เลือกตั้งปี 2569

โฆษกปชป. ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังโพลพุ่ง!

โฆษกปชป. ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง

“พงศกร ขวัญเมือง” ขอบคุณคนกรุงเทพฯ หลังนิด้าโพล เผย คะแนนนิยมพรรคประชาธิปัตย์ พุ่งสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า ขอโอกาสอีกครั้งให้กลับมารับใช้ดูแล

วันที่ 21 ธ.ค. 2568 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) กล่าวขอบคุณพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ต่อผลการสำรวจ “กระแสการเมืองกรุงเทพมหานคร” ล่าสุดของนิด้าโพล ที่สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อพรรคประชาธิปัตย์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยคะแนนนิยมขยับสูงขึ้นเกือบ 4 เท่า เมื่อเทียบกับผลการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ผลโพลครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางการเมือง แต่เป็นสัญญาณของความไว้วางใจ และการเปิดใจของคนกรุงเทพฯ ที่ให้โอกาสพรรคประชาธิปัตย์ได้พิสูจน์ตัวเองอีกครั้ง

พรรคประชาธิปัตย์ขอขอบคุณพี่น้องคน กทม.อย่างจริงใจ ที่เปิดใจ และมอบความไว้วางใจให้พรรคถือเป็นกำลังใจสำคัญของพวกเราทุกคน ทำงานด้วยความรับผิดชอบต่อความหวังของประชาชน เพราะตระหนักดีว่ายังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจ และยังมองหาพรรคการเมืองที่สามารถเป็นความหวังใหม่ของกรุงเทพฯ ได้อย่างแท้จริง พรรคประชาธิปัตย์พร้อมพิสูจน์ตัวเองด้วยการทำงาน จึงขอโอกาสจากคนกรุงเทพฯ อีกครั้ง ให้เราได้กลับมารับใช้ ดูแล และทำงานเพื่อตอบโจทย์คน กทม. และเมืองนี้ ด้วยการเมืองสุจริต การทำงานแบบมืออาชีพ และความจริงใจต่อประชาชนทุกคน

พรรคประชาธิปัตย์ขอบคุณคนกรุงเทพฯ

ผลสำรวจของนิด้าโพลแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรคประชาธิปัตย์ การที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการที่พรรคต้องรักษาและต่อยอดความไว้วางใจนี้ด้วยการทำงานอย่างหนักและมุ่งมั่นเพื่อแก้ไขปัญหาของคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ปัจจุบัน กรุงเทพมหานครเผชิญกับความท้าทายมากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร ปัญหามลพิษ ปัญหาอาชญากรรม และปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะตัวแทนของประชาชนคนกรุงเทพฯ พร้อมที่จะเป็นแกนนำในการผลักดันนโยบายและโครงการต่างๆ ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ ให้ดีขึ้น

นโยบายที่พรรคให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่:

  • การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ สะดวก และเข้าถึงได้ง่าย เพื่อลดปัญหาการจราจรและมลพิษ
  • การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี
  • การสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยการเพิ่มกำลังตำรวจ ติดตั้งกล้องวงจรปิด และปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย
  • การส่งเสริมการลงทุนและการจ้างงาน เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนกรุงเทพฯ

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นตั้งใจจริง เราจะสามารถสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคนได้ อย่าปล่อยให้โอกาสดีๆ หลุดลอยไป ร่วมกันสร้างกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิมไปกับเรา

ที่มา – โฆษกปชป. ขอบคุณ คนกรุงเทพฯ หลังผลโพลพุ่ง ขอโอกาส รับใช้อีกครั้ง

ยศชนัน หาเสียงครั้งแรก! อนุชาหนุนเต็มที่


“ยศชนัน” นำทีมเพื่อไทยลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรกที่อยุธยา มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาน้ำและเกษตรกรรมอย่างครบวงจร ด้าน “อนุชา” การันตีความสามารถของยศชนัน พร้อมสนับสนุนให้คนไทยเลือกนายกฯ คนนี้ ขณะที่ “จุลพันธ์” เปิดนโยบายประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ ต.ชายนา อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรค พท. พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. อาทิ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด นายจักรพงษ์ แสงมณี รองหัวหน้าพรรค นายอนุชา นาคาศัย ลงพื้นที่พบปะประชาชน เพื่อรับฟังปัญหาและนำเสนอแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งถือเป็นการลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรกของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ โดยช่วงหนึ่งมีประชาชนสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับผลกระทบจากน้ำท่วม เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้เป็นพื้นที่รับน้ำ จึงต้องการให้มีการบริหารจัดการกระจายน้ำไปยังพื้นที่อื่น ๆ เพื่อลดผลกระทบจากน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน พร้อมทั้งขอให้พิจารณาเรื่องการเยียวยาที่ผ่านมา ซึ่งมักจะได้รับเงินช่วยเหลือหลังจากน้ำลดลงแล้ว

