เชียงใหม่

วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือพุ่ง วิทยุการบินยันปลอดภัย

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ ช่วงนี้ภาคเหนือของเรากำลังเผชิญกับวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือที่หนักหน่วงมากเลยนะ โดยเฉพาะที่เชียงใหม่และพื้นที่ใกล้เคียง ฝุ่นควันลอยคละคลุ้งไปหมดจนมองอะไรแทบไม่เห็น แต่ข่าวดีมาบอกว่าวิทยุการบินแห่งประเทศไทย หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ บวท. ได้ออกมาประกาศยืนยันแล้วว่า สถานการณ์นี้ยังไม่กระทบต่อการบินเลยครับ เที่ยวบินขึ้นลงได้ปกติ ทัศนวิสัยยังอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย

นายสุรชัย หนูพรหม รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ รักษาการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ บวท. ได้ให้ข้อมูลชัดเจนว่าทัศนวิสัยต่ำสุดอยู่ที่ 1,200 เมตร ซึ่งยังสูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำสำหรับระบบ ILS Category 1 ที่กำหนดไว้ 800 เมตร ค่าเฉลี่ยทั้งวันก็อยู่ที่ 6-7 กิโลเมตร สบายๆ เลยครับ ไม่ต้องกังวลเรื่องเที่ยวบินล่าช้าหรือยกเลิก

วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ

วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ: แผนสำรองและเฝ้าระวัง 24 ชม.

ถึงจะยังไม่กระทบ แต่ บวท. ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ เขาเฝ้าระวังสถานการณ์แบบ 24 ชั่วโมง มีแผนสำรองครบถ้วน ถ้าทัศนวิสัยลดลงต่ำกว่าระดับมาตรฐาน ก็พร้อมปรับเส้นทางบินไปสนามบินอื่นทันที รวมถึงบริหารจราจรทางอากาศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ยังช่วยเหลือภาครัฐในการแก้ปัญหาด้วยการสนับสนุนภารกิจฝนหลวงของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ตั้งแต่ 3 เมษายน 2567 เป็นต้นมา ทำการบินดัดแปลงอากาศเหนือเชียงใหม่ เชียงราย ลำปาง ตาก และแม่ฮ่องสอน เพื่อลดฝุ่น PM 2.5

ไม่ใช่แค่นั้นนะ ยังช่วยหน่วยดับไฟป่าด้วย การขึ้นบินสำรวจและควบคุมไฟป่าที่เป็นต้นเหตุหลักของหมอกควันทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือทุกฝ่ายในการรับมือวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือนี้

การบินสนับสนุนฝนหลวง
ไฟป่าในภาคเหนือ

มาตรการรับมือวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ

  • เฝ้าระวังทัศนวิสัยแบบเรียลไทม์
  • เตรียมสนามบินสำรองและปรับเส้นทางบิน
  • สนับสนุนฝนหลวงและการดับไฟป่า
  • บริหารจราจรอากาศให้ปลอดภัยสูงสุด

เห็นได้ชัดว่า บวท. ทำงานหนักมากเพื่อให้การเดินทางทางอากาศยังราบรื่นท่ามกลางวิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ พร้อมขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ผมเชื่อว่าด้วยความร่วมมือแบบนี้ ปัญหาฝุ่นควันจะค่อยๆ คลี่คลายลงในไม่ช้า

สำหรับเพื่อนๆ ที่กำลังวางแผนเดินทางไปภาคเหนือ ลองเช็คคุณภาพอากาศและเที่ยวบินล่าสุดก่อนนะครับ ถ้าอยากดูแลสุขภาพช่วงนี้ สวมหน้ากากอนามัย N95 และอยู่แต่ในร่ม ถ้าฝุ่นลดลงเมื่อไหร่ ค่อยออกไปเที่ยวชิลล์ๆ กันต่อ ติดตามอัปเดตข่าวสารสิ่งแวดล้อมและการเดินทางเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย!

ที่มา – วิกฤติฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือพุ่ง วิทยุการบินฯ ยันไม่กระทบเที่ยวบิน ทัศนวิสัยยังปลอดภัย

เชียงใหม่ ประกาศเพิ่ม 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า

สถานการณ์ไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่กำลังรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เชียงใหม่ ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า หลังจากไฟลามไม่หยุด สร้างความเสียหายต่อป่าไม้และก่อให้เกิดฝุ่นควันหนาทั่วพื้นที่ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพประชาชนจำนวนมาก

เชียงใหม่ ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า

วันที่ 8 เมษายน 2567 ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายศิวกร บัวป้อง รองผู้ว่าราชการจังหวัดที่ปฏิบัติราชการแทน ได้ออกประกาศเพิ่มเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย (อัคคีภัย) อีก 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอจอมทอง อำเภอหางดง และอำเภอกัลยาณิวัฒนา การประกาศนี้ครอบคลุมหลายตำบล เพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้งบประมาณและทรัพยากรช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที

รายละเอียดพื้นที่ที่ประกาศเพิ่ม:

  • อำเภอจอมทอง: ตำบลแม่สอย ตำบลบ้านแปะ และตำบลบ้านหลวง
  • อำเภอหางดง: ตำบลน้ำแพร่ และตำบลบ้านปง
  • อำเภอกัลยาณิวัฒนา: ตำบลแจ่มหลวง ตำบลบ้านจันทร์ และตำบลแม่แดด

