เลือกตั้งปี 2569

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

“ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์” อดีต สส.เชียงใหม่ ถอดเสื้อเพื่อไทยทิ้งหันมาสวมเสื้อพรรคประชาชนแทน ลั่นเลือกตั้งรอบนี้หากต้องการเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น ต้องไม่มีทางสายกลาง

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย เปิดตัวลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อในนามพรรคประชาชนอย่างเป็นทางการ พร้อมแสดงจุดยืนทางการเมืองสุดเข้มข้น ชี้สถานการณ์บ้านเมืองถึงจุดเลวร้ายที่สุดจนถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว

นางสาวทัศนีย์กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของประเทศ เพราะปัจจุบันไม่มีทางสายกลางหรือพื้นที่ตรงกลางให้เลือกอีกต่อไป ประชาชนจำเป็นต้องตัดสินใจให้แน่วแน่ว่าจะเลือกอยู่กับที่หรือจะเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้น การใช้สิทธิ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การเลือก สส. แต่คือการเลือกอนาคตและเลือกรัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง รัฐบาลที่จะทำการเปลี่ยนแปลงได้จริงต้องชัดเจนและไม่ประนีประนอมกับสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

นางสาวทัศนีย์เปิดใจถึงการตัดสินใจทิ้งพรรคเก่าอย่างพรรคเพื่อไทยว่า เกิดขึ้นในวันที่พรรคตัดสินใจข้ามเส้น จุดยืนที่เคยประกาศไว้กับประชาชน เมื่อความเชื่อถือถูกทำลาย ตนจึงตัดสินใจเลือกเส้นทางอุดมการณ์ใหม่กับพรรคก้าวไกล (เดิม) จนมาถึงพรรคประชาชนในปัจจุบัน โดยมั่นใจว่าประชาชนเข้าใจเหตุผลที่ตนต้องย้ายค่ายในครั้งนี้

อดีต สส.เชียงใหม่ ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยว่า บริหารประเทศมานานกว่า 2 ปี แต่เรื่องสำคัญอย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับไม่มีความคืบหน้า รวมถึงพรรคภูมิใจไทยที่เคยมีข้อตกลงร่วมกัน (MOA) ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ ยอมรับว่าที่ผ่านมาพรรคประชาชนอาจมีข้อผิดพลาดในการบริหารจัดการบ้าง แต่บทเรียนนั้นทำให้ตระหนักว่าไม่สามารถพึ่งพาปัจจัยอื่นได้นอกจากเสียงประชาชน จึงขอให้การเลือกตั้งครั้งหน้าประชาชนช่วยกันเลือกพรรคประชาชนเพียงพรรคเดียว เพื่อเข้าไปทำภารกิจแก้รัฐธรรมนูญและสร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ให้สำเร็จ

“หากพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล จะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ชัดเจน และยืนอยู่ข้างประชาชนเป็นสำคัญ” นางสาวทัศนีย์ กล่าวทิ้งท้าย

อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

การตัดสินใจครั้งสำคัญของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต สส.เชียงใหม่ ที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่ขออยู่ภายใต้ชายคาพรรคเพื่อไทยอีกต่อไป สร้างความฮือฮาในแวดวงการเมืองอย่างมาก เพราะการย้ายพรรคครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสีเสื้อ แต่เป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

เหตุผลที่ อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน

นางสาวทัศนีย์ ให้เหตุผลว่า การที่พรรคเพื่อไทยตัดสินใจข้ามเส้นและผิดคำสัญญากับประชาชน เป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้ ทำให้เธอตัดสินใจเดินหน้าตามอุดมการณ์ของตนเอง โดยเลือกที่จะเข้าร่วมกับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่เธอมองว่าจะสามารถผลักดันนโยบายที่ตั้งใจไว้ได้จริง

การย้ายพรรคของนางสาวทัศนีย์ครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน เพราะเมื่อความเชื่อใจถูกทำลาย ความศรัทธาในตัวนักการเมืองก็จะลดน้อยลงตามไปด้วย และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้นักการเมืองหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงเส้นทางเดินของตนเอง

การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล

นอกจากเหตุผลเรื่องอุดมการณ์แล้ว นางสาวทัศนีย์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทยในหลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร รวมถึงการที่พรรคภูมิใจไทยไม่สามารถผลักดันข้อตกลงร่วมกันให้เป็นรูปธรรมได้

บทสรุปและมุมมองต่ออนาคต

การประกาศตัวของนางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ ในฐานะผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นการแข่งขันที่เข้มข้นและดุเดือดอย่างแน่นอน เพราะแต่ละพรรคต่างก็พยายามที่จะนำเสนอนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาประเทศที่แตกต่างกัน เพื่อดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน

นางสาวทัศนีย์กล่าวทิ้งท้ายว่า หากพรรคประชาชนได้รับโอกาสในการบริหารประเทศ จะมุ่งเน้นการทำงานที่โปร่งใส ชัดเจน และยึดมั่นในผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะไม่มีพื้นที่สีเทาในการบริหารประเทศอย่างแน่นอน

สิ่งที่น่าสนใจคือ การตัดสินใจของอดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ที่ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น และเป็นเครื่องเตือนใจให้นักการเมืองทุกคน ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน รวมถึงการบริหารประเทศด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – อดีต สส.ตระกูลดังเชียงใหม่ ทิ้งเพื่อไทยซบพรรคประชาชน บอกรับไม่ได้ผิดสัญญากับประชาชน

พลังประชารัฐ ดึงอดีต สส. ย้ายซบ “บิ๊กป้อม”

