เซเลนสกี

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียด เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ย้ำจุดยืนเดิมว่า ยูเครนต้องถอนทหารออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง หากต้องการให้รัสเซียยุติการสู้รบ ท่าทีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่ยอมอ่อนข้อ และพร้อมที่จะใช้กำลังทางทหารต่อไปหากยูเครนไม่ปฏิบัติตาม

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ปูตินได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องนี้อีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าการถอนทหารออกจากดินแดนที่มอสโกอ้างว่าเป็นของตนเองนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเจรจาสันติภาพ เขาได้กล่าวหาว่ายูเครนต้องการสู้รบจนถึงที่สุด แม้ว่ารัสเซียเองก็พร้อมที่จะทำเช่นเดียวกัน

ปูตินยังคงยืนกรานว่ารัสเซียมีความได้เปรียบในสนามรบ และการสู้รบจะสิ้นสุดลงเมื่อกองทัพยูเครนถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างต่อเนื่องเท่านั้น “ถ้าพวกเขาไม่ถอนกำลัง เราจะทำให้สำเร็จด้วยกำลังอาวุธ” เขากล่าว

สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

แม้ว่ารัสเซียจะสามารถรุกคืบในยูเครนตะวันออกได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียกำลังพลอย่างมาก ข้อมูลจากสถาบันเพื่อการศึกษาสงครามชี้ให้เห็นว่า หากรัสเซียยังคงรุกคืบด้วยอัตราเดิม อาจต้องใช้เวลาเกือบสองปีในการยึดครองส่วนที่เหลือของแคว้นโดเนตสก์

ความต้องการของปูตินที่ต้องการให้มีการรับรองทางกฎหมายว่าดินแดนที่รัสเซียยึดครองเป็นของตนเองนั้น เป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา ดินแดนเหล่านี้รวมถึงแคว้นไครเมียซึ่งถูกผนวกในปี 2557 และภูมิภาคดอนบาสซึ่งประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์และลูฮานสก์

ยูเครนได้ปฏิเสธข้อเสนอที่จะยอมเสียดินแดนเพื่อแลกกับการยุติสงคราม โดยมองว่าเป็นการให้รางวัลแก่รัสเซียสำหรับการรุกราน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ยูเครนและสหรัฐฯ กำลังหารือเกี่ยวกับแผนการสันติภาพ 28 ข้อที่สหรัฐฯ เสนอ ถึงแม้ว่าแผนดังกล่าวจะมีความเอนเอียงไปทางรัสเซียในช่วงแรก แต่ก็ได้มีการแก้ไขหลังจากเจรจาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าแผนนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องดินแดนที่ถูกยึดครองได้หรือไม่

ปูตินระบุว่า ร่างแผนฉบับใหม่ได้ถูกส่งมอบให้กับรัสเซียแล้ว และอาจเป็นพื้นฐานสำหรับข้อตกลงในอนาคต แต่ยังคงต้องมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ไครเมียและดอนบาสจะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียโดยพฤตินัย แต่ไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ปูตินกล่าวว่า “นี่คือจุดที่เรากำลังหารือกับคู่เจรจาชาวอเมริกันของเรา”

นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวโจมตีผู้นำยูเครน โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีความชอบธรรม และการลงนามในข้อตกลงใดๆ กับพวกเขาก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและไม่ได้จัดการเลือกตั้งตามกำหนด

อย่างไรก็ตาม รัฐสภายูเครนได้ยืนยันความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ในยูเครนยังคงซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย ข้อเรียกร้องของปูตินที่ว่า ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ขัดขวางการเจรจาสันติภาพ และอนาคตของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน

อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป? การที่ ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง บ่งบอกว่ารัสเซียยังไม่พร้อมที่จะประนีประนอม และการสู้รบอาจดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทางออกเดียวที่เป็นไปได้คือการเจรจาที่จริงจังและรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

ที่มา – ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาดินแดน

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดครอง ประเด็นนี้ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการหาทางออกให้กับสงครามในยูเครน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาแสดงความยินดีกับความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่าข้อเรียกร้องของวลาดิมีร์ ปูติน ที่ต้องการให้ยูเครนรับรองดินแดนทางตะวันออกที่ถูกรัสเซียผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียนั้น ยังคงเป็นปัญหาหลักที่ต้องแก้ไข

การประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่การหาทางออกเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายรายงานว่ามีความคืบหน้า และจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อหาจุดร่วม

