เชียงใหม่

เชียงใหม่ อีกแล้ว คาราโอเกะมหาโหด 2 หนุ่มอังกฤษ โดนรูดบัตร 1.5 แสน

เชื่อว่าใครที่ได้อ่านข่าวนี้คงต้องอึ้งไปตามๆ กัน เพราะล่าสุดมีเหตุการณ์ที่กลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียล เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติสองคนต้องเจอกับประสบการณ์ที่ไม่น่าจดจำที่จังหวัดเชียงใหม่ จนกลายเป็นเรื่องราวที่สังคมต้องออกมาตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเมืองท่องเที่ยวชื่อดังแห่งนี้ กับเหตุการณ์ เชียงใหม่ อีกแล้ว คาราโอเกะมหาโหด 2 หนุ่มอังกฤษ โดนรูดบัตร 1.5 แสน ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

เชียงใหม่ อีกแล้ว คาราโอเกะมหาโหด 2 หนุ่มอังกฤษ โดนรูดบัตร 1.5 แสน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษสองคนได้ออกไปสังสรรค์ย่านนิมมานเหมินทร์จนเมาขาดสติ ก่อนจะถูกพาไปยังร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่งย่านคูเมืองเชียงใหม่ โดยที่ทางร้านได้มีการชาร์จค่าบริการที่ดูเหมือนจะไม่สมเหตุสมผล ซึ่งในตอนแรกเพื่อนสามารถจ่ายบิลเล็กๆ ได้ แต่หลังจากนั้นเหตุการณ์กลับบานปลาย เมื่อมีการพานักท่องเที่ยววนไปมาและกลับมาที่ร้านเดิม พร้อมกับมีการรูดบัตรเครดิตยอดรวมสูงถึง 150,000 บาทภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

เบื้องลึกความผิดปกติในเหตุการณ์ เชียงใหม่ อีกแล้ว คาราโอเกะมหาโหด 2 หนุ่มอังกฤษ โดนรูดบัตร 1.5 แสน

จากการสอบสวนเพิ่มเติมและคำให้การของภรรยาผู้เสียหาย เราพบข้อพิรุธหลายอย่างที่ชวนให้สงสัยว่านี่อาจจะเป็นการตบทรัพย์รูปแบบใหม่หรือเปล่า? ลองพิจารณาประเด็นเหล่านี้ดูครับ:

  • การใช้พนักงานนั่งดริงก์จำนวนมาก: ร้านอ้างว่าเรียกเด็กมานั่งดริงก์เกือบทั้งร้าน ซึ่งค่าใช้จ่ายต่อชั่วโมงนั้นสูงลิ่วจนมียอดรวมหลักแสน
  • เส้นทางที่ผิดปกติ: มีการตั้งข้อสังเกตว่าคนขับรถตุ๊กตุ๊กอาจมีส่วนรู้เห็น เพราะพานักท่องเที่ยววนไปมาอยู่หลายถนนก่อนกลับมาที่เดิม
  • ความผิดปกติของบัตรเครดิต: บัตรถูกรูดหลายครั้ง ยอดไม่เท่ากัน แถมยังมีเงินบางส่วนโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคล แทนที่จะเป็นรายได้ของร้านทั้งหมด

สถานการณ์นี้นับเป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่จะสร้างความเดือดร้อนให้แก่นักท่องเที่ยวโดยตรง แต่หากยังมีกรณี เชียงใหม่ อีกแล้ว คาราโอเกะมหาโหด 2 หนุ่มอังกฤษ โดนรูดบัตร 1.5 แสน เกิดขึ้นซ้ำๆ แบบนี้ คงหนีไม่พ้นที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวในภาพรวมของประเทศไทย แน่นอนว่านักท่องเที่ยวไม่ได้ต้องการความตื่นเต้นในรูปแบบของการถูกโกงเงิน แต่พวกเขาต้องการความปลอดภัยและการบริการที่ยุติธรรม

ในตอนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เรียกทุกฝ่ายเข้าเจรจาไกล่เกลี่ยแล้ว ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปจะเป็นอย่างไร และเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจะมีมาตรการจัดการกับกลุ่มร้านค้ามิจฉาชีพที่หากินกับการหลอกลวงนักท่องเที่ยวอย่างไรไม่ให้เกิดวงจรเดิมๆ ซ้ำซาก ผมมองว่าการตรวจสอบให้เข้มงวดเป็นเรื่องจำเป็นมาก เพื่อที่เชียงใหม่จะยังคงเป็นเมืองที่น่าท่องเที่ยวสำหรับทุกคนต่อไปครับ

ที่มา – เชียงใหม่ อีกแล้ว คาราโอเกะมหาโหด 2 หนุ่มอังกฤษเที่ยวคืนเดียว โดนรูดบัตรเครดิต 1.5 แสน

เจ้าของหอพักผงะ หลังผู้เช่าผัวเมียย้ายออก ทิ้งกองขยะ

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่เป็นเจ้าของหอพักหรือปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์ คงจะต้องเคยเจอกับเรื่องราวปวดหัวเกี่ยวกับผู้เช่ากันมาบ้าง แต่เหตุการณ์ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแสในจังหวัดเชียงใหม่ถือว่าหนักหนาสาหัสจนเจ้าของหอถึงกับเข่าทรุด เมื่อต้องเผชิญกับเหตุการณ์ เจ้าของหอพักผงะ หลังผู้เช่าผัวเมียย้ายออก ทิ้งกองขยะท่วมห้อง-กลิ่นเหม็นคลุ้ง ที่กลายเป็นอุทาหรณ์ชั้นดีให้กับผู้ประกอบการทั่วประเทศ

เจ้าของหอพักผงะ หลังผู้เช่าผัวเมียย้ายออก ทิ้งกองขยะท่วมห้อง-กลิ่นเหม็นคลุ้ง

เรื่องราวนี้ถูกแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียโดยเจ้าของหอพักรายหนึ่งในย่านช้างคลาน ซึ่งเปิดเผยถึงพฤติกรรมสุดเอือมของผู้เช่าคู่สามีภรรยาที่เช่าพักมานานถึง 3-4 ปี โดยที่ผ่านมามักจะค้างค่าเช่าและขอผัดผ่อนอยู่ตลอด จนในที่สุดเจ้าของตัดสินใจบอกให้ย้ายออก แต่สิ่งที่ทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้ากลับกลายเป็นหายนะภายในห้องพักที่ไม่มีใครอยากเชื่อว่าจะอยู่อาศัยกันมาได้อย่างไร

เปิดประตูห้องแทบช็อกกับกองขยะมหึมา

เมื่อเจ้าของเดินเข้าไปตรวจสอบห้องพัก สิ่งที่ปรากฏแก่สายตานั้นน่าสะพรึงกลัวอย่างมาก เพราะเต็มไปด้วยกองขยะที่สุมท่วมห้อง ไม่ว่าจะเป็นขวดน้ำ กระป๋องเครื่องดื่ม ผ้าอนามัยใช้แล้ว และที่เลวร้ายที่สุดคือมีการปัสสาวะใส่ขวดทิ้งไว้จนส่งกลิ่นเหม็นเน่าตลบอบอวล ซึ่งเหตุการณ์ เจ้าของหอพักผงะ หลังผู้เช่าผัวเมียย้ายออก ทิ้งกองขยะท่วมห้อง-กลิ่นเหม็นคลุ้ง นี้ถือเป็นการทำลายข้าวของและสุขอนามัยภายในห้องพักอย่างรุนแรง

  • พฤติกรรมสุดมักง่ายที่ทำเอาเจ้าของหอพักมือสั่น
  • การปล่อยทิ้งให้ห้องอยู่ในสภาพไม่ต่างจากกองขยะ
  • การเปิดแอร์และพัดลมทิ้งไว้เพื่อเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย
  • ความเสียหายที่ต้องใช้เวลาเก็บกวาดมากกว่า 1-2 วัน

หลายคนอาจตั้งคำถามว่าผู้เช่าคู่นี้ใช้ชีวิตอย่างไรในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยขยะและสิ่งปฏิกูลเช่นนี้ การนำเรื่องราวมาโพสต์ลงโซเชียลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการระบายความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังเป็นการเตือนภัยให้ผู้ประกอบการหอพักในเชียงใหม่และพื้นที่อื่นๆ ได้ระมัดระวังพฤติกรรมของผู้เช่ารายนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมกับหอพักผู้อื่นอีก