นายยศชนัน กล่าวว่า สถานการณ์ปัจจุบันมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข การกำหนดนโยบายจากในห้องประชุมเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง ดังนั้น การลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากประชาชนโดยตรงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทราบถึงสิ่งที่ต้องดำเนินการก่อนหลัง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน นอกจากนี้ เรื่องราคาสินค้าเกษตรเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลอย่างครบวงจร ทั้งในเรื่องราคาตกต่ำและการปลูกพืชนอกฤดูกาล รวมถึงการเจรจากับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลืออย่างทั่วถึง สำหรับสถานการณ์น้ำท่วม การเยียวยาต้องมีความเหมาะสม และจำเป็นต้องมีระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการแก้ไขปัญหา และการแก้ไขปัญหาน้ำไม่ใช่แค่ใน จ.พระนครศรีอยุธยา แต่ต้องพิจารณาถึงต้นน้ำด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีโครงการขนาดใหญ่เกี่ยวกับน้ำ แต่ถูกระงับไป

ยศชนัน ลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรก! อนุชาหนุนเต็มที่

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ต้องการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลว่า แม้จะมีปัญหาที่ชายแดน แต่ไม่ควรละเลยประชาชนที่อยู่เบื้องหลัง ชาวเสนานั่งแช่น้ำมา 3 เดือน เช่นเดียวกับชาวหาดใหญ่ที่ไม่ควรถูกลืม รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและเยียวยาให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว สภาพน้ำในเสนาลดลงไม่เกินคืบจากครั้งก่อนที่เคยมา ส่วนการเยียวยาจากรัฐบาล 9,000 บาทได้รับการอนุมัติแล้ว แต่ 20,000 บาท ยังไม่ได้รับ จึงขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการ เพราะความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้ สำหรับราคาพืชผล สมัย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีโครงการจำนำข้าวที่ทำให้เงินถึงมือเกษตรกรอย่างแน่นอน แต่ในปัจจุบันไม่สามารถทำได้แล้ว จึงต้องเปลี่ยนกลไก วันนี้พรรคเพื่อไทยขอนำเสนอนโยบายด้านการเกษตร คือ การประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ซึ่งเป็นนโยบายที่จะขับเคลื่อน พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะแก้ไขทั้งราคาพืชผลเกษตรและปัญหาน้ำ หากได้รับโอกาสในการทำงาน

อนุชา การันตี ยศชนัน เป็นคนเก่ง

ขณะที่นายอนุชา กล่าวว่า เข้าใจถึงชีวิตของชาวไร่ชาวนา ซึ่งเป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ และเป็นผู้สร้างรายได้แรกของแผ่นดิน เหตุผลที่ทำให้คิดถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะทั้งสองท่านทำให้ประชาชนกินดีอยู่ดี มีความหวังในอนาคต วันนี้นายยศชนัน คือว่าที่นายกฯ ของเรา จากการพูดคุยพบว่าเป็นบุคคลที่มีความสามารถ ตนยอมรับในสติปัญญาและวิสัยทัศน์ของท่าน ยืนยันได้ว่าเป็นคนเก่งของประเทศ เพราะคิดแบบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ไม่ต้องคาดเดาหรือพยากรณ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนชื่นชม และรับรองได้ว่าประเทศไทยจะได้คนดีมีความสามารถมาบริหารประเทศอย่างแน่นอน จึงขอให้ประชาชนบอกต่อคนไทยทั้งประเทศ ให้สนับสนุนนายกฯ คนนี้มาดูแลประเทศของเรา และนำพรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นพรรครัฐบาลพรรคเดียว เพื่อให้พี่น้องชาวนาอยู่ดีกินดีอย่างแน่นอน

การลงพื้นที่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคเพื่อไทยในการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% ถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจและอาจเป็นทางออกสำหรับเกษตรกรไทยได้

ที่มา – “ยศชนัน” ลงพื้นที่หาเสียงครั้งแรก “อนุชา” การันตีคนเก่ง ขอให้คนไทยเอานายกฯคนนี้

กกต. ประกาศวันออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 69

กกต. ออกประกาศวันออกเสียงประชามติ วันเดียวกับวันเลือกตั้ง ยันต้องไปใช้สิทธิ 8 ก.พ. 69 เท่านั้น เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการออกเสียงประชามติครั้งสำคัญที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กำหนดให้ วันออกเสียงประชามติ ตรงกับวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ใหม่เป็นการทั่วไป นั่นคือวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2568 ซึ่งกำหนดให้นายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับ กกต. ในการกำหนดวันออกเสียงประชามติ

สาระสำคัญของกฎหมายดังกล่าวระบุว่า หากการเลือกตั้ง สส. ใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป และอยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับการออกเสียงประชามติ สามารถกำหนดให้ วันออกเสียงประชามติ และวันเลือกตั้งเป็นวันเดียวกันได้ เพื่อความสะดวกและประหยัดงบประมาณ กกต. จึงได้ออกระเบียบรองรับการดำเนินการดังกล่าว ขณะนี้ระเบียบดังกล่าวกำลังรอการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้