ถึงกระนั้น ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการที่แต่ละฝ่ายจะเชื่อมโยงความเห็นที่แตกต่างระหว่างรัสเซียและยูเครนในเรื่องดินแดน และการรับประกันความมั่นคงให้กับยูเครน ท่ามกลางกระแสข่าวว่านายเซเลนสกีอาจพบกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท แต่ยังไม่มีการยืนยันกำหนดการ

ประเด็นเรื่องบูรณาภาพแห่งดินแดนเป็นจุดที่รัสเซียและยูเครนมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก นายเซเลนสกีได้กล่าวย้ำมาโดยตลอดว่า รัสเซียไม่ควรได้รับดินแดนที่ยึดมาด้วยกำลังเป็นรางวัลจากการรุกราน เพราะจะสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตราย

ภายหลังการเจรจาที่เจนีวา นายทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “บางสิ่งที่ดีงามอาจกำลังจะเกิดขึ้น” แต่ย้ำว่า “อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้เห็นเอง”

ตัวแทนจากรัสเซียไม่ได้เข้าร่วมการประชุมที่สวิตเซอร์แลนด์ รัฐบาลเครมลินระบุว่า พวกเขาไม่ได้รับข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการหารือ อย่างไรก็ตาม นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียทราบว่ามีการ “ปรับเปลี่ยน” แผนที่เดิมที่นายปูตินเคยให้การยอมรับ

สื่อหลายสำนักรายงานว่า แผนสันติภาพ 28 ข้อที่อยู่ระหว่างการเจรจา ถูกร่างโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และรัสเซียในเดือนตุลาคม และนำเสนอต่อยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลายองค์ประกอบของแผนดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่เงื่อนไขที่มอสโกเรียกร้องมาเป็นเวลานาน ซึ่งสร้างความกังวลในยูเครนและยุโรป

แม้ว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนจะระบุว่ามีความคืบหน้าในเรื่องแผนการสันติภาพ แต่ผู้นำยุโรปกลับแสดงท่าทีระมัดระวังมากกว่า นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวว่า “ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใกล้สันติภาพมากขึ้นหรือไม่” ขณะที่นายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีกล่าวว่าการหารือจะเป็น “กระบวนการที่ยืดเยื้อและยาวนาน”

มีการรายงานว่า สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้ร่างแผนสันติภาพในยูเครนเพื่อตอบโต้แผนของสหรัฐฯ โดยตัดเรื่องการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดไป เพิ่มขนาดกองทัพที่ยูเครนได้รับอนุญาตให้มีได้ และเปิดทางให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ได้

อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่ทราบเรื่องแผนดังกล่าว และนายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาฝ่ายนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลเครมลินก็ออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์อย่างสิ้นเชิง

แผนสันติภาพ 28 ข้ยังกำหนดให้ยูเครนถอนทหารออกจากดินแดนที่พวกเขายังคงควบคุมอยู่ในแคว้นโดเนตสก์ โดยจะกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตกันชนปลอดทหารที่เป็นกลาง และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นดินแดนที่เป็นของสหพันธรัฐรัสเซีย

ข้อกำหนดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยูเครนยอมรับได้ยาก เคียฟและพันธมิตรยุโรปต่างระมัดระวังไม่ให้การยุติข้อพิพาทใด ๆ เป็นอันตรายต่อหลักการของบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย นอกจากนั้นนายเซเลนสกีได้เตือนย้ำหลายครั้งว่า การยอมยกดอนบาสจะทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อการถูกรัสเซียโจมตีในอนาคต

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาดินแดน

ความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพ และปัญหาดินแดน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงซับซ้อน การเจรจาสันติภาพมีความคืบหน้า แต่ปัญหาเรื่องเซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องหาทางออก

การที่เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยของชาติ แม้ว่าการเจรจาจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การยอมเสียดินแดนให้กับรัสเซียก็เป็นสิ่งที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้

การเจรจาเป็นเพียงก้าวแรก การหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน และต้องติดตามความคืบหน้าต่อไป

ที่มา – เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

เซเลนสกีคุยทรัมป์ เรื่องแผนยุติสงครามยูเครน

เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรง โดยประธานาธิบดียูเครนยืนยันว่าพร้อมพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับแผนสันติภาพฉบับใหม่ที่มีข่าวลือว่าสหรัฐฯ กำลังร่างร่วมกับรัสเซีย เซเลนสกีเน้นย้ำว่ายินดีสนับสนุนข้อตกลงใด ๆ ที่นำไปสู่การยุติสงครามอย่างเป็นธรรม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้กล่าวภายหลังการหารือกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองทัพบกสหรัฐฯ ว่า เขาเตรียมที่จะพูดคุยกับ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่สหรัฐฯ ได้นำเสนอร่างแผนสันติภาพเพื่อยุติสงครามในยูเครนให้ยูเครนพิจารณาแล้ว