ก่อนหน้านี้ เชียงใหม่เคยประกาศพื้นที่ภัยพิบัติใน 6 อำเภอ ได้แก่ ฮอด สะเมิง เชียงดาว ดอยสะเก็ด แม่แตง และแม่วาง ครอบคลุม 38 ตำบล 324 หมู่บ้าน และ 27 ชุมชน ตอนนี้รวมแล้วพื้นที่ได้รับผลกระทบกว้างขวางมากขึ้น

สถานการณ์ไฟป่าที่น่ากังวลในเชียงใหม่

ในช่วงเช้าวันที่รายงาน พบจุดความร้อน (hotspot) สูงถึง 61 จุด กระจายตัวใน 13 อำเภอ สาเหตุหลักมาจากการเผาป่าเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรกรรม การทิ้งก้นบุหรี่ และลมแรงที่ทำให้ไฟลามได้ง่าย ไฟป่านี้ไม่เพียงทำลายทรัพยากรป่าไม้ แต่ยังก่อให้เกิดหมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน ส่งผลให้ประชาชนมีอาการทางเดินหายใจ คออักเสบ ตาแดง และกลุ่มเสี่ยงอย่างเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวได้รับผลกระทบหนัก

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังระดมกำลังคนและยุทโธปกรณ์เข้าดับไฟอย่างเต็มที่ โดยมีแม่ทัพภาคที่ 3 พลโท วรเทพ บุญญะ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่าหมอกควันและฝุ่นละอองภาค 3 ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ช่วงบ่าย พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและคณะ จะลงพื้นที่ตรวจราชการที่กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อประเมินและสั่งการแก้ไข

ผลกระทบและมาตรการรับมือ

ไฟป่าเชียงใหม่ปีนี้รุนแรงกว่าปีก่อนๆ เนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้งและ El Niño ที่ทำให้ป่าหญ้าแห้งง่าย การประกาศพื้นที่ภัยพิบัติช่วยปลดล็อกให้ อปท. ใช้เงินสำรองฉุกเฉินได้ รวมถึงขอความช่วยเหลือจากส่วนกลาง นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนสำรวจจุดไฟ โดดร่มดับไฟ และเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ห่างไกล

สำหรับประชาชน แนะนำให้สวมหน้ากากอนามัย N95 ลดกิจกรรมกลางแจ้ง ติดตามแอป AirVisual หรือเว็บกรมควบคุมมลพิษ และหลีกเลี่ยงการเผาในที่โล่ง หากพบไฟป่าให้แจ้งสายด่วน 199 หรือ กรมป่าไม้ 1317 ทันที

นอกจากนี้ จังหวัดยังประสานงานกับจังหวัดใกล้เคียงเพื่อป้องกันไฟลามข้ามพื้นที่ และรณรงค์ลดการเผาเพื่อแก้ปัญหายั่งยืน

สถานการณ์ เชียงใหม่ ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าและป้องกันไฟป่าให้มากขึ้น หากเราร่วมมือกัน ปัญหานี้จะคลี่คลายได้เร็วขึ้น สนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ด้วยการไม่จุดไฟในป่า และติดตามข่าวสารเพื่อความปลอดภัย

ติดตามอัปเดตสถานการณ์ไฟป่าเชียงใหม่และเคล็ดลับป้องกันฝุ่นควันได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – ไฟลามไม่หยุด “เชียงใหม่” ประกาศเพิ่มอีก 3 อำเภอ พื้นที่ภัยพิบัติไฟป่า

ไฟไหม้ “บ้านฮักเฮือนสุข” เชียงดาว วอด 4 ล้านบาท

เช้านี้เกิดเหตุการณ์สะเทือนใจในวงการท่องเที่ยวเชียงใหม่ เมื่อไฟไหม้ “บ้านฮักเฮือนสุข” ที่พักดังเชียงดาว วอดเสียหายหนักกว่า 4 ล้านบาท ที่พักแห่งนี้เป็นจุดเช็คอินยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในธรรมชาติ โดยตั้งอยู่ในบริเวณดอยหลวงเชียงดาว หมู่บ้านนาเลาใหม่ (หย่อมระเบียงดาว) ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

ไฟไหม้ “บ้านฮักเฮือนสุข” ที่พักดังเชียงดาว วอดเสียหายหนักกว่า 4 ล้านบาท

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเช้ามืดวันที่ 7 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 04.00 น. เจ้าของที่พักคุณมีนเล่าว่า ตอนนั้นเธอไม่อยู่ที่พัก แต่ได้รับแจ้งจากหลานสาวทางโทรศัพท์ ก่อนรีบเดินทางมาถึง現場ประมาณ 05.30 น. สิ่งที่เห็นคือเพลิงลุกโหมอย่างรุนแรง ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รีบช่วยกันดับไฟ โดยรถน้ำจาก อบต.เชียงดาวก็มาสนับสนุน จนเพลิงสงบลงในเวลาประมาณ 07.00 น.

