อาชญากรรม

ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าว

วันนี้เรามาฟังสองมุมกันในคดีที่กำลังเป็นกระแส ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าวไม่กี่ร้อย เจ้าของไม่ยอมยืนยันดำเนินคดี เป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นความขัดแย้งระหว่างความเมตตากับหลักกฎหมาย หนุ่มวัย 34 ปีที่สติไม่สมประกอบ ขโมยถุงอาหารราคาแค่ไม่กี่ร้อยบาท แต่เจ้าของกลับยืนกรานจะดำเนินคดีเต็มที่ ครอบครัวผู้ต้องหาก็เดือดร้อนหนัก มาดูรายละเอียดกันเลย

ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าวไม่กี่ร้อย เจ้าของไม่ยอมยืนยันดำเนินคดี

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 ก.พ. เวลา 23.40 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ยานาวา นำโดย พ.ต.ท.ฉัตรชัย พรชวลิตหิรัญ และทีมสายตรวจ ได้รับแจ้งจากห้องวิทยุให้ไปตรวจสอบเหตุลักทรัพย์ ผู้เสียหายชื่อนายอภิชาติ สั่งอาหารเดลิเวอรีมาถึงหน้าบ้าน ถนนเจริญกรุง แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพฯ เวลา 17.45 น. วางถุงแขวนไว้ที่รั้วบ้าน แต่ถูกคนร้ายขโมยไป

จากกล้องวงจรปิดเห็นชัด คนร้ายสวมเสื้อยืดคอกลมสีแดงลายเหลือง กางเกงขาสั้นสีดำ ผมสั้นทรงนักเรียน ขี่รถจักรยานยี่ห้อ Turbo สีน้ำเงิน มาดอดๆ มองๆ แล้วหยิบถุงอาหารห้อยแฮนด์หนีไป ตำรวจกระจายกำลังไล่ล่า จนเจอผู้ต้องหา “นายโย” อายุ 34 ปี ที่ถนนจันทน์ตัดเจริญราษฎร์ แขวงทุ่งวัดดอน เขตสาทร พบของกลางเต็มถุง

ของกลางที่ถูกขโมยในคดีนี้

  • ราเมน (ไม่ใส่ขิงดอง) ราคา 123 บาท
  • ไพตัน ชาชูเมน (แยกผัก) ราคา 125 บาท
  • เกี๊ยวซ่า 6 ชิ้น ราคา 88 บาท

รวมมูลค่าไม่ถึง 400 บาท แต่กลายเป็นประเด็นใหญ่ นายโยรับสารภาพว่าเอาไปกินเอง ตำรวจนํตัวไปให้ผู้เสียหายชี้ยืนยัน ผู้เสียหายยืนกรานดำเนินคดีเต็มรูปแบบ

มุมมองครอบครัวผู้ต้องหา: สติไม่สมประกอบตั้งแต่เด็ก

น.ส.น้ำฝน น้องสาวของนายโย เล่าว่าพี่ชายมีปัญหาสติไม่สมประกอบตั้งแต่เด็ก อายุ 1-2 ขวบ ชอบปีนสูงแล้วตกหัวฟาดพื้นบ่อยครั้ง เคยขโมยของกินแถว สน.วัดพระยาไกร แต่ชาวบ้านรู้สภาพก็ไม่เอาเรื่อง พ่อร้องไห้ขอร้องผู้เสียหาย จะชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด แต่ผู้เสียหายบอกว่า “จะดัดสันดานมัน” และขอหลักฐานทางการแพทย์ยืนยัน

ครอบครัวกำลังรีบหาใบรับรองแพทย์จากโรงพยาบาล เพื่อนำไปยื่นก่อนส่งฟ้องศาลวันที่ 19 ก.พ. พ่อบอกว่า “มืดแปดด้าน ไม่รู้จะทำยังไง” สงสารลูกที่เลี้ยงมาตั้งแต่นอนข้างๆ กัน

มุมมองผู้เสียหาย: ต้องมีบทลงโทษ

แม้เจ้าหน้าที่จะช่วยไกล่เกลี่ย แต่ผู้เสียหายไม่ยอมถอน แม้ค่าอาหารแค่นี้ แต่ย้ำว่าต้องให้เป็นบทเรียน ตำรวจทำบันทึกจับกุม นายโยไม่ยอมเซ็นชื่อ ครอบครัวรีบมาที่โรงพัก

คดีนี้ชวนคิด ในสังคมที่เราควรเมตตาคนมีปัญหาสุขภาพจิต หรือยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด? การขโมยแม้เล็กน้อย แต่กระทบความรู้สึกผู้เสียหายที่รออาหารหิวๆ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวผู้ต้องหาที่เดือดร้อนขนาดนี้ ก็น่าสงสาร

จากประสบการณ์ คดีลักทรัพย์เล็กน้อยแบบนี้ ถ้าครอบครัวชดใช้และมีหลักฐานสติไม่สมประกอบ ศาลอาจผ่อนผันได้ เช่น ลดโทษหรือรอลงอาญา แต่ต้องรอคำตัดสิน

คุณล่ะ คิดว่าควรฟังสองมุมยังไง? เมตตาหรือยุติธรรม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ฟังสองมุมกันนะ สังคมเราต้องการความเข้าใจมากขึ้น!

