อิสราเอล

สหรัฐฯ วีโต้! ปัดตกร่างมติหยุดยิงกาซา

สหรัฐฯ ใช้สิทธิวีโต้ครั้งที่ 6 ในยูเอ็น ปัดตกร่างมติหยุดยิงกาซา กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในเวทีโลกอีกครั้ง เมื่อสหรัฐอเมริกาใช้สิทธิยับยั้งร่างมติที่เรียกร้องให้มีการหยุดยิงถาวรในฉนวนกาซา การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการดำเนินงานของสหประชาชาติในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

สหรัฐฯ ใช้สิทธิวีโต้ครั้งที่ 6 ในยูเอ็น ปัดตกมติหยุดยิงกาซา

สหรัฐอเมริกาในฐานะสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ได้ใช้สิทธิวีโต้เพื่อยับยั้งร่างมติที่เรียกร้องให้มีการหยุดยิงโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไขในฉนวนกาซา ร่างมติดังกล่าวได้รับการเสนอโดยกลุ่มประเทศสมาชิกที่ไม่ใช่สมาชิกถาวร และได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากชาติสมาชิกอื่นๆ แต่ด้วยการคัดค้านของสหรัฐฯ ทำให้มติดังกล่าวไม่สามารถผ่านความเห็นชอบได้

การใช้สิทธิวีโต้ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 6 ในช่วงเกือบ 2 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสปะทุขึ้น ร่างมติที่ถูกยับยั้งยังรวมถึงข้อเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวประกันทั้งหมดที่ถูกควบคุมโดยกลุ่มฮามาสและกลุ่มติดอาวุธอื่นๆ อย่างทันทีและมีศักดิ์ศรี

ทำไมสหรัฐฯ ถึงใช้สิทธิวีโต้ ปัดตกร่างมติหยุดยิงกาซา?

สหรัฐฯ ให้เหตุผลว่า ร่างมติที่เสนอมานั้นไม่ได้คำนึงถึงสิทธิของอิสราเอลในการป้องกันตนเอง และอาจส่งผลเสียต่อความพยายามในการเจรจาสันติภาพ นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังมองว่ากลุ่มฮามาสเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และการหยุดยิงโดยไม่มีเงื่อนไขอาจทำให้กลุ่มฮามาสสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งและก่อเหตุรุนแรงต่อไป

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของสหรัฐฯ ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศในโลกอาหรับและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมองว่าการใช้สิทธิวีโต้เป็นการขัดขวางความพยายามในการแก้ไขวิกฤตด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา และเป็นการสนับสนุนการกระทำของอิสราเอลที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงวิกฤต ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความอดอยาก การขาดแคลนยา และการถูกพลัดพรากจากบ้านเรือน การโจมตีทางอากาศและการสู้รบภาคพื้นดินยังคงดำเนินต่อไป ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมยังคงถูกจำกัด ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก

แม้ว่า สหรัฐฯ ใช้สิทธิวีโต้ครั้งที่ 6 ในยูเอ็น ปัดตกร่างมติหยุดยิงกาซา แต่ความพยายามในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป หลายฝ่ายกำลังเรียกร้องให้มีการเจรจาอย่างจริงจังเพื่อหาทางออกทางการเมืองที่ยั่งยืน และเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

  • การตัดสินใจของสหรัฐฯ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • วิกฤตด้านมนุษยธรรมในกาซายังคงรุนแรง
  • ความพยายามในการเจรจาสันติภาพยังคงดำเนินต่อไป

อนาคตของฉนวนกาซายังคงไม่แน่นอน และจำเป็นต้องมีความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การให้ความสำคัญกับการบรรเทาวิกฤตด้านมนุษยธรรม การปกป้องพลเรือน และการหาทางออกทางการเมืองที่ยั่งยืน เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – สหรัฐฯ ใช้สิทธิวีโต้ครั้งที่ 6 ในยูเอ็น ปัดตกมติหยุดยิงกาซา

รถถังอิสราเอลบุกกาซา: สถานการณ์ล่าสุด

สถานการณ์ในฉนวนกาซายังคงตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง เมื่อรถถังอิสราเอลบุกเข้าเขตที่อยู่อาศัยในกาซาซิตี้แล้ว หลังกองทัพอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา การรุกคืบครั้งนี้สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างมาก

รายงานจากสำนักข่าวบีบีซีระบุว่า ชาวบ้านในฉนวนกาซาและผู้เห็นเหตุการณ์หลายรายยืนยันว่า เมื่อวันที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา รถถังและยานพาหนะทางทหารอื่นๆ ของอิสราเอลจำนวนมากได้เคลื่อนพลเข้าไปในเขตที่อยู่อาศัยขนาดใหญ่ในเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดิน

ภาพวิดีโอที่เผยแพร่แสดงให้เห็นรถถัง รถเกลี่ยดิน และรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ เคลื่อนที่ไปยังบริเวณชายขอบของเขตชีค รัดวาน ทางตอนเหนือของเมืองกาซาซิตี้ โดยกองทัพอิสราเอลได้ยิงปืนใหญ่และระเบิดควันเพื่อคุ้มกันการรุกคืบ ทำให้เกิดฝุ่นควันปกคลุมไปทั่วบริเวณ

เขตชีค รัดวาน เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในกาซาซิตี้ โดยก่อนที่จะเกิดสงครามขึ้น มีผู้อยู่อาศัยหลายหมื่นคน

อิสราเอลอ้างว่าเป้าหมายของปฏิบัติการภาคพื้นดินในกาซาซิตี้ คือ การช่วยเหลือตัวประกันที่ถูกกลุ่มฮามาสจับตัวไว้ และกำจัดนักรบฮามาสในเมือง ซึ่งเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการดังกล่าวได้รับการประณามจากนานาชาติอย่างกว้างขวาง

ผู้นำองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมกว่า 20 แห่ง รวมถึงองค์กร “เซฟ เดอะ ชิลเดรน” และ “ออกซ์แฟม” ได้ออกมาเตือนว่า สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซานั้นเลวร้ายเกินกว่าจะรับได้แล้ว

