เงินเยียวยา

สรุปเงินเยียวยาชายแดน บ้านพังจากสู้รบ จ่ายก้อนเดียว

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวดีสุดๆ มาอัปเดตให้ฟังกัน สำหรับพี่น้องชาวบ้านชายแดน จ.สระแก้ว ที่ได้รับผลกระทบหนักจากเหตุการณ์กระสุน BM-21 จากฝั่งกัมพูชาตกใส่บ้านเรือน ทำให้บ้านพังยับเยิน เรียกได้ว่าสรุปเงินเยียวยาชายแดน บ้านพังจากสู้รบ จ่ายตามจริง โอนก้อนเดียวไม่แบ่งจ่าย นี่แหละครับที่ทุกคนรอคอย!

สรุปเงินเยียวยาชายแดน บ้านพังจากสู้รบ จ่ายตามจริง โอนก้อนเดียวไม่แบ่งจ่าย

ที่ว่าการอำเภอโคกสูง จ.สระแก้ว จัดประชุมใหญ่เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2567 โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ เป็นประธาน ร่วมด้วยนายอำเภอโคกสูง เจ้าหน้าที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อชี้แจงรายละเอียดให้ชาวบ้านฟังแบบชัดๆ ไม่ให้มีกังวลใจอีกต่อไป

ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านหลายคนยังงงๆ ว่ายอดเงินจะเท่าไหร่ จะโอนช้าไหม แล้วต้องมีเอกสารอะไรเพิ่มรึเปล่า แต่หลังประชุมทุกอย่างเคลียร์แล้วครับ สรุปเงินเยียวยาชายแดน บ้านพังจากสู้รบ จ่ายตามจริง โอนก้อนเดียวไม่แบ่งจ่าย จริงๆ เลย!

หลักเกณฑ์การประเมินความเสียหายบ้านพัง

ทีมช่างผู้เชี่ยวชาญจากกรมโยธาธิการลงพื้นที่ตรวจสอบทุกรายละเอียด ไม่ใช่ประเมินคร่าวๆ แบบแรกที่จ่ายเงินช่วยเหลือเบื้องต้นไปแล้ว แต่ตรวจละเอียดตามราคากลาง เพื่อความเป็นธรรม บางบ้านเสียหายเกือบทั้งหลัง เงินเดิมไม่พอแน่นอน ตอนนี้ได้งบเพิ่มจากสำนักนายกรัฐมนตรี อนุมัติเต็มจำนวนแล้ว ถ้าใครจ่ายล่วงหน้าไป รัฐจะคืนเต็มบาททุกสตางค์ครับ

ไม่ต้องกังวลเรื่องวัสดุบ้านหรูหรือธรรมดา ประเมินตามมาตรฐานกลางทั้งหมด ทำให้เร็วและยุติธรรม

รายละเอียดการจ่ายเงินเยียวยา

สำคัญสุด: จ่ายก้อนเดียว ไม่แบ่งงวด! ยอดเงินไม่เท่ากันทุกบ้าน ขึ้นกับความเสียหาย บ้านพังหนักๆ อาจได้ถึง หลักล้านบาท เลยนะครับ (ตามกรอบอนุมัติสูงสุด) หลังได้เงิน ไม่ต้องยื่นเอกสารเพิ่ม ช่างตรวจแล้ว นำเงินไปซ่อมเอง จ้างช่างใครก็ได้ หรือสร้างใหม่ที่ไหนก็ได้ ถ้าพื้นที่เดิมเสี่ยง

  • โอนเงินก้อนเดียว ตามจริงทุกบาท
  • ไม่ต้องแสดงหลักฐานซ่อมแซมเพิ่ม
  • คาดโอนไม่เกินปลายสัปดาห์หน้า (หลังอำเภอส่งเอกสาร)
  • รถยนต์เสียหายไม่อยู่ในขอบเขต แต่ชาวบ้านเรียกร้องให้ช่วยเพิ่ม

ขณะนี้เอกสารพร้อมเกือบหมด เงินจากสำนักนายกฯ จะเข้าบัญชีไวๆ แน่นอน

เสียงจากชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ

คุณนิภาวรรณ เพ็ชรสมบัติ อายุ 37 ปี หนึ่งในผู้ประสบภัย บอกว่ายังกังวลสถานการณ์ชายแดน ถ้าปะทะรอบ 3 อาจหนักกว่าเดิม ตอนนี้ได้เงินบางส่วนแล้ว รีบซื้อวัสดุซ่อมบ้าน แต่ครอบครัวต้องพึ่งญาติมานานนับเดือน ยังอยากให้ช่วยรถที่พังด้วย แม้ไม่เต็มจำนวนก็ยังดี

หลังประชุม ชาวบ้านยิ้มแย้ม พึงพอใจมาก เพราะเงินพอซ่อมบ้านให้กลับมาอยู่ได้ปกติ ความเครียดคลี่คลาย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น การป้องกันภัยในอนาคต รัฐควรเร่งเสริมแนวป้องกันชายแดนให้แน่นหนากว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ชาวบ้านชายแดนเหนื่อยมานาน ต้องการความสงบสุขจริงๆ

สรุปแล้ว สรุปเงินเยียวยาชายแดน บ้านพังจากสู้รบ จ่ายตามจริง โอนก้อนเดียวไม่แบ่งจ่าย ถือเป็นมาตรการช่วยเหลือที่รวดเร็วและโปร่งใส ดีใจที่รัฐบาลเคลื่อนไหวไวขนาดนี้

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าว ถ้าอยู่พื้นที่ใกล้เคียง แนะนำเช็กบัญชีให้พร้อมนะครับ และแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง ว่าคิดยังไงกับการเยียวยาครั้งนี้ หรือมีคำแนะนำอะไรเพิ่ม บอกกันได้เลย จะได้ช่วยกันกดดันให้ดีขึ้น! ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่านี่คือจุดเริ่มต้นที่ดี รัฐควรทำแบบนี้ทุกกรณีภัยพิบัติเลยครับ

ที่มา – สรุปเงินเยียวยาชายแดน บ้านพังจากสู้รบ จ่ายตามจริง โอนก้อนเดียวไม่แบ่งจ่าย

