เลือกตั้งปี 2569

“สส.ไอซ์” แฉ สปส. แจงศาลลงทะเบียนเลือกตั้งใช้งบ 30 ล้าน แต่ทำเรื่องของบมา 275 ล้านบาท

“สส.ไอซ์” แฉ สปส. แจงศาลลงทะเบียนเลือกตั้งใช้งบ 30 ล้าน แต่ทำเรื่องของบมา 275 ล้านบาท

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อ สส.ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ออกมาเปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในการบริหารจัดการงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ซึ่งงานนี้บอกเลยว่าชาวบ้านผู้ใช้สิทธิ์ประกันสังคมต้องจับตามองเป็นพิเศษ

เรื่องของเรื่องคือ “สส.ไอซ์” แฉ สปส. แจงศาลลงทะเบียนเลือกตั้งใช้งบ 30 ล้าน แต่ทำเรื่องของบมา 275 ล้านบาท โดยเรื่องนี้เกิดขึ้นจากการที่ สส.ไอซ์ ได้ออกมาแย้งข้อมูลที่ทางรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงแรงงานอ้างต่อศาลว่า จำเป็นต้องเลื่อนการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าศาลไม่ได้มีคำสั่งให้ชะลอหรือเลื่อนแต่อย่างใด แถมยังกำชับให้จัดตามกำหนดเดิมอีกด้วย

ข้อพิรุธงบประมาณการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

สิ่งที่เป็นจุดพีคคือการนำเสนอตัวเลขงบประมาณต่อศาลที่สวนทางกับความเป็นจริง โดยในขณะที่ สปส. พยายามบอกศาลว่าการลงทะเบียนล่วงหน้าจะช่วยให้ประหยัดงบเหลือเพียง 30 ล้านบาทเท่านั้น แต่ในเอกสารที่ สส.ไอซ์ นำมาเปิดเผยกลับระบุว่า โครงการนี้มีการของบประมาณสูงถึง 275 ล้านบาท! สรุปแล้วข้อมูลไหนกันแน่ที่เชื่อถือได้ หรือนี่จะเป็นการจงใจหลอกลวงศาลและผู้ประกันตนกันแน่?

  • การอ้างเหตุผลเรื่องงบประมาณเพื่อเลื่อนเลือกตั้งฟังขึ้นหรือไม่?
  • ความโปร่งใสของสำนักงานประกันสังคมอยู่ที่ตรงไหน?
  • งบประมาณ 275 ล้านบาทถูกนำไปใช้ในส่วนใดบ้างหากมีการเบิกจ่ายไปแล้วบางส่วน?

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสงสัยของประชาชนที่มีต่อการทำงานของหน่วยงานรัฐ การที่ “สส.ไอซ์” แฉ สปส. แจงศาลลงทะเบียนเลือกตั้งใช้งบ 30 ล้าน แต่ทำเรื่องของบมา 275 ล้านบาท ถือเป็นหน้าที่ของผู้แทนราษฎรในการตรวจสอบงบประมาณแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ไม่ใช่การบริหารจัดการที่ดูเหมือนจะมีเงื่อนงำเช่นนี้

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ แน่นอน เพราะตัวเลขที่ห่างกันอย่างมหาศาลแบบนี้ ย่อมต้องการคำชี้แจงที่ชัดเจนจากผู้เกี่ยวข้อง หาก สปส. ไม่รีบออกมาชี้แจงให้กระจ่าง ถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานตรวจสอบทั้งหลายต้องเข้ามาสะสางความจริง เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับเงินทุกบาททุกสตางค์ของผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 และ 40 ทั่วประเทศครับ

ที่มา – “สส.ไอซ์” แฉ สปส. แจงศาลลงทะเบียนเลือกตั้งใช้งบ 30 ล้าน แต่ทำเรื่องของบมา 275 ล้านบาท

“อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว

“อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านสื่อส่วนตัว โดยการโพสต์ภาพที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นของครอบครัวชินวัตร ซึ่งมีสมาชิกคนสำคัญมาร่วมตัวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ในวาระสำคัญของการไปร่วมใช้สิทธิ์เลือกตั้ง โดยกิจกรรมนี้ถือเป็นภาพจำที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของครอบครัวนี้ได้เป็นอย่างดี

ในโพสต์ดังกล่าว นางสาวแพทองธารได้เขียนข้อความสั้นๆ แต่ได้ใจความว่า “อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว ซึ่งภาพที่ปรากฏนั้นมีทั้งนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์, นายพานทองแท้ ชินวัตร และนางสาวพินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ ซึ่งการรวมตัวกันครั้งนี้สร้างความฮือฮาให้กับเหล่าผู้ติดตามอย่างรวดเร็ว

บรรยากาศครอบครัวชินวัตรกับการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

การที่ “อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว นั้น ไม่ได้เป็นเพียงการแจ้งข่าวการทำหน้าที่พลเมืองเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทในฐานะครอบครัวนักการเมืองที่ยังคงได้รับความสนใจจากสาธารณชนไทยอยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. การเคลื่อนไหวของคนในตระกูลชินวัตรย่อมถูกจับตามองจากทุกภาคส่วน

นอกเหนือจากรูปภาพที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มแล้ว สิ่งที่แฟนคลับและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจคือ:

  • ความอบอุ่นของภาพครอบครัวในวันพักผ่อน
  • การแสดงออกถึงหน้าที่พลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย
  • กระแสตอบรับจากแฟนคลับบนแพลตฟอร์มโซเชียล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นวาระสำคัญของท้องถิ่น แต่การที่ “อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว ก็เป็นเครื่องเตือนใจให้ประชาชนทุกคนเห็นถึงความสำคัญของการออกมาใช้สิทธิ์ของตนเอง เพื่อร่วมกำหนดทิศทางของบ้านเมืองในอนาคต

ในมุมมองของผู้ที่ติดตามข่าวการเมือง การเห็นภาพครอบครัวที่มีความสุขร่วมกันเช่นนี้ถือเป็นเรื่องราวทางบวก และหวังว่าทุกฝ่ายจะมาร่วมกันใช้สิทธิ์เลือกตั้งเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับเมืองของเราต่อไป มาร่วมกันติดตามข่าวสารการเลือกตั้งกันอย่างใกล้ชิดและออกไปใช้สิทธิ์กันให้เต็มที่นะครับ

ที่มา – “อิ๊งค์” โพสต์ภาพ “พ่อทักษิณ” พร้อมแม่และพี่น้อง บอกใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้ว

ประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ รมว.อุดมศึกษา ครม.อนุทิน 2

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้เราจะมาพูดถึง ประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รัฐมนตรีหน้าใหม่ที่กำลังจะมารับตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในคณะรัฐมนตรีชุดอนุทิน 2 กันครับ คุณยศชนัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดร.เชน เป็นบุคคลที่น่าจับตา เพราะทั้งพื้นฐานวิชาการแข็งแกร่งและมีสายเลือดนักการเมืองชัดเจน มาดูกันว่าประวัติยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ มีอะไรน่าสนใจบ้าง

ประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เริ่มต้นจากครอบครัวนักการเมืองชื่อดังครับ เขาเป็นบุตรชายคนโตของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ หรือเจ๊แดง ซึ่งเป็นน้องสาวของนายทักษิณ ชินวัตร และพี่สาวของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของไทย ดังนั้นสายเลือดของเขาจึงเชื่อมโยงกับตระกูลชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์แบบเต็มๆ เลยครับ