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า การมีระบบคัดกรองผู้เช่าที่ดีและการหมั่นเข้าไปตรวจตราสภาพห้องพักอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องที่สำคัญมาก หวังว่าเจ้าของหอพักทุกท่านจะสามารถป้องกันตนเองจากผู้เช่าที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ได้ และขอเป็นกำลังใจให้เจ้าของหอพักรายนี้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากในการปรับปรุงห้องไปได้โดยเร็วครับ

ที่มา – เจ้าของหอพักผงะ หลังผู้เช่าผัวเมียย้ายออก ทิ้งกองขยะท่วมห้อง-กลิ่นเหม็นคลุ้ง

ตชด.จับยาบ้าล็อตใหญ่ 5.2 ล้านเม็ด ประทับตรา น้าเชXปิกาจู 999

เรียกได้ว่าเป็นการปฏิบัติการที่ดุเดือดและต่อเนื่องสำหรับเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่า ตชด.จับยาบ้าล็อตใหญ่ 5.2 ล้านเม็ด ซุกรถกระบะหลบด่าน ประทับตรา “น้าเชXปิกาจู 999” ในพื้นที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ งานนี้บอกเลยว่าเจ้าหน้าที่ทำงานกันอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดเหล่านี้หลุดรอดเข้าไปสู่พื้นที่ชั้นในได้สำเร็จ

ตชด.จับยาบ้าล็อตใหญ่ 5.2 ล้านเม็ด ซุกรถกระบะหลบด่าน ประทับตรา “น้าเชXปิกาจู 999”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 335 ได้รับเบาะแสว่าจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจำนวนมหาศาล โดยใช้เส้นทางเลี่ยงด่านจากอำเภอเวียงแหง เพื่อมุ่งหน้าเข้าสู่พื้นที่ตอนใน เมื่อทราบดังนั้น กำลังเจ้าหน้าที่จึงกระจายตัวปิดล้อมเส้นทางรอบอำเภอแม่แตง จนกระทั่งพบรถยนต์กระบะต้องสงสัยขับเข้ามาในพื้นที่หมู่บ้านปงแสนทองในช่วงเช้ามืด เจ้าหน้าที่จึงเข้าสกัดจับได้ทันท่วงที

เปิดเบื้องหลังปฏิบัติการตรวจยึดของกลางครั้งสำคัญ

จากการตรวจสอบรถกระบะคันดังกล่าว พบว่ามีการปิดผ้าใบอย่างแน่นหนา เมื่อเปิดออกดูพบยาบ้าบรรจุอยู่ในกระสอบจำนวน 23 กระสอบ รวมทั้งหมด 5.2 ล้านเม็ด โดยสิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือบนห่อพลาสติกมีการประทับตรา น้าเชXปิกาจู 999 เอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เครือข่ายยาเสพติดมักใช้เพื่อระบุแหล่งผลิตหรือกลุ่มผู้ค้านั่นเอง

จากการสอบสวนผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ทราบว่า:

  • ได้รับค่าจ้าง 5,000 บาทในการทำหน้าที่ขับรถนำทาง
  • มีการใช้รถจักรยานยนต์คอยเช็กเส้นทางหน้าด่านตรวจ
  • หากพบความผิดปกติจะมีการส่งสัญญาณให้รถขนยาหลบหนีเข้าป่า

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของกลุ่มผู้ค้าก็ไม่สามารถรอดพ้นสายตาของเจ้าหน้าที่ไปได้ นายอนุวัต อายุ 23 ปี ผู้รับหน้าที่นำทางถูกจับกุมได้ในที่สุด ในขณะที่ผู้ร่วมขบวนการรายอื่นฉวยโอกาสช่วงชุลมุนหลบหนีไปได้ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จะเร่งขยายผลเพื่อกวาดล้างผู้กระทำผิดทั้งหมดมาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุด

มุมมองทิ้งท้าย: ปัญหายาเสพติดเป็นภัยเงียบที่ร้ายแรงต่อสังคมและอนาคตของเยาวชนไทย การจับกุม ตชด.จับยาบ้าล็อตใหญ่ 5.2 ล้านเม็ด ซุกรถกระบะหลบด่าน ประทับตรา “น้าเชXปิกาจู 999” ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าขบวนการค้ายาพยายามปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ทำให้เรายังพอมีความหวังว่ายาเสพติดจำนวนมหาศาลเหล่านี้จะไม่ถูกกระจายไปทำลายชีวิตใครได้อีก เราขอส่งกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกนายปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัยและกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้ให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทยครับ

ที่มา – ตชด.จับยาบ้าล็อตใหญ่ 5.2 ล้านเม็ด ซุกรถกระบะหลบด่าน ประทับตรา “น้าเชXปิกาจู 999”

รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่

รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่

กลายเป็นข่าวดีต้อนรับเดือนกรกฎาคม สำหรับพี่น้องประชาชนชาวเชียงใหม่ เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่เพื่อทำภารกิจสำคัญในการมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ อส.12 ให้กับชาวบ้านในพื้นที่ 49 หมู่บ้าน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม โดยเฉพาะปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนที่อาศัยอยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน หลายครัวเรือนต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความกังวลใจมาตลอดว่าจะถูกขับไล่หรือถูกกฎหมายกดดัน แต่หลังจากนี้ชีวิตของพวกเขากำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

ก้าวสำคัญสู่ “คนอยู่กับป่า” อย่างยั่งยืน

การแจกเอกสาร รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่ ในครั้งนี้ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,700 ไร่ ในเขตป่าอนุรักษ์ 8 แห่งสำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งไม่เพียงแค่ทำให้ชาวบ้านมีสิทธิ์ในการทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงในชีวิต และเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดโอกาสให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้า ประปา และเส้นทางคมนาคมได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเฝ้ารอคอยมานานหลายสิบปี

  • ช่วยเหลือประชาชนรวม 49 หมู่บ้าน ในจังหวัดเชียงใหม่
  • มอบหนังสือ อส.12 ให้เกษตรกรกว่า 1,594 ครัวเรือน
  • จัดสรรพื้นที่ทำกินที่ถูกต้องตามกฎหมายรวมกว่า 7,700 ไร่
  • เปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมมือกับรัฐในการดูแลฟื้นฟูป่าไม้

นายสุชาติได้เน้นย้ำในระหว่างพิธีว่า นี่ไม่ใช่เพียงแค่การมอบเอกสารสิทธิ์ แต่คือการเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นความเกื้อกูล เมื่อประชาชนมีความมั่นคงในถิ่นที่อยู่ พวกเขาก็จะเป็นอาสาสมัครชั้นดีในการช่วยกันดูแลรักษาป่า เพราะนี่คือบ้านและแหล่งทำมาหากินของพวกเขาและลูกหลานในอนาคต

แน่นอนว่าการดำเนินงาน รมว.สุชาติ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่าเชียงใหม่ ยังมีความท้าทายในเรื่องของงบประมาณและการตรวจสอบที่ดินในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วประเทศ แต่ความสำเร็จในครั้งนี้ถือเป็นโมเดลต้นแบบที่น่าสนใจมาก หากมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นอย่าง อบจ. ก็จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วและตรงจุดมากยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ป่า ถือเป็นก้าวที่ถูกต้องและน่าชื่นชม เพราะป่าไม้จะสมบูรณ์ได้ไม่ได้อยู่ที่รั้วกั้น แต่ขี้นอยู่กับว่าคนในพื้นที่นั้นมีความสุขและมีความมั่นคงเพียงพอที่จะช่วยดูแลป่าให้เราได้หรือไม่ หวังว่าโครงการนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความสุขอย่างยั่งยืนให้กับพี่น้องชาวเชียงใหม่ทุกคนครับ

ที่มา – “รมว.สุชาติ” ลงพื้นที่เชียงใหม่ มอบสิทธิทำกิน อส.12 ให้คนอยู่กับป่า 49 หมู่บ้าน กว่า 7,700 ไร่

7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินทัน

ในยุคที่โลกออนไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ภัยคุกคามก็ดูเหมือนจะขยับตัวตามมาได้รวดเร็วขึ้นทุกขณะ ล่าสุด ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ได้ออกมาเผยข้อมูลน่าตกใจว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดเหตุ 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นว่ามิจฉาชีพยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อหลอกลวงประชาชน