นายกฯ มอบถุงยังชีพน้ำท่วมสตูล พร้อมรับผิด

“นายกฯ หนู” ลงพื้นที่ จ.สตูล มอบถุงยังชีพผู้ประสบภัยน้ำท่วมสตูล ชื่นชมคนสตูลไม่ทิ้งกัน น้อมรับเป็นความผิดรัฐบาล หนีไม่ได้ ขอให้ประชาชนให้อภัยพวกเราด้วย เผย เตรียมแผนไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำซากอีก

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 6 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์มายังค่ายสมันตรัฐบุรินทร์ จังหวัดสตูล จากนั้นนายกรัฐมนตรีนั่งรถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด สีดำ ทะเบียน กง 3333 สตูล เดินทางต่อมายังตลาดสดเทศบาลเมืองสตูล และชุมชนชนาธิป เพื่อเยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยและมอบถุงยังชีพให้กับประชาชนจำนวน 200 ถุง

เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางมาถึงตลาดสดเทศบาลเมืองสตูล ได้เดินดูร้านสตูลค้าข้าว ซึ่งมีโกดังเก็บข้าวและได้รับความเสียหายจนข้าวเน่าเสีย นอกจากนี้ยังมีประธานหมู่บ้าน เจ้าของกิจการโรงแรม และประชาชนร้องเรียน เรื่องประตูระบายน้ำคลองมำบังที่อยู่ใกล้กับตลาดสด ซึ่งขวางทางน้ำ โดยนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ได้พานายกรัฐมนตรีไปดูประตูระบายน้ำดังกล่าว พร้อมบอกว่าไม่มีประโยชน์ ทำให้น้ำท่วม ต้องรื้อทิ้ง โดยนายอนุทิน กล่าวว่า เทศบาลต้องไปปรึกษากันว่ามีประโยชน์หรือไม่ ถ้าไม่มีประโยชน์ก็เอาออก แต่ต้องไปทำประชาพิจารณ์ก่อน

จากนั้นนายกรัฐมนตรีกล่าวกับประชาชนที่มารอต้อนรับว่า เมื่อสักครู่นายก อบจ.สตูล ได้พาไปดูประตูน้ำคลองมำบัง จะให้นายก อบจ. ไปทำประชาพิจารณ์ แล้วพี่น้องประชาชนก็ไปให้ความเห็นว่าถ้าไม่เอาก็จะรื้อทิ้ง แต่เราต้องฟังด้วยว่ามันมีประโยชน์อะไรหรือไม่ ตนขอชื่นชมและเป็นกำลังใจในความอดทนของประชาชนที่เจอเรื่องอุทกภัยน้ำท่วมสตูล แต่เราก็จะไม่ทิ้งกัน ที่ จ.สตูล ประชาชนก็มีบุญคุณกับเรามากมาย เลือก สส.ให้ตน 2 คน เขาต้องทำประโยชน์ให้กับประชาชน โดยให้เขามารับฟังปัญหาต่างๆ วันนี้ได้มาเห็นประชาชนที่มีขวัญกำลังใจที่ดีอยู่

นายอนุทิน กล่าวต่อไปว่า เรื่องที่มันผ่านไปแล้วก็ป่วยการที่จะไปคิดถึง เราต้องมองไปข้างหน้า เดี๋ยวรัฐบาลจะมีแผนดำเนินการเพื่อการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ซ้ำซาก รัฐบาลก็ไม่ไหวที่จะทนเห็นสภาพแบบนี้ทุกปี จ่ายค่าทำโครงการสร้างประตูน้ำ แก้มลิง เพื่อป้องกันน้ำ แต่เผลอๆ จ่ายเงินค่าเยียวยาให้กับประชาชนมากกว่าพวกโครงการป้องกันน้ำเสียอีก ตนคิดว่าเมื่อทุกคนได้เห็นในสภาพนี้แล้วก็จะเร่งดำเนินการให้มีโครงการที่จะทำให้น้ำไม่ท่วมอีก วันนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูลได้ประกาศภัยพิบัติแล้ว ขอให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมลงทะเบียนเพื่อรับเงินเยียวยา 9,000 บาทเบื้องต้นก่อน โดยจะมีเงินเยียวยาอย่างอื่นตามมาอีก ก็ขอให้ไปดำเนินการให้เรียบร้อย

ต่อมานายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า ได้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่งพลัสหรือไม่ เดี๋ยวมีคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ตนเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนดี ก็จะเร่งดำเนินการให้เรียบร้อย “ผมไม่ทราบจะพูดอย่างไร คนไหนรู้สึกขุ่นข้องหมองใจ ขัดเคืองใจ รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ผมในฐานะหัวหน้ารัฐบาลก็ต้องบอกว่าเป็นความผิดของรัฐบาล เพราะเมื่อประชาชนเดือดร้อนเมื่อไหร่ รัฐบาลหนีความผิดไม่ได้ ก็ขอให้ประชาชนให้อภัยพวกเราด้วย เราก็จะตั้งใจทำงานดำเนินการโครงการทั้งหลายเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนอีก ขอบคุณที่มาพบกันในวันนี้ ก็ได้นำเอาข้าวของยังชีพมาฝากทุกท่านด้วย แต่อย่าลืมไปลงทะเบียนรับเงินเยียวยาให้เรียบร้อย ขอให้ทุกคนโชคดีและขอให้สุขภาพแข็งแรง” เมื่อกล่าวเสร็จนายกรัฐมนตรีได้มอบถุงยังชีพให้กับประชาชน เดินให้กำลังใจพ่อค้าแม่ค้า พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรียังได้อุดหนุนขนมตุ๊บตั๊บ แล้วนำมาแจกให้กับสื่อมวลชนและคณะที่ร่วมติดตามลงพื้นที่ด้วย

