ลูกหนี้

“บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน

ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ปัญหาหนี้สินของประชาชนกลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก ล่าสุดในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ได้ออกมากระตุ้นการทำงานของภาครัฐ โดยใช้หัวข้อสำคัญคือ “บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ลูกหนี้ที่กำลังเผชิญวิกฤตทางการเงิน

“บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน

นายบุญจงได้ตั้งประเด็นสำคัญว่า แม้กรมบังคับคดีจะมีการของบประมาณกว่า 1,100 ล้านบาท แต่เมื่อย้อนดูสถิติการไกล่เกลี่ยที่ผ่านมา พบว่ายังทำได้เพียง 10% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้น การที่ “บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน จึงเป็นการสะท้อนความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ส่วนต่างหลังจากการขายทอดตลาดได้ จนนำไปสู่การสูญเสียที่อยู่อาศัยและไร่นาทำกินในที่สุด

เหตุผลที่ต้องผลักดันให้เกิดการไกล่เกลี่ยที่มีประสิทธิภาพ

ปัญหาใหญ่ที่ลูกหนี้ต้องเผชิญคือเมื่อถูกฟ้องร้องคดี หากไม่มีทนายความหรือไม่มีความเข้าใจในระบบกฎหมาย ก็มักจะเสียเปรียบและแพ้คดีในศาล ทำให้ภาระหนี้สินพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น กระบวนการไกล่เกลี่ยก่อนการยึดทรัพย์จึงเป็นทางออกที่สำคัญที่สุด โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและเปิดโอกาสให้เจ้าหนี้และลูกหนี้ได้เจรจาต่อรองกันโดยตรง
  • ความจำเป็นของกรมบังคับคดีในการตั้งเป้าไกล่เกลี่ยให้สำเร็จถึง 50% เพื่อลดจำนวนคดีที่จะต้องเข้าสู่การขายทอดตลาด
  • การเข้าถึงความช่วยเหลือด้านกฎหมายเพื่อให้ลูกหนี้สามารถรักษาที่อยู่อาศัยและที่ทำกินไว้ได้

ทางด้านอธิบดีกรมบังคับคดีได้ออกมาชี้แจงว่า ทางกรมฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ทุกรายได้เจรจากับเจ้าหนี้ 33 สถาบันการเงิน เพื่อหาทางออกร่วมกัน เช่น การงดขายทอดตลาด หรือการผ่อนปรนระยะเวลาชำระหนี้ อย่างไรก็ตาม การที่ “บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน ถือเป็นเสียงสะท้อนสำคัญที่ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐต้องเร่งมือช่วยเหลือประชาชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่งานเอกสาร

บทสรุปของเรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า การมีกลไกไกล่เกลี่ยที่เข้มแข็งคือหัวใจสำคัญในการปกป้องชาวบ้านจากการถูกยึดทรัพย์ และเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้จะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะยาวได้จริงครับ

ที่มา – “บุญจง” จี้กรมบังคับคดีแก้หนี้ชาวบ้าน เพิ่มเป้าไกล่เกลี่ย 50% ก่อนถูกยึดที่ทำกิน

วราวุธ ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank พา SME ถึงทุน 9 พันล้าน

เชื่อว่าหลายท่านคงทราบกันดีว่าผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมากครับ เมื่อคุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาเปิดเผยความสำเร็จหลังจากใช้มาตรการ 3 มิติ เชื่อมโยง SME D Bank เข้ากับผู้ประกอบการ จนส่งผลให้เกิดตัวเลขที่น่าประทับใจภายในเวลาเพียงเดือนครึ่งเท่านั้น

วราวุธ ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank พา SME ถึงทุน 9 พันล้าน

การดำเนินงานภายใต้แนวคิด “ร่มที่กางแล้วไม่มีวันหุบ” ของท่านรัฐมนตรีวราวุธ ส่งผลให้บรรดาเอสเอ็มอีไทยเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นมาก โดยตัวเลขล่าสุดชี้ให้เห็นว่ามีการปล่อยสินเชื่อไปแล้วกว่า 9,057 ล้านบาท ซึ่งสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 41,481 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน

รายละเอียดเจาะลึก 3 มิติในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่า วราวุธ ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank พา SME ถึงทุน 9 พันล้าน นั้นมีการทำงานอย่างไรบ้าง เราขอนำสรุปข้อมูลสำคัญที่น่าสนใจมาฝากครับ:

  • มิติการเข้าถึงแหล่งทุน: เน้นการปล่อยสินเชื่อวงเงินสูงสุด 15 ล้านบาทต่อราย โดยเฉพาะสินเชื่อ “ปลุกพลัง SME” ที่กู้ได้สูงสุด 1 ล้านบาทโดยไม่ต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน
  • มิติการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: ใช้มาตรการ “3 ลด” ทั้งลดเงินต้น ลดดอกเบี้ย และลดค่างวด เพื่อพยุงกิจการให้ยังคงสถานะต่อไปได้
  • มิติการยกระดับศักยภาพ: มีการจัดอบรมทั้งออฟไลน์และออนไลน์เพื่อให้ผู้ประกอบการ Upskill และ Reskill ได้ทันกับโลกยุคใหม่

หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมมาตรการนี้ถึงเห็นผลเร็ว คำตอบคือความเข้าใจในปัญหาแบบตรงจุดของ SME D Bank ที่เน้นความผ่อนปรนแต่ยังคงความปลอดภัยทางการเงินเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์น่าสนใจอย่าง สินเชื่อ SME Green Productivity ที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและรถ EV ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์โลกในอนาคตได้อย่างดีเยี่ยม

ในฐานะผู้ประกอบการ หากคุณกำลังมองหาแหล่งทุนที่พร้อมจะเติบโตและปรับตัวไปกับคุณ ผมแนะนำให้ลองเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก SME D Bank เพราะนี่ไม่ใช่แค่การปล่อยกู้ แต่เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจไทยยั่งยืนในระยะยาว และหากการสนับสนุนนี้ยังเดินหน้าต่อไปได้เรื่อยๆ ผมมั่นใจว่าเศรษฐกิจระดับฐานรากของไทยจะฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงแน่นอนครับ

ที่มา – “วราวุธ” ชี้มาตรการ 3 มิติ SME D Bank เห็นผลในเดือนครึ่ง พาเอสเอ็มอี เข้าถึงทุนทะลุ 9 พันล้านบาท

จุลพันธ์ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% เพื่อลูกหนี้

“จุลพันธ์” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ช่วยแบ่งเบาภาระลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ โดยระบุว่า เมื่อวานนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยแล้ว ถือเป็นข่าวดีของลูกหนี้ ทั้งคนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังแบกรับภาระหนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

นายจุลพันธ์ ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง ซึ่งสะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังต้องการแรงพยุง ผมจึงเสนอว่า ประเทศไทยควรใช้จังหวะนี้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงกดทับคนที่กำลังลำบาก

เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี มีผลทันที นี่คือสัญญาณสำคัญว่ารัฐเริ่มเลือก “ยืนข้างคนเป็นหนี้” มากขึ้นในภาวะที่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่

นายจุลพันธ์ ระบุว่า การลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของลูกหนี้โดยตรง ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และดอกเบี้ยเงินกู้ต่างๆ มีโอกาสลดลง เงินที่เคยต้องจ่ายให้ดอกเบี้ย ก็อาจเหลืออยู่ในกระเป๋ามากขึ้น เพื่อนำไปซื้อของจำเป็น ดูแลครอบครัว หรือหมุนใช้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับ SMEs และเกษตรกรที่เป็นหนี้ ดอกเบี้ยที่ลดลงหมายถึงต้นทุนทางการเงินที่เบาลง กู้มาทำกินก็ไม่ถูกดอกเบี้ยกินจนหมดแรง ช่วยให้ยังพอประคองกิจการ รอเศรษฐกิจฟื้น และมีโอกาสลุกขึ้นสู้ต่อได้

ทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับจุดยืนและนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผมได้ประกาศไปเมื่อวาน คือแนวคิดเรื่อง “นโยบายล้างหนี้” ลดภาระเก่า ฟื้นกำลังใหม่ ให้ประชาชนมีโอกาสตั้งหลักอีกครั้ง เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องเริ่มจากการทำให้คนไทย “หายใจได้” ก่อน แล้วประเทศถึงจะเดินต่อไปได้อย่างเข้มแข็งครับ

กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้

การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเกษตรกร

ผลกระทบจากการ ลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อภาคครัวเรือน

สำหรับภาคครัวเรือน การลดดอกเบี้ย 0.25% นี้ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน ทำให้มีเงินเหลือใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของครัวเรือนอีกด้วย

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs

ในส่วนของผู้ประกอบการ SMEs การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้น และสามารถนำเงินไปลงทุนขยายกิจการได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ในตลาดอีกด้วย

ผลกระทบต่อภาคเกษตร

สำหรับภาคเกษตร การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ย 0.25% ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม เพื่อรักษาสเถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

โดยสรุปแล้ว การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

การตัดสินใจของ กนง. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ในที่สุด

ที่มา – “จุลพันธ์” ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

ธปท. เร่งช่วยลูกหนี้อุทกภัยภาคใต้

จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกโรง กำชับให้สถาบันการเงิน เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ อย่างเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยให้ลูกหนี้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตและธุรกิจได้ตามปกติ

ธปท. ได้สั่งการให้สถาบันการเงินทุกแห่ง รวมถึงสถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อรายย่อยที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) ดำเนินการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบภัยพิบัติอย่างเต็มที่ โดยให้ใช้แนวทางผ่อนปรนหลักเกณฑ์ที่เคยกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้การช่วยเหลือมีความรวดเร็วและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น มาดูรายละเอียดมาตรการช่วยเหลือที่ ธปท. กำชับให้สถาบันการเงินเร่งดำเนินการกัน:

ธปท. กำชับให้สถาบันการเงิน เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้จากสถาบันการเงิน

  • สินเชื่อบัตรเครดิต: สถาบันการเงินสามารถพิจารณาปรับลดอัตราการผ่อนชำระขั้นต่ำให้ต่ำกว่าที่ ธปท. กำหนดได้ เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อช่วยลดภาระการชำระหนี้ของลูกหนี้
  • สินเชื่อส่วนบุคคล: สถาบันการเงินสามารถพิจารณาเพิ่มวงเงินชั่วคราวฉุกเฉินให้เกินกว่าอัตราที่ ธปท. กำหนดได้ เพื่อให้ลูกหนี้มีเงินทุนสำรองเพียงพอสำหรับการฟื้นฟูความเสียหาย โดยอนุมัติวงเงินดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย
  • สินเชื่อทุกประเภท: สถาบันการเงินสามารถให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย หรือเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือดำเนินธุรกิจต่อไปได้ รวมถึงการปรับเงื่อนไข เช่น ลดหรือยกเว้นดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม, ผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้, หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดยต้องอนุมัติวงเงินโดยเร็ว ไม่เกิน 12 เดือน นับตั้งแต่วันที่พื้นที่นั้นๆ ถูกประกาศเป็นเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย

นอกจากนี้ ธปท. ยังได้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ โดยจะคงการจัดชั้นลูกหนี้ไว้เช่นเดียวกับก่อนประสบสาธารณภัย เพื่อไม่ให้การช่วยเหลือส่งผลกระทบต่อสถานะทางบัญชีของสถาบันการเงินมากนัก

ธปท. ห่วงใยลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

ธปท. ได้แสดงความห่วงใยและส่งกำลังใจไปยังประชาชนที่กำลังเผชิญกับภัยพิบัติครั้งนี้ และหวังว่ามาตรการช่วยเหลือต่างๆ จะช่วยให้ลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี หากท่านเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และต้องการความช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะติดต่อสถาบันการเงินที่ท่านใช้บริการอยู่โดยตรง เพื่อขอรับคำปรึกษาและหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินที่เหมาะสมกับสถานการณ์ของท่าน