ที่มา – ฟังสองมุม หนุ่มสติไม่สมประกอบขโมยถุงกับข้าวไม่กี่ร้อย เจ้าของไม่ยอมยืนยันดำเนินคดี

ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณตำรวจ

ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณเพื่อนตำรวจ ร่วมแรงร่วมใจผ่านพ้นทุกสถานการณ์ สดุดีเหล่าพี่น้องตำรวจกล้าผู้สละชีพ พร้อมให้คำมั่นดูแลความผาสุกประชาชน

วันที่ 1 มกราคม 2569 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีสารเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ 1 มกราคม 2569 ส่งความสุขและความปรารถนาดีไปยังข้าราชการตำรวจและครอบครัว รวมทั้งพี่น้องประชาชนด้วยความจริงใจ ความว่า

“ตลอดปีที่ผ่านมา ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ได้ร่วมแรง ร่วมใจกันทำงาน แก้ไขปัญหาให้กับประชาชนและประเทศได้ผ่านพ้นเหตุการณ์หรือวิกฤตต่าง ๆ จนผ่านพ้นไปอีกปีหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาอาชญากรรมและภัยคุกคามได้มีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ภัยจากอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติดและอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ที่ได้สร้างความเดือดร้อนและความเสียหายอย่างร้ายแรงอันส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน รวมทั้งภัยธรรมชาติ ปัญหาความมั่นคงทางชายแดน ภัยคุกคามที่ส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน ความคาดหวังที่ประชาชนมีต่อตำรวจนั้นสูงมาก แม้ว่าเราจะมีภารกิจที่หลากหลายด้าน ตำรวจทุกนายยังคงต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติงานและสามารถเผชิญเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งอำนวยความยุติธรรม พัฒนาองค์ความรู้ ยุทธวิธี โดยนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงานให้มีความสะดวก รวดเร็วและเท่าทันต่อสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา ให้กับพี่น้องประชาชน

สำหรับปีใหม่ 2569 นี้ ขอสดุดีเหล่าพี่น้องตำรวจกล้า ที่ได้เสียสละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ห้วงที่ผ่านมา และขอให้พวกเราทุกคนได้ตั้งใจทำงาน ดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยให้แก่ประชาชน ทั้งในมิติด้านอาชญากรรม ด้านความมั่นคงของประเทศ ด้านปัญหาความเดือดร้อนและการดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่นต่อไป

ในวาระศุภมงคลนี้ ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลก อีกทั้งเดชะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลพระราชทานพรให้พี่น้องประชาชน ข้าราชการตำรวจและครอบครัว จงประสบแต่ความสุขความเจริญ อุดมด้วยจตุรพิธพรชัย มีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ สัมฤทธิ์ผล ในสิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ

ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณเพื่อนตำรวจ

เนื่องในโอกาสปีใหม่ 2569 ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ส่งสารเพื่อขอบคุณและให้กำลังใจแก่ข้าราชการตำรวจทุกนายที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละตลอดปีที่ผ่านมา สารดังกล่าวแสดงความขอบคุณต่อความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับวิกฤตต่างๆ ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพและนำเทคโนโลยีมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อให้ทันต่อภัยคุกคามที่เปลี่ยนแปลงไป

สารสำคัญจาก ผบ.ตร. ถึงเพื่อนตำรวจ

  • ขอบคุณ: ขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ร่วมแรงร่วมใจทำงาน
  • ตระหนักถึงภัยคุกคาม: อาชญากรรมข้ามชาติ, ยาเสพติด, อาชญากรรมทางเทคโนโลยี
  • ให้ความสำคัญกับการพัฒนา: นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงาน
  • สดุดี: ตำรวจกล้าที่เสียสละชีวิต

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ยังได้กล่าวถึงความคาดหวังของประชาชนที่มีต่อตำรวจ และเน้นย้ำว่าตำรวจทุกนายต้องมีความพร้อมในการปฏิบัติงานและเผชิญเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การอำนวยความยุติธรรม การพัฒนาองค์ความรู้ และการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับพี่น้องประชาชน

สำหรับประชาชนทั่วไป สารจาก ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณเพื่อนตำรวจ นี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยและรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติ ขอเป็นกำลังใจให้ตำรวจทุกท่านปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งต่อไป

การได้รับกำลังใจและความขอบคุณจากผู้บังคับบัญชาเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างขวัญและกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อดูแลความปลอดภัยและความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณเพื่อนตำรวจ สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยที่ผู้บังคับบัญชามีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา และเป็นแรงผลักดันให้ตำรวจทุกนายมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ที่มา – ผบ.ตร. ส่งสารปีใหม่ 2569 ขอบคุณเพื่อนตำรวจ พร้อมให้คำมั่นดูแลความผาสุกประชาชน

ไทย จีน เมียนมา ทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์!

ปฏิบัติการกวาดล้างครั้งประวัติศาสตร์ “ไทย-จีน-เมียนมา” จับมือลุยพื้นที่สีเทาชายแดน ทุบทำลายตึกบัญชาการแก๊งสแกมเมอร์ “KK Park” และ “ชเวก๊กโก” จนราบเป็นหน้ากลอง

วันที่ 15 ธันวาคม 2568 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. พร้อมด้วย นายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ ได้ลงพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก เพื่อผนึกกำลังกับทางการเมียนมา ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ที่สุด

โดยเปิดภาพการทลายรังสแกมเมอร์ – ตึกหรูสู่ซากปรักหักพัง จุดสำคัญของความร่วมมือในครั้งนี้ คือการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของเมียนมา ได้นำคณะทำงานของไทยและจีน เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายหลัก 2 แห่ง ได้แก่ KK Park และ ชเวก๊กโก ฐานบัญชาการใหญ่ของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่หลอกลวงคนทั่วโลก

จากการลงพื้นที่พบว่า อาคารตึกสูงและสำนักงานที่เคยเป็นแหล่งกบดานของเหล่าสแกมเมอร์ ได้ถูกทุบทำลายทิ้งอย่างถาวร สภาพปัจจุบันเหลือเพียงความว่างเปล่าและซากอาคาร ยืนยันให้เห็นถึงความร่วมมือและความจริงจังในการตัดรากถอนโคน ไม่ให้เหลือสถานที่สำหรับตั้งฐานปฏิบัติการหลอกลวงประชาชนได้อีกต่อไป ส่งผลให้กลุ่มจีนเทาและลูกจ้างสแกมเมอร์แตกฮือ ไม่สามารถทำการหลอกลวงคนในหลายประเทศได้อีกต่อไป