ต่อมาเวลา 15.15 น. ที่โรงเรียนบ้านคลองขุด จ.สตูล นายอนุทิน พร้อมคณะ ลงพื้นที่โรงเรียนบ้านคลองขุด ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล มอบถุงยังชีพ 800 ชุด ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้มึนเพราะเป็นหวัด รับประทานยาแก้หวัดมา อาจจะจำชื่อตำบลผิดไปบ้าง แต่จำพี่น้องจังหวัดสตูลได้ทุกคน เพราะคนสตูลมีบุญคุณกับตนที่ให้ สส. ตนและคณะได้ตรวจเยี่ยมพื้นที่ เนื่องจากทราบว่ามีเหตุการณ์น้ำท่วมสตูล โชคดีที่สตูลระบายน้ำได้เร็วกว่า อ.หาดใหญ่ แต่ก็ได้เห็นถึงความเสียหาย จะหาวิธีที่เร่งช่วยเหลือเยียวยาให้เร็วที่สุด ทั้งเงินที่นำมาให้ยืมเพื่อฟื้นฟูกิจการ เงินที่จะไปซ่อมแซมบ้านเรือน

ตอนนี้ตนเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว ตนมีความตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาในระยะยาวให้กับประชาชน สมัยก่อนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พยายามที่จะดูแลสวัสดิภาพของ อสม. ในรัฐบาลที่แล้วตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็เห็นความทุกข์ความสุขของประชาชน วันนี้ตนมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว จะใช้ประสบการณ์จากที่เป็นรัฐมนตรีหลายกระทรวง แก้ปัญหาของประชาชน และสนับสนุนทั้งโครงการต่างๆ การลงทุนเพื่อให้เกิดความสะดวกและความปลอดภัยของประชาชน ตนก็มีหน้าที่ทำให้มันเกิดขึ้นโดยเร็ว

นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าจะถามว่าใช้เงินมากไหมในการสร้างเขื่อนป้องกันน้ำ ก็มีค่าเท่ากันเพราะมันต้องใช้ เผลอๆ ใช้เงินน้อยกว่าที่ต้องเอาเงินมาเยียวยาผลกระทบจากอุทกภัย ประชาชนได้คนละ 9,000 บาท แต่เมื่อเทียบกับความสูญเสียที่ได้เจอ ซึ่งตนเจอใครก็บอกเติม 0 อีก 2 ตัวก็ยังไม่คุ้ม ขอให้เชื่อมั่นว่าในพื้นที่จังหวัดสตูล มี สส. ที่เข้มแข็งอยู่แล้ว สามารถที่จะปกป้องงบประมาณต่างๆ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับประชาชนในจังหวัดสตูล และทำให้มันเกิดขึ้นได้ ส่วนโครงการผนังกั้นน้ำ ทราบว่าถูกบรรจุในงบประมาณปี 2570 แล้ว

วันนี้มาเพื่อให้กำลังใจ ที่สตูลคงไม่มีอะไรหนักหนาไปมากกว่านี้แล้ว นอกจากฝนจะตกอีก ซึ่งจะมีการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุขึ้นอีก และนำของมาเยี่ยม ขอให้มั่นใจว่าเราจะไม่มีวันทอดทิ้งกัน คนสตูลให้ผู้แทนยกจังหวัดกลับพรรคที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค ต้องถือว่ามีความผูกพัน มีพันธะที่จะต้องรับผิดชอบ คุณภาพชีวิตของประชาชนชาวสตูลให้มากที่สุด ขอให้มีกำลังใจ ขอให้มีความสุขในช่วงสิ้นปี สิ่งเลวร้าย ก็ขอให้มันผ่านพ้นไปและขอให้ทุกคนช่วยกัน เพื่อทำให้ความทุกข์ของประชาชนมลายหายสิ้นไปให้ได้มากที่สุด

นายกฯ มอบถุงยังชีพน้ำท่วมสตูล น้อมรับเป็นความผิดรัฐบาล เตรียมแผนไม่ให้เกิดซ้ำอีก

รับฟังความเห็นประชาชน ป้องกันปัญหาน้ำท่วมสตูลในอนาคต

การลงพื้นที่ของนายกฯ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมสตูล และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะนำไปสู่แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป

ที่มา – นายกฯ มอบถุงยังชีพน้ำท่วมสตูล น้อมรับเป็นความผิดรัฐบาล เตรียมแผนไม่ให้เกิดซ้ำอีก

หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหาย 4 หมื่นล้าน

หอค้าไทยออกมาเปิดเผยถึงสถานการณ์ “น้ำท่วมใต้” ที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก รองลงมาจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 โดยประเมินว่าความเสียหายรวมในเดือนเดียวนั้นสูงถึงกว่า 40,000 ล้านบาท โดยภาคการท่องเที่ยวและบริการได้รับผลกระทบมากที่สุด หอการค้าไทยยังชี้ว่าประชาชนและผู้ประกอบการต้องการเงินเยียวยาโดยตรงมากกว่ามาตรการสินเชื่อ

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สถานการณ์ฝนตกหนักและ “น้ำท่วมใต้” ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคใต้ยังไม่สามารถประเมินความเสียหายที่ชัดเจนได้ในขณะนี้ แต่เบื้องต้นกระทรวงการคลังประเมินความเสียหายไว้ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท หากเทียบกับมหาอุทกภัยในปี 2554 ที่มีความเสียหายประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท เหตุการณ์ “น้ำท่วมใต้” ครั้งนี้ถือเป็นอุทกภัยที่มีความเสียหายรุนแรงเป็นอันดับสองของประเทศไทย

หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหายหนัก 4 หมื่นล้าน

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่าในระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา “น้ำท่วมใต้” ใน 10 จังหวัดส่งผลกระทบต่อประชาชนกว่า 2.19 ล้านคน หรือประมาณ 798,600 ครัวเรือน โดยจังหวัดสงขลาได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็น 60% ของความเสียหายทั้งหมด รองลงมาคือนครศรีธรรมราชและพัทลุง เบื้องต้นประเมินว่ามีความเสียหายประมาณ 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวันในช่วงสถานการณ์รุนแรง หรือรวมกว่า 40,000 ล้านบาท คิดเป็นความเสียหาย 0.22% ต่อ GDP ภาคการท่องเที่ยวและบริการได้รับความเสียหายมากที่สุด สูงถึงกว่า 22,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High season) และมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้จำนวนมาก ธุรกิจค้าปลีก ร้านอาหาร และโรงแรมต้องปิดกิจการชั่วคราว นอกจากนี้ ผลกระทบจากการยกเลิกการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและโอกาสทางเศรษฐกิจของภาคใต้ รองลงมาคือภาคเกษตรกรรม ประมาณ 10,000 ล้านบาท และภาคการผลิตและสาธารณูปโภค ประมาณ 6,800 ล้านบาท