สถานการณ์ 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท

จากการรายงานสถิติระหว่างวันที่ 21-27 มิถุนายน 2569 พบว่ามีคดีถูกแจ้งเข้ามาผ่านระบบ Thaipoliceonline สูงถึง 5,092 คดี แม้จำนวนคดีจะลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า แต่ยอดความเสียหายกลับพุ่งสูงขึ้นกว่า 160 ล้านบาท โดยเฉพาะกลุ่มคดีหลอกลวงซื้อขายสินค้าและบริการที่ยังคงครองแชมป์การฉ้อโกงมากที่สุดถึง 81.4% ของคดีทั้งหมดที่ได้รับแจ้ง

เจาะลึก 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC และกลุ่มเสี่ยง

นอกจากสถิติทั่วไปแล้ว ข้อมูลเชิงลึกยังพบว่ากลุ่มคนวัยรุ่นและวัยทำงานช่วงอายุ 21-30 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงอันดับหนึ่งที่ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพได้ง่ายที่สุด ผ่านช่องทางการซื้อขายออนไลน์และการแอบอ้างบุคคลอื่น พื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ และนนทบุรี ยังคงเป็นพื้นที่สีแดงที่พบการแจ้งความสูงที่สุด โดยรูปแบบที่นิยมใช้มากที่สุดคือการหลอกล่อให้ย้ายช่องทางการพูดคุยไปยังไลน์หรือโทรเลขเพื่อสร้างความเชื่อใจและตัดขาดจากการตรวจสอบของแพลตฟอร์มหลัก

สิ่งที่ควรระวังเป็นพิเศษหากไม่อยากตกเป็นเหยื่อ:

  • อย่าหลงเชื่อคำชวนให้ย้ายคุยนอกแอปพลิเคชันหลัก
  • ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของบัญชีธนาคารผู้รับโอนทุกครั้ง
  • ระวังข้อเสนอการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเกินจริง
  • หากพบความผิดปกติ ควรเก็บรวบรวมหลักฐานและติดต่อสายด่วน AOC 1441 ทันที

ทางด้านศูนย์ ACSC ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือนักลงทุนหรือผู้เสียหายที่โอนเงินพลาดไปแล้วได้ถึง 5 เคสสำคัญ ช่วยระงับเงินของเหยื่อได้ทันท่วงเวลากว่า 1.2 ล้านบาท ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าหากแจ้งเหตุได้เร็ว โอกาสในการดึงเงินคืนก็ยังมีอยู่มาก

สำหรับผู้อ่านที่กำลังทำธุรกรรมออนไลน์ ขอให้มีสติและรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมมิจฉาชีพอยู่เสมอ อย่าให้ความโลภหรือความรีบเร่งเข้าครอบงำ เพราะเมื่อเงินถูกโอนออกไปแล้ว การติดตามคืนอาจไม่ง่ายดายนัก หมั่นตรวจสอบข่าวสารจากทางราชการเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัยให้กับกระเป๋าสตางค์ของท่านเอง หากตกเป็นเหยื่อ โปรดอย่าอายที่จะแจ้งความออนไลน์ที่ www.thaipoliceonline.go.th ทันที

ที่มา – 7 วันคดีหลอกลวง พุ่งทะลุ 5 พันคดี ACSC ระงับเงินผู้เสียหายทัน กว่า 1.2 ล้านบาท

คนมือบอนเขียนกำแพงวัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่ 1 ใน 8 พื้นที่ประเมินเมืองมรดกโลก

เชื่อว่าคนเชียงใหม่หลายคนคงรู้สึกหงุดหงิดใจไม่น้อย เมื่อได้เห็นภาพข่าวคนมือบอนเขียนกำแพงวัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่ 1 ใน 8 พื้นที่ประเมินเมืองมรดกโลก ทำเอาเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังไปทั่วโซเชียล เพราะในช่วงเวลานี้ชาวเมืองทุกคนกำลังร่วมแรงร่วมใจปรับภูมิทัศน์เมืองให้สวยงามที่สุด เพื่อต้อนรับคณะกรรมการจากสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ที่กำลังจะเดินทางมาประเมินเชียงใหม่ในเร็วๆ นี้

คนมือบอนเขียนกำแพงวัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่ 1 ใน 8 พื้นที่ประเมินเมืองมรดกโลก

การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการทำลายโบราณสถาน แต่ยังสะท้อนถึงขาดจิตสำนึกต่อสาธารณสมบัติ โดยเฉพาะเมื่อวัดเชียงมั่นถือเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ใช้ประเมินสถานะความเป็นเมืองมรดกโลกของเชียงใหม่ การที่คนมือบอนเขียนกำแพงวัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่ 1 ใน 8 พื้นที่ประเมินเมืองมรดกโลกจนเลอะเทอะแบบนี้ นอกจากจะทำให้ดูไม่สวยงามแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลกของไทยด้วย

ทำไมการประเมินนี้ถึงสำคัญกับชาวเชียงใหม่?

ปัจจุบันเชียงใหม่ถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 35 แหล่งที่จะถูกประเมินเพื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลกจากทั่วโลก ด้วยเอกลักษณ์การเป็น “เมืองมรดกที่มีชีวิต” โดยมีพื้นที่สำคัญ 8 แห่งที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่:

  • วัดเชียงมั่น
  • วัดอุโมงค์
  • วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร
  • วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร
  • วัดสวนดอกพระอารามหลวง
  • วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร
  • วัดเจดีย์ยอดพระอารามหลวง
  • คูเมืองและกำแพงเมืองเชียงใหม่

หากเราผ่านการประเมินนี้ไปได้ มันจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะช่วยยกระดับมาตรฐานการจัดการเมืองและการท่องเที่ยวให้เป็นสากลมากขึ้น สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้กับคนในท้องถิ่น และเป็นการรักษาคุณค่าวัฒนธรรมล้านนาให้ส่งต่อถึงคนรุ่นหลังได้อย่างยั่งยืน

ถึงเวลาแล้วที่พวกเราทุกคนต้องหันมาช่วยกันเป็นหูเป็นตา หากเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกต้องเร่งแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพราะหากคนนอกมองเข้ามาแล้วเห็นร่องรอยการทำลายเช่นนี้ ก็อาจบั่นทอนโอกาสที่เชียงใหม่จะก้าวสู่การเป็นเมืองมรดกโลกที่ภาคภูมิใจร่วมกัน ขอให้เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นบทเรียนและเตือนใจให้เรารักษาความสะอาดของบ้านเมืองให้น่าอยู่สำหรับทุกคนต่อไป

ที่มา – คนมือบอนเขียนกำแพงวัดเชียงมั่น จ.เชียงใหม่ 1 ใน 8 พื้นที่ประเมินเมืองมรดกโลก

แมวดาว วิ่งเล่นบนถนน ทางขึ้นดอยอินทนนท์ เตือนรถชะลอความเร็ว

เชื่อว่าใครที่วางแผนจะขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวเย็นที่เชียงใหม่ ต้องมีชื่อของ “ดอยอินทนนท์” อยู่ในลิสต์แน่นอนครับ แต่ล่าสุดมีเรื่องราวสุดน่ารักที่กลายเป็นไวรัล เมื่อทางเพจอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ได้ออกมาเผยภาพชุดสุดพิเศษ เป็นน้อง แมวดาว จำนวน 3 ตัว ออกมาวิ่งเล่นข้ามถนนบนเส้นทางขึ้นดอยอย่างร่าเริง ท่ามกลางสภาพอากาศที่สดชื่น งานนี้ทำเอาคนรักสัตว์ใจละลายไปตามๆ กันเลยครับ

แมวดาว วิ่งเล่นบนถนน ทางขึ้นดอยอินทนนท์ เตือนรถชะลอความเร็ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 69 โดยนายจิรนิติ เชิงสะอาด หัวหน้าอุทยานฯ ได้เผยภาพน้องแมวดาวที่ออกมาอวดโฉมให้เห็นกันชัดๆ ซึ่งถือเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม เมื่อมีสัตว์ป่าออกมาปรากฏตัวใกล้ถนน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความปลอดภัยของน้องๆ ครับ

