์ลงทะเบียนถูกต้อง ลดการใช้สัญญาณชายแดนโจมตีประชาชน

คุมบัญชีเยาวชนเข้ม หลังพบเกี่ยวข้องกว่า 6,500 บัญชี

น่าตกใจ! พบเยาวชนมีบัญชีม้ากว่า 6,500 บัญชี คณะกรรมการเลยหารือจำกัดโอน-ถอนเงินเกินกำหนด ป้องกันมิจฉาชีพหลอกใช้เด็กๆ เป็นช่องทางรับเงินโกง สำหรับคืนเงินผู้บริสุทธิ์ กำลังเร่งรัดให้เร็ว โดยตรวจสอบเส้นทางการเงินชัดเจน

  • ระงับบัญชีม้า: 3.56 ล้านบัญชี
  • อายัดเงิน: 8,000 ล้านบาท
  • จับนอมินี: ร่วม DBD
  • สกัดสัญญาณ: Sandbox สระแก้ว
  • คุมเยาวชน: จำกัดธุรกรรม

นายไชยชนก ย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด โดยเฉพาะช่วงวิกฤตพลังงานที่คนเดือดร้อนหนัก เรื่องนี้คือวาระแห่งชาติ จะดำเนินการต่อเนื่อง

บัญชีม้าคืออะไร? คือบัญชีธนาคารที่สแกมเมอร์ใช้รับเงินโกงจากเหยื่อ มักหลอกคนซื้อของออนไลน์ แจกเงินฟรี หรือลงทุนปลอม ถ้าคุณเจอข้อความแปลกๆ อย่าโอนเด็ดขาด! ตรวจสอบก่อนเสมอ รายงานตำรวจหรือดีอีทันที

การปราบปรามแบบนี้ช่วยลดอาชญากรรมออนไลน์ได้จริง แต่ประชาชนต้องช่วยตัวเองด้วย ใช้แอปธนาคารแจ้งเตือน ตั้งรหัส 2 ชั้น และไม่คลิกลิงก์ подозрительные สุดท้าย ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี อายัด 8 พันล้าน ตัดวงจรสแกมเมอร์ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจริงจัง ผู้เสียหายมีหวังคืนเงินได้เร็วขึ้น

คุณคิดยังไงกับมาตรการนี้? แชร์ประสบการณ์โดนสแกมในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ระวังตัวด้วยกัน สู้ๆ ต่อต้านสแกมเมอร์!

ที่มา – ดีอีเอาจริง กวาดล้างบัญชีม้ากว่า 3.5 ล้านบัญชี อายัด 8 พันล้าน ตัดวงจรสแกมเมอร์

Scroll to top