พลังประชารัฐ เปิดตัวอดีต สส.กาฬสินธุ์ งูเห่าภูมิใจไทย “ประภา เฮงไพบูลย์” ย้ายยกครอบครัวซบ ด้าน “ธีระชัย” พร้อม “พล.อ.ธรรมรักษ์” ต้อนรับ ให้ความมั่นใจประชาชน พรรคทำเพื่อพี่น้องอย่างแท้จริง

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 พลเอกธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ และนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคพลังประชารัฐ ณ ที่ทำการพรรคพลังประชารัฐ ย่านบางโพ ประกอบด้วย นางสาวประภา เฮงไพบูลย์ อดีต สส.กาฬสินธุ์ เขต 4 พรรคภูมิใจไทย เจ้าของฉายาล้มช้าง ซึ่งล้มแชมป์เก่า 5 สมัย ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ย้ายมาซบพรรคพลังประชารัฐ พร้อมด้วย นายศุภสิทธิ์ เฮงไพบูลย์, นายปภัทร เฮงไพบูลย์ และยังมี นายผดุง หน่องพงษ์ อดีตบรรณาธิการข่าว เสนอตัวลงเขตเลือกตั้งที่ 5 จ.ปทุมธานี

การเปิดตัวอดีต สส. ครั้งนี้ ถือเป็นการเสริมทัพให้กับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง ซึ่งนางสาวประภา เฮงไพบูลย์ ถือเป็นบุคคลที่มีความสามารถและประสบการณ์ทางการเมือง การย้ายมาของนางสาวประภาและทีมงาน จึงเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งและความพร้อมของพรรคพลังประชารัฐ ในการที่จะเป็นผู้นำในการพัฒนาประเทศต่อไป

นายธีระชัย กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ ได้คนมาร่วมพัฒนาการเมืองของประเทศไทยร่วมกับพรรค มีประสบการณ์ และศักยภาพสูง โดยแนวทางการจัดทำนโยบายของพรรคพลังประชารัฐ และให้ความมั่นใจกับประชาชนได้รับทราบว่า นโยบายที่พรรคจะนำเสนอจะตอบโจทย์ สำหรับประเทศไทยในอนาคต โดยในระยะสั้นคือ การแก้ปัญหาปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องเศรษฐกิจที่จะเข้าสู่สภาวะยากลำบากมากขึ้น และในระยะยาวจะทำให้การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาประเทศไปสู่โครงสร้างที่ยั่งยืน

“ขอทำหน้าที่แทนหัวหน้าพรรค ต้อนรับผู้สมัครทั้งหมดจากจังหวัดกาฬสินธุ์ที่มีคุณภาพ และให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าการทำงานของพรรคพลังประชารัฐจากนี้จะเป็นทำเพื่อพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นางสาวประภา เป็น 1 ใน 3 สส.พรรคภูมิใจไทย ที่เคยโหวตสวนมติพรรค ไปโหวตสนับสนุนพรรคเพื่อไทยให้ถอนร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) ออกจากการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร.

พลังประชารัฐ ดึงอดีต สส. ย้ายซบ “บิ๊กป้อม”

การตัดสินใจย้ายพรรคของอดีต สส. ครั้งนี้ สร้างความฮือฮาในวงการเมืองเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายจับตามองถึงเหตุผลและความเป็นไปได้ทางการเมืองที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าว การย้ายมาของนางสาวประภา เฮงไพบูลย์ จะส่งผลกระทบต่อพรรคภูมิใจไทยอย่างไร และจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคพลังประชารัฐได้มากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามดูกันต่อไป

ทำไมอดีต สส. ถึงย้ายซบ พลังประชารัฐ?

คำถามที่หลายคนอยากรู้คือ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้นางสาวประภา เฮงไพบูลย์ ตัดสินใจย้ายจากพรรคภูมิใจไทยมาอยู่กับพรรคพลังประชารัฐ มีกระแสข่าวลือมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้ บ้างก็ว่ามีการเจรจาผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว บ้างก็ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภายในพรรคภูมิใจไทยที่ทำให้นางสาวประภารู้สึกไม่สบายใจ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไร การย้ายพรรคครั้งนี้ย่อมมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของนางสาวประภาอย่างแน่นอน

พรรคพลังประชารัฐเองก็ต้องการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค การได้อดีต สส. ที่มีประสบการณ์และฐานเสียงมาเข้าร่วม จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อพรรคอย่างมาก การเปิดตัวนางสาวประภาและทีมงาน จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะแข่งขันในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเมืองไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การย้ายพรรค การรวมกลุ่ม การแย่งชิงอำนาจ ล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นให้เห็นอยู่เป็นประจำ การติดตามข่าวสารทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเป็นไปของประเทศ และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนของเราได้อย่างถูกต้อง

การย้ายพรรคของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องพิจารณาถึงเหตุผลและผลกระทบของการย้ายพรรคแต่ละครั้ง เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองของเราเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ

พรรคการเมืองเป็นเพียงเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบาย สิ่งสำคัญที่สุดคือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง และเลือกผู้แทนที่สามารถเป็นปากเป็นเสียงให้กับเราได้อย่างแท้จริง หากเราทุกคนตระหนักถึงหน้าที่และสิทธิของตนเอง ประเทศไทยของเราก็จะสามารถพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน มาร่วมกันสร้างสังคมการเมืองที่โปร่งใสและเป็นธรรม เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศไทย

ที่มา – พลังประชารัฐ เปิดตัวอดีต สส.งูเห่าภูมิใจไทย ย้ายยกครอบครัวซบ “บิ๊กป้อม”

ครม.เคาะ! ถามประชามติ “เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”

นายกฯ เผย ครม.นัดพิเศษ เคาะส่งคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต. หวังทำได้พร้อมวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ไม่อยากให้เสียบประมาณ 4,000 ล้านโดยใช่เหตุ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาคำถามประชามติที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีกลับให้ ครม. เลือกเพียงคำถามเดียว จากนั้นเวลา 11.42 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้เสนอคำถามประชามติของคณะรัฐมนตรี โดยจะส่งกลับไปยัง กกต. เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างถูกต้องไม่ให้มีการถูกตีความในภายหลัง

ส่วนที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าหากที่ประชุมรัฐสภาเลือกคำถามของพรรคภูมิใจไทยก็จบตั้งแต่แรกนั้น นายอนุทิน ระบุว่า คำถามก็คล้ายๆ กันเพียงแต่ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หากไม่ถูกต้องจะต้องมาตีความ เมื่อประชาชนลงมติไปแล้วเดี๋ยวจะต้องมาลงประชามติใหม่ มันก็ไม่ใช่ที่ เรามีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการให้ถูกต้อง มีการรับรองของทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กรณีคำถามประชามติให้ยกเลิก MOU 2543 และ 2544 พรรคภูมิใจไทยจะนำมาเป็นนโยบายหาเสียงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็เป็นไปได้ ทางพรรคมีความชัดเจนในเรื่องนี้ เมื่อถามอีกว่าการทำประชามตินี้จะพร้อมกับวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตรงนี้อยู่ที่ กกต. แต่ถ้าในส่วนของ ครม. ก็อยากให้ทำในวันเดียวกัน เพราะมีเหตุผลเรื่องความสะดวกและการใช้งบประมาณ หากระยะเวลาห่างกันแค่สัปดาห์เดียวจากที่ตนฟังมาใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท ก็เป็นการเสียบประมาณโดยใช่เหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำถามของคณะรัฐมนตรี คือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่วนคำถามของรัฐสภาที่ส่งมายัง ครม. คือ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ได้ข้อสรุปที่สำคัญเกี่ยวกับการทำประชามติเพื่อถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย ครม. ได้เคาะคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติ และส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คำถามประชามติที่ ครม. เห็นชอบคือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ประเด็นสำคัญของการทำประชามติครั้งนี้คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ การที่ ครม. เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ทำไมต้องถามว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?

การถามความเห็นของประชาชนว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการยืนยันว่ามีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเปิดทางให้มีการดำเนินการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

นอกจากนี้ การทำประชามติยังเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง หากไม่มีการถามความเห็นของประชาชนก่อน อาจมีข้อโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การทำประชามติจึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

การที่นายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นว่าต้องการให้การทำประชามติเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็เป็นเพราะต้องการประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน การทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง และทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการออกเสียงประชามติได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำประชามติยังคงต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กกต. จะต้องตรวจสอบคำถามประชามติให้ถูกต้อง และดำเนินการจัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการทำประชามติสะท้อนความเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง

สรุปแล้ว การที่ ครม. เคาะคำถามประชามติ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำประชามติจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มาร่วมกันแสดงพลังและกำหนดอนาคตของประเทศด้วยเสียงของเรา

ที่มา – เคาะคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต.

“เสธ.เปีย” ชิง สส.กาญจนบุรี พรรคพลังประชารัฐ

“เสธ.เปีย” นำทีมสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ชิงเก้าอี้ สส. 5 เขต กาญจนบุรี รับแข่งขันสูง แต่สู้เต็มที่

การเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ จังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นอีกหนึ่งสมรภูมิที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะการลงชิงชัยเก้าอี้ สส. ของ “เสธ.เปีย” พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ อดีต สส.จากพรรคเพื่อไทย ที่วันนี้ได้นำทีมเข้าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐ เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในทั้ง 5 เขตของจังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ หรือ เสธ.เปีย อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมว่าที่ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี ทั้ง 5 เขต เปิดตัวลงสมัครในนามพรรคพลังประชารัฐอย่างเป็นทางการ สร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองในพื้นที่

พล.อ.สมชาย กล่าวถึงภาพรวมการแข่งขันในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ว่า เขต 1 มีการแข่งขันสูง ทุกพรรคต่างมีความหวังที่จะได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของพี่น้องประชาชนเอง ซึ่งทีมงานจะลงพื้นที่ทำงานอย่างหนัก และทำให้ดีที่สุด ในส่วนของพรรคพลังประชารัฐเอง ก็กำลังเร่งขับเคลื่อนการทำงานของผู้สมัคร โดยจะคัดเลือกผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถ และสามารถทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง

เมื่อถูกถามถึงแนวทางการต่อสู้กับกระแสความนิยมของคนรุ่นใหม่ที่กำลังมาแรงในพื้นที่ พล.อ.สมชาย กล่าวว่า แม้ว่าสังคมโดยทั่วไปจะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ตนเองมองว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การบริหารงานและการพัฒนาประเทศยังคงต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างประสบการณ์ของคนรุ่นเก่า และความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเก่าอาจได้เปรียบในเรื่องของประสบการณ์ที่สั่งสมมา แต่คนรุ่นใหม่ก็มีความกระตือรือร้น และมีความเข้าใจในเทคโนโลยีที่ทันสมัย ซึ่งทั้งสองสิ่งนี้สามารถนำมาผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่สังคมได้