ทำความรู้จักกับ แมวดาว วิ่งเล่นบนถนน ทางขึ้นดอยอินทนนท์

แมวดาว (Leopard Cat) เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองที่มีลวดลายสวยงามคล้ายเสือดาวตัวจิ๋ว พวกมันเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามป่าที่มีความสมบูรณ์สูง การที่น้องๆ ออกมาเดินเล่นบนเส้นทางขึ้นดอยอินทนนท์เช่นนี้ เป็นการเตือนให้เราทุกคนตระหนักถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติ แมวดาว วิ่งเล่นบนถนน ทางขึ้นดอยอินทนนท์ เตือนรถชะลอความเร็ว ให้ผู้ขับขี่ทุกคนปฏิบัติตามกฎเพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยนักท่องเที่ยวควรปฏิบัติดังนี้:

  • ชะลอความเร็วทันทีเมื่อเห็นป้ายเตือนระวังสัตว์ป่า
  • ไม่บีบแตรหรือส่งเสียงดังรบกวนสัตว์
  • ไม่ควรจอดรถถ่ายภาพในจุดที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
  • ให้สัตว์ป่าได้ข้ามถนนไปก่อนเสมอ

การพบเจอสัตว์ป่าในเขตอุทยานฯ ไม่ใช่เรื่องง่าย หากเราได้มีโอกาสเห็นขอให้มองด้วยความชื่นชมและถนอมระยะห่าง เพื่อให้ดอยอินทนนท์ยังคงเป็นบ้านที่ปลอดภัยสำหรับสัตว์ป่าทุกชนิดตลอดไป หากใครที่กำลังจะเดินทางขึ้นดอย อย่าลืมขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมโลกตัวน้อยของเราครับ

ที่มา – “แมวดาว” วิ่งเล่นบนถนน ทางขึ้นดอยอินทนนท์ เตือนรถชะลอความเร็ว

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีสุดๆ เกี่ยวกับมรดกทางวัฒนธรรมของบ้านเรามาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ที่ผ่านมา คุณซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าเรื่องที่คนไทยทั้งประเทศรอคอย นั่นคือการที่ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของเราได้รับการยอมรับในระดับสากลครับ

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

การผลักดันให้ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก นั้นมีความคืบหน้าไปมากครับ โดยทางกระทรวงได้บรรจุวาระนี้เข้าสู่การพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ นครปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 25-27 ก.ค. นี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าเป็นสัญญาณที่ดีมาก และอาจเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแหล่งที่ 6 ของประเทศไทยเลยทีเดียวครับ

ก้าวต่อไปของมรดกวัฒนธรรมไทย

นอกจากข่าวดีของวัดพระมหาธาตุฯ แล้ว รมว.วัฒนธรรม ยังเผยแผนงานที่น่าตื่นเต้นเพิ่มเติมอีกดังนี้ครับ:

  • ผลักดันแหล่งอนุสรณ์สถานและภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ เข้าสู่การพิจารณามรดกโลกในปี 2570
  • เตรียมส่งร่างเอกสารของพระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เป็นมรดกวัฒนธรรมในลำดับถัดไป
  • มุ่งเน้นการทำเอกสารตามมาตรฐานสากลเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคณะกรรมการ

ความสำเร็จที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว แต่มันคือความภาคภูมิใจที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของคนไทย การที่วัดพระมหาธาตุฯ ได้รับการยอมรับ จะช่วยส่งเสริมทั้งเรื่องการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ให้กลับมาคึกคักอีกครั้งอย่างแน่นอนครับ

ส่วนตัวผมเชื่อเหลือเกินว่า เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งของเมืองนครฯ จะทำให้ทั่วโลกต้องทึ่งและยกย่องให้ที่นี่เป็นมรดกของมวลมนุษยชาติอย่างไม่ต้องสงสัย เรามาร่วมลุ้นและเป็นกำลังใจให้คณะทำงานกันต่อไปครับว่าข่าวดีนี้จะเป็นจริงในเร็ววัน เพื่อนๆ มีความคิดเห็นอย่างไรบ้าง อย่าลืมคอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ

ที่มา – รมว.วัฒนธรรม มั่นใจ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช ได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