สถานการณ์ล่าสุด: รถถังอิสราเอลบุกเข้าเขตที่อยู่อาศัยในกาซาซิตี้แล้ว

เจ้าหน้าที่กาซาระบุว่า หากอิสราเอลสามารถควบคุมเขตชีค รัดวาน ได้สำเร็จ จะเป็นการเปิดทางให้กองทัพสามารถรุกคืบเข้าไปยังใจกลางเมืองได้ต่อไป

ภาพของรถถังอิสราเอลบุกเข้าเขตที่อยู่อาศัยในกาซาซิตี้แล้ว สร้างความตื่นตระหนกอย่างมากในหมู่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่ทางตะวันตกและตอนกลางของเมือง

ผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า ภาพรถถังที่มุ่งหน้ามายังบ้านเรือนของพวกเขา ทำให้พวกเขานึกถึงการรุกรานในอดีต ซึ่งจบลงด้วยการทำลายล้างชุมชนจนราบเป็นหน้ากลอง

ผลกระทบจากการบุก: รถถังอิสราเอลบุกเข้าเขตที่อยู่อาศัยในกาซาซิตี้แล้ว

การรุกคืบเข้าสู่เขตชีค รัดวาน ได้จุดชนวนให้เกิดการอพยพระลอกใหม่อีกครั้ง โดยชาวบ้านหลายพันครอบครัวต้องหนีลงไปทางใต้ เพื่อหาที่หลบภัย

ความวิตกกังวลของนานาชาติและอนาคตของกาซา

นานาชาติกำลังจับตาดูสถานการณ์ในกาซาอย่างใกล้ชิด โดยมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบด้านมนุษยธรรม การโจมตีทางอากาศและการปฏิบัติการภาคพื้นดินส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพลเรือน ทำให้เกิดการพลัดถิ่นในวงกว้าง การขาดแคลนอาหาร น้ำ และยา รวมถึงการล่มสลายของระบบสาธารณสุข ทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น

ความพยายามทางการทูตเพื่อบรรเทาความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป แต่ความหวังในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนยังคงริบหรี่ ตราบใดที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินต่อไป ความทุกข์ทรมานของประชาชนในกาซาก็จะยังคงดำเนินต่อไปเช่นกัน สิ่งสำคัญคือต้องมีการดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ปกป้องพลเรือน และยุติความขัดแย้งนี้

สถานการณ์ที่รถถังอิสราเอลบุกเข้าเขตที่อยู่อาศัยในกาซาซิตี้แล้ว ตอกย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนี้อย่างสันติวิธี การเจรจา การประนีประนอม และความมุ่งมั่นที่จะเคารพสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนสำหรับทุกคนในภูมิภาคนี้

ที่มา – รถถังอิสราเอลบุกเข้าเขตที่อยู่อาศัยในกาซาซิตี้แล้ว หลังเริ่มโจมตีภาคพื้น

ยูเอ็นชี้ อิสราเอล ก่อ”การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์”ในกาซา

คณะกรรมการอิสระของสหประชาชาติออกรายงาน ระบุมีเหตุผลอันสมควรที่จะสรุปได้ว่าอิสราเอลได้ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ด้านอิสราเอลปฏิเสธรายงานว่าบิดเบือนและไม่เป็นความจริง

คณะกรรมการอิสระเพื่อการสอบสวนในดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง (Independent International Commission of Inquiry on the Occupied Palestinian Territory) ซึ่งตั้งขึ้นโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เผยแพร่รายงานฉบับใหม่ที่ระบุว่า มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือพอที่จะสรุปได้ว่าอิสราเอลได้กระทำการ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในกาซา โดยอ้างถึงหลักฐาน 4 ใน 5 ข้อของอาชญากรรมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการสังหาร, ทำร้ายร่างกายและจิตใจ, จงใจสร้างเงื่อนไขเพื่อทำลายกลุ่มประชากร และการป้องกันการเกิด รายงานยังระบุว่าเจตนาในการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์นั้นปรากฏจากคำกล่าวของผู้นำอิสราเอลและรูปแบบการปฏิบัติงานของกองกำลังอิสราเอล

รายงานฉบับนี้ซึ่งจัดทำโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน นำโดย นาวี พิลเลย์ อดีตข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าอิสราเอลได้กระทำพฤติการณ์ 4 ประการที่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตามอนุสัญญาว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (1948 Genocide Convention) ได้แก่:

  • การสังหารสมาชิกของกลุ่ม: ด้วยการโจมตีเป้าหมายที่ได้รับการคุ้มครอง, พลเรือน และการจงใจสร้างเงื่อนไขที่นำไปสู่การเสียชีวิต

  • การก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงทางร่างกายและจิตใจ: ผ่านการโจมตีโดยตรงต่อพลเรือน, การปฏิบัติอย่างทารุณต่อผู้ถูกควบคุมตัว, การบังคับให้พลัดถิ่น และการทำลายสิ่งแวดล้อม

  • การจงใจสร้างเงื่อนไขในการดำรงชีวิตเพื่อนำไปสู่การทำลายกลุ่ม: ด้วยการทำลายอาคารและที่ดิน, การทำลายหรือกีดกันการเข้าถึงบริการทางการแพทย์, การกีดกันความช่วยเหลือ, น้ำ, ไฟฟ้า และเชื้อเพลิงที่จำเป็น รวมถึงการใช้ความรุนแรงทางเพศ และการสร้างเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อเด็ก

  • การกำหนดมาตรการเพื่อขัดขวางการเกิด: เช่น การโจมตีคลินิกเจริญพันธุ์ที่ใหญ่ที่สุดในกาซาเมื่อเดือนธันวาคม 2023 ซึ่งทำลายตัวอ่อนประมาณ 4,000 ตัว และตัวอย่างอสุจิกับไข่ที่ยังไม่ได้รับการผสมอีก 1,000 ตัวอย่าง