ผลกระทบจาก “น้ำท่วมใต้” ต่อเศรษฐกิจ

จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ พบว่าการฟื้นฟูอาจต้องใช้เวลานานกว่า 1 เดือน เนื่องจากทรัพย์สินและสต็อกสินค้าเสียหาย ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ได้รับความเสียหาย สิ่งที่ผู้ประกอบการและประชาชนต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างเร่งด่วนที่สุดคือ “เงินสด” ไม่ใช่ “หนี้สิน” ภาครัฐควรอัดฉีดเงินเยียวยาโดยตรงหรือเงินชดเชยเพื่อให้ถึงมือผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยเร็วที่สุด มาตรการ “สินเชื่อ” ควรเป็นทางเลือกเสริมไม่ใช่มาตรการหลัก นอกจากนี้ ผู้ประกอบการและประชาชนยังต้องการให้รัฐบาลเร่งซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน และจัดหน่วยปฏิบัติการฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาพร้อมใช้งานโดยเร็ว

สถานการณ์ “น้ำท่วมใต้” ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การฟื้นฟูอย่างรวดเร็วและการเยียวยาที่ตรงจุดจะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดผลกระทบและช่วยให้ภาคใต้กลับมาเข้มแข็งอีกครั้ง การให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมและทันท่วงทีจะช่วยให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและธุรกิจได้ตามปกติ

การวางแผนรับมือกับภัยพิบัติในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการประเมินความเสี่ยงและเตรียมแผนป้องกันที่ครอบคลุม เพื่อลดความเสียหายจากเหตุการณ์เช่นนี้ในอนาคต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพอากาศที่รุนแรง และการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – หอค้าไทยชี้ “น้ำท่วมใต้” เสียหายหนัก 4 หมื่นล้าน ภาคท่องเที่ยว-บริการพังหนักสุด

สถ.ลดขั้นตอน! เยียวยาน้ำท่วม 9 จังหวัดใต้



ข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวใต้! กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ออกคำสั่งด่วน ลดขั้นตอนการขอรับเงินเยียวยาสำหรับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้แล้ว แค่แจ้งเลขบัตรประชาชนและบัญชีธนาคารที่ใช้รับเงินก็พอ

สถ. ลดขั้นตอนขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด เรื่อง เร่งรัดการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตรัง และสตูล สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ

เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ทำให้เกิดความเดือดร้อนอย่างมาก กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงเร่งดำเนินการช่วยเหลือโดยด่วน โดยมีเป้าหมายหลักคือการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ และต้องการให้การเบิกจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และไม่สร้างภาระให้กับประชาชนมากยิ่งขึ้น ดังนั้น สถ. จึงได้ออกมาตรการ ลดขั้นตอนขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้ ดังนี้

ขั้นตอนที่ลดลงในการขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม

เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทางจังหวัดจะแจ้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในพื้นที่ให้ดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตามมติคณะรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามแนวทางของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ในการเก็บเอกสารหลักฐานที่เชื่อถือได้ เพื่อยืนยันตัวตนและตรวจสอบการจ่ายเงินจริง โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ลดขั้นตอนขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้ โดยให้ใช้เพียงเลขประจำตัวประชาชน และหมายเลขบัญชีธนาคารของผู้ประสบภัย
  • อปท. สามารถบันทึกภาพถ่ายการมอบความช่วยเหลือได้เอง
  • ให้ประชาชนผู้รับเงินลงนามยืนยันว่าได้รับเงินจริง ก่อนดำเนินการโอน

จากเดิมที่อาจจะต้องใช้เอกสารและขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่านี้ การ ลดขั้นตอนขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้ ครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ การที่ สถ. เล็งเห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนและปรับปรุงกระบวนการให้มีความคล่องตัวมากขึ้น ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง

การดำเนินการตามแนวทางนี้จะช่วยลดภาระให้กับทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและตรงจุดมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การเก็บหลักฐานที่ชัดเจนยังช่วยให้การตรวจสอบโปร่งใสและเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ

สำหรับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้ อย่าลืมเตรียมข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนและหมายเลขบัญชีธนาคารให้พร้อม เพื่อให้การขอรับเงินเยียวยาเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็วที่สุด

การ ลดขั้นตอนขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างทันท่วงที ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – สถ. ออกคำสั่งด่วนลดขั้นตอนขอรับเงินเยียวยาน้ำท่วม 9 จังหวัดภาคใต้

เงินน้ำท่วม 9,000 บาท เข้าบัญชี 3 จังหวัด

ปภ. เผย เงินน้ำท่วม 9,000 บาท โอนเข้าบัญชีผู้ได้รับผลกระทบที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ซึ่งผูกกับพร้อมเพย์ วันนี้ (1 ธ.ค.68) รวม 26,571 ครัวเรือน ใน 3 จังหวัดใต้ สงขลา สตูล และปัตตานี  ใครที่รอรับเงินอยู่เช็คบัญชีด่วนเลย!

วันที่ 1 ธ.ค. 68 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานการโอนเงินเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 68 และวันที่ 18, 25 พ.ย. 68 ซึ่งจะช่วยเหลือเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 แบบเหมาจ่ายในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท โดยเป็นการจ่ายให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย 4 รูปแบบ ดังนี้ 

  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย 
  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป 
  • ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
  • ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป 

โดยในวันนี้ ธนาคารออมสินจะโอนเงินน้ำท่วม 9,000 บาทช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2568 ครัวเรือนละ 9,000 บาท ให้แก่ผู้ประสบภัยที่ได้ลงทะเบียนและผ่านการตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อยแล้วในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ รวมจำนวน 26,571 ครัวเรือน ได้แก่ จังหวัดสงขลา (4,563 ครัวเรือน) สตูล (8,772 ครัวเรือน) และจังหวัดปัตตานี (13,236 ครัวเรือน) เป็นเงินทั้งสิ้น 239,139,000 บาท ผ่านบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกไว้กับหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน

ทั้งนี้ ขอเน้นย้ำให้ประชาชนที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประจำตัวประชาชน ติดต่อธนาคารใดก็ได้ เพื่อดำเนินการผูกบัญชีโดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความขัดข้องในการโอนเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย และให้การช่วยเหลือเยียวยาเป็นไปอย่างรวดเร็ว

เงินน้ำท่วม 9,000 บาท โอนเข้าบัญชีวันนี้ 3 จังหวัด สงขลา สตูล และปัตตานี

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของประเทศไทยนั้นสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับประชาชน การที่ภาครัฐเร่งดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบถือเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง และการจ่ายเงินน้ำท่วม 9,000 บาท ในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้ได้เป็นอย่างดี

ใครบ้างที่ได้รับ เงินน้ำท่วม 9,000 บาท นี้?