ต่อมาเวลา 14.20 น. ณ ห้องประชุมสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 ฝั่งเมียนมา ได้มีการประชุมไตรภาคีร่วมกันระหว่าง พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร./รอง ผอ.ศปอส.ตร. และคณะ (ผู้แทนประเทศไทย) ,พล.ต.ต.มิน ไทก์ เมียว (Min Htike Myo) รองผู้บัญชาการตำรวจเมียนมา และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา) และนายหลิวจงอี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะ (ผู้แทนสาธารณรัฐประชาชนจีน) โดยได้ข้อสรุปมาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งประเทศไทย จะใช้กลไกของศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (Anti Cyber Scam Center : ACSC) เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

นอกจากนี้ ยังมีการเสนอตั้งคณะทำงานร่วม (Joint Task Force) เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล/พยานหลักฐานเพื่อขยายผลเครือข่ายร่วมกัน ภายใน 24 ชั่วโมง โดย เน้นย้ำหลักการอาชญากรรมไร้พรมแดน การปราบปรามต้องไร้พรมแดน จะต้องร่วมมือแบบไร้ข้อจำกัดและรวดเร็ว โดยจะยังคงนโยบายประสานงานร่วมกันในการตัดวงจรปัจจัยพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า, สัญญาณอินเตอร์เน็ต ของกลุ่มอาชญากรในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง

รวมทั้งยังตกลงกันที่จะให้ความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวก และลดขั้นตอน เรื่องการส่งตัวกลุ่มชาวต่างชาติที่หลบหนีออกจากเมียนมากลับประเทศ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว, ลดภาระเจ้าหน้าที่ฝั่งไทย และ เพื่อความปลอดภัยของชาวต่างชาติ และเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย

ทั้งนี้ ผลพวงจากการทุบทำลายตึกและฐานที่มั่น ทำให้กลุ่มสแกมเมอร์ชาวจีนจำนวนมากที่พยายามหลบหนีออกจากพื้นที่ KK Park และ ชเวก๊กโก ถูกเจ้าหน้าที่เมียนมาจับกุมตัวได้ในที่สุด โดย นายหลิวจงอี้และคณะ ได้เดินทางไปตรวจสอบห้องกักตัวในเมืองเมียวดี ซึ่งปัจจุบันเต็มไปด้วยผู้ต้องหาชาวจีน โดยทั้งหมดถูกควบคุมตัวไว้ เพื่อรอขั้นตอนการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีตามกฎหมายที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นจุดจบของขบวนการต้มตุ๋นข้ามชาติที่สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยและคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน

อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือระหว่างประเทศในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า พื้นที่ชายแดนจะไม่ใช่เซฟโซนของอาชญากรอีกต่อไป เมื่อ 3 ประเทศร่วมมือกันจนมีผลเป็นรูปธรรมดังกล่าว.

“ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ระหว่าง ไทย จีน เมียนมา ในการทลายรังแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

ความสำคัญของความร่วมมือ ไทย จีน เมียนมา

  • แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
  • ตัดวงจรการเงินและแหล่งพักพิงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการบังคับใช้กฎหมาย

การผนึกกำลังของ ไทย-จีน-เมียนมา ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทลายตึก แต่เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า อาชญากรรมทางออนไลน์จะไม่สามารถหลบซ่อนได้อีกต่อไป การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด และความร่วมมือระหว่างประเทศ จะเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันและปราบปรามภัยร้ายนี้ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – “ไทย-จีน-เมียนมา” ผนึกกำลังทลายรัง “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ทุบตึก KK Park-ชเวก๊กโก

ศาลสั่งคุก! **หญิงผู้แบล็กเมล “ซน ฮึง-มิน”**

หญิงผู้แบล็กเมล “ซน ฮึง-มิน” นักฟุตบอลชื่อดังชาวเกาหลีใต้ ถูกศาลตัดสินจำคุกเป็นเวลา 4 ปี ในข้อหากรรโชกทรัพย์ โดยชายผู้สมรู้ร่วมคิดก็โดนด้วยเช่นกัน คดีนี้สร้างความตกตะลึงให้กับแฟนบอลทั่วโลก และส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของนักเตะชื่อดัง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ หญิงผู้ก่อเหตุแบล็กเมล “ซน ฮึง-มิน” อ้างว่าเธอตั้งครรภ์ลูกของนักฟุตบอลหนุ่มและขู่เรียกเงินหลายร้อยล้านวอน ศาลเกาหลีใต้จึงตัดสินจำคุกเธอเป็นเวลา 4 ปี ในข้อหากรรโชกทรัพย์ และยังลงโทษผู้สมรู้ร่วมคิดอีกด้วย

ตามรายงานของสื่อเกาหลีใต้ ศาลแขวงกรุงโซลได้รับข้อมูลว่า ผู้หญิงคนดังกล่าวได้เข้าหา ซน ฮึง-มิน เมื่อปีที่ผ่านมา โดยอ้างว่ากำลังตั้งท้องลูกของเขา ทั้งที่จริงๆ แล้วเธอไม่รู้ว่าตัวเองตั้งท้องจริงหรือไม่

เธอได้กรรโชกทรัพย์จากซนเป็นเงินกว่า 300 ล้านวอน (ราว 6.5 ล้านบาท) และขู่ว่าจะเผยแพร่ข้อกล่าวหาดังกล่าวต่อสาธารณะหากเขาไม่ยอมทำตาม ก่อนนำเงินที่ได้ไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย

อัยการกล่าวว่า ผู้หญิงคนนี้พยายามวาดภาพตัวเองเป็นเหยื่อ แต่คำกล่าวอ้างของเธอไม่เป็นความจริง และมีการวางแผนก่ออาชญากรรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ชายวัย 40 ปี ผู้สมรู้ร่วมคิด ข่มขู่ ซน ฮึง-มิน ถึง 15 ครั้งเพื่อให้ได้เงิน ถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ในข้อหาพยายามกรรโชกทรัพย์

เมื่อลงมือสำเร็จครั้งหนึ่ง ชายหญิงคู่นี้จึงพยายามเรียกร้องเงินเพิ่มอีก แต่คราวนี้ ซน ฮึง-มิน ตัดสินใจแจ้งความกับตำรวจ นำไปสู่การดำเนินคดี

ผู้พิพากษากล่าวว่า หญิงรายนี้และผู้สมรู้ร่วมคิด ใช้ประโยชน์จากชื่อเสียงของ ซน ฮึง-มิน ในการก่ออาชญากรรม ทำให้เขาต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างรุนแรง

ซน ฮึง-มิน ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลที่ดีที่สุดของเอเชีย ได้รับความนิยมอย่างมากทั้งในเกาหลีใต้และทั่วโลก

ตอนที่เขายังเล่นให้กับสโมสรทอตแนมฮอตสเปอร์ ซนกลายเป็นนักเตะเอเชียคนแรกที่ได้รับรางวัลรองเท้าทองคำของพรีเมียร์ลีก

**หญิงผู้แบล็กเมล “ซน ฮึง-มิน”**

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงภัยของการกรรโชกทรัพย์และการแบล็กเมล ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนดังหรือคนทั่วไป และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเอง

ผลกระทบต่อชื่อเสียงของซน ฮึง-มิน

แม้ว่า ซน ฮึง-มิน จะเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ แต่ชื่อเสียงของเขาก็ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข่าวการแบล็กเมลและการกรรโชกทรัพย์ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์และความสงสัยในตัวเขา อย่างไรก็ตาม แฟนบอลส่วนใหญ่ยังคงให้การสนับสนุนและเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของเขา

บทเรียนจากคดี **หญิงผู้แบล็กเมล “ซน ฮึง-มิน”**

คดีนี้สอนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการระมัดระวังในการติดต่อกับผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เราไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว นอกจากนี้ ยังสอนให้เรากล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหาและดำเนินการทางกฎหมายเมื่อถูกคุกคาม

  • อย่าหลงเชื่อคำขู่หรือการกรรโชกทรัพย์
  • รวบรวมหลักฐานและแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
  • ปรึกษาทนายความเพื่อขอคำแนะนำทางกฎหมาย

การที่ ซน ฮึง-มิน ตัดสินใจแจ้งความต่อตำรวจ ถือเป็นการกระทำที่ถูกต้องและกล้าหาญ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม

สรุป คดีหญิงผู้แบล็กเมล “ซน ฮึง-มิน” เป็นคดีที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการกรรโชกทรัพย์และการแบล็กเมลในสังคม ซึ่งส่งผลกระทบต่อเหยื่อทั้งทางร่างกายและจิตใจ การดำเนินการทางกฎหมายอย่างจริงจังกับผู้กระทำผิดเท่านั้น ที่จะสามารถยับยั้งอาชญากรรมเหล่านี้ได้

ที่มา – หญิงผู้แบล็กเมล “ซน ฮึง-มิน” นักบอลดังเกาหลีใต้ ถูกตัดสินจำคุก 4 ปี

ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน โยงจีนเทา

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดปฏิบัติการ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม “จีนเทา” ซึ่งเป็นขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติขนาดใหญ่ ปฏิบัติการครั้งนี้สามารถยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ได้ถึง 3,642 เครื่อง ซึ่งคาดว่าลักลอบดำเนินการมานานถึง 3 ปี สร้างความเสียหายทางรายได้ให้กับรัฐเป็นมูลค่ากว่า 3 พันล้านบาท

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายธนะ โชคพระสมบัติ รองผู้ว่าการปฏิบัติการระบบไฟฟ้า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับการ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ในครั้งนี้ โดยใช้ชื่อปฏิบัติการว่า “Operation Copperhead”

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบายว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา ซึ่ง DSI ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) ได้เข้า ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร จำนวน 6 จุด และจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 1 จุด รวมทั้งสิ้น 7 จุด โดยเป็นโกดัง 4 จุด และบ้านพัก 3 จุด

เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดและอายัดเครื่องขุดบิตคอยน์จากโกดังต่างๆ รวมจำนวน 3,642 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 270 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีมูลค่าระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบอีกประมาณ 30 ล้านบาท รวมมูลค่าของอุปกรณ์ทุนที่ใช้ในการตั้งเหมืองขุดบิตคอยน์เถื่อนทั้งระบบกว่า 300 ล้านบาท

ส่วนใหญ่เครื่องขุดบิตคอยน์ถูกซุกซ่อนไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ดัดแปลงเป็นพิเศษ มีการติดตั้งระบบเก็บเสียงและระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบการลักลอบใช้ไฟฟ้า จากการสืบสวนขยายผลพบว่า ผู้บงการรายใหญ่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม “จีนเทา” ซึ่งเป็นเครือข่ายในประเทศพม่า และมีความเกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ มีการตรวจพบเส้นทางการเงินและผลประโยชน์ที่เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน โดยดำเนินการมานานกว่า 3 ปี ทำให้รัฐสูญเสียรายได้กว่า 3,000 ล้านบาท

ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อขยายผลไปยังเส้นทางการฟอกเงินและการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง โดยเตรียมประสานความร่วมมือกับประเทศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทางการจีน ซึ่งมีการหารือเบื้องต้นแล้ว เพื่อเร่งรัดการดำเนินคดีและสกัดกั้นเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลที่ตรวจพบ คาดว่ามีเงินหมุนเวียนภายในเครือข่ายมากกว่า 5,000 ล้านบาท โดยเส้นทางการเงินบางส่วนเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทบิตคอยน์ ซึ่งเป็นช่องทางในการสร้างรายได้ให้กับกลุ่มจีนเทาและเครือข่ายสแกมเมอร์ดังกล่าว ก่อนหน้านี้ DSI ได้ปฏิบัติการ “รื้อเหมืองขุดบิตคอยน์ลับ” เมื่อวันที่ 31 มกราคม และได้ทำการตรวจยึดเครื่องขุดบิตคอยน์จำนวน 1,788 เครื่อง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และขยายผลจนพบการลักลอบใช้ไฟฟ้า

ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล กล่าวว่า DSI ได้เชิญให้มาตรวจสอบอุปกรณ์ขุดบิตคอยน์และปราบปรามผู้กระทำผิด รวมถึงขยายผลไปยังธุรกิจที่ทำผิดกฎหมายและลักลอบใช้ไฟฟ้า เนื่องจากเป็นการกระทำที่อุกอาจ จึงขอให้ DSI ขยายผลการลักลอบใช้กระแสไฟฟ้าต่อไป เพราะการขุดบิตคอยน์ใช้พลังงานไฟฟ้าในปริมาณสูงมาก ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะเป็นผู้กำกับดูแล โดยยึดนโยบาย “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” คือทำอะไรก็ทำไป แต่หากพฤติกรรมผิดกฎหมายก็จะเปิดเผยชื่อออกมา ไม่ว่าจะเป็นใคร ตำแหน่งอะไร หรือเป็นนักการเมืองก็ตาม

การทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อนครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในกรมราชทัณฑ์ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ต้องกังวล เพราะได้ให้นโยบายกับรัฐมนตรีไปแล้ว และไม่จำเป็นต้องสั่งการอธิบดีหรือใคร เพราะทุกคนทราบดีอยู่แล้ว และยึดถือหลักการเดิม ส่วนเรื่องสำนวนคดีฮั้วสว. และคดีเขากระโดง ไม่ได้ติดตาม ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ สำหรับเรื่องคุกวีไอพี ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมดำเนินการไปแล้ว อะไรที่อุกอาจก็ไม่ต้องห่วง เพราะตนเป็นคนเพื่อนน้อยและไม่มีหนี้ที่ต้องไปใช้ตอบแทนใคร นโยบายคือการปฏิรูปการทำงานของกรมราชทัณฑ์ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกำลังดำเนินการอยู่ ในประเทศไทยไม่มีใครมีอำนาจเหนือกฎหมายได้

จากนั้น นายกรัฐมนตรีและผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม พร้อมด้วย DSI ได้ร่วมกันตรวจสอบของกลาง อุปกรณ์ที่ลักลอบใช้ไฟฟ้า ที่ DSI ยึดมาได้จำนวนมาก พร้อมมอบนโยบายให้ DSI ขยายผลปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในรูปแบบนี้ต่อไป

การ ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายจีนเทาในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ การขยายผลไปยังเส้นทางการเงินและการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง จะเป็นการตัดวงจรอาชญากรรมและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดในลักษณะนี้อีก

ที่มา – ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน โยง “จีนเทา” สแกมเมอร์ข้ามชาติ เงินหมุนกว่า 5 พันล้าน

รวบ! แก๊งค์ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** หลอกลงทุนคริปโต

ตำรวจบุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ รวบชาวต่างชาติ 15 ราย ข้อหาลักลอบเปิดเว็บไซต์หลอกเหยื่อลงทุนใน “เงินคริปโต”

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายหน่วยงาน ได้เข้าตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งในย่านนวลจันทร์ กรุงเทพมหานคร และจับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติจำนวน 15 คน ซึ่งเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักลอบเปิดเว็บไซต์เพื่อหลอกลวงประชาชนให้ลงทุนในเงินคริปโตเคอร์เรนซี

ผู้ต้องหาประกอบด้วยชาวอาเซอร์ไบจาน 9 คน, ชาวจอร์เจีย 5 คน และชาวยูเครน 1 คน พร้อมของกลางจำนวนมาก ได้แก่ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 25 เครื่อง, เราเตอร์ 2 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 16 เครื่อง, อุปกรณ์หูฟังและสายชาร์จ 15 ชุด, และเอกสารสคริปต์ข้อความที่ใช้ในการหลอกลวง 5 ชุด การจับกุมเกิดขึ้นเมื่อเวลา 20.30 น. ของวันที่ 14 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา บริเวณเพิงพักไม่มีเลขที่ ตรงข้ามวัดนวลจันทร์ แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร

การจับกุมครั้งนี้เป็นผลมาจากการสั่งการของ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ให้ชุดสืบสวนนครบาลและชุดสืบสวนไซเบอร์ลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังจากได้รับแจ้งเหตุร้องเรียนจากประชาชนว่า บริเวณท้ายซอยระหว่างซอยนวลจันทร์ 36-38 มีเสียงดังรบกวนและมีชาวต่างชาติเดินเข้าออกอาคารคล้ายโกดังเก็บของ

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าชาวต่างชาติ 2 คน ซึ่งเป็นชาวอาเซอร์ไบจาน ไม่ให้ความร่วมมือในการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่จึงขอความช่วยเหลือจากเจ้าของโกดังเพื่อสื่อสาร จนกระทั่งได้รับอนุญาตให้เข้าตรวจสอบภายในโกดัง

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปในโกดัง พบกลุ่มคนประมาณ 15 คน กำลังนั่งอยู่ประจำโต๊ะคอมพิวเตอร์ และมีลักษณะการใช้งานคอมพิวเตอร์ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ กลุ่มคนดังกล่าวมีท่าทีตกใจและพยายามหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ทั้งหมด