กกต. ประกาศวันออกเสียงประชามติ 8 ก.พ. 69

สำนักงาน กกต. ยืนยันว่า การออกเสียงประชามติครั้งนี้จะไม่มีการออกเสียงประชามติล่วงหน้า เนื่องจาก พ.ร.บ. การออกเสียงประชามติ กำหนดให้การออกเสียงประชามติกระทำในวันเดียวกันทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชน จะมีการเปิดให้ลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ดังนั้น ประชาชนที่มีภูมิลำเนาในจังหวัดหนึ่ง แต่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในอีกจังหวัดหนึ่ง สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตได้ โดยไม่ต้องเดินทางกลับไปยังภูมิลำเนาของตนเอง

รายละเอียดการลงทะเบียนออกเสียงประชามติ

กกต. จะประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตให้ประชาชนทราบต่อไป เมื่อระเบียบ กกต. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ คาดว่าระยะเวลาในการเปิดระบบให้ลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขต จะใกล้เคียงหรือคาบเกี่ยวกับการลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตและนอกราชอาณาจักรสำหรับการเลือกตั้ง สส.

  • ตรวจสอบสิทธิเลือกตั้งของคุณได้ที่เว็บไซต์ของ กกต.
  • เตรียมหลักฐานที่จำเป็นสำหรับการลงทะเบียน เช่น บัตรประชาชน
  • ติดตามข่าวสารและประกาศจาก กกต. อย่างใกล้ชิด

การออกเสียงประชามติเป็นสิทธิและหน้าที่ของประชาชนทุกคน อย่าลืมไปใช้สิทธิของท่านใน วันออกเสียงประชามติ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของประเทศ

การที่ กกต. กำหนดให้วันออกเสียงประชามติเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง สส. นั้น ถือเป็นแนวทางที่ช่วยประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการออกเสียงประชามติ และออกมาใช้สิทธิของตนเองอย่างเต็มที่

ที่มา – กกต. ออกประกาศวันออกเสียงประชามติ วันเดียวกับวันเลือกตั้ง ยันต้องไปใช้สิทธิ 8 ก.พ. 69 เท่านั้น

“มนพร” ชูแก้หนี้สินครัวเรือน ชาวนครพนม

“มนพร เจริญศรี” ชูเลือกเพื่อไทยยก จ.นครพนม ตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เดินหน้านโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน ยกแบบอย่าง อดีตนายกฯ ทักษิณ แก้หนี้ IMF สำเร็จมาแล้ว

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางมนพร เจริญศรี อดีต สส.เขต 2 นครพนม และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ปราศรัยพบปะชาวบ้าน ชูนโยบายสนับสนุนพรรคเพื่อไทย รวมพลังชาวนครพนม เลือก ดร.ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ อดีต สส.เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย นายธนากรณ์ ปราณีนิตย์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 3 นครพนม และ ดร.ชาญชัย คำจำปา ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 4 นครพนม พรรคเพื่อไทย โดยมีการชูนโยบายหลักของพรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขปัญหายาเสพติด การส่งเสริมอาชีพ การพัฒนาเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว ยืนยันความจำเป็นนโยบายแก้หนี้สินในครัวเรือน ในช่วงพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาล 2 ปีที่ผ่านมา ได้แก้ปัญหาหนี้สิน ช่วยเหลือประชาชน รวมถึงเกษตรกร มาแล้วจำนวนมาก สามารถฟื้นฟูสภาพคล่องในการค้า การลงทุน มีงานมีอาชีพ มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงมีความจำเป็นจะต้องสนับสนุนพรรคเพื่อไทย เข้ามาสานต่อตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เดินหน้าแก้ปัญหาหนี้สิน

นางมนพร กล่าวว่า ยอมรับว่ารัฐบาลไม่ได้มีโอกาสตั้งรัฐบาลมานานกว่า 10 ปี หลังเข้ามาตั้งรัฐบาลได้สองปี ได้เร่งผลักดันทุกนโยบาย เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทย เนื่องจากเกิดวิกฤตด้านเศรษฐกิจ ทำให้สินค้าราคาแพงขึ้น ค่าครองชีพสูง ประชาชนเกิดหนี้สินมากขึ้น หาเงินยาก ทำให้พรรคเพื่อไทย พยายามเร่งช่วยเหลือปัญหาหนี้สินแก่ประชาชนมาตลอด สำหรับนโยบายที่จะต้องสานต่อคือ การแก้หนี้สินให้กับประชาชน ที่มีปัญหาหนี้นอกระบบ ผ่านธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ให้สามารถกู้ได้ คนละ 50,000 บาท ไม่ต้องมีคนค้ำ นอกจากนี้ยังมีนโยบายแก้หนี้เสียสำหรับประชาชน ที่เป็นหนี้กับธนาคารรัฐ ไม่เกิน 2 แสนบาท ชำระเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นรัฐบาลช่วยเหลือ รวมถึงช่วยเกษตรกร พักชำระหนี้ ทั้งต้นและดอกเบี้ย เป็นเวลา 3 ปี โดยสองปีที่เป็นรัฐบาลแก้หนี้ช่วยเกษตรกรมาแล้วกว่า 6 แสนราย แต่วงเงินคนละไม่เกิน 3 แสนบาท หากเป็นรัฐบาลรอบหน้าเพิ่มวงเงินเป็น 5 แสนบาท