นอกจากนี้ พล.อ.สมชาย ยังกล่าวถึงกระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ที่กำลังมาแรงและเป็นพรรคที่มีขนาดใหญ่ขึ้นว่า ตนเองไม่ได้รู้สึกกังวลแต่อย่างใด เพราะเชื่อว่าทุกพรรคการเมืองต่างก็มีนโยบายและแผนงานที่เป็นของตนเอง และท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกพรรคใดให้เข้ามาบริหารประเทศ

เมื่อถามถึงความมั่นใจในการเลือกตั้งครั้งนี้ พล.อ.สมชาย กล่าวว่า ตนเองตั้งความหวังไว้สูงสุด และจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากประชาชน แม้ว่าการแข่งขันจะค่อนข้างสูง แต่ก็เชื่อว่าด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริง จะสามารถเอาชนะใจประชาชนได้

สำหรับรายชื่อว่าที่ผู้สมัคร สส.กาญจนบุรี ทั้ง 5 เขต ประกอบด้วย พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ ชิง สส.กาญจนบุรี เขต 1, นายจิตรกร ว่องประเสริฐ เขต 2, นายเดชาธร ชมเพ็ชร เขต 3, นายเผ่าพันธุ์ ดอกมะลิป่า เขต 4, นายวันชัย สินประเสริฐ เขต 5

“เสธ.เปีย” ชิง สส.กาญจนบุรี พรรคพลังประชารัฐ

ใครคือ “เสธ.เปีย” ผู้ท้าชิง สส.กาญจนบุรี?

พล.อ.สมชาย วิษณุวงศ์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เสธ.เปีย” ถือเป็นนักการเมืองมากประสบการณ์ในจังหวัดกาญจนบุรี เคยดำรงตำแหน่ง สส. ในนามพรรคเพื่อไทยมาแล้ว ก่อนที่จะตัดสินใจย้ายมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐในการเลือกตั้งครั้งนี้ ด้วยประสบการณ์และความเข้าใจในพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้ “เสธ.เปีย” เป็นผู้สมัครที่น่าจับตามองในการชิง สส.กาญจนบุรี

การตัดสินใจของ “เสธ.เปีย” ในการย้ายพรรคครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในจังหวัดกาญจนบุรี และบ่งบอกถึงการแข่งขันที่ดุเดือดในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ พรรคพลังประชารัฐหวังเป็นอย่างยิ่งว่า “เสธ.เปีย” และทีมงาน จะสามารถนำพาความสำเร็จมาสู่พรรค และเป็นตัวแทนของประชาชนชาวกาญจนบุรีได้อย่างแท้จริง

การชิง สส.กาญจนบุรี ในครั้งนี้จึงเป็นการแข่งขันที่น่าติดตามอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการขับเคี่ยวกันระหว่างผู้สมัครจากพรรคต่างๆ และการตัดสินใจของประชาชนที่จะเป็นผู้ตัดสินว่าใครจะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของพวกเขาในสภาผู้แทนราษฎร

ที่มา – “เสธ.เปีย” นำทีมสวมเสื้อพรรคพลังประชารัฐ ชิงเก้าอี้ สส. 5 เขต กาญจนบุรี

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ ฝากให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ

“อิ๊งค์ แพทองธาร” พร้อมสามี เข้าเยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” เผยข้อความฝากให้กำลังใจ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย บอก เข้าสู่วงการการเมืองตอนอายุเท่าๆ กัน

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายปิฎก สุขสวัสดิ์ สามี เดินทางมาเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งในครั้งนี้จะเป็นการเยี่ยมครั้งที่ 26 หลังคุมขังครบ 3 เดือน เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมที่ผ่านมา

ต่อมาเวลา 10.30 น. น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ออกมาจากเรือนจำภายหลังการเยี่ยมนายทักษิณ โดยผู้สื่อข่าวสอบถามว่านายทักษิณได้มีการคุยกับคุณพ่อเรื่องการเปิดตัว ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ ดร.เชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งคุณพ่อบอกว่าตัวแคนดิเดตเริ่มเข้าวงการการเมืองตอนอายุ 46 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุเท่าๆ กัน และคุณพ่อก็ได้ฝากให้กำลังใจแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยด้วย จากนั้น น.ส.แพทองธาร และนายปิฎก ได้ทักทายประชาชนที่เดินทางให้กำลังใจ ก่อนขึ้นรถเดินทางกลับ.

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ เผยฝากให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

ความเคลื่อนไหวทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “อิ๊งค์ แพทองธาร” ได้เดินทางไปเยี่ยม “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และได้มีการพูดคุยถึงเรื่องการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้กำลังใจแก่ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย

การที่อิ๊งค์เดินทางไปเยี่ยมทักษิณในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดและความสัมพันธ์อันดีระหว่างคนในครอบครัวชินวัตร แม้ว่าทักษิณจะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก แต่ก็ยังคงได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากคนในครอบครัวอย่างเต็มที่

ทักษิณฝากให้กำลังใจ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ทักษิณได้ฝากข้อความให้กำลังใจแก่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย โดยทักษิณได้กล่าวว่า ยศชนันเริ่มเข้าสู่วงการการเมืองในวัยเดียวกับตนเอง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าทักษิณมีความเชื่อมั่นในศักยภาพของยศชนัน

