เทคโนโลยีดิจิทัล

TH-AI Passport ลงทะเบียนล่วงหน้าทะลุ 5.3 แสนราย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้มีข่าวดีสำหรับสายเทคโนโลยีมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเผยว่าโครงการ TH-AI Passport ลงทะเบียนล่วงหน้าทะลุ 5.3 แสนราย เข้าไปแล้ว ซึ่งถือว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจมากสำหรับแวดวงดิจิทัลไทยในขณะนี้ครับ

TH-AI Passport ลงทะเบียนล่วงหน้าทะลุ 5.3 แสนราย

โครงการนี้ไม่ได้มีดีแค่ตัวเลขยอดลงทะเบียนเท่านั้น แต่เป้าหมายหลักคือการเตรียมเปิดตัวแพลตฟอร์ม AiPASS อย่างเป็นทางการในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้ เพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสเข้าถึง AI ชั้นนำระดับโลกแบบฟรีๆ โดยตั้งเป้าครอบคลุมผู้ใช้งานให้ได้ถึง 5 ล้านคนทั่วประเทศ เพื่อยกระดับทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์หรือ AI Literacy ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นักศึกษา หรือคนวัยทำงานครับ

ทำไมต้องสมัคร TH-AI Passport ลงทะเบียนล่วงหน้าทะลุ 5.3 แสนราย ตั้งแต่ตอนนี้?

การที่ยอด TH-AI Passport ลงทะเบียนล่วงหน้าทะลุ 5.3 แสนราย ในเวลาอันรวดเร็ว แสดงให้เห็นว่าคนไทยเริ่มตื่นตัวกับการนำ AI เข้ามาช่วยในชีวิตประจำวันมากขึ้น แพลตฟอร์ม AiPASS จะเป็นศูนย์รวม AI กว่า 30 โมเดล จากผู้พัฒนาชั้นนำกว่า 14 ราย โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ใช้งาน AI ได้ฟรี ครอบคลุมเครื่องมือการวิเคราะห์และสร้างสรรค์ผลงาน
  • รองรับการสร้างภาพ วิดีโอ และงานเขียนเชิงสร้างสรรค์
  • มีโมเดลภาษาไทยที่เข้าใจบริบทของคนไทยได้เป็นอย่างดี
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการประกอบธุรกิจให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

สำหรับวิธีการเข้าร่วมนั้นง่ายมากๆ เพียงเข้าไปที่เว็บไซต์ de.aipass.net แล้วทำการยืนยันตัวตนผ่านแอปฯ ทางรัฐหรือ ThaiD ก็สามารถรอเปิดใช้งานได้เลยในสิ้นเดือนนี้ครับ บอกเลยว่านี่คือโอกาสทองที่จะช่วยให้เราเปลี่ยนจากผู้ใช้เทคโนโลยีทั่วไป มาเป็นผู้ที่สามารถเลือกใช้ AI ได้อย่างชาญฉลาดและตรงจุดกับงานที่ทำ

ผมมองว่าโครงการนี้เป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยลดช่องว่างทางดิจิทัลในประเทศไทย การที่รัฐบาลเปิดให้ใช้ AI ฟรี จะช่วยให้คนตัวเล็กตัวน้อยสามารถเข้าถึงเครื่องมือระดับโลกได้โดยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายสูงๆ นี่คือโอกาสที่คุณไม่ควรพลาดจริงๆ ครับ รีบไปลงทะเบียนกันนะครับ แล้วมาลุ้นกันว่า AiPASS จะเปลี่ยนชีวิตการทำงานของเราให้ง่ายขึ้นแค่ไหน!

ที่มา – รัฐบาลเผย TH-AI Passport ลงทะเบียนล่วงหน้าทะลุ 5.3 แสนราย เตรียมเปิด AiPASS 31 ส.ค.นี้

กมธ.สาธารณสุข เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันทางกาย–ใจให้เยาวชน

สวัสดีครับทุกคน วันนี้ผมอยากหยิบยกประเด็นสำคัญที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของชาติ นั่นคือการที่ กมธ.สาธารณสุข เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันทางกาย–ใจให้เยาวชน จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดนนทบุรีเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตระหนักว่าเรื่องของสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ครับ

กมธ.สาธารณสุข เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันทางกาย–ใจให้เยาวชน

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่เพียงแต่สร้างความสะเทือนใจ แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยว่าเราต้องหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาวะเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง นายสกลธี ภัททิยกุล ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่าปัญหาเยาวชนปัจจุบันไม่ได้มีแค่เรื่องร่างกาย แต่ยังมีความเครียดและความกดดันจากโลกออนไลน์ที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน

โครงการ Youth Voices for Well-Being Camp คืออะไร?

