เลือกตั้งทั่วไป

ฮือฮา แร็ปเปอร์หนุ่ม ชนะเลือกตั้งเนปาล จ่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ฮือฮา แร็ปเปอร์หนุ่ม ชนะเลือกตั้งเนปาล จ่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ข่าวนี้สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อบาเลนดรา ชาห์ แร็ปเปอร์หนุ่มวัย 35 ปี สามารถเอาชนะอดีตนายกรัฐมนตรี ชาร์มา เคพี โอลี ในการเลือกตั้งทั่วไปของเนปาลได้สำเร็จ พรรค RSP ของเขาคว้าชัยชนะอย่างเด็ดขาด ทำให้ชาห์มีสิทธิ์ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของประเทศ

ฮือฮา แร็ปเปอร์หนุ่ม ชนะเลือกตั้งเนปาล จ่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

เมื่อวันเสาร์ที่ 7 มีนาคม 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งเนปาลประกาศยืนยันผลการเลือกตั้ง โดยพรรค RSP นำโดยบาเลนดรา ชาห์ ชนะเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ ในเขตเลือกตั้งของโอลีเอง ชาห์ได้รับคะแนนโหวต 68,348 เสียง เอาชนะคู่แข่งที่ได้เพียง 18,734 เสียง ทำให้เขาได้ที่นั่งในสภาและก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ

การเลือกตั้งครั้งนี้จัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม ถือเป็นครั้งแรกหลังจากกลุ่มเจนซี (Gen Z) ประท้วงโค่นล้มรัฐบาลเมื่อเดือนกันยายนปีก่อน เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงที่กำลังแผ่ขยายในเนปาล ซึ่งเป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ แต่การเมืองมักถูกครอบงำโดยพรรคใหญ่ โดยเฉพาะพรรคคอมมิวนิสต์สองพรรค

背景การเมืองเนปาลและบทบาทของแร็ปเปอร์หนุ่ม

ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา การเมืองเนปาลอยู่ในวงจรรัฐบาลผสมที่หมุนเวียนอำนาจกันไม่หยุดหย่อน ชาวเนปาลจำนวนมากผิดหวังกับปัญหาว่างงาน ค่าแรงต่ำ และการอพยพไปทำงานต่างประเทศ บาเลนดรา ชาห์ ซึ่งเคยเป็นนายกเทศมนตรีกรุงกาฐมาณฑุ ลาออกในเดือนมกราคมเพื่อลงสมัครในเขตของโอลี เขาใช้เพลงแร็ปและโซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือรณรงค์ ดึงดูดเด็กรุ่นใหม่ที่กระหายความเปลี่ยนแปลง

ชัยชนะของชาห์ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นสัญญาณว่าคนรุ่นใหม่สามารถท้าทายยักษ์ใหญ่การเมืองได้ พรรค RSP เปิดร่างนโยบายเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยมุ่งแก้ปัญหาหลักของประชาชน

  • สร้างงาน 1.2 ล้านตำแหน่ง เพื่อลดการอพยพย้ายถิ่นฐาน
  • ยกระดับรายได้ต่อหัวจาก 1,447 ดอลลาร์ เป็น 3,000 ดอลลาร์ ภายใน 5 ปี
  • ขยายเศรษฐกิจให้โตสองเท่า สู่ 1 แสนล้านดอลลาร์
  • จัดสวัสดิการประกันสุขภาพให้ประชาชนทุกคน

นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ความอัดอั้นของเยาวชนเนปาลที่ต้องดิ้นรนหางานในอินเดียหรือตะวันออกกลาง ชาห์ยังสัญญาจะต่อสู้กับคอร์รัปชันและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อให้เนปาลก้าวสู่ความมั่งคั่ง

ความหมายของชัยชนะครั้งนี้ต่ออนาคตเนปาล

ฮือฮา แร็ปเปอร์หนุ่ม ชนะเลือกตั้งเนปาล จ่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ สร้างประวัติศาสตร์ให้เจนซีที่เพิ่งเข้าสู่การเมือง การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นบททดสอบว่าคนรุ่นใหม่จะโน้มน้าวคนทั้งประเทศได้หรือไม่ หรือนักการเมืองรุ่นเก่าจะยังครองอำนาจ หากชาห์ขึ้นเป็นนายกฯจริง เขาจะต้องเผชิญความท้าทายใหญ่ เช่น เจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล และพิสูจน์นโยบาย ambitious เหล่านั้น

ในมุมมองของผู้เขียน ชัยชนะนี้เป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชียใต้ ที่การเมืองมักถูกครอบงำโดยตระกูลหรือพรรคเก่าแก่ แร็ปเปอร์อย่างชาห์พิสูจน์ว่าดนตรีและกระแสโซเชียลสามารถเปลี่ยนแปลงการเมืองได้ ลองนึกภาพนายกรัฐมนตรีที่แร็ปเพลงเรียกศัตรูทางการเมืองสิ น่าตื่นเต้นแค่ไหน!