ถามว่า “รัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะเอาเงินมาจากไหน ยืนยันว่าหากเป็นรัฐบาลที่มีศักยภาพ ไม่ต้องกังวลจะเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนสร้างหนี้เพิ่ม จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถหาเงินมาบริหารประเทศได้ ไม่ก่อหนี้ให้ประเทศได้รับผลกระทบ ยกตัวอย่าง: รัฐบาลอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร สามารถบริหารจัดการแก้ไขปัญหาหนี้ IMF จนสำเร็จมาแล้ว ทำให้ประเทศไทยพ้นวิกฤตกลับมายืนหยัดบนเวทีอาเซียนอีกครั้ง ถึงเวลารวมพลังเลือกเพื่อไทย ทุกจังหวัด เข้ามาเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก สานต่อทุกนโยบายรวมถึงเดินหน้าแก้หนี้สินในครัวเรือน ให้ประชาชน มีงาน มีอาชีพมีรายได้ เพิ่มขึ้น สร้างคุณภาพชีวิตที่ดี รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า การท่องเที่ยวของประเทศ”

“มนพร” ชูนโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน อ้อนชาวนครพนม

นางมนพร เจริญศรี เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้หนี้สินครัวเรือน ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวนครพนมและทั่วประเทศ การมีนโยบายที่ชัดเจนและมีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน จะช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและมีกำลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้

ทำไมการแก้หนี้สินครัวเรือนจึงสำคัญ?

การแก้หนี้สินครัวเรือน ไม่ใช่แค่เรื่องของการเงินส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของเศรษฐกิจโดยรวม เมื่อประชาชนมีหนี้สินมากเกินไป จะส่งผลให้กำลังซื้อลดลง การลงทุนน้อยลง และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาหนี้สินจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ

นโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เน้นการแก้หนี้สินครัวเรือน จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง การมีรัฐบาลที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะแก้ไข จะเป็นสิ่งที่นำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

  • การพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปี ช่วยให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัว
  • การให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีคนค้ำ ช่วยให้ผู้ที่ต้องการเงินทุนเข้าถึงแหล่งเงินได้ง่ายขึ้น
  • การลดหนี้เสีย ช่วยลดภาระของประชาชนและกระตุ้นเศรษฐกิจ

มาร่วมกันสนับสนุนนโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน เพื่อสร้างอนาคตที่สดใสให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “มนพร” ชูนโยบายแก้หนี้สินครัวเรือน อ้อนชาวนครพนมเลือกว่าที่ผู้สมัคร สส.เพื่อไทย ยกจังหวัด

เสกสิทธิ์: การเปลี่ยนแปลงต้องผ่านสภา

“เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ ลงสมัคร สส.กทม. เขต 2 พรรคประชาชน มั่นใจว่าประสบการณ์เคลื่อนไหวทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องเดินผ่านสภา ตั้งเป้าผลักดันการปฏิรูปตำรวจและการป้องกันรัฐประหาร

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ในฐานะว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร (สาทร ปทุมวัน ราชเทวี) พรรคประชาชน เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การเป็นนักเคลื่อนไหว ทำให้เขาเห็นว่าหลายประเด็นสามารถผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ หากดำเนินการผ่านกลไกรัฐสภา โดยการเปิดรับสมัครและคัดเลือกผู้สมัครของพรรคประชาชน ถือเป็นช่องทางสำคัญในการขับเคลื่อนวาระต่างๆ ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ

เมื่อถูกถามถึงการปรึกษานางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีต สส.ในพื้นที่ นายเสกสิทธิ์ระบุว่า ทั้งสองรู้จักและเคลื่อนไหวร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2563 จึงไม่มีประเด็นขัดข้องในการพูดคุยกัน ส่วนความพร้อมในการทำงานในพื้นที่นั้น เขายืนยันว่าตนเองเป็นคนราชเทวี มีความคุ้นเคยกับพื้นที่ และได้ลงพื้นที่ศึกษาปัญหามาแล้ว พร้อมที่จะแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