จากการสืบสวนขยายผล พบว่าผู้ต้องหาทั้งหมดร่วมกันเปิดเว็บไซต์เพื่อหลอกลวงเหยื่อให้ลงทุนในเงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดตามกฎหมายไทย เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่, มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, และเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สน.โคกคราม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ รวบชาวต่างชาติ 15 ราย ลักลอบเปิดเว็บหลอกลงทุนคริปโต

คดีนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจประชาชนให้ระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนผ่านเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือมีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ผลกระทบจากการ บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ ต่อการลงทุนคริปโต

การบุกค้นครั้งนี้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการปกป้องประชาชนจากการถูกหลอกลวงในการลงทุนออนไลน์ นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มมิจฉาชีพที่คิดจะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิดว่า จะต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมาย

การ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** ครั้งนี้ทำให้เราเห็นถึงการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และการป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่หลอกลวงให้ลงทุนต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งมีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว และมีผู้ที่ไม่หวังดีเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์มากมาย

ดังนั้น การลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ควรศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วน และลงทุนในแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือเท่านั้น หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนก่อนตัดสินใจ

การ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** และจับกุมชาวต่างชาติในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งตำรวจนครบาลและตำรวจไซเบอร์ เพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน

นอกจากนี้ การ **บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์** ยังเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนตระหนักถึงความเสี่ยงของการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล และความจำเป็นในการศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ สำหรับใครที่สนใจลงทุนคริปโต ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุนนะครับ

ที่มา – บุกค้นโกดังย่านนวลจันทร์ รวบชาวต่างชาติ 15 ราย ลักลอบเปิดเว็บหลอกลงทุนคริปโต

“พล.ต.ท.ไตรรงค์” แจง! ฟ้องกลับ “บิ๊กโจ๊ก” แน่

จากกรณีที่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ถูกพาดพิงจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ “บิ๊กโจ๊ก” อดีตรอง ผบ.ตร. ในหลายประเด็น ล่าสุด พล.ต.ท.ไตรรงค์ ได้ออกมาแถลงข่าวเพื่อชี้แจงทุกข้อกล่าวหา พร้อมยืนยันว่าจะใช้สิทธิ์ดำเนินคดีกับ “บิ๊กโจ๊ก” ที่ให้ร้ายตนเองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยมองว่าการที่นายสนธิ ลิ้มทองกุล ขุดคุ้ยความจริงในหลายเรื่อง ทำให้ความจริงปรากฏ

“พล.ต.ท.ไตรรงค์” แจงทุกข้อกล่าวหา ขอใช้สิทธิฟ้องกลับ “บิ๊กโจ๊ก”

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาในคดีของนักการเมืองรายหนึ่งว่า ตำรวจชุดจับกุมไม่มีการกลับคำให้การ และไม่ได้ให้การช่วยเหลือผู้ต้องหา ปัจจุบันตำรวจ PCT 4 ได้ดำเนินคดีต่อเนื่องใน 3 ท้องที่ ได้แก่ สภ.สงขลา (พ.ร.บ.เว็บพนัน และ พ.ร.บ.ฟอกเงิน), สภ.หาดใหญ่ (พ.ร.บ.เว็บพนัน) และ สน.เพชรเกษม (พ.ร.บ.เว็บพนัน) โดยการจับกุมเป็นไปตามหลักฐานที่มี

ส่วนกรณีคดีบอสตาล ที่ถูกกล่าวหาว่าไม่มีการดำเนินการนั้น พล.ต.ท.ไตรรงค์ ชี้แจงว่า มีการจับกุมจริง โดยใช้เวลาสืบสวนเกือบ 1 ปี และศาลได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก แต่ผู้ต้องหาให้การเป็นประโยชน์ตั้งแต่ชั้นจับกุม ศาลจึงลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือจำคุกเพียง 8 เดือน นอกจากนี้ ปปง. ยังมีคำสั่งอายัดทรัพย์ชั่วคราวและส่งฟ้องในคดีแพ่งอีกด้วย

คดีเว็บพนันมินนี่ และความเชื่อมโยงกับ “บิ๊กโจ๊ก”

สำหรับคดีเว็บพนันมินนี่ พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ได้มีการขยายผลไปสู่คดี BNK Master ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กับพวกเป็นผู้ถูกกล่าวหา โดยตำรวจได้ออกหมายจับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ คดีนี้มีการกล่าวหาว่ามีการช่วยเหลือมินนี่ แต่ตำรวจได้ดำเนินคดีและขยายผลจับกุมผู้กระทำผิดหลายคน รวมถึงจับกุมคนใกล้ชิด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ต่อมาในปี 2566 ได้สืบสวนขยายผลและจับกุมเว็บพนันในพื้นที่ภาคอีสาน พบว่าเว็บพนันมีชื่อมินนี่ จึงออกหมายจับมินนี่กับพวก จากนั้นได้ขยายผลออกหมายจับคนใกล้ชิด พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ปัจจุบันสำนวนคดีอยู่ระหว่างการตรวจสอบของอัยการ

ในส่วนของคดี สจ.กอล์ฟ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า หลังเกิดเหตุทำร้ายร่างกายตำรวจ พลเมืองดีได้ส่งข้อมูลเว็บพนันมาให้ โดยคาดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ สจ.กอล์ฟ ตำรวจ สภ.สงขลา จึงสืบสวนและออกหมายจับ สจ.กอล์ฟกับพวก ซึ่งพนักงานสอบสวนได้สั่งฟ้องและส่งสำนวนให้อัยการคดีพิเศษไปแล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยังกล่าวถึงผลการปฏิบัติงานในขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) ว่า ในช่วงนั้นมีการจับกุมคดีเว็บพนันสูงขึ้นกว่าปีก่อนหน้า รวมแล้วกว่า 2,000 คดี และมีการตรวจยึดทรัพย์สินกว่า 300 ล้านบาท รวมถึงปิดกั้นเว็บพนันไปกว่า 140,000 URL หรือ 70 เปอร์เซ็นต์