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ คุณคิดอย่างไรกับแร็ปเปอร์ที่จ่อเป็นนายกฯ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ รู้ข่าวฮือฮานี้ด้วยนะ!

ที่มา – ฮือฮา แร็ปเปอร์หนุ่ม ชนะเลือกตั้งเนปาล จ่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้เพราะสงคราม

สถานการณ์ในพม่า (เมียนมา) ยังคงตึงเครียดและส่งผลกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ล่าสุด ผู้นำรัฐบาลทหารพม่ายอมรับอย่างเป็นทางการว่า ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงคราม กลางเมืองที่ยังคงยืดเยื้อตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2021 ทำให้การจัดการเลือกตั้งทั่วประเทศเป็นไปไม่ได้

พลเอก มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา กล่าวในการแถลงการณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐในกรุงเนปิดอว์ว่า รัฐบาลไม่สามารถจัดการเลือกตั้งในทุกพื้นที่ของประเทศได้ 100% อย่างไรก็ตาม จะมีการจัดเลือกตั้งซ่อมในบางพื้นที่ภายหลังจากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เกิดขึ้น

รายงานจากรัฐบาลระบุว่า กองทัพสามารถจัดทำทะเบียนราษฎรเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลของผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้เพียง 145 เขต จากทั้งหมด 330 เขตทั่วประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงข้อจำกัดในการควบคุมพื้นที่ของรัฐบาลทหารท่ามกลางสถานการณ์สงครามกลางเมืองที่ยังคงดำเนินอยู่

ภายใต้กฎเกณฑ์ใหม่ พรรคการเมืองที่จะมีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง จะต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 50,000 คน และมีทุนจดทะเบียนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านจ๊าต หรือประมาณ 1.7 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เข้มงวด ทำให้มีเพียง 6 พรรคการเมืองเท่านั้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อกำหนด

ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงคราม

การเลือกตั้งในพม่า ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนธันวาคมนี้ ถือเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับตั้งแต่การยึดอำนาจ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และนานาชาติมองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเพียงการเลือกตั้งลวงตา หรือเป็นเครื่องมือที่รัฐบาลทหารใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของตนเอง มากกว่าที่จะเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านจำนวนมากถูกห้ามลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือปฏิเสธที่จะเข้าร่วมกระบวนการดังกล่าว

ทำไมผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้

ปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงคราม คือสถานการณ์ความไม่สงบและการต่อต้านรัฐบาลทหารที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ การที่รัฐบาลทหารไม่สามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้การจัดทำทะเบียนราษฎรและการจัดการเลือกตั้งเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกี่ยวกับคุณสมบัติของพรรคการเมืองที่ต้องการลงสมัครรับเลือกตั้ง ยังเป็นการกีดกันพรรคการเมืองฝ่ายค้าน และจำกัดทางเลือกของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

รัฐบาลทหารเมียนมาได้เชิญประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมสังเกตการณ์การเลือกตั้ง ซึ่งจะเริ่มต้นในวันที่ 28 ธันวาคม และดำเนินไปจนถึงเดือนมกราคมปีหน้า ประเด็นนี้คาดว่าจะถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จะมีขึ้นในปลายเดือนนี้

มาเลเซียซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในปีนี้ มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้มีการแก้ไขวิกฤตในเมียนมา การพบปะหารือระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียกับพลเอก มิน อ่อง หล่าย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญของความพยายามทางการทูตในภูมิภาค

ปัญหาในพม่ามีความซับซ้อนและต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อแก้ไขอย่างยั่งยืน การที่ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงคราม แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการนำพาประเทศกลับสู่ภาวะปกติและสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริง

ถึงแม้สถานการณ์ในพม่าจะยังคงมีความท้าทาย แต่ความพยายามทางการทูตและความมุ่งมั่นของประชาชนชาวพม่าในการเรียกร้องประชาธิปไตยยังคงเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เราหวังว่าในอนาคตอันใกล้ พม่าจะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและกลับคืนสู่เส้นทางแห่งสันติภาพและประชาธิปไตยได้

ที่มา – ผู้นำพม่ายอมรับ จัดเลือกตั้งทั่วประเทศไม่ได้ เพราะสงครามกลางเมืองยังยืดเยื้อ

“ชัยชนะ” หนุน “อภิสิทธิ์” ขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยื่นเทเสียงขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค “เดชอิศม์” ลดเป้าจากคั่วหัวหน้าเหลือเก้าอี้เดิม ภูมิใจไทยแห่ขันหมากขอ “อวยพรศรี” เข้ามุ้งอีกราย