นายเสกสิทธิ์ยอมรับว่ากระแสตอบรับในพื้นที่ยังคงสนับสนุนพรรคประชาชนอย่างเข้มแข็ง โดยประเด็นหลักที่เขาต้องการผลักดันคือการแก้ไขปัญหาสังคมสีเทา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปองค์กรตำรวจ ซึ่งเขาเคยทำงานในคณะอนุกรรมาธิการศึกษาการปฏิรูปตำรวจมาก่อน นอกจากนี้ เขายังเห็นความจำเป็นในการผลักดันกฎหมายเพื่อป้องกันการรัฐประหาร ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับกรณีที่ประชาชนเริ่มหมดศรัทธาต่อพรรคการเมือง รวมถึงพรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย นายเสกสิทธิ์มองว่าเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย และเชื่อว่านโยบายและแนวทางการทำงานที่เป็นรูปธรรม จะสามารถเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้

นายเสกสิทธิ์กล่าวย้ำว่า การเมืองไทยยังมีความหวัง และความหวังที่สำคัญที่สุดคือการเลือกตั้ง โดยขอให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิให้มากที่สุด ส่วนประเด็นการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หากพรรคประชาชนไม่ได้ขับเคลื่อนต่อ นายเสกสิทธิ์ระบุว่าเป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อน จำเป็นต้องเปิดพื้นที่พูดคุย สร้างความเข้าใจ และแสวงหาฉันทามติร่วมกันในสังคม

“เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ มั่นใจประสบการณ์เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องเดินผ่านสภา

การเข้ามาทำงานการเมืองของ “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ นั้น น่าสนใจด้วยหลายเหตุผล ประการแรกคือ ประสบการณ์การเคลื่อนไหวทางสังคมที่เขาสั่งสมมา ทำให้เขามีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับปัญหาและความต้องการของประชาชน ประการที่สองคือ ความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันประเด็นสำคัญ เช่น การปฏิรูปตำรวจและการป้องกันรัฐประหาร ผ่านกลไกรัฐสภา

ทำไม “เสกสิทธิ์” ถึงเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงต้องผ่านสภา?

คำตอบนั้นอาจอยู่ที่ความเชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แม้ว่าหลายคนอาจจะมองว่ารัฐสภาไทยยังมีข้อจำกัดและปัญหาอยู่บ้าง แต่ “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ มองว่ามันยังคงเป็นช่องทางที่สำคัญที่สุดในการผลักดันกฎหมายและนโยบายที่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้ การทำงานในสภาสามารถนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม การสร้างระบบตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจที่เข้มแข็ง และการสร้างสังคมที่เสมอภาคและเป็นธรรมมากขึ้น

นอกจากนี้ นายเสกสิทธิ์ยังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับประชาชน การรับฟังความคิดเห็น และการสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างฉันทามติและผลักดันประเด็นต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จ การเมืองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกคนในสังคม การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การเมืองไทยก้าวหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง

การตัดสินใจของ “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ ที่จะเข้าสู่สนามการเมือง ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ แต่ก็เป็นการเดิมพันที่มาพร้อมกับความหวังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย การเมืองไทยอาจไม่ได้สวยงามอย่างที่หลายคนคาดหวัง แต่ก็ยังคงเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ได้เข้ามาแสดงศักยภาพ และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น

ที่มา – “เสกสิทธิ์” อดีตแนวร่วมธรรมศาสตร์ มั่นใจประสบการณ์เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างต้องเดินผ่านสภา

ปชป. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต

“สกลธี” เปิดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ย้ำผ่านกระบวนการคัดเลือกถูกต้อง คัดกรองชูทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางสุจริต

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะดูแลผู้สมัครลงเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้โพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขตเรียบร้อยแล้ว ผ่านกระบวนการหลายขั้นตอนจาก 150 คนเหลือ 33 คน ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ตั้งใจเสนอตัวเข้ามาเป็นผู้สมัครของพรรค ทุกคนทำได้ดีมาก แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนที่ต้องเสียใจและผิดหวัง เพราะจำนวนคนที่เสนอตัวมีจำนวนมากกว่าจำนวนที่จะส่งลงเลือกตั้งหลายเท่าตัว

ขอเรียนว่าคณะกรรมการสรรหาและกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรค ได้พิจารณาในทุกๆด้าน อย่างดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประวัติการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน บุคลิกภาพ ทัศนคติและอุดมการณ์ทางการเมืองที่สอดคล้องกับแนวทางสุจริต ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของพรรค

นายสกลธีบอกต่อว่า สำหรับคนที่ไม่ได้ไปต่อเชื่อว่าทุกคนมีความตั้งใจและมีคุณค่ามากสำหรับพรรคครับ ตนจะติดต่อดึงคนที่อยากทำงานต่อไปกับพรรคมาช่วยกันทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดินต่อไป เพราะการทำงานการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นผู้แทนราษฎรเท่านั้น ขอแสดงความยินดีกับพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ทั้ง 33 คนด้วยนะครับ…เราจะสู้ไปด้วยกันครับ และวันที่ 22 ธ.ค. เวลา 9.00 น. เชิญพบตัวเป็นๆ และประวัติของทุกคน ในการเปิดตัวผู้สมัครอย่างเป็นทางการ