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าสาเหตุที่ต้องมาแถลงข่าวที่บ้านพระอาทิตย์ เป็นการยืมมือนายสนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนอาวุโส พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวว่า ตนเองแถลงข่าวทุกที่ แต่ประทับใจที่นายสนธิมีการขุดคุ้ยความจริงในหลาย ๆ เรื่อง

กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ จับมือกันออกมาโจมตีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มองว่ามีสาเหตุมาจากความสัมพันธ์ระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และตำรวจชุด PCT 4 ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหา ปัจจุบันคดีนี้อยู่ในชั้น ป.ป.ช. นอกจากนี้ การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกจากราชการ ก็อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมาตอบโต้

พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การที่บางคนพูดว่า “ตำรวจคือองค์กรอาชญากรรม” เป็นการพูดเหมารวม ซึ่งไม่เป็นธรรม เพราะสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็เหมือนองค์กรทั่วไปที่มีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ตำรวจที่ดีและตั้งใจทำงานก็มีอยู่มาก โดยดูได้จากสถิติการลงทัณฑ์ทางวินัยของตำรวจในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีตำรวจถูกลงทัณฑ์ทางวินัยกว่า 5,000 นาย และถูกลงโทษถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกกว่า 900 นาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง

สำหรับเรื่องการดำเนินคดีหรือฟ้องกลับ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่า จะขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินคดีกับผู้ที่กระทำความผิดในเรื่องนี้ โดยเฉพาะผู้ที่พูดข้อมูลเท็จและผลิตซ้ำข้อมูลเดิม ๆ อย่างต่อเนื่อง

การออกมาแถลงข่าวของ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอบโต้ข้อกล่าวหาต่าง ๆ อย่างชัดเจน และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ท่าทีที่แข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยวของ พล.ต.ท.ไตรรงค์ หลังจากนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร

ที่มา – “พล.ต.ท.ไตรรงค์” แจงทุกข้อกล่าวหา ขอใช้สิทธิฟ้องกลับ “บิ๊กโจ๊ก”

ตร. แถลงผลปราบสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เตรียมแถลงผลปราบ “สแกมเมอร์” ครั้งใหญ่ ตอกย้ำความมุ่งมั่น ในการเดินหน้าเชิงรุกปราบปรามสแกมเมอร์ทุกรูปแบบอย่างเต็มกำลัง

วันที่ 9 พ.ย. 2568 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”เตรียมแถลงผลปฏิบัติการปราบปรามสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ ในวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งจะมีการรวบรวมผลการดำเนินการจากทุกหน่วยทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการเดินหน้าเชิงรุกปราบปรามสแกมเมอร์ทุกรูปแบบอย่างเต็มกำลัง ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศสงครามไซเบอร์สแกม ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท โดยยกเป็นวาระแห่งชาติ

พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปฏิบัติการ MONEY CASH BACK อย่างต่อเนื่อง สามารถหยุดยั้งการโอนเงิน ติดตามเงินของผู้เสียหายคืนได้อย่างรวดเร็ว โดยได้รับการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่าง ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ ศูนย์ PCT และศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ WARROOM IAC และสถาบันการเงิน โดยล่าสุด สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 สามารถนำเงินคืนผู้เสียหายได้รวมกว่า 1.2 ล้านบาท

คดีที่ 1 สภ.ศรีราชา อายัดเงินได้ 300,320 บาท ขณะบัญชีม้ากำลังถอนเงิน โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2568 ตำรวจ สภ.ศรีราชา ได้รับการประสานจาก WARROOM IAC และทีมสืบสวนทุจริตด้านดิจิทัล ฝ่ายป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง ว่าพบความเคลื่อนไหวผู้ต้องสงสัยภายในธนาคาร ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าตรวจสอบ พบนายอำนาจฯ กำลังรอถอนเงินสด 300,320 บาท จึงเข้าควบคุมตัว

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายอำนาจยอมรับว่า ได้รับว่าจ้างให้ถอนเงินโดยแลกค่าจ้างเพียง 4,000 บาท ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกชุดคุมตัว นางธัญญพัทธ์ ทำหน้าที่ควบคุมการถอนเงิน จากการสอบสวนสารภาพว่าได้รับว่าจ้างผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ให้ดูแลการถอนเงิน เมื่อตรวจสอบที่มาของเงิน พบมีผู้เสียหายรายหนึ่งอยู่ในพื้นที่ สน.ท่าข้าม กรุงเทพมหานคร ถูกหลอกลงทุน โอนเงินให้แก๊งมิจฉาชีพผ่านบัญชีของนายอำนาจ 301,141 บาท จึงให้เข้าร้องทุกข์ เพื่อดำเนินการคืนเงินตามโครงการ MONEY CASH BACK

อีกคดี ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมเครือข่ายคอกม้า 12 ราย ยึดเงินสดกว่า 927,000 บาท โดย ศปอส.ตร. สืบสวนเส้นทางการเงินและติดตามผู้ต้องสงสัยในเครือข่ายบัญชีม้า ก่อนเข้าตรวจสอบที่ธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา พบกลุ่มบุคคล 12 ราย พฤติการณ์ตรงกับข้อมูลเครือข่ายบัญชีม้า จึงเข้าควบคุมตัวพร้อมตรวจยึดของกลางเงินสด 927,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การว่าเห็นโฆษณาชักชวน “รับเช่าบัญชี รายได้สูง” ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เช่น “หารายได้เสริมง่ายๆ” และ “ไม่ง้อเงินเดือน” อ้างว่าถูกแอดมินในไลน์หลอกให้ส่งเอกสารส่วนตัว และบัญชีธนาคารเพื่อเช่าบัญชี โดยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 5,000 บาท เมื่อถึงวันถอนเงิน แอดมินจะสั่งการผ่านโทรศัพท์ตลอดเวลา และมีผู้คุมบัญชีคอยติดตามดูแลในพื้นที่ เมื่อถอนเงินเสร็จจะนำเงินทั้งหมดส่งต่อให้ผู้รวบรวมเงินตามคำสั่ง