ด้านการศึกษา คุณยศชนัน จบปริญญาโทสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และปริญญาเอกสาขาคลื่นสมอง โดยดุษฎีนิพนธ์ของเขาพูดถึงการใช้สัญญาณสมองช่วยเหลือผู้พิการ ซึ่งน่าทึ่งมาก! ก่อนเข้าสู่วงการการเมือง เขาเป็นอาจารย์ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันเป็นรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยของมหิดล และยังสอนอยู่ด้วย เรียกได้ว่าประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในสายวิชาการนั้นแจ่มใสสุดๆ เหมาะกับตำแหน่งรมว.อุดมศึกษาฯ เลยครับ

เส้นทางการเมือง

ประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในเส้นทางการเมือง

เส้นทางการเมืองของยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ เริ่มจริงจังปี 2557 ที่ลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เขต 3 พรรคเพื่อไทย ผลไม่เป็นทางการเขาชนะ แต่เกิดเหตุชุมนุม กปปส. นำไปสู่รัฐประหาร คสช. ทำให้ไม่ได้เป็น ส.ส. ครั้งนั้น ต่อมาในปี 2568 ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารจัดการและทรัพยากรบุคคล ในคณะกรรมการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล

ล่าสุดในการเลือกตั้ง 2569 พรรคเพื่อไทยเปิดตัวเขาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 1 และได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 1 สมัยแรก พรรคได้ ส.ส. 74 เสียง อันดับ 3 รองจากภูมิใจไทยและประชาชน จากนั้นพรรคเพื่อไทยร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับภูมิใจไทย เสียงรวม 291 เสียง ชื่อของเขาจึงติดโผ ครม.อนุทิน 2 ในโควตาเพื่อไทย 5 เก้าอี้รัฐมนตรีว่าการ และ 3 เก้าอี้ช่วยว่าการ โดยคาดว่าจะได้กระทรวงอุดมศึกษาเพราะถนัดด้านวิจัย

ก่อนเลือกตั้ง คุณยศชนัน ปาฐกถาในโครงการ Pheu Thai Young Professionals Program หัวข้อ “From Research to Policy” เคยมีข่าวลือจะเป็นหัวหน้าพรรคหรือรมว.ศึกษาฯ แต่ปฏิเสธ ในโอกาสเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เขาเล่าว่าตัวเองเติบโตจากครอบครัวข้าราชการ-พยาบาล ย้ายถิ่นฐานหลายจังหวัด ผ่านวิกฤตต้มยำกุ้ง 2540 และเชื่อมั่นศักยภาพคนไทย เหมือนยุคไทยรักไทย

วิสัยทัศน์ของเขาชัดเจนมากครับ มุ่งยกระดับไทยสู่ประเทศรายได้สูง ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี AI เป็นแกน โดยมียุทธศาสตร์หลักดังนี้:

  • เพิ่มประสิทธิภาพเศรษฐกิจเดิม (เกษตร อุตสาหกรรม บริการ) ด้วยเทคโนโลยีใหม่ สร้างเครื่องยนต์ใหม่จากท้องถิ่น+เทค ครอบคลุม climate change สุขภาพ
  • สร้างความมั่นคงรอบด้าน: ทหาร ไซเบอร์ อาหาร พลังงาน Climate Change และทูตสมดุล
  • สร้างความเชื่อมั่น: นิติธรรม Digital Government ป้องกันคอร์รัปชัน AI Transformation One Stop Service
  • วางโครงสร้างพื้นฐานใหม่: คมนาคม ดิจิทัล พลังงานสะอาด สวัสดิการ การศึกษา วิจัย รองรับคนทุกคนให้โอกาสเท่าเทียม

คำพูดเด็ดของเขาคือ “การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่ของพรรคเพื่อไทย แต่เป็นการสร้างประเทศขึ้นใหม่… ถ้าเพื่อไทยทำได้ ประเทศไทยก็ทำได้แน่นอน” สุดยอดเลยครับ!

จากประวัติ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่หลากหลายทั้งวิชาการและการเมือง เชื่อว่าเขาจะนำพาการอุดมศึกษาไทยให้ก้าวหน้ากับยุค AI ได้ดี คุณคิดเห็นอย่างไรกับว่าที่ รมว.คนนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่างนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากถูกใจ!