รายงานยังอ้างถึงคำพูดของผู้นำอิสราเอล เช่น ประธานาธิบดีไอแซก เฮอร์ซอก, นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โยอาฟ กัลแลนต์ ว่า “ปลุกปั่นให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และชี้ว่า “เจตนาในการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นข้อสรุปที่มีเหตุผลเพียงอย่างเดียว” ที่สามารถสรุปได้จากพฤติกรรมของทางการและกองกำลังอิสราเอล

คณะกรรมการฯ ยังระบุว่า การกระทำของผู้นำทางการเมืองและทหารของอิสราเอล “เป็นความรับผิดชอบของรัฐอิสราเอล” ซึ่งหมายความว่ารัฐดังกล่าว “มีส่วนรับผิดชอบในการล้มเหลวในการป้องกันการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์, การกระทำการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการล้มเหลวในการลงโทษการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

กระทรวงการต่างประเทศอิสราเอลได้ออกมาปฏิเสธรายงานดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง โดยกล่าวหาว่ารายงานนี้ “บิดเบือนและไม่เป็นความจริง” โฆษกกระทรวงฯ ยังกล่าวหาผู้เชี่ยวชาญทั้งสามว่าทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของฮามาส” และอาศัย “ข้อมูลเท็จของฮามาส” ซึ่งถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำ

โฆษกฯ ระบุ “ตรงกันข้ามกับคำโกหกในรายงาน ฮามาสคือฝ่ายที่พยายามก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในอิสราเอล ด้วยการสังหารผู้คน 1,200 คน, ข่มขืนผู้หญิง, เผาทั้งครอบครัว และประกาศเป้าหมายอย่างเปิดเผยว่าจะสังหารชาวยิวทุกคน” 

กองทัพอิสราเอลได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารในกาซาเพื่อตอบโต้การโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 คน และถูกจับเป็นตัวประกัน 251 คน

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา มีผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอลในกาซาแล้วอย่างน้อย 64,905 คน ตามข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขที่บริหารโดยกลุ่มฮามาส นอกจากนี้ ประชากรส่วนใหญ่ยังต้องพลัดถิ่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า, บ้านเรือนกว่า 90% ได้รับความเสียหายหรือถูกทำลาย, ระบบสาธารณสุข, น้ำ, สุขาภิบาล และสุขอนามัยได้ล่มสลาย และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางอาหารที่ได้รับการสนับสนุนจากยูเอ็นได้ประกาศภาวะทุพภิกขภัยในเมืองกาซาซิตี้

ทั้งนี้ มีองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศและอิสราเอล, ผู้เชี่ยวชาญอิสระของยูเอ็น และนักวิชาการหลายราย ที่ได้กล่าวหาอิสราเอลว่ากระทำการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ต่อชาวปาเลสไตน์ในกาซาเช่นกัน ขณะที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ก็กำลังพิจารณาคดีที่แอฟริกาใต้นำมาฟ้อง ซึ่งกล่าวหาว่าอิสราเอลกระทำการการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เช่นเดียวกัน.

รายงานยูเอ็นชี้ “อิสราเอล” ก่อ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในกาซา

ยูเอ็นชี้ อิสราเอลก่อ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” จริงหรือ?

รายงานของยูเอ็นที่ชี้ว่าอิสราเอลก่อ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในฉนวนกาซาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ซึ่งต้องการการพิจารณาอย่างรอบด้านจากนานาชาติ การกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เป็นเรื่องร้ายแรง และผลกระทบของข้อกล่าวหานี้อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและกระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศในอนาคต

ที่มา – รายงานยูเอ็นชี้ “อิสราเอล” ก่อ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” ในกาซา

เนทันยาฮู ไม่ตัดโจมตีผู้นำฮามาสในต่างแดน

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาสในต่างประเทศอีก โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกัน “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม” ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำ “อิสราเอลจะไม่โจมตีในกาตาร์อีก”

นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล กล่าวในการแถลงข่าวร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ ที่นครเยรูซาเล็ม ว่าทุกประเทศมีสิทธิ์ที่จะ “ปกป้องตนเองนอกพรมแดน” และจะไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีภูมิคุ้มกัน “ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม”

ความเห็นของเนทันยาฮูมีขึ้นหลังจากอิสราเอลตัดสินใจโจมตีผู้นำฮามาสในกาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ รวมถึงประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ โดยกลุ่มฮามาสอ้างว่ามีผู้เสียชีวิต 6 คน แต่ผู้นำของพวกเขาปลอดภัย

การแสดงความเห็นดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากทำเนียบขาวเปิดเผยว่าทรัมป์ได้ให้ความมั่นใจกับกาตาร์ว่า “สิ่งเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกบนดินแดนของพวกเขา”

เมื่อถูกนักข่าวถามว่าสหรัฐฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีหรือไม่ เนทันยาฮูตอบสั้นๆ ว่า “เราทำด้วยตัวเอง จบ” ขณะที่รูบิโอตอบคำถามจาก BBC ว่าการโจมตีดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคหรือไม่ โดยกล่าวว่าสหรัฐฯ ยังคงรักษา “ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับพันธมิตรในอ่าวอาหรับ”

ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนจะแสดงท่าทีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แม้จะมีความตึงเครียดที่เห็นได้ชัด โดยรูบิโอได้กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ ขณะที่เนทันยาฮูบอกว่าอิสราเอล “ไม่มีพันธมิตรที่ดีกว่านี้แล้ว”

การประชุมของทั้งสองเกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำอาหรับจัดการประชุมสุดยอดเพื่อแสดงการสนับสนุนกาตาร์ โดยนายกรัฐมนตรีกาตาร์ได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกระงับการใช้ “มาตรฐานสองชั้น” และลงโทษอิสราเอล ต่อมา เมื่อถูกถามว่าอิสราเอลมีหลักประกันว่าจะไม่โจมตีประเทศอีกหรือไม่ ทรัมป์กล่าวซ้ำสองครั้งว่าเนทันยาฮู “จะไม่โจมตีกาตาร์”

กาตาร์เป็นที่ตั้งฐานทัพอากาศหลักของสหรัฐฯ และมีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยเพื่อยุติสงครามในฉนวนกาซา รวมถึงเป็นคนกลางในการเจรจาทางอ้อมระหว่างฮามาสกับอิสราเอล โดยเป็นที่ตั้งของสำนักงานการเมืองของกลุ่มฮามาสตั้งแต่ปี 2012