ทางกมธ.สาธารณสุขได้ริเริ่มโครงการ “Youth Voices for Well-Being Camp” เพื่อให้เยาวชนได้เข้าถึงทักษะที่จำเป็น เช่น:

  • การดูแลสุขภาพจิตและกายอย่างถูกวิธี
  • การรับมือกับผลกระทบจากสื่อสังคมออนไลน์
  • การรู้เท่าทันระบบสุขภาพและออกแบบแนวทางคุณภาพชีวิตด้วยตนเอง

กิจกรรมนี้จะจัดขึ้นที่อาคารรัฐสภาในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ครับ ซึ่งถือเป็นโอกาสทองของเยาวชนที่จะได้พบกับวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และที่สำคัญคือการเปิดพื้นที่ให้เสียงของเด็กๆ ได้รับการรับฟังอย่างแท้จริง เพราะโครงการ กมธ.สาธารณสุข เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันทางกาย–ใจให้เยาวชน เชื่อมั่นว่าการป้องกันย่อมดีกว่าการแก้ปัญหาหลังจากเกิดเหตุความสูญเสียไปแล้ว

สำหรับน้องๆ ที่สนใจ ยังเปิดรับสมัครจนถึงวันที่ 19 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้นนะครับ ผมมองว่ากิจกรรมนี้จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ช่วยให้เยาวชนไทยมีความเข้มแข็งและเท่าทันโลกดิจิทัลมากขึ้น หากเราเริ่มสร้างภูมิคุ้มกันให้พวกเขาตั้งแต่วันนี้ สังคมไทยในวันหน้าก็จะเต็มไปด้วยคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพและมีสุขภาพจิตที่แข็งแรงครับ

ที่มา – กมธ.สาธารณสุข แสดงความเสียใจเหตุความรุนแรงนนทบุรี เดินหน้าสร้างภูมิคุ้มกันทางกาย–ใจให้เยาวชน

นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก

นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก

เมื่อเร็วๆ นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 หรือรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่นประจำปี 2569 ซึ่งงานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของวงการธุรกิจไทยที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนไทยในเวทีโลก โดยในงานมีการมอบรางวัลให้กับผู้ประกอบการยอดเยี่ยมถึง 44 ราย เพื่อเป็นเกียรติและสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินธุรกิจต่อไป

รัฐบาลชุดนี้มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไปข้างหน้า โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำชัดเจนว่า นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก เพราะเชื่อมั่นว่าผู้ประกอบการทุกระดับ ตั้งแต่รายใหญ่ไปจนถึงธุรกิจ SME คือหัวใจสำคัญที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลพร้อมจะทำหน้าที่เป็น “พาหนะ” ที่จะช่วยขับเคลื่อนผู้ประกอบการให้ไปสู่จุดหมายที่ต้องการได้อย่างราบรื่นและมั่นคง

ศักยภาพของไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก

ปัจจุบันการแข่งขันในระดับสากลไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งออกสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain) ประเทศไทยเรามีความพร้อมอย่างมาก ทั้งในด้านการผลิตและนวัตกรรม รัฐบาลจึงมีแผนงานชัดเจนที่จะลดอุปสรรคทางกฎระเบียบและเร่งเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการจากประเทศไทยสามารถขยายตลาดออกไปได้อย่างกว้างขวางขึ้น การสนับสนุนให้ นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก ในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงที่จะยกระดับผู้ประกอบการไทยให้ทัดเทียมระดับสากล

ภายในงานมีการจำแนกรางวัลออกเป็น 7 ประเภท เพื่อครอบคลุมความหลากหลายของธุรกิจ ได้แก่:

  • รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกยอดเยี่ยม (Best Exporter)
  • รางวัลแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand)
  • รางวัลธุรกิจผู้ส่งออกยอดเยี่ยมด้านความยั่งยืน (Best Green & Sustainable Exporter)
  • รางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม (Best Design)
  • รางวัลธุรกิจบริการยอดเยี่ยม (Best Services Enterprise)
  • รางวัลสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยม (Best OTOP)
  • รางวัลสินค้าฮาลาลยอดเยี่ยม (Best Halal)