สำหรับผู้ที่จะได้รับเงินเยียวยาในครั้งนี้ คือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในช่วงฤดูฝนปี 2568 และมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ 4 ข้อ ได้แก่:

  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย
  • ที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขังเกิน 7 วันขึ้นไป
  • ที่อยู่อาศัยประจำที่ถูกน้ำล้อมรอบจนส่งผลกระทบทำให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป
  • ที่อยู่อาศัยประจำในอาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่ผู้ประสบภัยพักอาศัย แต่ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ติดต่อกันเกิน 7 วันขึ้นไป

ดังนั้น หากท่านเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบและมีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาข้างต้น อย่าลืมตรวจสอบบัญชีพร้อมเพย์ของท่าน เพื่อตรวจสอบว่าเงินน้ำท่วม 9,000 บาท ได้ถูกโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้วหรือไม่

หากใครที่ยังไม่ได้ผูกบัญชีพร้อมเพย์กับเลขบัตรประชาชน จะต้องรีบไปดำเนินการที่ธนาคารโดยด่วนนะครับ เพื่อให้การรับเงินเยียวยาเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว

การช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นหน้าที่ของรัฐบาล และการที่รัฐบาลดำเนินการอย่างรวดเร็วในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง อย่างไรก็ตาม การป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดผลกระทบและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – เงินน้ำท่วม 9,000 บาท โอนเข้าบัญชีวันนี้ 3 จังหวัด สงขลา สตูล และปัตตานี

ภคมนคุยตรีนุช: เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าพึ่งอาสาสมัคร

“ภคมนคุยตรีนุช” กลางศูนย์อพยพ จี้ระดมแรงงานนอกพื้นที่เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าหวังพึ่งแค่อาสาสมัคร – หวั่นเยียวยา ม.33 แค่ 6 เดือนไม่พอซ่อมชีวิต

วันที่ 30 พ.ย. 2568 ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ 12 จังหวัดสงขลา นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน พร้อมด้วย พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและแนวทางปฏิบัติจากหน่วยงานในพื้นที่ ประกอบด้วย แรงงานจังหวัด จัดหางานจังหวัด พัฒนาฝีมือแรงงานจังหวัด สวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัด และประกันสังคมจังหวัด พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงาน 5 เสือแรงงาน ดำเนินงานให้ความช่วยเหลือทุกอย่างโดยเร่งด่วนที่สุด อะไรที่สามารถลดขั้นตอนได้ขอให้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้เร็วที่สุด

รมว.แรงงาน กล่าวว่า สำหรับมาตรการเร่งด่วนของกระทรวงแรงงานเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย มีด้วยกันหลายมาตรการ ทั้งการจ้างงานเร่งด่วน วันละ 300 บาท ไม่เกิน 10 วัน จำนวน 4,000 คน เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผ่านกองทุนผู้ใช้แรงงาน เยียวยาสถานประกอบการและลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ด่วนที่สุด เงินกู้กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงานนำไปปล่อยกู้ให้ลูกจ้างใช้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพ เงินกู้กองทุนความปลอดภัย สำหรับนายจ้างที่สถานประกอบกิจการได้รับความเสียหายหรืออุปกรณ์ไม่มีความปลอดภัย เพื่อนำไปปรับปรุงซ่อมแซมอุปกรณ์หรือเครื่องจักรเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน การจ่ายเงินค่าจ้าง 50% นาน 6 เดือน กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ภัยพิบัติ เงินค่าทำศพ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 รายละ 50,000 บาท และการให้บริการศูนย์ซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

รมว.แรงงาน กล่าวต่อว่า ในส่วนของการจ้างงานเร่งด่วน จังหวัดสงขลา จะดำเนินการจ้างงานเร่งด่วนคนในพื้นที่ 16 อำเภอ 120 ตำบล วงเงิน 3.6 ล้านบาท จำนวน 2,400 คน วันละ 300 บาท เบื้องต้น 5 วัน รวมรายได้ คนละ 1,500 บาท

สำหรับในจังหวัดสงขลา มีพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ทั้ง 16 อำเภอ 127 ตำบล สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบ 10,045 แห่ง ผู้ประกันตนได้รับผลกระทบ 730,599 ราย โดยมีผู้ประกันตนที่เสียชีวิตขณะนี้ที่พิสูจน์ทราบแล้ว จำนวน 5 ราย

ด้าน น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า วันนี้ได้นำเครื่องปั่นไฟไปบริการพี่น้องประชาชนที่คลองแห จากนั้นจึงได้มีโอกาสได้พบกับรัฐมนตรีตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่มาเยี่ยมศูนย์ช่วยเหลือน้ำท่วม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จึงได้ทวงถามและหารือกับรัฐมนตรีตรีนุช 2 เรื่องใหญ่ คือ

1.เรื่องการฟื้นฟูพื้นที่น้ำท่วมทั้งหมด ที่ต้องอาศัยแรงงานคนจำนวนมากในการเข้าฟื้นฟู จะพึ่งพาเฉพาะอาสาสมัครหรือแรงงานในพื้นที่ไม่ได้ เพราะทุกคนก็เป็นผู้ประสบภัยเหมือนกันทั้งหมด ชีวิตประชาชนแย่พอแล้ว ดังนั้นกระทรวงแรงงานต้องมีการจัดหาแรงงานจากภายนอกเข้ามาโดยเร็วที่สุด ต้องมีการกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานที่เหมาะสมและเป็นธรรมให้กับแรงงานด้วย เพราะเมืองเสียหายหนักมาก