มาตรการที่ ธปท. กำชับให้สถาบันการเงิน เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้ นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความพยายามของภาครัฐในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสนับสนุนให้เศรษฐกิจของประเทศกลับมาฟื้นตัวโดยเร็ว

ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นนี้ กำลังใจและความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง หากท่านสามารถช่วยเหลือหรือสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบได้ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใดก็ตาม ขอให้ท่านอย่าลังเลที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ เพราะน้ำใจและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จะช่วยให้สังคมของเราก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยกัน

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือ สามารถติดต่อแบงก์ชาติได้ที่หมายเลข 1213

ที่มา – ธปท.กำชับให้สถาบันการเงิน เร่งช่วยเหลือลูกหนี้ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยภาคใต้

รัฐบาลขยายสิทธิ์! คุณสู้ เราช่วย เฟส 2 ถึง 30 ก.ย. 68

รัฐบาลใจดี ขยายสิทธิ์โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ไปจนถึง 30 กันยายน 2568 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้มากยิ่งขึ้น ใครที่กำลังมีปัญหาเรื่องหนี้สิน ห้ามพลาดโอกาสนี้!

รัฐบาลขยายสิทธิ์ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ถึง 30 ก.ย. 2568

นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยว่า ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ยังคงเดินหน้าโครงการดีๆ อย่าง “โครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2” อย่างต่อเนื่อง โดยได้ทำการขยายสิทธิ์และยืดระยะเวลาการลงทะเบียนไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางกว่า 97,000 บัญชี ที่อาจกำลังประสบปัญหาในการชำระหนี้

โครงการนี้ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่รัฐบาลให้ความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนให้สามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

รายละเอียดโครงการคุณสู้ เราช่วย เฟส 2

โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 นี้ เปิดโอกาสให้ลูกค้าที่มีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท และได้ทำสัญญาก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567 สามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยมีเงื่อนไขดังนี้:

  • เป็นลูกหนี้ที่ไม่ค้างชำระ หรือค้างชำระไม่เกิน 30 วัน
  • เป็นลูกหนี้ที่เคยปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565
  • หรือมีหนี้ค้างชำระเกิน 365 วัน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567)

ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่มีการก่อหนี้ใหม่ภายใน 12 เดือนแรก เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นจริงๆ เช่น การซ่อมแซมบ้านที่ได้รับความเสียหายจากภัยพิบัติ หรือการกู้ยืมเพื่อการฟื้นฟูที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

เงื่อนไขสำคัญ: ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “คุณสู้ เราช่วย เฟส 2” จะต้องไม่มีการก่อหนี้ใหม่ภายใน 12 เดือนแรกของการเข้าร่วมโครงการ

สำหรับช่องทางการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการนั้น มีด้วยกัน 3 ช่องทางที่สะดวกและเข้าถึงง่าย ได้แก่:

  • เว็บไซต์ www.bot.or.th/Khunsoo
  • แอปพลิเคชัน GHB ALL GEN
  • แอปพลิเคชัน GHB ALL BFRIEND

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ ธอส. ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือติดต่อ Call Center ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2645-9000 หรือผ่านทาง Facebook ของ ธอส. ได้เช่นกัน

นางสาวศศิกานต์ ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “โครงการนี้เป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยลดภาระหนี้สินและเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้อย่างมั่นคง รัฐบาลพร้อมที่จะยืนเคียงข้างประชาชนทุกกลุ่ม และจะเดินหน้าผลักดันมาตรการช่วยเหลือทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจว่าทุกครอบครัวไทยจะมีที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

อย่ารอช้า! หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่กำลังประสบปัญหาทางการเงินและเข้าข่ายตามเงื่อนไขของโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 รีบลงทะเบียนเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้เลย โอกาสดีๆ แบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อยๆ!

ที่มา – รัฐบาล ขยายสิทธิ์ โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 ถึง 30 ก.ย. 2568

Scroll to top