รายงานระบุว่า รูบิโอจะเดินทางต่อไปยังกาตาร์หลังเสร็จสิ้นภารกิจในอิสราเอล โดยก่อนหน้านี้ในวันอาทิตย์ เนทันยาฮูได้บอกกับนักข่าวว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลนั้น “ทนทานเหมือนหินในกำแพงตะวันตก” ขณะที่ทั้งคู่ได้ไปเยือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในเมืองเก่าของเยรูซาเล็ม

นอกจากนี้ คาดว่าเนทันยาฮูและรูบิโอได้หารือกันเกี่ยวกับแผนการทางทหารของอิสราเอลในการยึดครองเมืองกาซาซิตี้ และการขยายการตั้งถิ่นฐานอย่างต่อเนื่องของอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กองทัพอิสราเอลได้รื้อถอนอาคารที่อยู่อาศัยในเมืองกาซาซิตี้ต่อไป และตามรายงานของสื่อท้องถิ่น ขณะนี้กำลังเตรียมพร้อมที่จะเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในพื้นที่ทางตะวันตกของเมือง

การประชุมของเนทันยาฮูและรูบิโอเกิดขึ้นก่อนการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในสัปดาห์หน้า ซึ่งคาดว่าพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ บางประเทศ รวมถึงสหราชอาณาจักร, ฝรั่งเศส, แคนาดา, ออสเตรเลีย และเบลเยียม จะให้การรับรองสถานะรัฐปาเลสไตน์.

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความตึงเครียดที่ยังคงอยู่ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส รวมถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค การที่นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก ยิ่งเป็นการเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพในตะวันออกกลาง

เนทันยาฮู ไม่ตัดโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

การที่สหรัฐฯ เข้ามามีบทบาทในการให้ความมั่นใจกับกาตาร์แสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ตระหนักถึงความสำคัญของกาตาร์ในฐานะพันธมิตรและผู้ไกล่เกลี่ยในภูมิภาคนี้

อนาคตจะเป็นอย่างไร หากอิสราเอล โจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

หากอิสราเอลตัดสินใจที่จะ โจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก จริง อาจนำไปสู่ผลกระทบร้ายแรงหลายประการ:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับประเทศที่เป็นที่ตั้งของผู้นำฮามาส
  • การตอบโต้จากกลุ่มฮามาส ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น
  • ความไม่มั่นคงในภูมิภาคที่ขยายวงกว้าง
  • การประณามจากนานาชาติ และแรงกดดันต่ออิสราเอล

ดังนั้น การตัดสินใจใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “เนทันยาฮู” ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่จะโจมตีผู้นำฮามาสในต่างประเทศอีก

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ หนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ยืนยันระหว่างเยือนอิสราเอลว่า สหรัฐฯ จะสนับสนุนอิสราเอลเพื่อทำตามเป้าหมายในสงครามกาซาต่อไป พร้อมเรียกร้องให้กำจัดกลุ่มฮามาส

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวในวันจันทร์ที่ 15 ก.ย. 2568 ว่า สหรัฐฯ ยังคงแน่วแน่ในการสนับสนุนอิสราเอล เพื่อทำตามเป้าหมายของการทำสงครามในฉนวนกาซา พร้อมเรียกร้องให้กำจัดกลุ่มฮามาสให้สิ้นซาก

“ประชาชนในกาซาสมควรจะมีอนาคตที่ดีกว่านี้ แต่อนาคตที่ดีกว่าไม่สามารถเริ่มขึ้นได้จนกว่ากลุ่มฮามาสจะถูกกำจัด” นายรูบิโอบอกกับสื่อระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ที่กรุงเยรูซาเลม “คุณวางใจได้เลยว่าเราจะให้การสนับสนุนอย่างไม่เปลี่ยนแปลง” นายรูบิโอกล่าว

ด้านนายเนทันยาฮูระบุว่า การที่นายรูบิโอมาเยือนอิสราเอลนั้น เป็นการส่งข้อความที่ชัดเจนว่า สหรัฐฯ ยืนเคียงข้างอิสราเอล พร้อมกับกล่าวชื่นชมประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ให้การสนับสนุน โดยยกย่องนายทรัมป์ว่า เป็นมิตรผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อิสราเอลเคยมี

นายรูบิโอยังวิพากษ์วิจารณ์แผนการของชาติยุโรปหลายประเทศ ที่จะยอมรับความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ โดยระบุว่า แผนการนี้ทำให้กลุ่มฮามาสฮึกเหิมมากขึ้น “แผนการนี้ส่วนใหญ่เป็นเพียงในเชิงสัญลักษณ์ … ผลกระทบเดียวที่มันทำให้เกิดขึ้นจริงๆ คือ ทำให้กลุ่มฮามาสรู้สึกฮึกเหิมขึ้นเท่านั้น”

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า เขาจะหารือกับนายเนทันยาฮู เรื่องแผนการของอิสราเอลที่จะยึดเมืองกาซาซิตี้ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่สุดในภาคกลางของฉนวนกาซา รวมถึงแผนการผนวกดินแดนบางส่วนของเขตเวสต์แบงก์ โดยหวังว่าจะป้องกันการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ได้

นายรูบิโอกล่าวด้วยว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการให้สงครามในกาซา “จบลง” ซึ่งนั่นหมายถึงการปลดปล่อยตัวประกันทุกคน และรับประกันว่า กลุ่มฮามาสจะไม่เป็นภัยคุกคามอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม การเจรจาเพื่อปล่อยตัวประกันและยุติสงครามดูจะทำได้ยากยิ่งขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ก่อน อิสราเอลโจมตีทางอากาศเข้าใส่เป้าหมายในกรุงโดฮา เมืองหลวงของประเทศกาตาร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวกลางเจรจา โดยอ้างว่าโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาส เรียกเสียงประณามอย่างหนักจากนานาชาติ