ไฟไหม้ \

ความเสียหายจากไฟไหม้บ้านฮักเฮือนสุข

ไฟได้ลุกลามไปยังหลายจุด ทำให้ที่พักเสียหายยับเยิน โดยประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นกว่า 4 ล้านบาท จุดที่ได้รับผลกระทบหลักๆ ได้แก่:

  • ร้านกาแฟ
  • ห้องครัว
  • บ้านพักที่อยู่อาศัยของเจ้าของ
  • ห้องพักสำหรับลูกค้า
  • ห้องน้ำ 2 จุด
  • ลานกางเต็นท์และพื้นที่เก็บอุปกรณ์

โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เนื่องจากที่พักปิดทำการชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม ถึง 31 พฤษภาคม 2567 เพื่อเตรียมตัวสำหรับฤดูฝน

ความเสียหายจากไฟไหม้บ้านฮักเฮือนสุข เชียงดาว

บ้านฮักเฮือนสุขเป็นที่พักศึกษาธรรมชาติที่โด่งดัง มีวิวสวยงามของดอยหลวงเชียงดาว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนท่ามกลางขุนเขา อากาศบริสุทธิ์ และกิจกรรมกางเต็นท์ดูดาว เหตุไฟไหม้ครั้งนี้จึงเป็นข่าวร้ายสำหรับทั้งเจ้าของและแฟนๆ ที่พัก

สาเหตุไฟไหม้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจและกองพิสูจน์หลักฐานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้ว แต่สาเหตุยังไม่แน่ชัด เนื่องจากที่พักตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ไม่ใช่พื้นที่เสี่ยงไฟป่า นักท่องเที่ยวและเจ้าของที่พักในพื้นที่เชียงดาวควรเพิ่มความระวังเรื่องระบบไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย

เชียงดาวเป็นอำเภอท่องเที่ยวยอดนิยมของเชียงใหม่ มีที่พักโฮมสเตย์และรีสอร์ทธรรมชาตินับไม่ถ้วน เหตุการณ์ไฟไหม้ “บ้านฮักเฮือนสุข” ที่พักดังเชียงดาว วอดเสียหายหนักกว่า 4 ล้านบาท นี้ เตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงความปลอดภัยในการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงปิดฤดู

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียนราคาแพง แต่หวังว่าคุณมีนและทีมจะฟื้นฟูที่พักให้กลับมาสวยงามดังเดิม หากคุณเคยไปพักที่นี่ ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวอัปเดตการฟื้นฟูที่พักได้ที่เพจของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลท่องเที่ยวเชียงใหม่ล่าสุด

ที่มา – ไฟไหม้ “บ้านฮักเฮือนสุข” ที่พักดังเชียงดาว วอดเสียหายหนักกว่า 4 ล้านบาท

กลับมาแล้ว ค่าฝุ่น PM2.5 เชียงใหม่เกินมาตรฐาน ติดอันดับ 1

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ ช่วงนี้เข้าสู่ฤดูหนาวปลายๆ แต่ปัญหาค่าฝุ่น PM2.5 กลับมาแล้ว ค่าฝุ่น PM2.5 “เชียงใหม่” เกินมาตรฐาน ติดอันดับ 1 เมืองอากาศยอดแย่ ของไทยอีกครั้ง ท้องฟ้าสวยๆ ของดอยสุเทพที่เคยชวนให้ถ่ายรูปกันรัวๆ ตอนนี้มองแล้วขมุกขมัวไปหมด นักท่องเที่ยวหลายคนขึ้นไปจุดชมวิวเพื่อซึมซับความงามของเมืองเชียงใหม่จากมุมสูง แต่ต้องผิดหวังเพราะหมอกควันปกคลุมหนาแน่น แถมยังได้กลิ่นควันไฟป่าลอยมาแตะจมูกอีก วันนี้เรามาไล่ดูสถานการณ์ล่าสุดกันเลยครับ

กลับมาแล้ว ค่าฝุ่น PM2.5 “เชียงใหม่” เกินมาตรฐาน ติดอันดับ 1 เมืองอากาศยอดแย่

จากรายงานของศูนย์สื่อสารการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 มี.ค. 69 พบว่าปริมาณฝุ่น PM2.5 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศเกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะจังหวัดทางภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ เชียงราย น่าน แม่ฮ่องสอน พะเยา ลำพูน ลำปาง แพร่ และอื่นๆ รวมถึงภาคอื่นๆ อีกมากมาย เช่น อุตรดิตถ์ สุโขทัย พิษณุโลก ตาก กำแพงเพชร พิจิตร เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี สระบุรี สมุทรสงคราม ระยอง บึงกาฬ หนองคาย เลย อุดรธานี นครพนม สกลนคร มุกดาหาร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด อำนาจเจริญ ชัยภูมิ ยโสธร อุบลราชธานี ศรีสะเกษ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และสุรินทร์

สรุปคุณภาพอากาศแต่ละภาคทั่วประเทศ

  • ภาคเหนือ: เกินค่ามาตรฐานเป็นส่วนใหญ่ วัดได้ 44.5 – 178.4 มคก./ลบ.ม. เชียงใหม่นี่แหละครับที่รุนแรงสุด
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: เกินมาตรฐานหลายพื้นที่ วัดได้ 32.7 – 92.4 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคกลางและตะวันตก: เกิน 4 พื้นที่ วัดได้ 14.8 – 48.1 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคตะวันออก: เกิน 1 พื้นที่ วัดได้ 18.5 – 43.5 มคก./ลบ.ม.
  • ภาคใต้: ดีมาก วัดได้ 15.4 – 19.6 มคก./ลบ.ม.
  • กรุงเทพฯ และปริมณฑล: อยู่ในเกณฑ์ดี วัดได้ 16.6 – 33.3 มคก./ลบ.ม. จากสถานี คพ. และ กทม.