ข่าวการหารือนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สื่อหลายสำนักรายงานว่า แผนการดังกล่าวถูกจัดทำขึ้นโดยนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ และนายคิริลล์ ดีมิทริเยฟ ทูตของรัสเซีย โดยที่ยูเครนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผน

สำนักงานประธานาธิบดียูเครนเปิดเผยว่า สหรัฐฯ เชื่อว่าร่างแผนนี้สามารถช่วยฟื้นฟูทางการทูตได้ ซึ่งยูเครนได้ตกลงที่จะดำเนินการตามบทบัญญัติของแผนในลักษณะที่จะนำมาซึ่งการยุติสงครามอย่างยุติธรรม อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของแผนยังคงเป็นความลับ

“ยูเครนสนับสนุนข้อเสนอที่เป็นสาระสำคัญทั้งหมดที่สามารถนำมาซึ่งสันติภาพที่แท้จริงได้” นายเซเลนสกีกล่าว พร้อมเสริมว่ายูเครนต้องการ “สันติภาพที่มีคุณค่า” และ “ศักดิ์ศรีของชาวยูเครน” จะต้องได้รับการเคารพ

ถึงแม้ว่ายูเครนจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับข้อเสนอดังกล่าว แต่แหล่งข่าวจาก Axios, Financial Times และ Reuters รายงานว่า แผนนี้รวมถึงการที่เคียฟจะต้องยอมสละพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาสทางตะวันออกของยูเครนที่ยังคงถูกควบคุมอยู่ ลดขนาดกองทัพลง และสละอาวุธจำนวนมาก

หากข้อเรียกร้องเหล่านี้เป็นความจริง จะถือว่าเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากสำหรับรัสเซีย ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนปฏิเสธมาโดยตลอด การยอมสละดินแดนและลดขนาดกองทัพเป็นสิ่งที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้

ชาติยุโรปหลายประเทศได้ออกมาแสดงการต่อต้านแผนการดังกล่าว เนื่องจากยูเครนและพันธมิตรในยุโรปไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผนใหม่นี้ นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปกล่าวว่า “เพื่อให้แผนใด ๆ สามารถใช้งานได้จริง จำเป็นต้องมียูเครนและยุโรปเข้าร่วมด้วย”

อย่างไรก็ตาม น.ส.แคโรไลน์ ลีวิตต์ เลขานุการฝ่ายสื่อของสหรัฐฯ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่าแผนสันติภาพใหม่เรียกร้องให้ยูเครนต้องยอมถอยครั้งใหญ่ โดยยืนยันว่า นายวิตคอฟฟ์และนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ติดต่อกับทั้งฝ่ายรัสเซียและยูเครนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อทำความเข้าใจว่าแต่ละประเทศจะให้คำมั่นในเรื่องใดบ้าง

“มันเป็นแผนที่ดีสำหรับทั้งรัสเซียและยูเครน” น.ส.ลีวิตต์กล่าวในการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาว “เราเชื่อว่ามันควรเป็นที่ยอมรับได้ของทั้งสองฝ่าย และเรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อให้บรรลุผล”

ทางด้านรัสเซียได้ออกมาลดทอนความสำคัญของแผนดังกล่าว ซึ่งข่าวลือระบุว่ามีทั้งหมด 28 ข้อ โดยนายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐมนตรีเครมลินกล่าวว่า แม้ว่าจะมีการ “ติดต่อ” กับสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีกระบวนการใดที่สามารถเรียกว่า “การปรึกษาหารือ” ได้

นายเปสคอฟเตือนด้วยว่า ข้อตกลงสันติภาพใด ๆ จะต้องจัดการกับ “รากเหง้าของความขัดแย้ง” ซึ่งเป็นวลีที่มอสโกใช้เป็นคำย่อสำหรับข้อเรียกร้องที่พวกเขาต้องการมากที่สุดหลายข้อ ซึ่งสำหรับฝ่ายยูเครนแล้ว มันเท่ากับเป็นการยอมจำนน

เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและข้อถกเถียงมากมาย การที่ยูเครนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างแผนตั้งแต่แรกสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป

ท่าทีของยูเครนต่อแผนการยุติสงคราม

ถึงแม้ว่าเซเลนสกีจะยืนยันว่าพร้อมที่จะพูดคุยและพิจารณาแผนสันติภาพ แต่เขาก็เน้นย้ำถึงความสำคัญของ “สันติภาพที่มีคุณค่า” และการเคารพ “ศักดิ์ศรีของชาวยูเครน” ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่ายูเครนจะไม่ยอมรับข้อตกลงใด ๆ ที่กระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตน

อนาคตของ เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่ จะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเจรจาที่กำลังจะเกิดขึ้นระหว่างเซเลนสกีและทรัมป์จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของความขัดแย้งในยูเครนในอนาคตอันใกล้นี้

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและละเอียดอ่อนของความขัดแย้งในยูเครน การแสวงหาทางออกอย่างสันติเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต้องเป็นไปบนพื้นฐานของความยุติธรรมและความเท่าเทียม เพื่อให้สันติภาพที่เกิดขึ้นมีความยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – เซเลนสกีเตรียมคุยทรัมป์ เรื่องแผนการยุติสงครามในยูเครนฉบับใหม่

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้

โดนัลด์ ทรัมป์ พลิกจุดยืนอีกรอบหลังคุยกับเซเลนสกี โดยโพสต์ข้อความแสดงความเชื่อว่า ยูเครนอาจสามารถชิงดินแดนทั้งหมดคืนมาได้ และว่าสงครามนี้ทำให้รัสเซียดูเป็น “เสือกระดาษ”

เมื่อวันอังคารที่ 23 ก.ย. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนนอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ก่อนที่เขาจะโพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า ยูเครนอยู่ในสถานะที่ต่อสู้และชิงพื้นที่ทั้งหมดกลับคืนจากรัสเซียได้ สวนทางจากจุดยืนของนายทรัมป์ก่อนหน้านี้ ที่ต้องการให้สงครามยุติลงแม้ยูเครนจะต้องสละดินแดน

โพสต์ของนายทรัมป์ระบุว่า “หลังจากได้ทราบและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสถานการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจของยูเครนกับรัสเซีย และหลังจากที่ได้เห็นปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังเกิดขึ้นกับรัสเซีย ผมคิดว่ายูเครนที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป อยู่ในสถานะที่สามารถต่อสู้และชิงดินแดนดั้งเดิมกลับมาได้ทั้งหมด ด้วยเวลา, ความอดทน และการสนับสนุนทางการเงินจากยุโรป โดยเฉพาะนาโต การได้พรมแดนเดิมในตอนที่สงครามนี้เริ่มขึ้น เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้อย่างยิ่ง”

“ทำไมจะไม่ได้เล่า? รัสเซียต่อสู้อย่างไร้จุดหมายมา 3 ปีครึ่ง ในสงครามที่หากเป็นมหาอำนาจทางทหารตัวจริงคงใช้เวลาไม่ถึงสัปดาห์ในการเอาชนะ นี่ไม่ใช่เรื่องดีกับรัสเซียเลย ที่จริง มันกำลังทำให้พวกเขาดูเหมือน ‘เสือกระดาษ’ มากกว่า”

“เมื่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในมอสโก และตามเมืองน้อยใหญ่และเขตต่างๆ ทั่วรัสเซียพบว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นในสงครามนี้ พบข้อเท็จจริงที่ว่าเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะหาซื้อน้ำมันเบนซินได้เนื่องจากมีแถวยาวเหยียดรออยู่ และสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจสงครามของพวกเขา ที่เงินเกือบทั้งหมดถูกใช้ไปกับการทำสงครามกับยูเครนซึ่งมีขวัญกำลังใจที่ยอดเยี่ยมและกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ยูเครนอาจสามารถพาดินแดนกลับไปสู่สภาพดั้งเดิมได้ ใครจะรู้? บางทีอาจไปไกลกว่าเดิมก็ได้!”

“ปูตินและรัสเซียกำลังมีปัญหาทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และนี่คือเวลาที่ยูเครนต้องลงมือ อย่างไรก็ตาม ผมขออวยพรให้ทั้งสองประเทศโชคดี เราจะยังคงจัดหาอาวุธให้กับนาโต เพื่อให้นาโตนำไปใช้ตามที่พวกเขาต้องการ ขอให้ทุกคนโชคดี!”

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ การที่ทรัมป์ ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่าจะส่งผลกระทบต่อการสนับสนุนยูเครนในอนาคตอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงจุดยืนของทรัมป์ครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงแรงจูงใจที่แท้จริงของเขา และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครน การที่ทรัมป์ออกมากล่าวว่ายูเครนสามารถชิงดินแดนคืนได้นั้น สอดคล้องกับความต้องการของชาติตะวันตกและพันธมิตรนาโตที่ต้องการให้รัสเซียถอนกำลังออกจากยูเครน

ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้

แต่คำถามก็คือ การเปลี่ยนแปลงนี้จะยั่งยืนหรือไม่ และทรัมป์จะสนับสนุนยูเครนอย่างจริงจังเพียงใดหากเขากลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง การที่ทรัมป์เคยมีท่าทีที่ต้องการประนีประนอมกับรัสเซีย ทำให้หลายคนยังคงสงสัยในความมุ่งมั่นของเขาต่อยูเครน

ทำไมทรัมป์ถึงพลิกจุดยืน เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้?