“เราได้ส่งข้อความไปถึงผู้ก่อการร้ายว่า พวกคุณหนีได้ แต่ซ่อนตัวไม่ได้” เนทันยาฮูกล่าวเมื่อวันจันทร์ “การจู่โจมนี้ไม่ได้ล้มเหลว มันมีสาระสำคัญเพียงอย่างเดียว”

ด้านนายรูบิโอกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะขอให้กาตาร์ดำเนิน “บทบาทที่สร้างสรรค์” ในฐานะคนกลางในสงครามกาซาต่อไป

ในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ นายหนึ่งเปิดเผยว่า นายรูบิโอจะเดินทางไปยังกาตาร์ในวันอังคารนี้ (16 ก.ย.) 1 วันหลังจากผู้นำชาติอาหรับและอิสลามประชุมร่วมกันในวันจันทร์ เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิสราเอล จากกรณีการโจมตีกรุงโดฮา

ในการประชุมสุดยอดดังกล่าว เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์กล่าวว่าอิสราเอลพยายามขัดขวางการเจรจาหยุดยิง ซึ่งกาตาร์ร่วมกับอียิปต์และสหรัฐฯ พยายามเป็นคนกลางในการเจรจาระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสมาตลอด

“ใครก็ตามที่ทำงานอย่างไม่ลดละและเป็นระบบเพื่อลอบสังหารคู่กรณีที่ตนกำลังเจรจาด้วย ย่อมมีเจตนาที่จะขัดขวางการเจรจา… สำหรับพวกเขาแล้ว การเจรจาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสงครามเท่านั้น” ชีค ทามิม บิน ฮาหมัด อัล ธานี กล่าว

การเยือนอิสราเอลของ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะสนับสนุนอิสราเอลให้บรรลุเป้าหมายในการทำสงครามกับกลุ่มฮามาส ถึงแม้ว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติก็ตาม

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ สัญญาหนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา

การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของสหรัฐฯ ต่ออิสราเอลในการทำสงครามในฉนวนกาซา มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความชัดเจนในการสนับสนุนนี้ส่งผลต่อการเจรจาและสันติภาพในภูมิภาค

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ย้ำจุดยืนสนับสนุนอิสราเอล

สหรัฐฯ ยังคงยืนหยัดเคียงข้างอิสราเอล และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการกำจัดกลุ่มฮามาสและสร้างความมั่นคงในภูมิภาค การเดินทางเยือนของ รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ ครั้งนี้เป็นการยืนยันถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ แม้ว่าสถานการณ์ในกาซาจะยังคงตึงเครียดและซับซ้อน การสนับสนุนจากสหรัฐฯ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่อิสราเอลใช้ในการกำหนดกลยุทธ์และนโยบายต่างๆ

รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ สัญญาหนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา เป็นประเด็นที่ทั่วโลกจับตามอง และมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลเเละฮามาสยังคงดำเนินต่อไป การตัดสินใจของประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาย่อมมีนัยสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ สัญญาหนุนอิสราเอลทำตามเป้าหมายในกาซา

นายกฯ กาตาร์ จี้โลก “หยุด 2 มาตรฐาน” ลงโทษอิสราเอล

นายกรัฐมนตรีกาตาร์ เรียกร้องให้ประชาคมนานาชาติหยุด 2 มาตรฐาน หลังอิสราเอลโจมตีทางอากาศใส่กรุงโดฮา ก่อนที่การประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาหรับและอิสราเอลจะเริ่มขึ้น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ชีค โมฮัมเหม็ด บิน อับดุลเราะห์มาน อัล ธานี นายกรัฐมนตรีของประเทศกาตาร์ ออกมาเรียกร้องต่อประชาคมนานาชาติให้ “หยุด 2 มาตรฐาน” และลงโทษอิสราเอลสำหรับอาชญากรรมที่พวกเขาก่อขึ้น การเรียกร้องให้ หยุด 2 มาตรฐาน ในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค

ชีค อัล ธานี กล่าวเรื่องดังกล่าวในการประชุมเตรียมการก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาหรับและอิสลามวาระฉุกเฉิน ซึ่งจัดโดยกาตาร์ หลังอิสราเอลส่งเครื่องบินรบโจมตีผู้นำกลุ่มฮามาสในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ เมื่อสัปดาห์ก่อน

“ถึงเวลาแล้วที่ประชาคมนานาชาติจะ หยุด 2 มาตรฐาน และลงโทษอิสราเอลสำหรับอาชญากรรมทั้งหมดที่พวกเขาก่อ และอิสราเอลจำเป็นต้องรู้ว่า สงครามกวาดล้างที่พี่น้องชาวปาเลสไตน์ของเรากำลังเผชิญ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อขับไล่พวกเขาออกจากดินแดนของตัวเองนั้น จะไม่ประสบผลสำเร็จ” ชีค อัล ธานี กล่าวอย่างหนักแน่น

ด้านนาย มาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงต่างประเทศของกาตาร์เผยว่า การประชุมสุดยอดผู้นำชาติอาหรับและอิสราเอลที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันจันทร์ จะมีการพิจารณาร่างมติเกี่ยวกับกรณีที่อิสราเอลโจมตีกาตาร์ด้วย

ทั้งนี้ ผู้นำที่จะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวรวมถึงนาย มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน, นายโมฮัมเหม็ด เชีย อัล-ซูดานี นายกรัฐมนตรีอิรัก และนายมาห์มูด อับบาส ประธานาธิบดีปาเลสไตน์ ซึ่งเดินทางมาถึงกรุงโดฮาในวันอาทิตย์

คาดกันว่า นายเรเจป ไตยิป เอร์โดอัน ประธานาธิบดีตุรกี จะเข้าร่วมการประชุมนี้ด้วย แต่ยังไม่แน่ชัดว่า เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน มกุฏราชกุมารแห่งซาอุดีอาระเบีย จะเข้าร่วมการประชุมหรือไม่ สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ขณะที่นาย บาสเซม นาอิม สมาชิกคณะกรรมการบริหารของกลุ่มฮามาสคาดหวังว่า การประชุมสุดยอดครั้งนี้จะนำไปสู่ “จุดยืนที่เด็ดขาดและเป็นหนึ่งเดียวของชาติอาหรับ-อิสลาม” รวมถึง “มาตรการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม” ต่ออิสราเอลและสงครามที่เกิดขึ้น

นายกรัฐมนตรีกาตาร์วอนโลก “หยุด 2 มาตรฐาน” จี้ลงโทษอิสราเอล

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการประชุมครั้งนี้คือ การที่นายกรัฐมนตรีกาตาร์เรียกร้องให้โลก หยุด 2 มาตรฐาน และลงโทษอิสราเอล การเรียกร้องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการที่นานาชาติมักจะเลือกปฏิบัติในการจัดการกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

ทำไมนายกฯ กาตาร์ถึงเรียกร้องให้ “หยุด 2 มาตรฐาน”?