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังฝากข้อคิดไว้ว่า นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก สิ่งสำคัญที่สุดคือคนไทยต้องร่วมกันสนับสนุนสินค้าไทย เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ การใช้เทคโนโลยี AI และแนวคิดความยั่งยืน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในระยะยาว

ถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่ภาครัฐและภาคเอกชนจะจับมือกันเดินหน้า เพื่อสร้างรายได้และขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจแห่งอนาคต ขอเป็นกำลังใจให้กับผู้ประกอบการไทยทุกคนที่มุ่งมั่นพัฒนาตนเองและก้าวสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

ที่มา – นายกฯ มอบรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น หนุน SME สู่ตลาดโลก รัฐบาลจะเป็นพาหนะให้ผู้ประกอบการ

เจาะลึกปฏิบัติการ Silent Volt ทลายขบวนการลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

ช่วงนี้ถ้าใครติดตามข่าวสารเรื่องอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ คงได้ยินชื่อปฏิบัติการ Silent Volt กันมาบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาแถลงการณ์ด้วยตัวเองถึงความจริงจังของรัฐบาลในการกวาดล้างเหมืองขุดเงินคริปโตที่แอบลักลอบใช้ไฟฟ้าหลวง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้ฟังแบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของกลุ่มมิจฉาชีพที่สร้างความเสียหายระดับประเทศครับ

สรุปเบื้องลึกปฏิบัติการ Silent Volt ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

การบุกค้นจุดเป้าหมายถึง 7 จุดในคราวนี้ ไม่ใช่แค่การจับกุมผู้กระทำผิดรายย่อย แต่เป็นการมุ่งเน้นตัดวงจรธุรกิจผิดกฎหมายอย่างเป็นระบบ โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นแกนหลักในการประสานงาน เพื่อตรวจสอบการต่อสายตรงผ่านหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเอาเปรียบสังคมและบั่นทอนเสถียรภาพระบบไฟฟ้าไทยอย่างรุนแรง

ทำไมปฏิบัติการ Silent Volt ถึงมีความสำคัญมากในเวลานี้

รัฐบาลมองว่าการขุดเหรียญดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาตและขโมยไฟฟ้านั้น กระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานอย่างหนัก โดยนายกฯ ได้กำชับว่า:

  • จะมีการขยายผลยึดทรัพย์สินของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเหมือง นายทุน หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยปละละเลย
  • เตรียมคุมเข้มการนำเข้าเครื่องขุดคริปโตผ่านกรมศุลกากร เพื่อป้องกันไม่ให้สินค้าเหล่านี้แพร่กระจายโดยไม่มีการควบคุม
  • เป้าหมายไม่ใช่แค่การจับกุม แต่คือการเรียกค่าเสียหายคืนให้แก่รัฐเพื่อทดแทนพลังงานที่ถูกขโมยไป

นอกจากนี้ รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและโปร่งใส การแอบทำเหมืองโดยใช้ทรัพย์สินหลวงแบบนี้ถือเป็นอาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ยอมรับไม่ได้ และจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้นต่อเนื่องแน่นอน

หากถามว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับเราอย่างไร คำตอบคือค่าไฟฟ้าในภาพรวมและเสถียรภาพของโครงข่ายสาธารณูปโภคนั่นเองครับ อยากฝากถึงทุกคนอย่าหลงเชื่อคำชวนลงทุนในธุรกิจที่ไม่มีที่มาที่ไป เพราะนอกจากจะเสี่ยงถูกหลอกแล้ว หากไปพัวพันกับธุรกิจที่ใช้ไฟหลวง คุณอาจกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในปฏิบัติการ Silent Volt โดยไม่รู้ตัว

ในฐานะนักลงทุนหรือผู้บริโภค การศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุนในโลกคริปโตเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ อย่าได้เห็นแก่ผลกำไรที่สูงเกินจริงจากช่องทางที่ผิดกฎหมาย เพราะโอกาสที่จะได้รับเงินคืนในกรณีที่มีการทลายแหล่งผลิตนั้นแทบจะเป็นศูนย์ นี่คือบทเรียนราคาแพงที่รัฐบาลกำลังเร่งจัดการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – นายกฯ นำแถลงเปิดปฏิบัติการ Silent Volt บุกค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟหลวงขุดคริปโต

อนุทิน จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย

อนุทิน จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากในแวดวงเทคโนโลยีบ้านเรา เมื่อคุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เดินทางไปเยือนกรุงปักกิ่ง พร้อมประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง Huawei เพื่อเร่งเครื่องนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบคลาวด์เข้ามาเสริมทัพความแข็งแกร่งให้กับประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการเตรียมความพร้อมให้แรงงานไทยมีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดงานยุคใหม่ครับ

การที่ท่านนายกฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ถือเป็นก้าวที่ฉลาดมาก เพราะโลกปัจจุบันหมุนไปไวด้วยเทคโนโลยี ซึ่งการที่ อนุทิน จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการดึงเม็ดเงินลงทุนเข้ามาในประเทศเท่านั้น แต่มันคือการสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงองค์ความรู้ระดับสากล ผ่านโครงการ Huawei ICT Academy Thailand ที่จะช่วยปั้นคนไทยให้เก่งขึ้นและพร้อมรับมือกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตแบบเต็มตัว

ทำไมความร่วมมือนี้ถึงสำคัญต่ออนาคตคนไทย?

นอกจากเรื่องของเทคโนโลยีแล้ว รัฐบาลยังเน้นย้ำถึงการใช้ AI เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การบริการภาครัฐ สาธารณสุข การเกษตร และการศึกษา สิ่งเหล่านี้คือเครื่องพิสูจน์ว่าทำไมโครงการ อนุทิน จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย ถึงตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของทุกคนได้อย่างแท้จริงครับ

  • เพิ่มขีดความสามารถ: เตรียมความพร้อมให้คนไทยทำงานในสายงานที่มีมูลค่าสูงขึ้น
  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน: ใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญด้านคลาวด์และดาต้าเซ็นเตอร์ของ Huawei
  • สร้างอาชีพใหม่: ต่อยอดนวัตกรรมดิจิทัลให้เกิดเป็นโอกาสทางธุรกิจในระดับรากหญ้าจนถึงระดับมหภาค

อีกจุดที่น่าชื่นชมคือวิสัยทัศน์เรื่องการใช้ AI ธรรมาภิบาล ที่ทางภาครัฐและ Huawei มีความเห็นตรงกันว่าต้องเน้นการคุ้มครองประชาชนและการเติบโตอย่างยั่งยืนครับ ผมมองว่าการปรับจูนทิศทางของประเทศไทยให้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบนั้น ต้องอาศัยทั้งภาคเอกชนที่แข็งแกร่งและนโยบายภาครัฐที่เปิดกว้าง ซึ่งผลลัพธ์จากภารกิจ อนุทิน จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย ในคราวนี้ น่าจะเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอีกไม่นานเกินรอ

สุดท้ายนี้ ในมุมมองของผม การที่ประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีเช่นนี้ จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลกและสร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล พวกเราในฐานะคนไทยก็ต้องเตรียมตัวอัปสกิลให้พร้อม รับโอกาสที่จะเข้ามาเพื่ออนาคตที่สดใสกว่าเดิมครับ!

ที่มา – “อนุทิน” จับมือ Huawei พัฒนา AI–คลาวด์ พัฒนาทักษะคนไทย ตามที่ตลาดต้องการ

ครม. เห็นพ้องยกระดับปราบทุจริต ป้องกันการรับ–ให้สินบนในภาครัฐ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากทำเนียบรัฐบาลมาฝากกันครับ เกี่ยวกับนโยบายสำคัญที่กระทบต่อพวกเราทุกคนโดยตรง นั่นคือเรื่องที่ ครม. เห็นพ้องยกระดับปราบทุจริต ป้องกันการรับ–ให้สินบนในภาครัฐ เพื่อสร้างระบบราชการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้มากขึ้น

ครม. เห็นพ้องยกระดับปราบทุจริต ป้องกันการรับ–ให้สินบนในภาครัฐ

จากการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ทางรัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับมาตรการเชิงรุกที่ ป.ป.ท. ได้นำเสนอ โดยมุ่งเน้นการบูรณาการข้อมูลผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ เพื่อลดช่องว่างที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน การขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ระบบการทำงานของภาครัฐมีความรวดเร็วขึ้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติด้วยครับ

ทำไมการยกระดับการป้องกันทุจริตจึงสำคัญ?