2. เรื่องการเยียวยาแก่ผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ที่ประสบอุทกภัย บ้านพัง ไปทำงานไม่ได้ในช่วงนี้ กระทรวงจะดูแลอย่างไร? ซึ่งรัฐมนตรีแจ้งว่าเบื้องต้นจะมีการเยียวยาผู้ประกันตน ม.33 ประมาณ 6 เดือน ตามอัตราที่ผู้ประกันตนส่งเบี้ยประกันเข้ามาในระบบ ซึ่ง น.ส.ภคมนเสนอว่า อยากให้กระทรวงแรงงานไปหารือกับกระทรวงอื่นๆ ด้วย เพราะ 6 เดือนสำหรับหลายคนอาจไม่พอ

“กรอบเวลา 6 เดือนต้องยืดหยุ่นตามความจริง” อยากให้กระทรวงแรงงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย หรือกระทรวง พม. (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์) ช่วยกันวางกรอบเวลาฟื้นฟูเยียวยาให้ชัดเจนไปในทางเดียวกัน และย้ำไปด้วยว่าผู้ประกันตนในมาตราอื่นก็ต้องมีหลักเกณฑ์เยียวยาออกมาให้ชัดเจน “อย่าแยกกันคิด” รัฐบาลต้องวางกรอบร่วมกัน ประชาชนจะได้ฟื้นตัวแล้วกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติอีกครั้ง ไม่ใช่ว่าบางคนซ่อมบ้านยังไม่เสร็จ แต่จะไม่ได้รับเงินเยียวยาแล้ว” น.ส.ภคมน กล่าวและว่า ยังได้ขอร้องให้คิดถึงผู้ประกันตนในมาตราอื่นๆ รวมถึงกลุ่มนายจ้าง ที่ได้รับความเสียหายไม่ต่างกันด้วย

น.ส.ภคมน ทิ้งท้ายด้วยว่า ตนยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่และได้พบเจอกับผู้มีอำนาจ รัฐมนตรีหลายกระทรวง หวังว่าการสะท้อนความเดือดร้อนที่ประชาชนได้รับตลอดช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมาจะมีประโยชน์และส่งผลให้ระดับผู้นำและผู้มีอำนาจในการตัดสินใจจะสามารถนำเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนดังกล่าวเร่งหารือเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป

ภคมนคุยตรีนุช: เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าพึ่งอาสาสมัคร

ทำไม “ภคมนคุยตรีนุช” ถึงสำคัญต่อการฟื้นฟูเมือง?

สถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศไทยยังคงส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่อง การฟื้นฟูเมืองและเยียวยาผู้ประสบภัยจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ในการนี้ การหารือระหว่าง “ภคมน” และ “ตรีนุช” ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริง

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในการหารือ “ภคมนคุยตรีนุช” คือการระดมแรงงานจากภายนอกพื้นที่เพื่อเข้ามาช่วยฟื้นฟูเมือง น.ส.ภคมน เน้นย้ำว่าการพึ่งพาอาสาสมัครหรือแรงงานในพื้นที่เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ เนื่องจากผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน การดึงแรงงานจากภายนอกมาเสริมทัพจะช่วยให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ น.ส.ภคมน ยังให้ความสำคัญกับการเยียวยาผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่อาจต้องเผชิญกับปัญหาบ้านเรือนเสียหายและขาดรายได้ในช่วงฟื้นฟู แม้ว่ากระทรวงแรงงานจะมีมาตรการเยียวยาเบื้องต้น 6 เดือน แต่ น.ส.ภคมน มองว่าอาจไม่เพียงพอต่อการฟื้นฟูชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย จึงเสนอให้กระทรวงแรงงานหารือกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายระยะเวลาเยียวยาและให้ความช่วยเหลืออย่างครอบคลุม

การหารือ “ภคมนคุยตรีนุช” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการตามข้อเสนอต่างๆ ที่ได้หารือกันไว้ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้การฟื้นฟูเมืองและเยียวยาผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

ดังนั้น, การติดตามความคืบหน้าของมาตรการช่วยเหลือต่างๆ และการให้ความร่วมมือในการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาเข้มแข็งอีกครั้งหลังภัยพิบัติ

ที่มา – “ภคมน” คุย “ตรีนุช” กลางศูนย์อพยพ จี้ระดมแรงงานนอกพื้นที่เร่งฟื้นฟูเมือง อย่าหวังพึ่งแค่อาสาสมัคร

นายกฯ ขอโทษ! เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

“อนุทิน” ยอมรับบกพร่อง ขอโทษประชาชนพร้อมยกทัพทีมเศรษฐกิจบุกหาดใหญ่วันพรุ่งนี้ เตรียมปล่อยสินเชื่อฟื้นฟู-ซ่อมแซมทรัพย์สิน

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (30 พ.ย. 68) จะเดินทางลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกครั้ง พร้อมทีมเศรษฐกิจและผู้บริหารสถาบันการเงินชุดใหญ่ลงพื้นที่ด้วย ซึ่งคณะที่จะร่วมลงพื้นที่จะได้เห็นเหตุการณ์จริงและเตรียมการให้สินเชื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยประกอบด้วย

นายอนุทินกล่าวต่อว่า การลงพื้นที่ด้วยตัวเองจะช่วยให้เห็นภาพหน้างาน และสามารถนำกลับมาทำงานได้ด้วยความเข้าใจและรวดเร็วในการให้ความช่วยเหลือ ส่วนเงินเยียวยา 9,000 บาท ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ.ภายในสัปดาห์หน้าจะถึงมือประชาชนหลังจากรัฐบาลอนุมัติกรอบวงเงินแล้ว และยังมีเรื่องของการซ่อมแซมบ้านตามความเสียหายจริงครัวเรือนละไม่เกิน 45,000 บาท ซึ่งจะระดมคนลงพื้นที่ไปเร่งสำรวจ

นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า นอกจากนี้จะให้สินเชื่อเพื่อฟื้นตัวรายละไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน สินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี และกระทรวงพาณิชย์จะจัดสินค้าราคาทุนหรือต่ำกว่าทุน จำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้

เมื่อถามถึงสาเหตุปัญหาที่ทำให้ อ.หาดใหญ่วิกฤติ นายอนุทินยอมรับว่า รัฐบาลมีความบกพร่องยอมรับเป็นความผิดของนายกฯ ที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนให้ปลอดภัยได้ ตอนลงพื้นที่เจอใครก็บอกขอโทษ

เมื่อถามต่อว่า ได้มีการสรุปถึงสาเหตุปัญหาอุปสรรคที่ทำให้ อ.หาดใหญ่วิกฤติหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ตอนนี้มองไปข้างหน้าเรื่องที่มาของปัญหาอย่างไร รัฐบาลก็มีความบกพร่องก็ยอมรับ เมื่อมีคนเสียชีวิตสูญเสียบาดเจ็บมันก็เป็นความผิดของนายกฯ ทั้งนั้น นี่คือเหตุผลที่ต้องลงไปประจำ ต้องใช้องคาพยพ ใช้ความรู้ประสบการณ์ทั้งหมดที่มีอยู่ทุ่มเทลงไปในจุดแห่งปัญหานี้ และเร่งแก้ปัญหาพลิกฟื้นให้เร็วที่สุด

เมื่อถามย้ำว่า จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำในอนาคตได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรีบอกว่า ต้นตอมีหลายอย่าง เรื่องของการเตือนภัยจะต้องมีการยกระดับ เตือนปุ๊บต้องออกจากบ้านปั๊บ ซึ่งต้องมาแก้กฎหมายอีก ซึ่งได้สั่งให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการในเรื่องนี้ ที่สำคัญตัวเมืองหาดใหญ่เป็นแอ่ง กระทะก็ต้องแก้ไข ซึ่งต้องมาดูเพราะรายละเอียดเยอะ

นายกฯ ขอโทษประชาชน ยอมรับบกพร่อง เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเตรียมมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินให้กับครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

มาตรการช่วยเหลือ: ปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

รัฐบาลเตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินให้แก่ครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในอำเภอหาดใหญ่ โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • สินเชื่อเพื่อฟื้นตัว: รายละไม่เกิน 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 6 เดือน
  • สินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน: ครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่มีดอกเบี้ย เป็นเวลา 1 ปี

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะจัดสินค้าราคาทุนหรือต่ำกว่าทุน จำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

นายกฯ ขอโทษประชาชน: ยอมรับความบกพร่อง

นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอโทษประชาชนต่อความบกพร่องของรัฐบาลที่ไม่สามารถปกป้องประชาชนให้ปลอดภัยจากสถานการณ์อุทกภัยได้ ท่านยอมรับว่าเมื่อมีคนเสียชีวิต สูญเสีย หรือบาดเจ็บ ถือเป็นความผิดของนายกรัฐมนตรี และนี่คือเหตุผลที่ต้องลงพื้นที่เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาและพลิกฟื้นสถานการณ์ให้เร็วที่สุด

แนวทางการป้องกันในอนาคต: ยกระดับการเตือนภัยและแก้ไขผังเมือง

เพื่อป้องกันปัญหาอุทกภัยซ้ำรอยในอนาคต รัฐบาลมีแนวทางในการยกระดับการเตือนภัย โดยเมื่อมีการเตือนภัยแล้ว ประชาชนจะต้องออกจากบ้านทันที ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ จะมีการพิจารณาแก้ไขผังเมืองของอำเภอหาดใหญ่ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นแอ่งกระทะ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้น้ำท่วมขัง

การที่รัฐบาลออกมาปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สินและแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาในระยะยาวและการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและมีความมั่นคง

ที่มา – นายกฯ ขอโทษประชาชน ยอมรับบกพร่อง เตรียมปล่อยสินเชื่อซ่อมแซมทรัพย์สิน

ตรวจสอบสถานะเงินเยียวยาผู้ประสบภัยชายแดน 6 ต.ค.

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงนี้หลายคนคงกำลังรอคอยข่าวดีเกี่ยวกับ ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้ กันใช่ไหมครับ? กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ได้เริ่มดำเนินการโอนเงินช่วยเหลือให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยอันตรายบริเวณชายแดนแล้วนะครับ ตามมติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ซึ่งจะช่วยเยียวยาความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องอพยพหนีภัย โดยเฉพาะใน 7 จังหวัดชายแดนภาคอีสานและตะวันออก ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด

ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้

สำหรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือนั้นชัดเจนมากครับ หากครัวเรือนไหนต้องอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือพื้นที่ปลอดภัยนาน 8 วันขึ้นไป จะได้รับเงินเยียวยา 5,000 บาทต่อครัวเรือน ส่วนที่อพยพรีบร้อนไม่เกิน 7 วัน ก็จะได้ 2,000 บาทครับ เงินทั้งหมดนี้มาจากงบประมาณปี 2568 กรอบวงเงินกว่า 1,500 ล้านบาท เพื่อครอบคลุมผู้ประสบภัยถึง 315,476 ครัวเรือนเลยทีเดียว

การโอนเงินจะทำผ่านระบบพร้อมเพย์ โดยผูกกับบัตรประชาชนเข้าบัญชีธนาคารออมสินครับ ตั้งแต่วันที่ 6 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป รอบแรกจังหวัดบุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และสุรินทร์ จะได้รับก่อน จำนวน 147,370 ครัวเรือน มูลค่า 736 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 7 ตุลาคม จังหวัดศรีสะเกษ อุบลราชธานี สระแก้ว และตราด จะตามมา 90,683 ครัวเรือน 364 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยโอนภายในเดือนตุลาคมนี้เลยครับ ถ้าข้อมูลสมบูรณ์ ธนาคารจะโอนภายใน 3 วันทำการหลังจาก ปภ. ส่งข้อมูล

วิธีตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน

ตอนนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 292,237 ครัวเรือน (ข้อมูล 2 ต.ค. 68) ถ้าคุณคือหนึ่งในนั้น สามารถ ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้ ได้ง่าย ๆ ผ่านเว็บไซต์ของ ปภ. ที่ http://relief68.disaster.go.th/Dashboard/BoardHelpRegister เพียงกรอกหมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ก็รู้ผลทันทีครับ ไม่ต้องรอโทรสอบถามให้วุ่นวาย

สำหรับคนที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน รีบดำเนินการด่วนเลยนะครับ ภายในวันที่ 15 ตุลาคม 2568 ไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดของคุณ ปภ. กำลังเร่งตรวจสอบข้อมูลเพื่อให้เงินถึงมือทุกคนเร็วที่สุด การช่วยเหลือครั้งนี้ไม่เพียงแค่เงิน แต่ยังเป็นการเยียวยาจิตใจให้กับพี่น้องที่ต้องเผชิญภัยพิบัติจากกองกำลังนอกประเทศด้วยครับ

นอกจากนี้ ปภ. ยังประสานงานกับธนาคารออมสินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การโอนเงินราบรื่น ถ้าคุณมีบัญชีพร้อมเพย์ที่ผูกกับบัตรประชาชนแล้ว ก็สบายใจได้เลย เงินจะเข้าบัญชีโดยตรง ไม่ต้องไปรับเอง ถ้ายังไม่ผูก รีบไปทำที่ธนาคารใกล้บ้านซะนะครับ

ภัยชายแดนครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจำนวนมาก แต่ด้วยการช่วยเหลือจากรัฐบาล เราหวังว่าจะช่วยให้ทุกคนกลับมาใช้ชีวิตปกติได้เร็วขึ้น สถานการณ์แบบนี้เตือนใจเราว่า ความปลอดภัยชายแดนเป็นเรื่องสำคัญ และการเยียวยาต้องรวดเร็วเพื่อลดความเดือดร้อน

ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือคำถามเกี่ยวกับ ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ เราจะช่วยกันตอบและให้ข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อให้ทุกคนได้รับสิทธิที่พึงมี รอรับข่าวดีกันเลย!

ที่มา – ตรวจสอบสถานะรับเงินเยียวยา ผู้ประสบภัยชายแดน โอนผ่านธนาคาร ตั้งแต่ 6 ต.ค.นี้

เช็กเงินเกษตรกรด้วยบัตรประชาชน ช่องทางรับเงินเยียวยา

เช็กเงินเกษตรกรด้วยบัตรประชาชน พร้อมแนะช่องทางตรวจสอบสิทธิ “เงินช่วยเหลือเยียวยาเกษตร” ไร่ละ 1,000 บาท

จากกรณี คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 (โครงการฯ นาปรัง ปี 2568) และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 (โครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69) และการใช้เงินทุนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำรองจ่ายการดำเนินงานตามโครงการทั้ง 2 โครงการ รวมงบประมาณทั้งสิ้น 45,204 ล้านบาท ดังนี้

1. โครงการฯ นาปรัง ปี 2568 วงเงิน 7,286.77 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. และ ธ.ก.ส. ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป ทั้งนี้ ให้ดำเนินการช่วยเหลือข้าวนาปรัง เฉพาะปี 2568 เท่านั้น

2. โครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69 วงเงิน 37,917.23 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุน ธ.ก.ส. และ ธ.ก.ส. ขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป

โครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังปี 2568 (โครงการฯ นาปรัง ปี 2568)

มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว กลุ่มเป้าหมาย 0.861 ล้านครัวเรือน จากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรประมาณ 5.491 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท โดย ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ

โครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 (โครงการฯ นาปี ปีการผลิต 2568/69)

มีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว รวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว กลุ่มเป้าหมาย 4.63 ล้านครัวเรือน จากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรประมาณ 5.491 ล้านครัวเรือน โดยเกษตรกรจะได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่หรือครัวเรือนละไม่เกิน 10,000 บาท โดย ธ.ก.ส. จะโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ

เช็กเงินเกษตรกรด้วยบัตรประชาชน ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

เป็นเกษตรกรผู้ปลูกนาปรัง ตั้งแต่ 1 พ.ย. 2567 ถึง 30 เม.ย. 2568 และภาคใต้ เริ่มปลูก 1 มี.ค. ถึง 15 มิ.ย. 68 โดยดำเนินการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรอย่างสมบูรณ์ (เกษตรกรลงลายมือรับรองข้อมูลตนเอง จากการทำประชาคมหรือปิดประกาศ 3 วัน เรียบร้อยแล้ว)

ขั้นตอนการจ่ายเงินไร่ละพัน เช็กเงินเกษตรกรด้วยบัตรประชาชน ได้อย่างไร

กรมส่งเสริมการเกษตรส่งรายชื่อเกษตรกรที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 ให้ ธ.ก.ส. ดำเนินการ

ธ.ก.ส. โอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเงินฝากของเกษตรกรในอัตราไร่ละ 1,000 บาท (ครัวเรือนละไม่เกิน 10 ไร่)

วิธีตรวจสอบสถานะทะเบียนเกษตรกร เพื่อเช็กเงินเกษตรกรด้วยบัตรประชาชน

  • กรอก “เลขบัตรประจำตัวประชาชน” และ “รหัสหลังบัตร” แล้วกดคำว่า “ตรวจสอบ”

เกษตรกรสามารถเช็กเงินเกษตรกรด้วยบัตรประชาชนผ่านช่องทางออนไลน์ได้ง่ายๆ เพื่อตรวจสอบสิทธิ์และสถานะการรับเงินเยียวยา

โครงการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพ ลดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกข้าว ส่งเสริมให้การผลิตข้าวมีความคุ้มค่าและเพิ่มผลกำไรต่อไร่สูงขึ้น และยังเป็นการสนับสนุนให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการพัฒนาประสิทธิภาพและคุณภาพของการผลิตข้าว สร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มให้แก่เกษตรกร เพื่อความยั่งยืนในระยะยาวอีกด้วย.

ที่มา – เช็กเงินเกษตรกรด้วยบัตรประชาชน แนะช่องทางตรวจสอบสิทธิเงินเยียวยาไร่ละ 1,000 บาท

Scroll to top