การเรียกร้องให้ หยุด 2 มาตรฐาน มาจากความรู้สึกว่าอิสราเอลมักจะได้รับการยกเว้นโทษหรือได้รับความเห็นใจมากกว่าเมื่อเทียบกับปาเลสไตน์ ทั้งๆ ที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็กระทำการที่อาจเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ การที่กาตาร์ออกมาเรียกร้องเช่นนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมโลกให้พิจารณาบทบาทของตนเองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้อย่างยุติธรรม

การประชุมสุดยอดในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาค และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในนโยบายของประเทศต่างๆ ที่มีต่ออิสราเอลและปาเลสไตน์ การตัดสินใจและข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการประชุมนี้จะส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนนับล้านในภูมิภาคนี้ และอาจมีผลกระทบต่อสันติภาพและความมั่นคงของโลกในวงกว้าง

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความซับซ้อนและเปราะบาง การเจรจาและการประนีประนอมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนและยุติธรรมสำหรับทุกฝ่าย การที่กาตาร์ออกมาเรียกร้องให้ หยุด 2 มาตรฐาน เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการสนทนาที่ยากลำบาก แต่เป็นการสนทนาที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากทุกฝ่ายไม่พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างและพิจารณาถึงผลกระทบของการกระทำของตนเอง การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในการก้าวไปข้างหน้าสู่สันติภาพ

ที่มา – นายกรัฐมนตรีกาตาร์วอนโลก “หยุด 2 มาตรฐาน” จี้ลงโทษอิสราเอล

อิสราเอลโจมตี! ชาวกาซาอพยพ 250,000 คน

อิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้อย่างรุนแรงมากขึ้น ทำให้ชาวเมืองต้องอพยพออกไปกว่า 250,000 คนแล้ว กองทัพอิสราเอลอ้างว่าเป็นการกำจัดกลุ่มติดอาวุธ “ฮามาส”

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ในกาซาซิตี้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กองทัพอิสราเอลได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศ ทำให้อาคารบ้านเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนัก และประชาชนจำนวนมากต้องอพยพเพื่อความปลอดภัยในชีวิต

ก่อนหน้านี้ อิสราเอลได้ประกาศเตือนให้ประชาชนในกาซาซิตี้อพยพออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด เนื่องจากคาดการณ์ว่าจะมีปฏิบัติการโจมตีภาคพื้นดินครั้งใหญ่เกิดขึ้น

กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) รายงานว่า ประชาชนประมาณ 250,000 คน ได้อพยพออกจากเมืองกาซาซิตี้แล้ว และกำลังเดินทางลงใต้ IDF ยังกล่าวอีกว่า พวกเขาได้ทำลายอาคารสูงหลายแห่ง ซึ่งเชื่อว่าเป็นฐานที่มั่นของผู้ก่อการร้ายที่ใช้ในการโจมตีกองทัพอิสราเอล

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล กล่าวว่า กาซาซิตี้เป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของกลุ่มฮามาส และกองทัพอิสราเอลมีแผนที่จะยึดเมืองเพื่อกำจัดกลุ่มติดอาวุธให้สิ้นซาก อย่างไรก็ตาม แผนการดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติ

องค์การสหประชาชาติ (UN) เตือนว่า การโจมตีที่รุนแรงขึ้นในพื้นที่ที่เผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร จะยิ่งทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมเลวร้ายลง

กาซาซิตี้เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในฉนวนกาซา และเป็นศูนย์กลางทางประวัติศาสตร์ การเมือง และสังคมของชาวปาเลสไตน์

ผู้อยู่อาศัยในกาซาซิตี้ให้ข้อมูลกับสำนักข่าวบีบีซีว่า กองทัพอิสราเอลมุ่งเป้าโจมตีไปที่โรงเรียนและที่พักพิงชั่วคราว โดยมักจะแจ้งเตือนก่อนการโจมตีเพียงเล็กน้อย ทำให้หลายครอบครัวต้องหลบหนีในเวลากลางคืนไปยังพื้นที่ทางตะวันตกของฉนวนกาซา

อิสราเอลแนะนำให้ประชาชนอพยพไปยังทางใต้ของฉนวนกาซา แต่หลายครอบครัวไม่มีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการเดินทาง ในขณะที่กลุ่มฮามาสเรียกร้องให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่เดิมและไม่เดินทางออกจากเมือง

อย่างไรก็ตาม ประกาศของฮามาสสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนในกาซาจำนวนไม่น้อย รวมถึงนายรูเบน คาลีด ซึ่งกล่าวว่า “เมื่อวันพุธที่ผ่านมา นักบวชของฮามาสกล่าวหาว่าผู้ที่หนีออกจากเมืองเป็นคนขี้ขลาดที่หลบหนีจากสนามรบ”

“แล้วทำไมเขาไม่บอกผู้นำฮามาสให้ออกมามอบตัวและปล่อยตัวประกัน เพื่อที่เราจะได้ยุติสงครามนี้เสียที เราไม่ได้อยากจากไป แต่เราไม่มีทางเลือก” นายคาลีดกล่าว

อิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้

สถานการณ์ในอิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้ยังคงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากในการอพยพและการดำรงชีวิต

ผลกระทบจากการที่อิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้

ผลกระทบจากการที่อิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้มีหลายด้าน ทั้งด้านมนุษยธรรม เศรษฐกิจ และสังคม การโจมตีทางอากาศทำให้โครงสร้างพื้นฐานเสียหาย ส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงน้ำ อาหาร ยา และบริการทางการแพทย์

นอกจากนี้ การพลัดถิ่นของประชาชนจำนวนมากยังสร้างภาระให้กับชุมชนที่รองรับผู้พลัดถิ่น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรค

สถานการณ์ในกาซาซิตี้ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากธุรกิจและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องหยุดชะงัก การโจมตีทางอากาศและการปิดพรมแดนทำให้การนำเข้าและส่งออกสินค้าเป็นไปได้ยาก

นอกจากนี้ ความขัดแย้งยังส่งผลกระทบต่อสังคม โดยทำให้ประชาชนรู้สึกหวาดกลัวและไม่มั่นคงในชีวิต

การแก้ไขปัญหาในกาซาซิตี้จำเป็นต้องมีการเจรจาและการประนีประนอมระหว่างทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและความรุนแรงส่งผลกระทบต่อชีวิตของผู้คนอย่างร้ายแรง และการแสวงหาสันติภาพและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – อิสราเอลยกระดับโจมตีเมืองกาซาซิตี้ ชาวบ้านอพยพกว่า 250,000 คน

ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบ เป็นจริง!

ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดแสดงให้เห็นความเสียหายอย่างกว้างขวางในกาซาซิตีถูกทำลายราบหลังจากการสู้รบที่เข้มข้น ข้อมูลจาก CNN เผยให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจในพื้นที่ ซึ่งตอกย้ำถึงผลกระทบอันเลวร้ายของความขัดแย้งที่มีต่อพลเรือน

รายงานจาก CNN นำเสนอการเปรียบเทียบภาพถ่ายดาวเทียมก่อนและหลังเหตุการณ์ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ากาซาซิตีถูกทำลายราบในหลายพื้นที่ อาคารบ้านเรือนกว่า 1,800 หลังถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม โดยส่วนใหญ่เป็นย่านที่อยู่อาศัยของผู้คน ทำให้เกิดวิกฤตด้านมนุษยธรรมที่รุนแรงยิ่งขึ้น

กาซาซิตีถูกทำลายราบ: หายนะที่ไม่อาจมองข้าม

ภาพถ่ายดาวเทียมที่บันทึกระหว่างวันที่ 9 สิงหาคม ถึง 5 กันยายน เผยให้เห็นว่าการทำลายส่วนใหญ่เกิดจากการรื้อถอนอย่างเป็นระบบ โดยใช้เครื่องจักรกลหนัก เช่น รถขุดและรถตัก มากกว่าการทิ้งระเบิดทางอากาศโดยตรง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ได้แก่ ไซตูน อัลตุฟฟะห์ และจาบาลิยา ซึ่งเป็นที่พักพิงของผู้พลัดถิ่นจำนวนมาก การทำลายล้างดังกล่าวทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องไร้ที่อยู่อาศัยและเผชิญกับความยากลำบากในการเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

สถานการณ์ในกาซาซิตีทวีความรุนแรงขึ้นเมื่ออิสราเอลประกาศให้ชาวปาเลสไตน์อพยพออกจากพื้นที่ก่อนเริ่มปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่ การอพยพครั้งนี้สร้างความกังวลอย่างมากเกี่ยวกับการพลัดถิ่นครั้งใหญ่ และความเสี่ยงที่พลเรือนจะได้รับอันตรายจากการสู้รบที่กำลังดำเนินอยู่ แม้จะมีความเสี่ยง หลายครอบครัวเลือกที่จะอยู่ในบ้านของตนเอง โดยไม่เต็มใจที่จะละทิ้งทุกสิ่งที่พวกเขารู้จัก

โฆษกหน่วยงานป้องกันพลเรือนในกาซาระบุว่า ระหว่างวันที่ 5 ถึง 8 กันยายน กองทัพอิสราเอลได้โจมตีอาคารสูง 5 แห่ง ซึ่งมีห้องพักอาศัยรวม 209 ห้อง แต่ละห้องมีผู้อยู่อาศัยอย่างน้อย 20 คน ทำให้ประชากรกว่า 4,000 คนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในชั่วข้ามคืน การทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนเช่นนี้ถือเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และทำให้สถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในภูมิภาคเลวร้ายลง

ผลกระทบต่อพลเรือนและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

กาซาซิตีถูกทำลายราบ ท่ามกลางวิกฤตความอดอยากที่สหประชาชาติระบุว่าเป็น “ฝีมือมนุษย์” สถานการณ์มีแนวโน้มที่จะเลวร้ายลงหากการโจมตียังคงดำเนินต่อไป ความอดอยากและความยากจนที่เพิ่มขึ้นทำให้ผู้คนจำนวนมากอยู่ในภาวะที่เปราะบางและต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถูกจำกัดอย่างมากจากการสู้รบและการปิดล้อม ทำให้การบรรเทาทุกข์เป็นไปได้ยากสำหรับผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด

โวล์เกอร์ เติร์ก ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เตือนว่าการยกระดับการโจมตีในกาซาซิตีจะนำไปสู่การพลัดถิ่นครั้งใหญ่ การสังหารพลเรือน และการทำลายล้างโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร รายงานล่าสุดของสหประชาชาติประเมินว่ากว่า 78% ของอาคารในฉนวนกาซาได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายจากการโจมตีที่ยืดเยื้อมาเกือบสองปี สถานการณ์นี้เรียกร้องให้มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องพลเรือนและยุติความขัดแย้ง

การทำลายล้างที่เกิดขึ้นในกาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นเครื่องเตือนใจถึงต้นทุนที่แท้จริงของสงครามที่มีต่อชีวิตมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน นานาชาติจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างทันท่วงทีและผลักดันให้มีการเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องตระหนักถึงความหายนะที่เกิดขึ้น และร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้มีการหยุดยิงและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ที่มา – ภาพดาวเทียมเผย กาซาซิตีถูกทำลายราบเป็นหน้ากลองในเวลาเพียง 1 เดือน