การที่ทักษิณออกมาให้กำลังใจ ยศชนัน อย่างชัดเจนเช่นนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังสมาชิกพรรคเพื่อไทยและประชาชนทั่วไปว่า พรรคเพื่อไทยยังคงให้การสนับสนุน ยศชนัน อย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะผลักดันให้ยศชนันก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การที่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้รับการสนับสนุนจากทักษิณ ชินวัตร ก็อาจเป็นดาบสองคมได้เช่นกัน เพราะอาจทำให้ถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้ง่ายขึ้น

อิ๊งค์เยี่ยมทักษิณ ครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย เพราะอาจส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองในอนาคตได้

ความเคลื่อนไหวของบุคคลสำคัญทางการเมืองย่อมมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงเสมอ การที่อิ๊งค์เข้าเยี่ยมทักษิณและนำข้อความให้กำลังใจ ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ ออกมาเปิดเผย ยิ่งตอกย้ำถึงความสำคัญของการจับตาดูสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด

อนาคตทางการเมืองของ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “อิ๊งค์” เยี่ยม “ทักษิณ” เผยฝากให้กำลังใจ “ยศชนัน” แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

จุลพันธ์ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% เพื่อลูกหนี้

“จุลพันธ์” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ช่วยแบ่งเบาภาระลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ โดยระบุว่า เมื่อวานนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยแล้ว ถือเป็นข่าวดีของลูกหนี้ ทั้งคนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังแบกรับภาระหนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

นายจุลพันธ์ ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง ซึ่งสะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังต้องการแรงพยุง ผมจึงเสนอว่า ประเทศไทยควรใช้จังหวะนี้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงกดทับคนที่กำลังลำบาก

เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี มีผลทันที นี่คือสัญญาณสำคัญว่ารัฐเริ่มเลือก “ยืนข้างคนเป็นหนี้” มากขึ้นในภาวะที่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่

นายจุลพันธ์ ระบุว่า การลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของลูกหนี้โดยตรง ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และดอกเบี้ยเงินกู้ต่างๆ มีโอกาสลดลง เงินที่เคยต้องจ่ายให้ดอกเบี้ย ก็อาจเหลืออยู่ในกระเป๋ามากขึ้น เพื่อนำไปซื้อของจำเป็น ดูแลครอบครัว หรือหมุนใช้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับ SMEs และเกษตรกรที่เป็นหนี้ ดอกเบี้ยที่ลดลงหมายถึงต้นทุนทางการเงินที่เบาลง กู้มาทำกินก็ไม่ถูกดอกเบี้ยกินจนหมดแรง ช่วยให้ยังพอประคองกิจการ รอเศรษฐกิจฟื้น และมีโอกาสลุกขึ้นสู้ต่อได้

ทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับจุดยืนและนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผมได้ประกาศไปเมื่อวาน คือแนวคิดเรื่อง “นโยบายล้างหนี้” ลดภาระเก่า ฟื้นกำลังใหม่ ให้ประชาชนมีโอกาสตั้งหลักอีกครั้ง เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องเริ่มจากการทำให้คนไทย “หายใจได้” ก่อน แล้วประเทศถึงจะเดินต่อไปได้อย่างเข้มแข็งครับ

กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้

การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเกษตรกร

ผลกระทบจากการ ลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อภาคครัวเรือน

สำหรับภาคครัวเรือน การลดดอกเบี้ย 0.25% นี้ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน ทำให้มีเงินเหลือใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของครัวเรือนอีกด้วย

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs

ในส่วนของผู้ประกอบการ SMEs การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้น และสามารถนำเงินไปลงทุนขยายกิจการได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ในตลาดอีกด้วย

ผลกระทบต่อภาคเกษตร

สำหรับภาคเกษตร การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ย 0.25% ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม เพื่อรักษาสเถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

โดยสรุปแล้ว การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

การตัดสินใจของ กนง. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ในที่สุด

ที่มา – “จุลพันธ์” ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

กล้าธรรมเปิดตัว! ว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์”

พรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) อย่างคึกคัก โดยมีชื่อของ “ชนนพัฒน์” เป็นไฮไลท์ พร้อมด้วยภรรยาที่มาร่วมให้กำลังใจ เตรียมเปิดตัวผู้สมัครครบทั้งประเทศ 25 ธันวาคมนี้

กล้าธรรมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์”

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม พร้อมด้วย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร่วมกันเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของพรรคในหลายจังหวัดทั่วประเทศ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและการสนับสนุน

การเปิดตัวครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในจังหวัดชายแดนภาคใต้และจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยมีรายชื่อที่น่าสนใจดังนี้:

  • จังหวัดนราธิวาส: นายลุตฟี หะยีอีแต, นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ, นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ และนายกอเซ็ง แซมะซู
  • จังหวัดปัตตานี: แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา, นายอับดุลบาซิม อาบู, นายมะรูดิง ยาโงะ, นายยูนัยดี วาบา และนายสนิท นาแว
  • จังหวัดยะลา: นายอาดิลัน อาลีอิสเฮาะ, นายอับดุลฮาฟิซ หิเล และนายมูฮำหมัดสุกรี บุงา
  • จังหวัดสุรินทร์: นางฟาริดา สุไลมาน
  • จังหวัดพิษณุโลก: นายอาริฟ กุนนาบี
  • จังหวัดกระบี่: นายศรัญญู รักมิตร
  • จังหวัดภูเก็ต: นายทิวัตถ์ สีดอกบวบ และ น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์
  • จังหวัดสงขลา: นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว, นายวงศ์วชร ขาวทอง, นายบารมี ขาวทอง และ น.ส.กฤตพร คงเคว็จ ภรรยาของนายชนนพัฒฐ์

ความพร้อมของพรรคกล้าธรรมและ “ชนนพัฒน์” ผู้สมัคร สส.จชต.