มีหลายปัจจัยที่อาจเป็นไปได้ที่ทำให้ทรัมป์เปลี่ยนใจ หนึ่งคือข้อมูลใหม่ที่เขาได้รับเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการทหารของรัสเซีย อีกประการหนึ่งคือแรงกดดันจากพรรครีพับลิกันและพันธมิตรระหว่างประเทศที่ต้องการให้สหรัฐฯ แสดงบทบาทที่แข็งกร้าวมากขึ้นต่อรัสเซีย นอกจากนี้ ทรัมป์อาจต้องการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับตัวเองในฐานะผู้นำที่สนับสนุนความมั่นคงและความเป็นอิสระของยูเครน

อย่างไรก็ตาม การที่ ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ นั้นไม่ได้หมายความว่าสงครามจะสิ้นสุดลงในเร็ววัน รัสเซียยังคงมีแสนยานุภาพทางทหารที่แข็งแกร่ง และยังไม่มีท่าทีที่จะยอมถอยง่ายๆ สงครามในยูเครนจึงยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับประชาคมโลก

ต่อไปนี้เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด:

  • ท่าทีของรัฐบาลไบเดนต่อการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของทรัมป์
  • การตอบสนองของรัสเซียต่อคำกล่าวอ้างของทรัมป์
  • สถานการณ์ทางทหารและเศรษฐกิจในยูเครนและรัสเซีย
  • บทบาทของนาโตและสหภาพยุโรปในการสนับสนุนยูเครน

การที่ ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความผันผวนของสถานการณ์ระหว่างประเทศ และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินต่อไป การแสวงหาทางออกทางการทูตและการรักษาสันติภาพยังคงเป็นเป้าหมายสูงสุดที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์พลิกจุดยืนอีก เชื่อยูเครนชิงดินแดนคืนได้ ชี้รัสเซีย “เสือกระดาษ”

ยูเครนโวย! รัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตี

ยูเครนออกมาโวย! รัสเซียยิง มิสไซล์และโดรนกว่า 600 ลำ โจมตี หลายพื้นที่ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเเละบาดเจ็บจำนวนมาก ขณะที่รัสเซียเองก็ออกมากล่าวหาว่า ยูเครนส่งโดรนมาโจมตีโรงกลั่นน้ำมันของพวกเขาเช่นกัน สถานการณ์ตึงเครียดนี้กำลังทวีความรุนเเรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดียูเครน โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ได้ออกมาเปิดเผยว่า รัสเซียได้ทำการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในหลายพื้นที่ของยูเครนในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา การโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย และมีผู้บาดเจ็บมากกว่า 30 ราย สร้างความเสียหายเเละความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

เซเลนสกีกล่าวเพิ่มเติมว่า แคว้นดนีโปรเปตรอฟสก์, มีโคลาอิฟ, เชอร์นิฮิฟ, ซาปอริชเชีย, โปลตาวา, เคียฟ, โอเดสซา, ซูมี และคาร์คิฟ ล้วนตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ที่รัสเซียใช้เพื่อข่มขู่พลเรือนเเละทำลายโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของยูเครน มีรายงานว่ามิสไซล์ลูกหนึ่งพุ่งเข้าชนอาคารที่พักอาศัยโดยตรง สร้างความเสียหายอย่างหนัก

กองทัพยูเครนระบุว่า รัสเซียได้ส่งโดรนเเละมิสไซล์รวมกันถึง 619 ลูก เข้ามาโจมตีในดินแดนของพวกเขา ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนต้องทำงานอย่างหนักเพื่อสกัดกั้นการโจมตีเหล่านี้ ในขณะที่กระทรวงกลาโหมของรัสเซียออกมาอ้างว่า พวกเขาได้ทำการโจมตีครั้งใหญ่ด้วยอาวุธที่มีความเเม่นยำสูง โดยมุ่งเป้าไปที่สิ่งอำนวยความสะดวกด้านอุตสาหกรรมกองทัพของยูเครน