ปชป. เปิดชื่อ ว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต

สำหรับรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต พรรคประชาธิปัตย์ ประกอบด้วย

  • เขตเลือกตั้งที่ 1 นายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี
  • เขตเลือกตั้งที่ 2 ดร.เจษฎา เลิศธนสาร
  • เขตเลือกตั้งที่ 3 นายอภิมุข ฉันทวานิช
  • เขตเลือกตั้งที่ 4 นายพงศกร ขวัญเมือง
  • เขตเลือกตั้งที่ 5 นายนนธนัตถ์ บุนนาค
  • เขตเลือกตั้งที่ 6 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร
  • เขตเลือกตั้งที่ 7 นายพงศ์พล เตมีย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 8 นายระพีพัฒน์ สุเมธโชติเมธา
  • เขตเลือกตั้งที่ 9 น.ส.วิเวียน จุลมนต์
  • เขตเลือกตั้งที่ 10 ดร.ชัยพร แก้ววาตะ
  • เขตเลือกตั้งที่ 11 น.ส.รมิดา อินทะแพทย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 12 นางพิมชนก เก่าเจริญ
  • เขตเลือกตั้งที่ 13 นายภาณุพงศ์ ลักษณวิศิษฐ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 14 รอ.ดร.นพ.พิชาญศักดิ์ บุญมาศ
  • เขตเลือกตั้งที่ 15 น.ส.ฐิตยากร พรโรจนากูร
  • เขตเลือกตั้งที่ 16 นายสุนันท์ มีนมณี
  • เขตเลือกตั้งที่ 17 นายฐิติวัชร์ ดีประเสริฐวงศ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 18 นายเชิดพันธุ์ เตี่ยไพบูลย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 19 น.ส.กานต์ วนาดรวรวิศาล
  • เขตเลือกตั้งที่ 20 นายรัฐศักดิ์ สุขยิ่ง
  • เขตเลือกตั้งที่ 21 ดร.กิตพล เชิดชูกิจกุล
  • เขตเลือกตั้งที่ 22 นายปรินต์ ทองปุสสะ
  • เขตเลือกตั้งที่ 23 น.ส.วีร์ ศรีวราธนบูลย์
  • เขตเลือกตั้งที่ 24 น.ส.มารีญา ฤกษ์ดี
  • เขตเลือกตั้งที่ 25 นายชยิน พึ่งสาย
  • เขตเลือกตั้งที่ 26 นายสาโรจน์ ซึ้งไพศาลกุล
  • เขตเลือกตั้งที่ 27 น.ส.มณฑาทิพย์ ทิพยชนาพัฒน์
  • เขตเลือกตั้งที่ 28 นายพร้อมพล ธรรมจินดา
  • เขตเลือกตั้งที่ 29 น.ส.ศิริขวัญ นิลกรณ์
  • เขตเลือกตั้งที่ 30 นายคณพล พงศ์พิทยา
  • เขตเลือกตั้งที่ 31 พ.ต.อ.ทศพล โชติคุตร์
  • เขตเลือกตั้งที่ 32 ดร.วิสวัส ทองธีรภาพ
  • เขตเลือกตั้งที่ 33 นายเจตน์สฤษดิ์ เลิศธนสาร

ทำไมต้องจับตาดูผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ทั้ง 33 เขต?

การประกาศรายชื่อผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การคัดเลือกผู้สมัครที่ผ่านกระบวนการที่เข้มข้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของพรรคในการนำเสนอตัวเลือกที่ดีที่สุดให้กับประชาชน

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การทำความรู้จักและทำความเข้าใจกับผู้สมัครในแต่ละเขต จึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

ที่มา – ปชป.เปิดชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส. กรุงเทพฯ ครบ 33 เขต ย้ำคัดกรองมาอย่างดี มีอุดมการณ์และสุจริต

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยันลง สส.สงขลา เขต 9

ท่ามกลางกระแสข่าวการย้ายพรรค “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” อดีต สส.สงขลา ออกมายืนยันหนักแน่นว่าจะยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน พร้อมเตรียมลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม สร้างความชัดเจนให้กับผู้สนับสนุนและสมาชิกพรรค

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม และลงสมัคร สส.สงขลา เขตเลือกตั้งที่ 9 ในนามพรรคดังกล่าว โดยยืนยันหนักแน่นว่า

“ผมอยู่พรรคประชาธิปัตย์ 1,000% ถ้าผมไม่อยู่พรรคประชาธิปัตย์ก็จะเลิกเล่นการเมือง”

นายศักดิ์สิทธิ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในครอบครัวเองก็ไม่มีการพูดคุยเรื่องการเมืองแต่อย่างใด จะมีเพียงน้องชาย 2 คนเท่านั้นที่ย้ายไปอยู่กับพรรคกล้าธรรม ทำให้การยืนยันครั้งนี้เป็นการตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ได้เป็นอย่างดี

“ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลง สส.สงขลา เขต 9 แน่นอน

จากการยืนยันดังกล่าว ทำให้ชัดเจนว่า “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะยังคงลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์ และยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับชาวสงขลา เขต 9 ที่เคยให้ความไว้วางใจมาโดยตลอด การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนในพื้นที่ต่อไป

การตัดสินใจอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ 1,000% และลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนให้กับอนาคตทางการเมืองของตนเองเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมทางการเมืองในจังหวัดสงขลาอีกด้วย การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงยืนหยัดอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของพรรคในพื้นที่ภาคใต้ และยังเป็นการรักษาฐานเสียงเดิมของตนเองอีกด้วย

สำหรับผู้สนับสนุนและประชาชนในพื้นที่สงขลา เขต 9 การตัดสินใจครั้งนี้ของ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ถือเป็นข่าวดี เพราะหมายถึงการที่พวกเขายังคงมีตัวแทนที่เข้าใจปัญหาและความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ลงสมัคร สส.สงขลา เขต 9 อีกครั้ง จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พวกเขาเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาความเจริญและความผาสุกมาสู่ท้องถิ่นได้

สิ่งที่น่าสนใจต่อไปคือ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” จะนำเสนอนโยบายและแนวทางการทำงานอย่างไรเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนในยุคปัจจุบัน การแข่งขันทางการเมืองในเขต 9 สงขลา ย่อมต้องมีความเข้มข้นอย่างแน่นอน และการที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังคงอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การแข่งขันครั้งนี้มีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่ “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยืนยันว่าจะลง สส.สงขลา เขต 9 ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังนักการเมืองคนอื่นๆ ในพื้นที่ว่า การเมืองไม่ใช่แค่เรื่องของการย้ายพรรค แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่น ความภักดี และความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยัน อยู่ประชาธิปัตย์ 1,000% จ่อลง สส.สงขลา เขต 9 เหมือนเดิม

“ชญาภา” วอนหยุดโจมตีการเมืองด้วยเรื่องอดีต!

“ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตมาดิสเครดิตโจมตีการเมือง พ้อแค่ความคิดผิดในอดีตก็แย่พอแล้ว ยืนยัน ครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ ไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ชี้แจงผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว กรณีที่มีการนำความสัมพันธ์ส่วนตัวของตนเองซึ่งเป็นเรื่องในอดีต และได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ไปนานกว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน ไปเชื่อมโยงและใช้เป็นประเด็นโจมตีทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตทำลายความน่าเชื่อถือทางการเมืองของนายยศชนัน ว่า เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก ขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเองว่า ครอบครัวของตนเองไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ ทางการเมืองระหว่าง 2 ประเทศ และไม่เคยได้รับประโยชน์ใดๆ ไม่ว่าจะรูปแบบใดจากการแต่งงานในอดีต และยืนยันว่าครอบครัวเป็นคนไทยที่รักชาติ

นางสาวชญาภา เผยต่อไปว่า ตนเองไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ จึงอยากวอนขอความกรุณาให้งดเว้นการเผยแพร่หรือบิดเบือนข้อมูลใดๆ ที่ไม่เป็นความจริง และขอให้การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “อย่าเอาความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งในอดีตมาใช้โจมตีในทางการเมือง เพราะเพียงแค่ความรู้สึกเสียใจจากเหตุการณ์ดังกล่าวที่เคยคิดผิดในอดีตไปก็แย่พอแล้ว” และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทย โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าว อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพื่อโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองของนายยศชนัน

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

จากกรณีที่นางสาวชญาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ออกมาขอร้องให้หยุดนำเรื่องราวความสัมพันธ์ในอดีตของเธอมาใช้ในการโจมตีทางการเมือง กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเรื่องส่วนตัวในอดีตจึงถูกนำมาโยงกับการเมืองได้ และเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างไรต่อนายยศชนัน

การออกมาเรียกร้องของนางสาวชญาภา แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองและครอบครัว รวมถึงต้องการให้การแข่งขันทางการเมืองเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ โดยปราศจากการใช้ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง หรือการบิดเบือนข้อมูลเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผู้อื่น

ประเด็นสำคัญที่นางสาวชญาภาย้ำคือ ครอบครัวของเธอเป็นคนไทยที่รักชาติ และไม่เคยได้รับผลประโยชน์ใดๆ จากความสัมพันธ์ในอดีต การออกมาพูดในครั้งนี้จึงเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และต้องการให้สังคมเข้าใจว่า เรื่องส่วนตัวของเธอไม่ควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทำความเข้าใจสถานการณ์ “ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของการใช้ข้อมูลส่วนตัว หรือเรื่องราวในอดีตมาเป็นเครื่องมือในการโจมตีทางการเมือง ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะไม่เพียงแต่จะทำร้ายผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ยังเป็นการบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการเมืองโดยรวมอีกด้วย

“ชญาภา” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่จุดประกายให้สังคมได้ทบทวนถึงจริยธรรมในการนำเสนอข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นธรรม เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและมีคุณภาพ

สำหรับการเลือกที่จะเชื่อข้อมูลข่าวสารนั้น ผู้บริโภคควรใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบ ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูล และพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่งประกอบกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนที่สุด ก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อ หรือส่งต่อข้อมูลใดๆ

การที่นางสาวชญาภาออกมาเรียกร้องให้หยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมืองนั้น สมควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบจากทุกฝ่าย และควรเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเน้นการแข่งขันบนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความสุจริต

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ การเมืองควรเป็นการแข่งขันด้วยนโยบายและความสามารถ ไม่ใช่การขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวมาทำลายกัน

ที่มา – “ชญาภา” น้องสาว “ยศชนัน” วอนหยุดนำความสัมพันธ์ในอดีตมาโจมตีทางการเมือง ยันรักชาติ

เลือกตั้ง 2569: ดร.เชน พร้อมชิงนายกฯ

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่หลายพรรคการเมืองต่างเตรียมพร้อมเสนอนโยบายและบุคคลากร หนึ่งในนั้นคือพรรคเพื่อไทยที่ได้เปิดตัว “ดร.เชน ยศชนัน” เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองไม่น้อย ดร.เชนได้ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง โดยแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถนำพานโยบายของพรรคไปสู่การปฏิบัติได้จริง

เลือกตั้ง 2569: ดร.เชน พร้อมชน ไม่กลัวประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงประเด็นที่ถูกเปรียบเทียบกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าไม่ได้รู้สึกกังวลใจ แม้จะมีจุดเริ่มต้นทางการเมืองในวัยใกล้เคียงกัน โดยดร.เชนมองว่าการเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่และการมีนโยบายที่ชัดเจน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง 2569 ที่จะเกิดขึ้น

“ผมเปรียบเทียบว่าถ้าเราขึ้นเวทีเวทีหนึ่ง ถ้าเรากลัวเราก็จะประหม่า คือการที่เราไม่ได้เตรียมความพร้อมมา” ดร.เชนกล่าว นอกจากนี้ยังเสริมว่าตนเองมีส่วนร่วมในการช่วยคิดค้นและสร้างนโยบายต่างๆ ของพรรค และมีความเข้าใจในกลไกการทำงานของภาครัฐเป็นอย่างดี ทำให้มั่นใจว่าจะสามารถผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมได้

ความพร้อมของ ดร.เชน ก่อนลงสนามเลือกตั้ง 2569

ดร.เชน ยศชนัน ยังกล่าวถึงกระแสตอบรับภายหลังการเปิดตัวเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชน มีผู้ให้กำลังใจและแนะนำแนวทางต่างๆ มากมาย ซึ่งตนเองพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและนำไปปรับปรุงพัฒนาต่อไป

ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์กับ สส.กัมพูชา ซึ่งถูกนำมาเชื่อมโยงทางการเมือง ดร.เชนได้ชี้แจงว่า จุดยืนของตนคือการรักษาอธิปไตยของประเทศชาติเป็นสำคัญ และความสัมพันธ์ส่วนตัวของน้องสาวกับ สส.กัมพูชา เป็นเรื่องที่จบลงไปแล้ว จึงไม่ควรนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง

“ประเทศไทยเราไม่น่าจะเอาเรื่องส่วนตัวมาเป็นประเด็นทางการเมือง” ดร.เชนกล่าว พร้อมทั้งย้ำว่าการต่อสู้ทางการเมืองควรมีเป้าหมายเพื่อประโยชน์ของประชาชน และการสร้างสรรค์ประเทศให้ก้าวหน้า

การเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง ถือเป็นสนามการแข่งขันที่สำคัญของทุกพรรคการเมือง การเตรียมพร้อมทั้งในด้านนโยบาย บุคคลากร และการสร้างความเข้าใจกับประชาชน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ ดร.เชน ยศชนัน จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้หรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไป

ดร.เชนถือเป็นอีกหนึ่งนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจับตามอง ด้วยโปรไฟล์ที่น่าสนใจ ประสบการณ์การทำงานที่หลากหลาย และวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการพัฒนาประเทศ เชื่อว่าเขาจะเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในการเลือกตั้ง 2569 ที่กำลังจะมาถึง

การตัดสินใจเลือกใครเข้าไปบริหารประเทศนั้นขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของประชาชนแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตามการมีข้อมูลที่รอบด้านและการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจะช่วยให้เราสามารถเลือกผู้แทนที่เหมาะสมและสามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 : “ดร.เชน” แคนดิตนายกฯ เพื่อไทย ลั่นเตรียมตัวมาพร้อม ไม่กลัวจุดจบแบบ “ลุงทักษิณ”

Scroll to top