ที่อำเภอเชียงใหม่ วัดได้ถึง 87.3 มคก./ลบ.ม. ซึ่งเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพแล้วครับ ปภ. ส่ง Cell Broadcast เตือนประชาชนให้ระวัง คาดว่าอีก 1-2 วันอากาศยังไม่ดีขึ้นแน่นอน

ไฟป่าเชียงใหม่ลุกลามหนัก 104 จุด

สาเหตุหลักมาจากไฟป่าที่ลุกโหมในหลายอำเภอ วันนี้พบจุดความร้อนถึง 104 จุด โดยอำเภอเชียงดาวมากสุด 22 จุด แม่วาง 18 จุด แม่แจ่ม 14 จุด และกระจายไปยังอำเภออื่นๆ หมอกควันจากไฟป่าลอยข้ามแดนมาปกคลุมเมือง ทำให้ทัศนวิสัยแย่ลงชัดเจน แม้แต่ตัวเมืองเชียงใหม่มองจากดอยสุเทพก็ไม่เห็นแล้วครับ

PM2.5 คืออะไร และอันตรายยังไง?

สำหรับมือใหม่ PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน สามารถลอยเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพ เช่น ระคายเคืองตา จมูก คอ ไอ จาม หอบหืด หัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และคนมีโรคประจำตัว ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายกลางแจ้ง อยู่แต่ในห้องที่มีเครื่องฟอกอากาศ

เคล็ดลับป้องกันฝุ่น PM2.5 ในเชียงใหม่

  • สวมหน้ากากอนามัย N95 หรือสูงกว่า ป้องกันได้ดีที่สุด
  • ปิดประตูหน้าต่าง ใช้พัดลมดูดอากาศเข้าห้องกรอง
  • ดื่มน้ำเยอะ ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ
  • ตรวจสอบคุณภาพอากาศผ่านแอป IQAir หรือ AirVisual ทุกวัน
  • งดเผาในที่โล่ง ช่วยลดปัญหาได้จริง

กลับมาแล้ว ค่าฝุ่น PM2.5 “เชียงใหม่” เกินมาตรฐาน ติดอันดับ 1 เมืองอากาศยอดแย่ แบบนี้ ทำให้เห็นว่าปัญหาไฟป่าและการเกษตรเผาไร่ยังเป็นเรื่องใหญ่ เราต้องช่วยกันลดการเผา ลดขยะ ลดควัน เพื่ออนาคตที่อากาศสะอาดกว่านี้ ผมแนะนำให้เพื่อนๆ ติดตามข่าวคุณภาพอากาศประจำวัน และแชร์บทความนี้ให้คนรอบตัวรับรู้ หากมีอาการผิดปกติรีบพบแพทย์ทันทีครับ สุขภาพสำคัญที่สุด!

ที่มา – กลับมาแล้ว ค่าฝุ่น PM2.5 “เชียงใหม่” เกินมาตรฐาน ติดอันดับ 1 เมืองอากาศยอดแย่

ตี๋ ภัทรพงษ์ นำทีมส้มสู้ไฟช่วยดับไฟป่า ลด PM2.5 ภาคเหนือ

ตี๋ ภัทรพงษ์ นำทีมส้มสู้ไฟช่วยดับไฟป่า ลด PM2.5 ภาคเหนือ เป็นข่าวดีท่ามกลางวิกฤตฝุ่นควันที่กำลังรุนแรงในภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ที่ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงทะลุ 600 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สร้างผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนอย่างมาก

ตี๋ ภัทรพงษ์ นำทีม “ส้มสู้ไฟ” ช่วยดับไฟป่า หวังลด ค่า PM2.5 ภาคเหนือ

วันที่ 26 มีนาคม 2567 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ หรือที่รู้จักในนาม “ตี๋” ส.ส.เชียงใหม่ เขต 8 จากพรรคประชาชน ได้นำทีม “ส้มสู้ไฟ” ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าในภาคเหนืออย่างต่อเนื่อง ทีมนี้เริ่มทำงานตั้งแต่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบัน เพื่อช่วยลดแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ที่มาจากไฟป่าและการเผาในพื้นที่เกษตร

ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัว หากไม่ควบคุมไฟป่าให้ได้ ฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้จะลอยกระจายไปทั่ว ทำให้คุณภาพอากาศแย่ลงทุกวัน การที่ตี๋ ภัทรพงษ์ นำทีมส้มสู้ไฟช่วยดับไฟป่า ลด PM2.5 ภาคเหนือ จึงเป็นความพยายามที่ชื่นชมยิ่ง

ความพร้อมและประสบการณ์ของทีมส้มสู้ไฟ

ทีมส้มสู้ไฟก่อตั้งมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยมีอุปกรณ์ครบครัน ร่างกายพร้อม และประสบการณ์จริงจากการสู้ไฟป่ามาหลายครั้ง ทีมนี้ศึกษาละเอียดทั้งการจัดสรรงบประมาณ อุปกรณ์ที่เหมาะสมกับสภาพป่าแต่ละพื้นที่ ความอันตรายของไฟที่แตกต่างกัน รวมถึงการนำเทคโนโลยีอย่างโดรนมาช่วยลาดตระเวนและประมวลผลข้อมูล

เป้าหมายหลักคือ หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างเหมาะสม ทั้งเม็ดเงิน อุปกรณ์ที่ใช้จริง จำนวนเจ้าหน้าที่ สวัสดิการ และタイミングที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันปัญหาก่อนลุกลาม

