“จุลพันธ์” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ช่วยแบ่งเบาภาระลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”
วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ โดยระบุว่า เมื่อวานนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยแล้ว ถือเป็นข่าวดีของลูกหนี้ ทั้งคนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังแบกรับภาระหนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
นายจุลพันธ์ ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง ซึ่งสะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังต้องการแรงพยุง ผมจึงเสนอว่า ประเทศไทยควรใช้จังหวะนี้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงกดทับคนที่กำลังลำบาก
เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี มีผลทันที นี่คือสัญญาณสำคัญว่ารัฐเริ่มเลือก “ยืนข้างคนเป็นหนี้” มากขึ้นในภาวะที่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่
นายจุลพันธ์ ระบุว่า การลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของลูกหนี้โดยตรง ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และดอกเบี้ยเงินกู้ต่างๆ มีโอกาสลดลง เงินที่เคยต้องจ่ายให้ดอกเบี้ย ก็อาจเหลืออยู่ในกระเป๋ามากขึ้น เพื่อนำไปซื้อของจำเป็น ดูแลครอบครัว หรือหมุนใช้ในชีวิตประจำวัน
สำหรับ SMEs และเกษตรกรที่เป็นหนี้ ดอกเบี้ยที่ลดลงหมายถึงต้นทุนทางการเงินที่เบาลง กู้มาทำกินก็ไม่ถูกดอกเบี้ยกินจนหมดแรง ช่วยให้ยังพอประคองกิจการ รอเศรษฐกิจฟื้น และมีโอกาสลุกขึ้นสู้ต่อได้
ทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับจุดยืนและนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผมได้ประกาศไปเมื่อวาน คือแนวคิดเรื่อง “นโยบายล้างหนี้” ลดภาระเก่า ฟื้นกำลังใหม่ ให้ประชาชนมีโอกาสตั้งหลักอีกครั้ง เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องเริ่มจากการทำให้คนไทย “หายใจได้” ก่อน แล้วประเทศถึงจะเดินต่อไปได้อย่างเข้มแข็งครับ
กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้
การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเกษตรกร
ผลกระทบจากการ ลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อภาคครัวเรือน
สำหรับภาคครัวเรือน การลดดอกเบี้ย 0.25% นี้ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน ทำให้มีเงินเหลือใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของครัวเรือนอีกด้วย
ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs
ในส่วนของผู้ประกอบการ SMEs การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้น และสามารถนำเงินไปลงทุนขยายกิจการได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ในตลาดอีกด้วย
ผลกระทบต่อภาคเกษตร
สำหรับภาคเกษตร การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ย 0.25% ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม เพื่อรักษาสเถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ
โดยสรุปแล้ว การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน
การตัดสินใจของ กนง. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ในที่สุด
ที่มา – “จุลพันธ์” ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”