ทลายรังสแกมเมอร์ 2 แห่ง เช่าพูลวิลล่าหรูเชียงใหม่

ทลายรังสแกมเมอร์ 2 แห่ง เช่าพูลวิลล่าหรูเชียงใหม่

เหตุการณ์ล่าสุดที่ทำเอาชาวบ้านในพื้นที่ต้องตื่นตกใจ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ PCT ภาค 5 บุกเข้าทลายรังสแกมเมอร์ 2 แห่ง เช่าพูลวิลล่าหรูเชียงใหม่ เพื่อใช้เป็นฐานปฏิบัติการหลอกลวงเหยื่อชาวจีนด้วยกันเอง งานนี้บอกเลยว่ากระบวนการทำงานของพวกเขานั้นแยบยลและใช้เทคโนโลยีในการเข้าถึงเหยื่ออย่างเป็นระบบ

จากการนำกำลังเข้าตรวจค้นพูลวิลล่าหรูในพื้นที่ ต.หนองผึ้ง อ.สารภี เจ้าหน้าที่พบกลุ่มผู้กระทำความผิดทั้งชาวจีนและชาวเมียนมารวม 15 ราย พร้อมของกลางจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ก 10 เครื่อง และโทรศัพท์มือถืออีกกว่า 50 เครื่อง ที่ใช้ในการติดต่อเหยื่อ ซึ่งทั้งหมดนี้คือหลักฐานมัดตัวของการทลายรังสแกมเมอร์ 2 แห่ง เช่าพูลวิลล่าหรูเชียงใหม่ ในครั้งนี้

พฤติกรรมสุดแสบ ของกลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติ

จากการสอบสวนพบว่าแก๊งเหล่านี้ไม่ได้มาเล่นๆ แต่มีการจัดตั้งเป็นฐานปฏิบัติการอย่างจริงจัง โดยพฤติการณ์คือ:

  • หลอกทำประกันและส่งพัสดุปลอมเพื่อดูดข้อมูลส่วนตัว
  • ซื้อข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อมาจากประเทศจีนเพื่อสร้างโปรไฟล์ที่น่าเชื่อถือ
  • จ่ายเงินเดือนให้สมาชิกคนละ 50,000 บาท ผ่านระบบคริปโตเคอร์เรนซี
  • ใช้พูลวิลล่าราคาสูงถึงเดือนละ 80,000 – 100,000 บาท เพื่อตบตาคนในพื้นที่

ทางด้าน พลตำรวจตรี ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบช.ภ.5 ได้เปิดเผยข้อมูลว่ากลุ่มคนเหล่านี้อาศัยช่องโหว่ของการใช้วีซ่าท่องเที่ยวเข้ามาในไทย ซึ่งการทลายรังสแกมเมอร์ 2 แห่ง เช่าพูลวิลล่าหรูเชียงใหม่ ถือเป็นสัญญาณเตือนว่า มิจฉาชีพยุคใหม่มักใช้ทำเลสวยๆ สถานที่หรูหราเพื่อหลบซ่อนตัวจากสายตาเจ้าหน้าที่และคนทั่วไป

บทเรียนสำหรับเจ้าของที่พักและผู้ประกอบการ

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับเจ้าของบ้านเช่าหรือพูลวิลล่าทั่วไทย เพราะการปล่อยให้เช่าโดยไม่ตรวจสอบหรือทำตามระเบียบของตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ในการแจ้งที่พักอาศัย อาจทำให้ท่านเข้าข่ายสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจโดยไม่ตั้งใจได้ นอกจากจะเสียชื่อเสียงแล้ว ยังอาจมีโทษทางกฎหมายอีกด้วย ในอนาคตเราคงได้เห็นการกวดขันที่เข้มงวดมากขึ้นจากภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นสนามเด็กเล่นของมิจฉาชีพเหล่านี้อีกต่อไป หวังว่าเรื่องนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้เราทุกคนหูตาว่องไวกว่าเดิมเพื่อร่วมกันเป็นหูเป็นตาให้สังคมไทยปลอดภัยขึ้นครับ

ที่มา – ทลายรังสแกมเมอร์ 2 แห่ง เช่าพูลวิลล่าหรูเชียงใหม่ เป็นฐานหลอกคนจีนด้วยกันเอง

Scroll to top