ผลงานเด่นของทีมส้มสู้ไฟในปีนี้

จนถึงตอนนี้ ทีมได้ดำเนินภารกิจดับไฟป่าไปแล้ว 38 ครั้ง คิดเป็นแนวไฟที่ดับได้รวม 107 กิโลเมตร ในพื้นที่อำเภอแม่วาง สันป่าตอง หางดง ดอยสะเก็ด สันกำแพง แม่ออน สันทราย จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอเมือง แม่ทา จังหวัดลำพูน นอกจากนี้ ยังมีการบินโดรนลาดตระเวนจับพิกัดแนวไฟกว่า 150 เที่ยวบิน รวมเวลาบินกว่า 30 ชั่วโมง ส่งข้อมูลให้ทีมภาคพื้นเข้าดับได้ทันท่วงที

  • ภารกิจดับไฟ 38 ครั้ง
  • แนวไฟดับได้ 107 กม.
  • บินโดรน 150 เที่ยว กว่า 30 ชม.
  • พื้นที่หลัก: เชียงใหม่และลำพูน
ตี๋ ภัทรพงษ์ นำทีมส้มสู้ไฟช่วยดับไฟป่า ลด PM2.5 ภาคเหนือ

แม้พรรคประชาชนจะไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ทีมก็สู้เต็มที่เคียงข้างเจ้าหน้าที่และประชาชน ทั้งการดับไฟเร่งด่วน ลด PM2.5 และแก้ปัญหายั่งยืน เช่น การป้องกันการจุดไฟต้นตอ และส่งเสริมชุมชนมีส่วนร่วมผ่านกลไกรัฐสภา

ทีมส้มสู้ไฟปฏิบัติงานดับไฟป่า

ตี๋ ภัทรพงษ์ ยังตั้งคำถามท้าทายว่า พรรคประชาชนลงมือทำแล้ว รัฐบาลทำอะไร? ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชน

การดำเนินงานของทีมส้มสู้ไฟไม่เพียงช่วยลดไฟป่าและ PM2.5 ในภาคเหนือเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงรุกที่ทุกภาคส่วนควรเลียนแบบ ในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงขึ้นทุกวัน การมีผู้นำที่ลงมือทำจริงจึงสำคัญยิ่ง

คุณคิดอย่างไรกับภารกิจตี๋ ภัทรพงษ์ นำทีมส้มสู้ไฟช่วยดับไฟป่า ลด PM2.5 ภาคเหนือ? ลองแชร์ประสบการณ์หรือไอเดียป้องกันไฟป่าในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน!

ที่มา – “ตี๋ ภัทรพงษ์” นำทีม “ส้มสู้ไฟ” ช่วยดับไฟป่า หวังลด ค่า PM2.5 ภาคเหนือ

เชียงใหม่ PM2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็ก 8 ขวบเลือดกำเดา

เชียงใหม่กำลังเผชิญกับวิกฤตฝุ่นควันหนักหน่วง เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล เป็นข่าวร้ายที่ทำให้ชาวเชียงใหม่ตื่นตัว ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 จากไฟป่าลุกลามปกคลุมทั่วเมือง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยตรง โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่เสี่ยงสูง

เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล

วันที่ 26 มีนาคม 2569 ศูนย์ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รายงานค่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุดนับตั้งแต่เข้าสู่ฤดูฝุ่นปีนี้ โดยจุดวัดที่บ้านปางมะเยา ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว พุ่งสูงถึง 860 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในเวลา 12.00 น. ขณะที่ในเขตเมืองอย่างโรงพยาบาลนครพิงค์ อยู่ที่ 256 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกือบทุกอำเภอเกินมาตรฐานสุขภาพ 150 ไมโครกรัม ท้องฟ้ามืดครึ้ม ทัศนวิสัยลดลง ทำให้การจราจรลำบาก

สาเหตุหลักมาจากไฟป่าที่ลุกลามในป่าเชิงเขาและที่สูงหลายจุด ฤดูแล้งทำให้ใบไม้แห้งง่าย จุดไฟเกษตรกรรม และลมพัดพาควันลงสู่หุบเขา สะสมฝุ่นพิษ PM 2.5 ซึ่งเป็นอนุภาคขนาดเล็กทะลุเข้าปอดได้ง่าย ก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจ หอบหืด หัวใจ และมะเร็งระยะยาว

ผลกระทบสุขภาพจากเชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5

ประชาชนจำนวนมากเริ่มมีอาการแสบตา น้ำตาไหล คอแห้ง ผื่นคันตามผิวหนัง โดยเฉพาะเด็กหญิงวัย 8 ขวบในตัวเมืองเชียงใหม่ ที่มีเลือดกำเดาไหลไม่หยุด ผู้ปกครองระบุว่าเคยเกิดอาการเดียวกันปีที่แล้วในช่วงฝุ่นพุ่งสูง สาเหตุน่าจะจาก PM 2.5 ที่รบกวนหลอดเลือดและเยื่อบุจมูก ทำให้เลือดออกง่าย

  • อาการเฉียบพลัน: แสบตา ไอ จาม คัดจมูก
  • กลุ่มเสี่ยง: เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยปอด หอบหืด
  • ผลระยะยาว: ลดสมรรถนะปอด เพิ่มความเสี่ยงหัวใจวาย