หลายคนอาจสงสัยว่านโยบายนี้จะส่งผลดีอย่างไรต่อเรา ประเด็นหลักที่รัฐบาลมุ่งเน้นคือการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาแทนที่การตัดสินใจด้วยดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ ซึ่งแต่เดิมอาจเป็นจุดเสี่ยงให้เกิดการรับ–ให้สินบน การเลือกใช้ระบบ End-to-End Service จึงเข้ามาช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและปิดโอกาสในการเรียกรับผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลทั้งด้านการเงินและภาษี ยังเป็นการตรวจสอบที่รัดกุมมากยิ่งขึ้น

แนวทางการดำเนินการภายใต้มาตรการนี้ประกอบด้วยด้านต่างๆ ดังนี้:

  • การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านการต่อต้านการทุจริตอย่างเข้มข้น
  • การพัฒนาระบบบริการดิจิทัลเพื่อเพิ่มความโปร่งใส
  • การปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัยและสนับสนุนการทำธุรกิจที่สุจริต
  • การส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและไม่สนับสนุนเรื่องสินบน
  • การปลูกฝังค่านิยมสุจริตตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงองค์กร

ครม. เห็นพ้องยกระดับปราบทุจริต ป้องกันการรับ–ให้สินบนในภาครัฐ โดยการนำความเห็นจาก 17 หน่วยงานมารวมกันเพื่อให้เกิดภาคปฏิบัติที่แท้จริง ไม่ได้เป็นเพียงแค่แผนบนกระดาษเท่านั้น แต่เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เฝ้าระวังเชิงรุก เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่มาตรฐานสากลที่เน้นธรรมาภิบาลเป็นที่ตั้ง

ในความคิดเห็นของผม การที่ภาครัฐออกมาตรการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากจะช่วยลดปัญหาคอร์รัปชันแล้ว ยังช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการของรัฐได้ง่ายขึ้น หวังว่าในอนาคตเราจะได้เห็นการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่โปร่งใสและน่าลงทุนมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – ครม. เห็นพ้องยกระดับปราบทุจริต ป้องกันการรับ–ให้สินบนในภาครัฐ

วิทยุการบินฯ ใช้เทคโนโลยี SMC คุมระบบเดินอากาศปี 2571

วิทยุการบินฯ รับลูกคมนาคม ใช้เทคโนโลยี SMC ตั้งวอร์รูมคุมระบบเดินอากาศทั่วไทยปี 2571

วงการการบินไทยก้าวสู่ยุคใหม่ที่ทันสมัยยิ่งขึ้น เมื่อกระทรวงคมนาคมสั่งเดินหน้ายกระดับน่านฟ้าไทยให้มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาช่วยบริหารจัดการ ล่าสุดได้มีการผลักดันให้ วิทยุการบินฯ รับลูกคมนาคม ใช้เทคโนโลยี SMC ตั้งวอร์รูมคุมระบบเดินอากาศทั่วไทยปี 2571 อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินในอนาคต

ทำความรู้จักระบบ SMC หัวใจสำคัญของการควบคุมน่านฟ้า

ระบบ System Monitoring and Control หรือ SMC เปรียบเสมือน “สมองกล” หรือ “วอร์รูม” ขนาดใหญ่ที่ทำหน้าที่เฝ้าระวังและสั่งการ การที่ วิทยุการบินฯ รับลูกคมนาคม ใช้เทคโนโลยี SMC ตั้งวอร์รูมคุมระบบเดินอากาศทั่วไทยปี 2571 นั้น จะช่วยให้วิศวกรสามารถมองเห็นสถานะการทำงานของอุปกรณ์ทุกชนิดผ่านหน้าจอดิจิทัลแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นระบบสื่อสาร ระบบติดตามอากาศยาน หรือแม้แต่ระบบสนับสนุนพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและเครื่องปรับอากาศ ทุกอย่างจะถูกรายงานเข้ามายังศูนย์ควบคุมกลางทันทีหากมีความขัดข้องเกิดขึ้น

ประโยชน์ที่นักเดินทางและอุตสาหกรรมการบินจะได้รับ:

  • เพิ่มมาตรฐานความปลอดภัย: การตรวจจับปัญหาได้รวดเร็วช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน
  • การแก้ไขปัญหาที่ฉับไว: ระบบ SMC ช่วยให้สั่งการแก้ไขเบื้องต้นจากระยะไกลได้ทันที ลดเวลาหยุดชะงักของอุปกรณ์
  • ยกระดับสู่มาตรฐานสากล: การนำนวัตกรรมมาใช้ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับสายการบินชั้นนำทั่วโลก
  • ประสิทธิภาพสูงสุด: ด้วยการเฝ้าระวังที่แม่นยำ ทำให้การบริหารจราจรทางอากาศมีความคล่องตัวและไร้รอยต่อ