ในขณะเดียวกัน วียาเชสลาฟ เฟโดริชเชฟ ผู้ว่าการเเคว้นซามาราของรัสเซีย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ยูเครนได้ส่งโดรนเข้ามาโจมตีในพื้นที่ของตน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย เเละมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ซึ่งเป็นการตอบโต้การโจมตีของรัสเซียอย่างชัดเจน

ยูเครนตอบโต้ รัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตี

กองทัพยูเครนอ้างว่า โดรนของพวกเขาได้ทำการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน “โนโวคุยบีเชฟสก์” ในแคว้นซามารา เเละโรงกลั่นน้ำมัน “ซาราตอฟ” ซึ่งอยู่ในเเคว้นใกล้เคียงเมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เป็นการเพิ่มความตึงเครียดให้กับสถานการณ์มากยิ่งขึ้น

การโจมตีข้ามพรมแดนด้วยโดรน ได้กลายเป็นวิธีที่ทั้งยูเครนเเละรัสเซียใช้ในการโจมตีซึ่งกันเเละกันมากยิ่งขึ้น โดยเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ยูเครนได้ทำการโจมตีด้วยโดรนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สนามบินทั้งหมดในกรุงมอสโกต้องปิดทำการเป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ ยูเครนยังมุ่งเป้าไปที่การโจมตีโรงกลั่นน้ำมันเเละโรงงานอุตสาหกรรมที่สำคัญอื่นๆ ของรัสเซียอย่างเป็นระบบ เนื่องจากสถานที่เหล่านี้มีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนความพยายามในการทำสงครามของรัสเซียในยูเครน

ในขณะเดียวกัน รัสเซียก็ได้ยกระดับการโจมตีทางอากาศในยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ในยูเครนมีความรุนเเรงมากยิ่งขึ้น โดยที่เคียฟ เเละพันธมิตรตะวันตก รวมถึงสหรัฐอเมริกา ยังคงเรียกร้องอย่างต่อเนื่องให้มีการหยุดยิง เพื่อลดความสูญเสียเเละความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงคราม

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครนเเละรัสเซียยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ การ ยิงมิสไซล์เเละโดรนกว่า 600 ลำ โจมตี ในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่เเสดงให้เห็นถึงความรุนเเรงของสงคราม เเละผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ทั้งสองฝ่ายควรหาทางออกโดยสันติวิธี เพื่อยุติความขัดแย้งเเละนำมาซึ่งสันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – ยูเครนโวยรัสเซียยิงมิสไซล์-โดรน 600 ลำ โจมตีครั้งใหญ่ ตายเจ็บนับสิบ

เซเลนสกีโวย! รัสเซียโจมตีอาคารรัฐบาลในเคียฟ

รัสเซียโจมตีทางอากาศโดนอาคารรัฐบาลหลักในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามในยูเครนเริ่มต้นขึ้น นอกจากนั้นยังเกิดการโจมตีในจุดอื่นๆ ทั่วประเทศ จนมีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ

นางยูเลีย สวีรีเดนโก นายกรัฐมนตรียูเครน เปิดเผยว่า รัสเซียโจมตีทางอากาศโดนอาคารรัฐบาลหลักในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน ส่งผลให้หลังคาและชั้นบนของอาคารได้รับความเสียหาย และเกิดไฟไหม้ เหตุการณ์นี้ทำให้ประธานาธิบดีเซเลนสกีออกมาโวยถึงการกระทำดังกล่าว

ทั้งนี้ รัสเซียโจมตีหลายจุดทั่วยูเครนในวันอาทิตย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 4 ศพ รวมถึงเด็กทารกกับหญิงสาวอีก 1 คน หลังจากอาคารสูง 9 ชั้นในเขตสวียาโตชีนสกี ของกรุงเคียฟ ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่ถูกโจมตี

อาคารรัฐบาลที่ถูกโจมตีรู้จักกันในชื่อ “ตึกคณะรัฐมนตรี” เป็นที่ตั้งของสำนักงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆ ของยูเครน

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า รัสเซียส่งโดรนและยิงมิสไซล์โจมตีในช่วงข้ามคืนที่ผ่านมามากกว่า 800 ลูก/ลำ มากที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้น โดยมิสไซล์ 9 ลูก กับโดรน 56 ลำ โจมตีโดนสถานที่ 37 แห่ง ขณะที่เศษซากโดรนกับมิสไซล์ที่ถูกทำลาย ตกใส่สถานที่ 8 แห่ง

นายวิตาลี คลิตช์โก นายกเทศมนตรีกรุงเคียฟตั้งข้อสังเกตว่า โดรนของรัสเซียอาจตกไปโดนอาคารรัฐบาลโดยบังเอิญหลังจากถูกยิงสกัด แต่ยังไม่มีการยืนยันรายละเอียดที่แน่ชัด