ร.อ.ธรรมนัส ย้ำถึงความพร้อมของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเน้นย้ำถึงการทำงานร่วมกันแบบพี่น้อง ไม่มีการแบ่งชนชั้น พร้อมชูว่าที่ผู้สมัคร สส. ที่มีความเข้าใจพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังได้ประกาศกำหนดการเปิดตัวผู้สมัคร สส. แบบแบ่งเขตครบทั้งประเทศ 400 คน และผู้สมัครบัญชีรายชื่ออีก 100 คน ในวันที่ 25 ธันวาคม ณ ศูนย์ประชุมไบเทค บางนา

นายนัจมุดดิน กล่าวถึงสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังขาดตัวแทนที่แท้จริงของคนในพื้นที่ พร้อมขอบคุณ ร.อ.ธรรมนัส ที่ให้เกียรติชาวไทยมุสลิม และแสดงความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการพิสูจน์ว่าพรรคกล้าธรรมให้ความสำคัญกับประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

แพทย์หญิงเพชรดาว กล่าวถึงปัญหาที่สะสมมายาวนานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และคาดหวังว่าพรรคกล้าธรรมจะมีนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนที่เชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” และผู้สมัครคนอื่นๆ ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคกล้าธรรมในการเข้ามาแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคในระดับประเทศ การมีส่วนร่วมของบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและความเข้าใจในพื้นที่ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันนโยบายและการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การตัดสินใจส่ง“ชนนพัฒน์” ลงสมัคร สส.จชต. นั้นน่าสนใจ และภรรยาของเขาก็มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน นี่อาจเป็นสัญญาณที่ดีถึงความตั้งใจจริงในการทำงานเพื่อพื้นที่

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคกล้าธรรม ในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – กธ. เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.จชต. “ชนนพัฒน์” พาภรรยามาด้วย จ่อเปิดครบหมด 25 ธ.ค.

“ธรรมนัส” รับมี นักการเมืองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ขายฝัน

“ธรรมนัส” รับมีนักการเมืองผู้ใหญ่มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรคกล้าธรรม ส่วนจะเป็นเบอร์ 1 เองหรือไม่ต้องเป็นไปตามขั้นตอน แย้มมีบ้านใหญ่รอพาเหรดเข้าพรรคอีก ลั่นให้ดูที่ผลงาน นโยบายหาเสียงไม่ขายฝัน

เมื่อเวลา 15.35 น. วันที่ 17 ธันวาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ที่พรรค ถึงการวางผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ว่า ตอนนี้วางตัวได้ประมาณ 85% แล้ว โดยเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม กลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีความพร้อมได้มาเปิดตัวแล้ว จากนี้จะมีการทยอยเปิดตัว ขณะที่จะเปิดตัวได้ทั้งหมดเมื่อไหร่นั้น เนื่องจากตอนนี้ตนยังไม่ได้คุยกับคณะกรรมการสรรหาผู้สมัคร ซึ่งจะได้มีการหารือกันถึงการเปิดตัว ส่วนกรณี นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ระบุ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตนายกฯอันดับ 1 นั้น นางนฤมลพูดไปก่อน เดี๋ยวก็ต้องมานั่งคุยกัน ทำตามระบบพรรค

ผู้สื่อข่าวถามต่อ สมาชิกพรรคกล้าธรรมส่วนใหญ่เห็นว่า ร.อ.ธรรมนัส เหมาะสมที่จะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า ยังมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ยังไม่เป็นข่าวจะเข้ามาอีกหลายคน ต้องรอกันก่อน ส่วนคำถามอีกว่าเป็นคนนอก-เป็นนักธุรกิจ ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่เกี่ยวกับคนปัจจุบันนี้ เดี๋ยวเขาก็เข้ามา เมื่อถามย้ำ หมายความว่าไม่ต้องเป็นสมาชิกพรรค อาจจะเป็นนักธุรกิจหรือคนดัง พอเปิดตัวแล้วเป็นที่รู้จักของสังคมใช่หรือไม่ มีความชำนาญด้านใด ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า “ก็เป็นนักการเมืองอยู่”

สำหรับกรณีกลุ่มวาดะห์จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคกล้าธรรมนั้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่ามีการพูดคุยกัน ในคำถามว่าคาดหวังที่จะปักธงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ทุกพรรคก็คาดหวังที่จะปักธงให้ได้ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่าตอนนี้พรรคกล้าธรรมคึกคัก มีอดีต สส. ไหลเข้ามาจำนวนมาก ตั้งเป้าในการเลือกตั้งครั้งนี้เท่าใด ร.อ.ธรรมนัส ระบุว่า เดี๋ยวตนขอดูรายชื่อจากคณะกรรมการสรรหาก่อน ขณะที่เมื่อถามถึงการจัดลำดับ สส.บัญชีรายชื่อ ร.อ.ธรรมนัส จะเป็นลำดับที่ 1 เลยหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส บอกว่า “เดี๋ยวดูอีกที”