แพทย์แนะนำให้สวมหน้ากาก N95 หรือ KF94 อยู่แต่ในร่ม เปิดเครื่องฟอกอากาศ ปิดประตูหน้าต่าง และดื่มน้ำมากๆ หากอาการรุนแรงให้รีบพบแพทย์ทันที

แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในเชียงใหม่

รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นกำลังระดมดับไฟป่า ใช้โดรนตรวจจับจุดความร้อน และขอความร่วมมือเกษตรกรเลิกเผาในที่โล่ง แต่ประชาชนต้องช่วยตัวเองด้วย ตรวจสอบค่าฝุ่นได้ที่แอป AirVisual หรือเว็บไซต์กรมควบคุมมลพิษ

นอกจากนี้ การปลูกป่าฟื้นฟู การใช้พลังงานสะอาด และนโยบายลดเผาไร่หมุนเวียน จะช่วยลดปัญหานี้ในระยะยาว เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ หากฝุ่นพิษปกคลุมต่อเนื่อง จะกระทบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวด้วย

จากประสบการณ์ปีก่อนๆ พบว่าฝุ่น PM 2.5 สูงสุดเกิน 300 ไมโครกรัมหลายวัน ทำให้โรงพยาบาลรับผู้ป่วยเพิ่ม 20-30% ปีนี้สถานการณ์รุนแรงกว่า ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องจนเข้าสู่ฤดูฝน

เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล เป็นสัญญาณเตือนว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ทุกคนช่วยกันลดการเผา ลดใช้รถยนต์ส่วนตัว สนับสนุนนโยบายเขียว จะช่วยให้อากาศบริสุทธิ์กลับคืนมา

คำแนะนำสุดท้าย: อย่ารอให้สายเกินไป! ตรวจค่าฝุ่นทุกวัน สวมหน้ากากอนามัย และติดตามข่าวสารเพื่อปกป้องสุขภาพตัวเองและครอบครัว หากคุณมีประสบการณ์เผชิญฝุ่น PM 2.5 แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – เชียงใหม่สำลักฝุ่นพิษ PM 2.5 พุ่งสูงจากไฟป่า เด็กวัย 8 ขวบ เลือดกำเดาไหล

เชียงใหม่ มองเห็นชัดเจน ท้องฟ้า ดอยสุเทพ ในฤดูฝุ่น

ชาวเชียงใหม่หลายคนแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อได้เห็นภาพ เชียงใหม่ มองเห็นชัดเจน ท้องฟ้า ดอยสุเทพ ในฤดูฝุ่น ที่ปกติจะถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันหนาทึบ ในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ซึ่งเป็นฤดูที่ฝุ่น PM2.5 มักพุ่งสูงสุด ท้องฟ้าสดใสไร้ฝุ่น มองเห็นยอดดอยสุเทพได้ชัดเจนจากทุกมุมเมือง สร้างความฮือฮาและดีใจให้กับชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก

เชียงใหม่ มองเห็นชัดเจน ท้องฟ้า ดอยสุเทพ ในฤดูฝุ่น

จากรายงานของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 23 มี.ค. 2569 ค่าฝุ่น PM2.5 ที่ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ อยู่ที่เพียง 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม คุณภาพอากาศทั่วทั้งจังหวัดอยู่ในระดับสีเขียวตามดัชนีชี้วัดคุณภาพอากาศ (AQI) จากแอปพลิเคชันต่างๆ ถือเป็นสถิติที่ดีที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

ท้องฟ้าเชียงใหม่สดใส ดอยสุเทพชัดเจน

ปรากฏการณ์ เชียงใหม่ มองเห็นชัดเจน ท้องฟ้า ดอยสุเทพ ในฤดูฝุ่น นี้ เป็นเรื่องน่าแปลกใจเพราะในอดีต ช่วงเวลาเดียวกัน เชียงใหม่มักติดอันดับเมืองที่มีฝุ่น PM2.5 สูงสุดในโลก ทัศนียภาพสวยงามถูกกลบมิดด้วยม่านหมอกสีเทา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน เช่น ระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หอบหืด และโรคหัวใจ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

สาเหตุที่ทำให้เชียงใหม่มีอากาศดีขึ้นอย่างกะทันหัน

สาเหตุหลักมาจากมาตรการเข้มงวดของจังหวัดในการควบคุมการเผาในที่โล่ง การเผาไร่เลื่อนลอย และไฟป่า รวมถึงสภาพอากาศที่ช่วยเหลือ เมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนมีกระแสลมแรงและพายุฝนฟ้าคะนอง ช่วยชะล้างฝุ่นละอองในอากาศ ทำให้ป่ามีความชื้น ป้องกันการลุกลามของไฟได้ดีขึ้น

  • มาตรการ “เห็นไว เข้าถึงไว ดับไว” จากผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ที่สั่งกำชับทุกหน่วยงานเฝ้าระวังตลอดฤดู
  • การบังคับใช้กฎหมายกับผู้เผาในที่สาธารณะอย่างเคร่งครัด
  • ความร่วมมือจากประชาชนและชุมชนในการลดการเผา
  • สภาพลมและฝนที่พัดพาฝุ่นออกจากพื้นที่