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า การโจมตีระลอกล่าสุดสร้างความเสียหายแก่เมืองต่างๆ ในแคว้นซาปอริชเชีย, ครีวีรีห์, โอเดสซา, ซูมี และเชอร์นิฮิฟ

“การเข่นฆ่าเช่นนี้ ในช่วงเวลาที่การเจรจาอย่างแท้จริงควรเริ่มขึ้นตั้งนานแล้ว คือการจงใจก่ออาชญากรรม และพยายามทำให้สงครามยืดเยื้อออกไป” นายเซเลนสกีระบุบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ พร้อมเรียกร้องขอให้โลกแสดงพลังทางการเมืองเพื่อหยุดยั้งการโจมตีของรัสเซีย

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า กองทัพของพวกเขาดำเนินการโจมตีทางอากาศใส่อาคารคอมเพล็กซ์เชิงอุตสาหกรรมและเป้าหมายทางทหารในยูเครน และโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง สร้างความเสียหายต่ออาวุธและโรงเก็บยุทโธปกรณ์ทางทหารของยูเครน

เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียดและน่ากังวลอย่างต่อเนื่อง การที่เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นและเป้าหมายที่ขยายวงกว้างขึ้นในการโจมตีของรัสเซีย

ทำไมเซเลนสกีถึงโวยเรื่องการโจมตีอาคารรัฐบาล?

การโจมตีอาคารรัฐบาลถือเป็นการยกระดับความขัดแย้ง เนื่องจากอาคารเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความมั่นคงของชาติ การโจมตีดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายทางกายภาพ แต่ยังส่งผลกระทบต่อขวัญและกำลังใจของประชาชนยูเครน เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกเพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรกเพราะการโจมตีดังกล่าวยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังประชาคมโลก ว่ารัสเซียไม่สนใจที่จะเจรจาเพื่อสันติภาพ และยังคงมุ่งมั่นที่จะใช้กำลังทหารเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมืองของตนเอง การตอบสนองของนานาชาติต่อเหตุการณ์นี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกดดันให้รัสเซียยุติการรุกรานและกลับสู่โต๊ะเจรจา

ผลกระทบของการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกรุงเคียฟเท่านั้น แต่ยังขยายวงกว้างไปยังเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต และสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตอันมีค่า การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการสนับสนุนทางการเงินจากนานาชาติจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อบรรเทาผลกระทบจากสงคราม

สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าสงครามในยูเครนยังคงไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน และความขัดแย้งและความรุนแรงอาจจะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต การเรียกร้องให้มีการเจรจาและการดำเนินการทางการทูตเพื่อแก้ไขปัญหาจึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย

การโจมตีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุทธศาสตร์ของรัสเซียหรือไม่? หรือนี่เป็นเพียงอุบัติเหตุที่น่าเศร้า?

ที่มา – เซเลนสกีโวย รัสเซียโจมตีโดนอาคารรัฐบาลในกรุงเคียฟเป็นครั้งแรก

ทรัมป์พลิก! ยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซียเลย ไม่ต้องทำข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่เซเลนสกีเตรียมเข้าพบทรัมป์ที่ทำเนียบขาวอีกครั้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ พลิกจุดยืนครั้งใหญ่ โดยระบุว่ายูเครนควรเห็นชอบข้อตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย เพราะ “รัสเซียมีอำนาจมากแต่พวกเขาไม่ใช่” หลังจากที่เขาประชุมสุดยอดร่วมกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย และล้มเหลวในการทำข้อตกลงหยุดยิง

ในการพลิกจุดยืนครั้งใหญ่นี้ นายทรัมป์กล่าวด้วยว่า เขาเห็นด้วยกับนายปูตินว่า ทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามคือ การมุ่งตรงสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ โดยไม่ต้องมีการหยุดยิงก่อน อย่างที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรปเรียกร้อง และเป็นจุดยืนที่สหรัฐฯ เคยให้การสนับสนุน จนกระทั่งนายทรัมป์คุยกับผู้นำรัสเซีย

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน กล่าวว่า เขาจะเดินทางไปยังกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อหารือก้าวต่อไป ขณะที่ชาติพันธมิตรยุโรปขอบคุณความพยายามของนายทรัมป์ แต่ประกาศว่าพวกเขาจะสนับสนุนยูเครนต่อไป และจะเพิ่มการคว่ำบาตรรัสเซีย พร้อมเรียกร้องให้สหรัฐฯ รับประกันความมั่นคงให้ยูเครน