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ที่ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและธนาคารเอกชน เพื่อหยุดยั้งเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ผบ.ตร.ชมเชยชุดสืบสวน สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และตำรวจภูธรภาค 1 ที่สามารถดำเนินการเชิงรุก รวดเร็ว เฉียบขาด จนนำไปสู่การยึดเงินคืน และจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งเครือข่าย และขอเตือนผู้หลงผิดให้เช่าบัญชี รับจ้างกดเงินแลกกับรายได้ไม่กี่บาท ทั้งที่รู้ว่าเป็นขบวนการอาชญากรรมที่ตำรวจมุ่งมั่นปราบปรามเด็ดขาด จริงจัง ต้องถูกดำเนินคดี รับโทษหนักทั้งจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเท เสียสละ เพื่อคุ้มครองประชาชนจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ และขอให้ประชาชนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน 1441 หรือ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การแถลงผลการปราบปรามสแกมเมอร์ครั้งใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

ความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งมั่นที่จะปกป้องประชาชนจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส เพื่อให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชนควรตระหนักถึงกลโกงของมิจฉาชีพ และระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

ที่มา – “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ตอกย้ำความมุ่งมั่น เตรียมแถลงผลปราบ “สแกมเมอร์” ครั้งใหญ่

จีนประหาร 5 มาเฟียตระกูลไป๋ แก๊งสแกมเมอร์

(ภาพจาก Xinhua)

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกระดับสูงของมาเฟียตระกูลไป๋ แก๊งอาชญากรรมซึ่งเปิดศูนย์สแกมเมอร์หลายสิบแห่งในเมียนมา นอกจากนั้นยังมีจำเลยคนอื่นถูกตัดสินลงโทษอีกนับสิบคน

เมื่อวันอังคารที่ 4 พ.ย. 2568 ศาลประชาชนกลางในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกระดับสูงแก๊งมาเฟียตระกูลไป๋ องค์กรอาชญากรรมชื่อฉาวที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมา เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมมากมาย ทั้งฉ้อโกง ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และทำร้ายร่างกาย

จำเลยทั้งหมด 21 คนทั้งที่เป็นสมาชิกตระกูลไป๋และผู้เกี่ยวข้อง ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาต่างๆ กัน โดยคำพิพากษาของศาลระบุว่า การกระทำผิดของอาชญากรกลุ่มนี้ส่งผลให้พลเมืองชาวจีนเสียชีวิต 6 ศพ ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองอีก 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน

ผู้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตได้แก่ ไป๋ ซั่วเฉิง หัวหน้าแก๊ง กับ ไป๋ อิงชาง ลูกชายของเขา ส่วนอีก 3 คนคือ หยาง หลี่เฉียง, หู เสี่ยวเจียง และ เฉิน กวงอี้ นอกจากนั้นยังมีจำเลย 2 คนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตแบบรอลงอาญา 2 ปี, อีก 5 คนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และอีก 9 คนรับโทษจำคุกตั้งแต่ 3-20 ปี ควบคู่กับบทลงโทษเพิ่มเติม ทั้งปรับ ยึดทรัพย์ และเนรเทศ

ทั้งนี้ สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่าตระกูลไป๋เป็นหนึ่งในกลุ่มมาเฟียไม่กี่กลุ่มที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจในช่วงทศวรรษ 2000s เล่าก์ก่าย (Laukkaing) ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลที่ยากจน ให้กลายเป็นศูนย์กลางที่สร้างรายได้มหาศาลจากบ่อนกาสิโนและซ่องโสเภณี

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้เปลี่ยนไปทำธุรกิจหลอกลวง นำผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์หลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน มากักขัง, ทารุณกรรม และบังคับให้ร่วมในการหลอกลวงผู้อื่น ในปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์หลากหลายรูปแบบ

ตามรายงานของสำนักข่าว ซินหัว ของจีน อาชญากรกลุ่มนี้ก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวง 41 แห่งในภูมิภาคโกก้างของเมียนมา และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมต่างๆ ตั้งแต่การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม การเปิดแหล่งซ่องสุมเล่นการพนัน การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา การจัดการและบีบบังคับค้าประเวณี จนถึงการจัดการบุคคลข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย

หนึ่งในจำเลยที่ถูกตัดสินประหารชีวิตสมรู้ร่วมคิดกับผู้อื่นเพื่อลักลอบค้าและผลิตยาเสพติดเมทแอมเฟตามีนราว 11 ตัน ขณะที่เม็ดเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพนันและกิจกรรมฉ้อโกงสูงเกิน 2.9 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.33 แสนล้านบาท)

จีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

เรื่องราวของแก๊งมาเฟียตระกูลไป๋ที่ก่ออาชญากรรมข้ามชาติและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อศาลจีนตัดสินลงโทษประหารชีวิตสมาชิกคนสำคัญ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางการจีนเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ การตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องพลเมืองและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

การดำเนินการทางกฎหมายต่อแก๊งมาเฟียเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มอาชญากรอื่นๆ ว่าการกระทำผิดกฎหมายจะไม่ได้รับการละเว้น

ผลกระทบของการตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

การตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา มีผลกระทบหลายด้านดังนี้:

  • ด้านความยุติธรรม: การลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
  • ด้านความปลอดภัย: การปราบปรามอาชญากรรม ช่วยลดภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชน
  • ด้านเศรษฐกิจ: การลดอาชญากรรม ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ คดีของมาเฟียตระกูลไป๋ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายและการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

การที่ศาลจีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

ที่มา – จีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

Scroll to top