ด้วยเป้าหมายการติดตั้งให้ครบทุกศูนย์ควบคุมการบินทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศ ภายในปี 2571 นี้ ประเทศไทยจะมีความพร้อมในการแข่งขันด้านการบินมากขึ้น การที่ วิทยุการบินฯ รับลูกคมนาคม ใช้เทคโนโลยี SMC ตั้งวอร์รูมคุมระบบเดินอากาศทั่วไทยปี 2571 จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง

ในมุมมองของเรา นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์เรื่องความปลอดภัยที่เข้มงวด แต่ยังแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลของหน่วยงานไทยในการปรับตัวเข้าสู่ยุค Smart Aviation อย่างแท้จริง เชื่อมั่นได้เลยว่าเมื่อระบบนี้เปิดใช้เต็มตัว น่านฟ้าไทยจะมีความราบรื่นและปลอดภัยมากกว่าที่เคยเป็นมาอย่างแน่นอน

ที่มา – วิทยุการบินฯ รับลูกคมนาคม ใช้เทคโนโลยี SMC ตั้งวอร์รูมคุมระบบเดินอากาศทั่วไทยปี 2571

ไชยชนก โชว์วิสัยทัศน์ ไทยพร้อมเป็น แซนด์บ็อกซ์ AI ระดับสากล

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ จากเวทีโลกที่น่าภาคภูมิใจมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ไปปรากฏตัวและโชว์วิสัยทัศน์ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยประกาศก้องว่า ไชยชนก โชว์วิสัยทัศน์ ไทยพร้อมเป็น แซนด์บ็อกซ์ AI ระดับสากล เพื่อยกระดับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของประเทศไทยให้ก้าวไกลไปอีกขั้น

ไชยชนก โชว์วิสัยทัศน์ ไทยพร้อมเป็น แซนด์บ็อกซ์ AI ระดับสากล

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยได้แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้เพียงแค่ใช้งานเทคโนโลยี แต่เรายังให้ความสำคัญกับ ‘ธรรมาภิบาล AI’ อย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการรับมือกับภัยพิบัติ การปราบปรามภัยออนไลน์ หรือการยกระดับบริการภาครัฐ ที่ผ่านมาเราได้จัดตั้งศูนย์ AI Governance Practice Center (AIGPC) เพื่อสร้างมาตรฐานการใช้งานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับความหวังในระดับโลก

การที่ ไชยชนก โชว์วิสัยทัศน์ ไทยพร้อมเป็น แซนด์บ็อกซ์ AI ระดับสากล นั้น ไม่ใช่แค่คำกล่าวอ้างทั่วไป แต่ไทยกำลังเชิญชวนสหประชาชาติ (UN) ให้มองเห็นว่าไทยมีความพร้อมที่จะเป็นสนามทดลองจริง (Real-world Sandbox) เพื่อให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิชาการทั่วโลก ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การพัฒนาธรรมาภิบาล AI ที่นำไปสู่การปฏิบัติได้จริง
  • การสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ประเทศกำลังพัฒนาได้มีส่วนร่วมกำหนดอนาคต
  • การเน้นย้ำว่า AI ที่ดีต้องมอบคุณค่าและความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

ความน่าสนใจอยู่ที่แนวคิดที่ว่า ‘ความสำเร็จไม่ได้วัดแค่เทคโนโลยีที่ฉลาด แต่คือประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ’ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าก้าวย่างของไทยในครั้งนี้จะสร้างมาตรฐานที่ปลอดภัยและยั่งยืนให้กับภูมิภาคและโลกในอนาคต

ในมุมมองของผม นี่คือจุดเริ่มต้นที่น่าตื่นเต้นมากครับ เพราะการเป็น Sandbox ระดับโลกจะช่วยดึงดูดการลงทุนและองค์ความรู้จากทั่วทุกมุมโลกมาสู่บ้านเรา หากไทยทำได้สำเร็จจริงๆ เราจะกลายเป็นหนึ่งในผู้นำด้านดิจิทัลที่สำคัญอย่างแน่นอน มาร่วมติดตามและเป็นกำลังใจให้คนไทยทุกคนในก้าวสำคัญนี้ไปพร้อมกันนะครับ!