ผลกระทบเชิงบวกต่อสุขภาพและการท่องเที่ยว

อากาศดีแบบนี้ช่วยลดความเสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจได้มาก ชาวเชียงใหม่หายใจสะดวกขึ้น สามารถออกกำลังกายกลางแจ้งได้โดยไม่ต้องกังวล นักท่องเที่ยวที่เลื่อนแผนมาเพราะกลัวฝุ่น สามารถวางแผนใหม่ได้ทันที วิวดอยสุเทพ วัดพระธาตุดอยสุเทพ สวยงามชัดเจน ถ่ายรูปได้สวยสุดๆ

ย้อนดูข้อมูลย้อนหลัง ปี 2565-2568 เชียงใหม่เผชิญฝุ่นหนักเกือบทุกปี จนต้องปิดโรงเรียน ลดกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ปีนี้ต่างออกไป แสดงให้เห็นว่ามาตรการป้องกันไฟป่าและการเผาได้ผล หากยั่งยืนต่อไป เชียงใหม่จะกลายเป็นตัวอย่างของภาคเหนือในการจัดการมลพิษทางอากาศ

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายรัฐพล นราดิศร ยังคงเตือนให้ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังต่อไป จนกว่ารฤดูเผาจะสิ้นสุดในปลายพฤษภาคม เพื่อไม่ให้สถานการณ์ย้อนกลับ

ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณดีที่น่าชื่นชม หวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของฤดูฝุ่นที่อากาศดีตลอดไป ลองเช็คแอปคุณภาพอากาศกันทุกวันนะครับ และหากมีโอกาส รีบมาเชียงใหม่ตอนนี้เลย! สูดอากาศบริสุทธิ์ ชมท้องฟ้าสดใสและดอยสุเทพชัดๆ ก่อนที่ฝุ่นจะกลับมา

ที่มา – แทบไม่เชื่อสายตา “เชียงใหม่” มองเห็นชัดเจน “ท้องฟ้า-ดอยสุเทพ” ในฤดูฝุ่น

คนเนืองแน่น พิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ “พระครูทิพยพิมล”

ในวันที่ 19 มีนาคม 2569 บรรยากาศที่วัดสันใต้ ตำบลสันกำแพง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความศรัทธาอันแรงกล้า ลูกศิษย์และศรัทธาสาธุชนมาร่วม คนเนืองแน่น พิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ “พระครูทิพยพิมล” เกจิดังภาคเหนือ กันอย่างล้นหลาม พระครูทิพยพิมล หรือที่ลูกศิษย์รักเรียกติดปากว่า “หลวงพ่ออินปั๋น วิสุทโธ” อดีตเจ้าอาวาสวัดสันใต้ สิริอายุ 79 ปี 46 พรรษา มรณภาพอย่างสงบ สร้างความอาลัยอาวรณ์ให้กับวงการพระพุทธศาสนาภาคเหนืออย่างมาก

คนเนืองแน่น พิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ “พระครูทิพยพิมล” เกจิดังภาคเหนือ

พิธีครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อเวลา 16.00 น. ณ พระวิหารวัดสันใต้ บ้านสันใต้ หมู่ 9 โดยมีพระครูวิมลญาณประยุต (บุญชู ปญฺญาปชฺโชโต) เจ้าคณะอำเภอสันกำแพง และเจ้าอาวาสวัดร้องวัวแดง เป็นประธาน นำพระสงฆ์จาก 77 วัดใน 10 ตำบลของอำเภอสันกำแพงมาร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง นายคเณศ คำนนท์ นายอำเภอสันกำแพง และนายชาครีย์ ขัติรัตน์ นายกเทศมนตรีตำบลสันกำแพง ในฐานะประธานท้องถิ่น ก็มาร่วมด้วย

พิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ พระครูทิพยพิมล

ลูกศิษย์ อปท. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านจาก 10 ตำบล 100 หมู่บ้าน ต่างมาร่วมสรงน้ำศพสรีระหลวงพ่อด้วยหัวใจที่อาลัย น้ำตาคลอเบ้าเพราะความจากไปของเกจิชื่อดังล้านนาคนนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบโศกเศร้า แต่ก็เปี่ยมด้วยศรัทธา

ประวัติและคุณูปการของพระครูทิพยพิมล

พระครูทิพยพิมล ถือเป็นหนึ่งในเกจิดัง 8 รูปของภาคเหนือ มีลูกศิษย์ทั้งนักการเมือง ข้าราชการชั้นสูง และประชาชนทั่วไป เช่น พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เคยมากราบนมัสการขอพรเพื่อสิริมงคล หลวงพ่อเป็นที่เคารพรักด้วยเมตตาและพุทธคุณที่เข้มขลัง

ลูกศิษย์ร่วมพิธีสรงน้ำศพ

นอกจากนี้ นายสุนทร คำเป็ง ผู้ใหญ่บ้านสันใต้ ลูกศิษย์ก้นกุฏิ ยังเล่าว่า หลวงพ่อมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชน สร้างวัดสันใต้ให้เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวล้านนา

  • สิริอายุ 79 ปี 46 พรรษา
  • อดีตเจ้าอาวาสวัดสันใต้
  • เกจิดัง 1 ใน 8 ของภาคเหนือ
  • ลูกศิษย์ดัง: พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล และอื่นๆ

บรรยากาศพิธีที่วัดสันใต้

ทุกคืนมีพิธีสวดมนต์โดยคณะศรัทธา และกำหนดพิธีปิดสรีระในโรงแก้ววันที่ 26 มีนาคม 2569 รวมถึงพิธีทำบุญครบ 100 วันในภายหลัง