ทั้งนี้ นายทรัมป์พบปะพูดคุยกับนายปูตินเป็นเวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ที่ฐานทัพในเมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา โดยนี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำสหรัฐฯ กับยูเครนพบปะกันโดยตรง นับตั้งแต่สงครามในยูเครนอุบัติขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565

“ทุกฝ่ายลงความเห็นว่า หนทางที่ดีที่สุดในการยุติสงครามอันโหดร้ายระหว่างรัสเซียกับยูเครนคือการมุ่งตรงไปสู่การทำข้อตกลงสันติภาพ ซึ่งจะเป็นการยุติสงคราม ไม่ใช่แค่การทำข้อตกลงหยุดยิงธรรมดา ซึ่งบ่อยครั้งที่ไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้” นายทรัมป์โพสต์บน Truth Social

คาดว่าถ้อยแถลงดังกล่าวของนายทรัมป์จะได้รับการต้อนรับจากฝ่ายรัสเซีย ซึ่งระบุว่าพวกเขาต้องการการยุติสงครามอย่างสิ้นเชิงไม่ใช่แค่การ “หยุด” ในข้อที่ยูเครนกับชาติพันธมิตรยุโรป ต้องการให้มีการหยุดยิงก่อน เพื่อพูดคุยแก้ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องต่างๆ ก่อน รวมถึงเรื่องดินแดนของยูเครนที่รัสเซียยึดไปเป็นของตัวเอง

ก่อนที่จะเกิดการประชุมสุดยอดครั้งล่าสุด นายทรัมป์เพิ่งกล่าวว่าเขาคงไม่พอใจจนกว่าจะมีการตกลงหยุดยิง แต่หลังจากนั้นเขากลับเปลี่ยนจุดยืน และกล่าวหลังคุยโทรศัพท์กับนายเซเลนสกีว่า “หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี เราจะกำหนดเวลาประชุมกับประธานาธิบดีปูตินอีกครั้ง”

การพบระหว่างนายทรัมป์กับนายเซเลนสกีจะเกิดขึ้นที่ห้องทำงานรูปไข่ที่ทำเนียบขาว ที่ทั้งสองฝ่ายเคยมีปากเสียงกันอย่างรุนแรงออกสื่อมาแล้วในเดือนกุมภาพันธ์ โดยฝ่ายสหรัฐฯ กล่าวหายูเครนว่าไม่สำนึกบุญคุณ และหลังจากนั้นนายทรัมป์ก็มีสั่งระงับความช่วยเหลือทางทหารแก่ยูเครนชั่วระยะเวลาหนึ่ง

นายเซเลนสกีกล่าวว่า หลังจากพูดคุยกับนายทรัมป์เป็นเวลานานหลังการประชุมสุดยอดที่อะแลสกา เขาสนับสนุนความคิดเรื่องการพบปะ 3 ฝ่าย และ “ยูเครนขอยืนยันว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำงานอย่างเต็มที่ที่สุดเพื่อบรรลุสันติภาพ”

แต่ฝ่ายนายปูตินไม่ได้พูดถึงการพบปะกับนายเซเลนสกีแต่อย่างใด ในตอนที่เขาพูดกับผู้สื่อข่าวหลังการประชุมกับนายทรัมป์ ขณะที่นาย ยูริ ยูชาคอฟ ที่ปรึกษาของนายปูตินก็บอกกับสำนักข่าว TASS ของรัสเซียว่า ไม่มีการหารือกันเรื่องการประชุม 3 ฝ่าย

ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน การที่นายทรัมป์เปลี่ยนท่าทีอาจส่งผลกระทบต่อการเจรจาและการตัดสินใจของนานาชาติ

ทำไมทรัมป์ถึงบอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย?

การที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย อาจเป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ใหม่ หรือการได้รับข้อมูลเชิงลึกบางอย่างจากการพูดคุยกับปูติน อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ก่อให้เกิดคำถามมากมายถึงอนาคตของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผลจากการที่ทรัมป์แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย จะเป็นอย่างไรต่อไป? การเปลี่ยนแปลงจุดยืนนี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีต่อยูเครนและรัสเซียหรือไม่? และชาติพันธมิตรยุโรปจะมีท่าทีอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงนี้?

การตัดสินใจของนายทรัมป์ที่แนะนำให้ยูเครนตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย ยังคงเป็นที่จับตามองของทั่วโลก และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในสถานการณ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์พลิกจุดยืนหลังคุยปูติน บอกยูเครนควรตกลงยุติสงครามกับรัสเซีย

Scroll to top