ทางด้านคำถามว่าอดีต สส.พรรคเพื่อไทยก้อนใหญ่จะเริ่มเข้ามาเมื่อไหร่ ร.อ.ธรรมนัส เผยว่า กำลังคุยกันอยู่ ยังมีเวลาเหลืออยู่ ส่วนกรณีนางนฤมล ระบุจะมีกลุ่มบ้านใหญ่เข้ามาอีกนั้น ยอมรับว่าจะมีเข้ามาอีก แต่ว่าใครจะออกจากที่ไหนมา ตนก็มีมารยาทที่จะต้องคุยกับเขาให้รู้เรื่องก่อน เมื่อถามย้ำว่าหากมาแล้วจะไม่ทับกันใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ย้ำว่า เราต้องแก้ปัญหาให้จบก่อน จะได้ไม่ต้องมาแก้ปัญหากันทีหลัง

ก่อนหน้านี้พรรคกล้าธรรมเหมือนตกเป็นเป้า มองว่ากระแสพรรครอบนี้จะสามารถสู้กับพรรคอื่นได้ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ตอบประเด็นนี้ว่า “ก็อย่างที่เห็น เราเป็นพรรคทำงาน ไม่ต้องพูดมาก ต้องดูผลงาน กล้าพูดได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่าแม้จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรองนายกฯ ได้ไม่กี่เดือน ก็อย่างที่เห็นว่าผมทำงานอย่างไร” เมื่อถามย้ำพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เดี๋ยวต้องคุยกันก่อน

ในช่วงท้ายกับคำถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะส่งครบทั้ง 400 เขตใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส ยืนยันว่าส่งครบทั้ง 400 เขต ส่วนวันรับสมัครรับเลือกตั้ง 27 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการบริหารพรรคจะพาผู้สมัครไปสมัคร นำโดยหัวหน้าพรรคกล้าธรรมและตน สำหรับเวทีหาเสียงนั้น เราจะไปทุกที่ แต่จะเป็นที่ใดที่แรกต้องวางยุทธศาสตร์ เพราะแต่ละคนก็ต้องช่วยกันปราศรัย ขณะที่เรื่องนโยบายที่ใช้หาเสียง เราอย่าไปขายฝัน เพราะถ้าขายฝันแล้วทำไม่ได้ก็เสียของ ส่วนสโลแกน ชื่อพรรคก็ชัดอยู่แล้วว่ากล้าทำ ขณะที่สโลแกนอื่นๆ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรค กำลังคิดอยู่.

“ธรรมนัส” รับมี นักการเมืองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ไม่ขายฝัน

ธรรมนัสแย้ม! พรรคกล้าธรรมมีแคนดิเดตนายกฯ

การเปิดเผยของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่น่าสนใจถึงทิศทางและอนาคตของพรรคกล้าธรรมในการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า การมีนักการเมืองผู้ใหญ่เข้ามาเป็นแคนดิเดตนายกฯนั้น จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและความน่าเชื่อถือให้กับพรรคได้มากน้อยแค่ไหน คงต้องติดตามดูกันต่อไป

ที่มา – “ธรรมนัส” รับ มีนักการเมืองผู้ใหญ่มาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ลั่น นโยบายหาเสียงไม่ขายฝัน

ดร.เชน พร้อมร่วมงานทุกพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯ

“ดร.เชน ยศชนัน” แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย ลั่นพร้อมเป็นนายกฯ บอกร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน อยู่ที่นโยบาย และประชาชนเห็นควร ไม่กลัวชะตากรรมซ้ำรอยคนตระกูลชินวัตร

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ หรือ ดร.เชน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ โดยนายยศชนัน ถูกถามว่า การมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของพรรคเพื่อไทย ภรรยาห้ามหรือไม่ นายยศชนัน บอกว่า เมื่อเราตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ภรรยาก็ไม่ห้าม แต่พร้อมสนับสนุนกัน

เมื่อถูกถามถึงกรณีชะตากรรมคนในตระกูลชินวัตรที่ผ่าน ไม่ว่าจะเป็น นายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กลัวหรือไม่ นายยศชนัน บอกว่า ไม่กลัว ตั้งแต่ก้าวออกมาจากการเป็นอาชีพนักบริหาร นักวิจัย ก็พร้อม ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล ก็พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจำเป็นต้องทำคือความมั่นใจว่าเราสามารถทำนโยบายได้ภายใต้กรอบกฎหมาย เมื่อถูกถามย้ำว่าชะตากรรมอาจจะเป็นแบบนั้น นายยศชนัน บอกว่า เรื่องชะตากรรมเรากำหนดได้ ส่วนตัวยอมรับว่าทุกคนกังวล แต่เรากำลังทำสิ่งที่เรารู้ เราใช้เวลากับเรื่องโยบายเยอะพอสมควร ย้ำว่า วันนี้ทุกคนเป็นห่วง แต่เราอยากทำจริงๆ ถ้าเราไม่ได้ทำ ก็จะไม่ได้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทย พร้อมยอมรับว่าการเป็นชินวัตรได้เปรียบ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีใครมาครอบงำ เพราะตนเองพยายามสื่อสารออกไปว่า เรามีความคิดเป็นของตัวเอง

ช่วงหนึ่งถูกถามว่าก่อนหน้านี้ได้เจอกับนายทักษิณบ่อยไหม นายยศชนัน บอกว่า ไม่ค่อยบ่อย ส่วนการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี วันนี้พร้อมใช่หรือไม่หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้วเสนอชื่อให้นายยศชนันเป็นนายกรัฐมนตรี นายยศชนัน ยืนยันว่า พร้อม