คนเนืองแน่น พิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ “พระครูทิพยพิมล” เกจิดังภาคเหนือ สะท้อนถึงความเคารพที่ชาวเชียงใหม่และภาคเหนือมีต่อท่าน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นการส่งสรีระหลวงพ่อ แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงคุณค่าของพระพุทธศาสนาในชีวิตประจำวัน

หากคุณเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อหรือสนใจข่าวสารพระสงฆ์เกจิดัง อย่าลืมติดตามอัปเดตพิธีกรรมเพิ่มเติม และแชร์เรื่องราวศรัทธานี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อสืบสานบุญบารมีต่อไป

ที่มา – คนเนืองแน่น พิธีพระราชทานน้ำหลวงสรงศพ “พระครูทิพยพิมล” เกจิดังภาคเหนือ

สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน โป๊ะแตก!

สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน กันจริงๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน แต่สุดท้ายกลายเป็นการแจ้งความเท็จเพื่อหวังเอาเงินประกันภัย! เรื่องนี้เกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ทำให้ตำรวจต้องเร่งสืบสวนอย่างละเอียด และพบความจริงที่น่าตกใจ

ภาพเหตุการณ์สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน

สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน

เหตุการณ์สุดป่วนนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2569 เวลาประมาณ 23.40 น. บริเวณถนนกำแพงดิน ใกล้แยกแสงตะวัน ต.หายยา อ.เมืองเชียงใหม่ ผู้เสียหายคือ นายเซียว เหวย ชายชาวจีนวัย 33 ปี ที่เพิ่งเดินจากตลาดไนท์บาร์ซ่ามุ่งหน้าไปโซนกาดก้อม สะพายกระเป๋าสีน้ำตาลใบใหญ่

นายเซียวแจ้งว่ามีชาย 2 คนขับจยย.ไม่มีป้ายทะเบียนมาประชิดจากด้านหลัง กระชากกระเป๋าแล้วขับหนีไป ผู้ร้ายคนหนึ่งสวมหมวกกันน็อค อีกคนเสื้อดำไม่สวมหมวก นายเซียววิ่งตามแต่ไม่ทัน ตำรวจ สภ.เมืองเชียงใหม่ รีบรับแจ้งและลงพื้นที่ทันที

ทรัพย์สินสุดแพงที่อ้างว่าถูกวิ่งราว

สิ่งของในกระเป๋าที่หายไปมีมูลค่าสูงมาก ได้แก่:

  • กล้อง Sony A7M4 พร้อมเลนส์ Sony G Master II 24-70
  • iPad Pro 2024
  • เสื้อ Ralph Lauren Shirts และ Ermenegildo Zegna Cotton Shorts
  • DJI wireless microphone
  • หนังสือเดินทางจีนและบัตรประชาชน
  • เงินสด 5,000 บาท และ 3,500 หยวน

มูลค่ารวมแล้วนับแสนบาท ตำรวจน่าจะจริงจังมากเพราะเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ

กล้องวงจรปิดตรวจสอบเหตุสุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน

การสืบสวนที่นำไปสู่ความจริง

ชุดสืบสวนตรวจกล้อง CCTV ตามเส้นทางและซอยต่างๆ แต่ไม่เจอภาพผู้ต้องสงสัยหรือเหตุการณ์วิ่งราวเลย! ลองโทรหานายเซียวเพื่อสอบเพิ่ม แต่ติดต่อไม่ได้ ประสานตำรวจท่องเที่ยวก็เหมือนกัน

บ่ายวันถัดมา (18 มี.ค.) ตำรวจไปโรงแรมที่นายเซียวเช็คอิน พนักงานบอกว่าเขาเรียกแกร็บทะเบียนกรุงเทพฯ ออกไปแต่ยังไม่เช็คเอาท์ คนขับแกร็บบอกส่งลงประตูท่าแพเท่านั้น

สุดท้ายตรวจกับ ตม.เชียงใหม่ พบนายเซียวบินออกประเทศไปฮ่องกงแล้ว ผ่านสนามบินเชียงใหม่ โดยใช้พาสปอร์ตเลขที่ตัวเองอ้างว่าถูกขโมย! โป๊ะแตกชัดๆ

นายเซียว เหวย นักท่องเที่ยวจีนแจ้งความเท็จ

ตำรวจสรุปว่านายเซียวแจ้งความเท็จเพื่อเอาเอกสารแจ้งประกันภัยการเดินทาง หรือประโยชน์อื่นๆ ตอนนี้ประสานกงสุลจีนและ ตม. ขึ้นแบล็คลิสต์ ป้องกันไม่ให้กลับมาก่อเรื่องซ้ำ

เหตุการณ์ สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน นี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวทุกคน การโกงแบบนี้ไม่เพียงทำเสียชื่อเสียง แต่ยังอาจติดคุกและแบนเข้าประเทศได้ ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่เชียงใหม่ ระวังตัวดีๆ นะ และถ้าพบเห็นเหตุต้องสงสัย รายงานตำรวจทันที

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ทราบ เพื่อเตือนใจกันและกัน!

ที่มา – สุดป่วน ตร.ควานหาโจรวิ่งราวนักท่องเที่ยวจีน โป๊ะแตกแจ้งความเท็จหวังเงินประกัน

Scroll to top