ทรัมป์ไม่พอใจ! อิสราเอลโจมตีฮามาสในกาตาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แสดงความไม่พอใจต่อปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ซึ่งถือเป็นการขยายขอบเขตสงครามกับกลุ่มฮามาสออกไปนอกพื้นที่กาซาเป็นครั้งแรก ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติต่อสถานการณ์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น

นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ให้เหตุผลว่าการโจมตีดังกล่าวมีความชอบธรรม เนื่องจากเป็นการเล็งเป้าหมายไปยังผู้นำระดับสูงของกลุ่มฮามาส ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ที่เป็นต้นเหตุของสงครามกาซา

ทางด้านฮามาสได้ออกมาเปิดเผยว่า สมาชิกของกลุ่มเสียชีวิต 5 รายจากการโจมตี รวมถึงลูกชายของคาลิล อัล-ฮัยยา หัวหน้าทีมเจรจาของกลุ่ม อย่างไรก็ตาม ฮามาสปฏิเสธว่าความพยายามในการลอบสังหารคณะผู้เจรจาของกลุ่มไม่ประสบผลสำเร็จ พร้อมทั้งประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็น “อาชญากรรมที่โหดร้าย” และ “การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน”

กาตาร์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ และเป็นที่ตั้งของฐานทัพอากาศใหญ่ของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็น “การกระทำที่ขี้ขลาด” พร้อมทั้งยืนยันว่ามีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน

พยานในกรุงโดฮารายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่นถึง 8 ครั้งในย่านคาทารา โดยอาคารพักอาศัยซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักงานการเมืองของกลุ่มฮามาสถูกโจมตีอย่างหนัก ซึ่งหลังจากนั้นไม่นาน อิสราเอลได้ออกมายอมรับว่าเป็นผู้ปฏิบัติการโจมตีในครั้งนี้ และกองทัพอิสราเอลได้ยืนยันว่าเป็นการ “โจมตีที่แม่นยำ” โดยมีเป้าหมายคือผู้นำระดับสูงของกลุ่มฮามาส สื่ออิสราเอลรายงานว่ามีการใช้เครื่องบินรบถึง 15 ลำ ทิ้งระเบิดจำนวน 10 ลูกใส่เป้าหมายเดียวภายในเวลาไม่กี่วินาที

ทางการอิสราเอลระบุว่า เป้าหมายในการโจมตีรวมถึง คาลิล อัล-ฮัยยา และ ซาเฮอร์ จาบาริน ผู้นำคนสำคัญของกลุ่มฮามาสที่ลี้ภัยอยู่นอกรัฐปาเลสไตน์

ทำเนียบขาวได้ออกมาระบุว่า สหรัฐฯ ได้รับแจ้งล่วงหน้าเกี่ยวกับการโจมตีของอิสราเอลในกาตาร์ แต่ได้วิพากษ์วิจารณ์ว่า “การโจมตีโดยลำพังในดินแดนของกาตาร์ ซึ่งเป็นประเทศเอกราชและพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ ไม่ได้ช่วยให้บรรลุเป้าหมายของอิสราเอลหรืออเมริกา” อย่างไรก็ตาม โฆษกทำเนียบขาวย้ำว่าการกำจัดกลุ่มฮามาสยังคงเป็น “เป้าหมายที่เหมาะสม”

ภายหลังเหตุการณ์ดังกล่าว ทรัมป์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับทั้งนายกรัฐมนตรีอิสราเอลและผู้นำกาตาร์ โดยให้คำมั่นกับฝ่ายกาตาร์ว่า “เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกบนแผ่นดินกาตาร์” ในขณะที่ฝ่ายอิสราเอลยืนยันว่า ปฏิบัติการนี้เป็น “การตัดสินใจอย่างอิสระของอิสราเอล” และแสดงความรับผิดชอบโดยสมบูรณ์

ทรัมป์ไม่พอใจ! อิสราเอลโจมตีฮามาสในกาตาร์

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น คำถามที่ตามมาคือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ จะเป็นอย่างไรต่อไป? และผลกระทบต่อสันติภาพในภูมิภาคตะวันออกกลางจะเป็นเช่นไร? การกระทำของอิสราเอลครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ทรัมป์ไม่พอใจ! ทำไมอิสราเอลถึงโจมตีฮามาสในกาตาร์?

การตัดสินใจของอิสราเอลในการโจมตีเป้าหมายในกาตาร์นั้นมีความซับซ้อน โดยมีปัจจัยหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในเหตุผลหลักคือ ความเชื่อของอิสราเอลที่ว่า ผู้นำฮามาสที่อยู่ในกาตาร์มีส่วนเกี่ยวข้องในการวางแผนและสั่งการโจมตีต่ออิสราเอล การกำจัดผู้นำเหล่านี้จึงถูกมองว่าเป็นวิธีการป้องกันการโจมตีในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การโจมตีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ละเอียดอ่อนทางการเมืองอย่างมาก เนื่องจากกาตาร์เป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา และมีบทบาทสำคัญในการเป็นสื่อกลางในการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ การโจมตีในดินแดนของกาตาร์จึงอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเหล่านี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการโจมตี

  • ความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและกาตาร์อาจตึงเครียดมากขึ้น
  • ความพยายามในการเจรจาสันติภาพอาจซับซ้อนยิ่งขึ้น
  • อาจมีการตอบโต้จากกลุ่มฮามาส
  • สหรัฐอเมริกาอาจต้องเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ย

สถานการณ์นี้ยังคงอยู่ระหว่างการพัฒนา และผลกระทบที่แท้จริงจะต้องรอดูกันต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนคือ ทรัมป์ไม่พอใจ! กับการกระทำของอิสราเอล และความไม่พอใจนี้อาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลในอนาคต

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์เป็นเรื่องที่ท้าทายและซับซ้อน การใช้ความรุนแรงอาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน การเจรจาและการประนีประนอมเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดสันติภาพที่แท้จริงในภูมิภาคนี้

ที่มา – “ทรัมป์” ไม่ปลื้ม! อิสราเอลโจมตีฐานที่มั่นฮามาสในกาตาร์

Scroll to top