วันที่ 21 กันยายน 2568 ความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับพรรคใหม่ ยังคงสัดส่วนกลุ่มโหวตเตอร์ออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญที่จะสามารถเลือกบุคคลที่ลงชิงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคในวันที่ 18 ตุลาคมนี้ คือ โหวตเตอร์กลุ่ม สส., โหวตเตอร์กลุ่มกก.บห. และโหวตเตอร์กลุ่มตัวแทนสาขาพรรค รวมถึงอดีต สส. อดีตรัฐมนตรี และกลุ่มผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ลงในนามพรรค

โดยปรากฏว่า นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช และรักษาการรองหัวหน้าพรรคที่รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ ได้เริ่มเดินสายขอเสียงจาก สส.ของพรรค โดยระบุเหตุผลกับ สส.พรรคประชาธิปัตย์ปัจจุบันว่า จะรวบรวมเสียง สส. และ กก.บห. เพื่อให้การสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้กลับมาสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อผลักดันให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งในที่ประชุมใหญ่วิสามัญพรรค พร้อมกับการเสนอตัวขอทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรคคนใหม่ ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับพรรคผู้ที่ได้รับเลือกตั้งให้เป็นหัวหน้าพรรค จะเป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่จะมาทำหน้าที่เป็นเลขาธิการพรรค โดยนายชัยชนะขอเข้าพบนายอภิสิทธิ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมรายงานสถานการณ์ในพรรคและการรวมเสียงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ ซึ่งเจ้าตัวรับฟังและขอบใจ แต่ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ

“ชัยชนะ” หนุน “อภิสิทธิ์” ขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“เดชอิศม์” ลดเป้าจากคั่วหัวหน้า เหลือเก้าอี้เลขาฯ พรรค

ขณะที่ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการเลขาธิการพรรค แม้จะหลบสื่อไม่เดินทางเข้าพรรค ไม่รับสายโทรศัพท์สื่อมวลชน แต่ได้ให้นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา และรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นบุตรชายก็เริ่มเดินขอเสียงภายในจากบรรดา สส. และ กก.บห. เพื่อให้การสนับสนุนนายเดชอิศม์ให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แต่เมื่อวัดกระแสการตอบรับภายในพรรคแล้ว พบว่าไม่ได้รับความนิยม เพราะการดูแล สส. และคนในพรรคที่ผ่านมาล้วนเป็น นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ที่ดูแลทั้งเงินรายเดือนของ สส. เงินจัดกิจกรรมงานต่างๆ ของพรรค รวมถึงค่าใช้จ่าย เงินเดือนของเจ้าหน้าที่พรรคเพียงคนเดียว เพียง 2 สัปดาห์ทำให้ต้องลดเป้าจากการเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงมาเหลือเป็นเลขาธิการพรรค

ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่ สส.พรรคประชาธิปัตย์ที่มีท่าทีจะย้ายพรรคไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคอื่นในการเลือกตั้งครั้งหน้า ส่วนใหญ่ต่างแสดงออกท่าทีไม่สนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเห็นว่าหากนายอภิสิทธิ์กลับมาบริหารพรรคประชาธิปัตย์ทันการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์ในพื้นที่ภาคใต้จะพลิกกลับมาแข็งแรงและกลายเป็นคู่ต่อสู้ของพรรคการเมืองอื่นๆ ที่ส่งคนลงแข่งขันในภาคใต้ในอนาคตอันใกล้

อนาคตพรรคประชาธิปัตย์กับตำแหน่งหัวหน้าพรรค

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ นับว่าเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของสมาชิกพรรคในการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางและอนาคตของพรรคในสมรภูมิการเมืองไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันเดียวกันนี้ นางนาที รัชกิจประการ ภรรยาของ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และแกนนำพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ พร้อม น.ส.วาริณ ชิณวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือ นายกน้ำ เดินทางไปที่บ้านของ นางอวยพรศรี เชาวลิต สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในอำเภอท่าศาลา เพื่อเจรจาทาบทามขอให้นางอวยพรศรี ย้ายมาสังกัดพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยท่าทีของนางอวยพรศรี และสามีคือนายอภินันท์ เชาวลิต นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าศาลา หรือ นายกเอ ตกปากรับคำที่จะย้ายพรรคตามคำเชิญไปร่วมงานทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้าเป็นที่แน่นอนแล้ว.

การเปลี่ยนแปลงภายในพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีผลต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคตอย่างมาก

ที่มา – “ชัยชนะ” ดอดพบ “อภิสิทธิ์” หนุนขึ้นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แลกนั่งเลขาฯ พรรค

Scroll to top