ที่มา – “ไชยชนก” โชว์วิสัยทัศน์เวทีโลก ยืนยันไทยพร้อมเป็น “แซนด์บ็อกซ์ AI” ระดับสากล

อนุทิน ทำพิธีพุทธาภิเษก จัดสร้างเหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น ปลอดโรค ปลอดภัย

สวัสดีครับเพื่อนๆ สายมูและสายบุญทุกท่าน วันนี้มีข่าวดีที่น่าอนุโมทนาบุญมาฝากกันครับ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปเป็นประธานในพิธีสำคัญ นั่นคือการจัดงาน อนุทิน ทำพิธีพุทธาภิเษก จัดสร้างเหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น ปลอดโรค ปลอดภัย ณ วัดห้วยมงคล จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งบรรยากาศในงานนั้นเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์และพลังศรัทธาอย่างเต็มเปี่ยมครับ

อนุทิน ทำพิธีพุทธาภิเษก จัดสร้างเหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น ปลอดโรค ปลอดภัย

การจัดสร้างเหรียญหลวงพ่อทวดในรุ่นนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างวัตถุมงคลเพื่อให้ประชาชนได้เช่าบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคลเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่มีวัตถุประสงค์ที่น่ายกย่องอย่างมาก เพราะรายได้ทั้งหมดจะนำไปสนับสนุนภารกิจของมูลนิธิพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี (มูลนิธิ สอน.) เพื่อนำไปใช้พัฒนางานสาธารณสุขในสถานีอนามัยพระราชทานถึง 92 แห่งทั่วประเทศครับ

ทำไมต้องรุ่น ปลอดโรค ปลอดภัย?

ชื่อรุ่น อนุทิน ทำพิธีพุทธาภิเษก จัดสร้างเหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น ปลอดโรค ปลอดภัย นี้ถือว่ามีความหมายที่สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบันมาก เพราะสุขภาพของคนไทยเป็นเรื่องสำคัญที่สุดครับ โดยทางมูลนิธิฯ ได้กำหนดเป้าหมายไว้ชัดเจนว่า:

  • เพื่อยกระดับระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิให้เข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น
  • จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นเข้าสู่สถานีอนามัยในพื้นที่ห่างไกล
  • สนับสนุนเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อให้การรักษาพยาบาลมีประสิทธิภาพสูงสุด
  • ปรับปรุงอาคารและภูมิทัศน์ของสถานีอนามัยให้เป็นสถานีอนามัยต้นแบบ

การดำเนินการเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้นตามชื่อรุ่นของเหรียญ แต่ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบสาธารณสุขฐานรากอย่างยั่งยืนอีกด้วย สำหรับใครที่กำลังมองหาวัตถุมงคลที่มีคุณค่าทั้งทางจิตใจและได้ร่วมทำบุญใหญ่ ถือว่าเหรียญรุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่ดีมากเลยครับ

ในส่วนของพิธีกรรมทางศาสนา นายอนุทินได้ร่วมทำพิธีอย่างสมเกียรติ ตั้งแต่เริ่มจุดเทียนบูชาพระรัตนตรัยจนกระทั่งเสร็จสิ้นพิธีพุทธาภิเษก โดยมีพระเกจิอาจารย์และคณะสงฆ์ร่วมเจริญพระพุทธมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่เหรียญรุ่นนี้ เพื่อให้ผู้ที่นำไปบูชาได้รับแต่สิ่งดีๆ ทั้งสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และจิตใจที่ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวงครับ

สุดท้ายนี้ ผมมองว่าโครงการที่ใช้พลังศรัทธามาควบคู่กับงานด้านสาธารณสุขแบบนี้ เป็นสิ่งที่น่าสนับสนุนมากครับ เพราะได้ทั้งบุญกุศลและยังได้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อสังคมไทยโดยตรง หากเพื่อนๆ สนใจร่วมทำบุญพัฒนาสถานีอนามัยพระราชทาน สามารถติดตามข่าวสารการเปิดให้บูชาเหรียญรุ่นนี้ได้จากมูลนิธิ สอน. โดยตรงเลยครับ หวังว่าทุกคนจะมีสุขภาพที่ “ปลอดโรค ปลอดภัย” ตามชื่อเหรียญกันทุกคนนะครับ

ที่มา – “อนุทิน” ทำพิธีพุทธาภิเษก จัดสร้างเหรียญหลวงพ่อทวด รุ่น “ปลอดโรค ปลอดภัย”

Scroll to top