ส่วนกรณีที่ตอนนี้คนมองว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในยุคตกต่ำ มีเลือดไหลออก นายยศชนัน บอกว่า ตนเองภูมิใจที่ได้เข้ามาในจุดนี้ เพื่อพยายามสานต่อสิ่งที่เคยทำ และไม่หนักใจ เพราะทุกช่วงของชีวิต หากจะทำอะไรบางอย่าง ต้องทำตอนนี้ คนมองว่าเป็นช่วงที่พรรคเพื่อไทยตกต่ำ แต่ตนมองว่า เป็นช่วงที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อถามว่ามองคู่แข่งทางการเมือง อย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อย่างไร นายยศชนัน บอกว่า ทุกคนหวังดีกับประเทศ ครั้งนี้ลองมองไปข้างหน้า ทุกคนมาช่วยประเทศให้ยืนได้ก่อน เพราะถ้าประเทศไม่เปลี่ยน แย่แน่ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยพร้อมนำการเปลี่ยนแปลง

เมื่อถูกถามว่าการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในยุคนี้ จะมีภาพของนายทักษิณ น.ส.แพทองธาร ติดตัวไปด้วย นายยศชนันไม่ปฏิเสธ ไม่ปิดบัง แต่ย้ำว่าหากได้รับความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์จากคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา ทำไมจะไม่ทำ

ส่วนประเด็นคลิปเสียงอังเคิล ที่คนยังติดใจและอาจมีผลต่อการหาเสียงเลือกตั้ง นายยศชนัน บอกว่า เราพยายามทำเพื่อรักษาอธิปไตยและเพื่อประชาชน วันนี้ถ้าพรรคเพื่อไทยยังอยู่ เราก็ยังยึดหลักรักษาอธิปไตย ตอบโต้อย่างได้สัดส่วน และการทูตกับการทหารต้องไปควบคู่กัน

นายยศชนัน ย้ำว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้รับการเลือกตั้ง ตนเองจะเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อถูกถามว่าคู่แข่งสำคัญคือพรรคประชาชน นายยศชนัน บอกว่า ไม่ใช่คู่แข่ง ทุกคนต้องทำงานร่วมกัน เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าตัดสินใจจับมือกับพรรคประชาชนแล้วใช่หรือไม่ นายยศชนัน บอกว่าไม่ได้พูดแบบนั้น แต่การที่จะร่วมกับใครต้องดูเสถียรภาพทางการเมือง เพราะที่ผ่านมานโยบายหลายอย่างที่ทำไม่ได้ เพราะเสถียรภาพทางการเมืองไม่มี ดังนั้นปัจจัยที่จะร่วมกับใคร แนวทางนโยบายต้องไปด้วยกันได้ และประชาชนต้องเห็นด้วย

ส่วนที่คนมองว่ารอบนี้ พรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย แข่งกัน ไม่ว่าใครชนะ พรรคเพื่อไทยจะได้เป็นรัฐบาล นายยศชนัน บอกว่า เรามุ่งหวังเป็นรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบาย ส่วนยอมรับหรือไม่ว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นอันดับ 3 ในการเลือกตั้ง นายยศชนัน ย้ำว่า เราตั้งเป้า สส. 200 คน จะได้หรือไม่ อยู่ที่พี่น้องประชาชนตัดสินใจ

เมื่อถูกถามว่า ถ้าเลือกได้ระหว่างส้มกับน้ำเงิน อยากจับมือกับใคร นายยศชนัน บอกว่า เราร่วมได้หมด อยู่ที่แนวทางนโยบายของเราจะไปด้วยกันได้หรือไม่ และอยู่ที่พี่น้องประชาชนจะเห็นควร

ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน

ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย แสดงความพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี และเปิดเผยว่าพร้อมร่วมงานกับทุกพรรค เพื่อนำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน นี่ถือเป็นจุดยืนที่น่าสนใจของแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทยคนนี้

วิเคราะห์จุดยืนของ ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน

การที่ ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน บ่งบอกถึงความยืดหยุ่นและความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน การเปิดกว้างสำหรับความร่วมมือกับทุกพรรคการเมืองเป็นสัญญาณที่ดี และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

อย่างไรก็ตาม การร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่นๆ ย่อมต้องมีการประนีประนอมและปรับตัวเข้าหากัน การที่จะทำให้นโยบายของพรรคเพื่อไทยสอดคล้องกับนโยบายของพรรคอื่นๆ จึงเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน ต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารประเทศ การนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม รวมถึงการสร้างความโปร่งใสในการทำงาน เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ประชาชนไว้วางใจและสนับสนุนพรรคเพื่อไทย

การตัดสินใจว่าจะร่วมงานกับพรรคใดนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งแนวทางนโยบาย ความคิดเห็นของประชาชน และเสถียรภาพทางการเมือง การพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างถูกต้องและเหมาะสม

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การที่ ดร.เชน ยศชนัน แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในสถานการณ์ และความพร้อมที่จะปรับตัวให้เข้ากับทุกสถานการณ์ เพื่อให้พรรคเพื่อไทยสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศต่อไป

การติดตามข่าวสารและสถานการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราเข้าใจถึงทิศทางและแนวโน้มของประเทศ การตัดสินใจทางการเมืองและการเลือกผู้แทนที่ดี จึงเป็นหน้าที่ของทุกคน

คุณคิดอย่างไรกับการประกาศความพร้อมของ ดร.เชน ในการร่วมงานกับทุกพรรคการเมือง? ร่วมแสดงความคิดเห็นและติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่นี่

ที่มา – “ดร.เชน ยศชนัน” แคนดิเดตนายกฯ เพื่อไทย พร้อมเป็นนายกฯ ลั่นร่วมงานได้หมดทั้งพรรคส้มและน้ำเงิน

Scroll to top