ที่มา – ประวัติ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รัฐมนตรีหน้าใหม่ ว่าที่ รมว.อุดมศึกษาฯ ครม.อนุทิน 2

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ นั่นคือ กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากความวุ่นวายในการเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาว เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่ง กกต. ได้ดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ต่อกลุ่มบุคคล 6 คน ในข้อหาหนักหลายกระทง

กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พร้อมด้วยว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ แสงดำเลิศ ผู้อำนวยการ กกต.กรุงเทพมหานคร ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมตามที่ กกต. มอบอำนาจ การให้ปากคำครั้งนี้เป็นการเติมเต็มเอกสารที่ยังไม่ครบถ้วนจากการแจ้งความครั้งแรก โดยทั้งสองท่านไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมากนัก นายครรชิตเดินเข้าพบเจ้าหน้าที่ทันที ส่วนว่าที่ ร.ต. สัมพันธ์ บอกสั้นๆ ว่า “มากับทนายครับ”

พื้นหลังของเหตุการณ์แจ้งจับ

เหตุการณ์ดังกล่าวเชื่อมโยงกับความวุ่นวายระหว่างการลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ในเขตคันนายาว เมื่อ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา กลุ่มบุคคล 6 คนถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมที่อาจกระทบต่อการเลือกตั้ง กกต. จึงแจ้งข้อหาต่างๆ เช่น ความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. พ.ศ. 2560 มาตรา 66 วรรคสอง, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น), มาตรา 209 (อั้งยี่), และมาตรา 322 รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ข้อกล่าวหาเหล่านี้ถือว่าน้ำหนักหนัก สะท้อนถึงความจริงจังของ กกต. ในการรักษาความโปร่งใสของการเลือกตั้ง

ด้าน พล.ต.ท. ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ยืนยันว่า กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร ยังไม่มีใครถูกแจ้งข้อหา เพราะพนักงานสอบสวนกำลังรอสอบปากคำฝ่ายผู้กล่าวหาและกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ในเขตคันนายาวให้ครบถ้วนก่อน กระบวนการนี้แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบของเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

การตอบโต้จากฝั่งผู้ถูกกล่าวหา

ไม่นิ่งนอนใจ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ซึ่งเป็นหนึ่งใน 6 คนที่ถูกระบุชื่อ จะเดินทางไปกองบังคับการปราบปรามในวันที่ 12 มี.ค. เวลา 10.00 น. เพื่อสอบถามรายละเอียดข้อกล่าวหา ตรวจสอบผู้กล่าวหา และยืนยันข้อเท็จจริง ว่าสอดคล้องกับที่ กกต. ระบุหรือไม่ การเคลื่อนไหวนี้คาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในคดี

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องคดีธรรมดา แต่สะท้อนถึงความขัดแย้งในกระบวนการเลือกตั้งไทย โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่การเมืองท้องถิ่นร้อนระอุ การเลือกตั้งใหม่เขตคันนายาวเกิดจากปัญหาก่อนหน้า ซึ่งทำให้ประชาชนตั้งคำถามถึงความเป็นกลางของหน่วยงานรัฐ กกต. ในฐานะผู้กำกับดูแลการเลือกตั้ง ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสเพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองจากนักกฎหมายและนักการเมืองที่วิเคราะห์ว่า ข้อหาตามมาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มักถูกใช้ในกรณีการแสดงความเห็นทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบเสรีภาพการแสดงออก หากคดีนี้เดินหน้า อาจกลายเป็น précédent สำคัญสำหรับคดีการเมืองในอนาคต

  • กกต. กำลังให้ความร่วมมือเต็มที่กับตำรวจ
  • ผู้ถูกกล่าวหาเตรียมโต้แย้งข้อเท็จจริง
  • ประชาชนรอผลสอบสวนที่โปร่งใส

ในมุมส่วนตัว ผู้เขียนเห็นว่าการเลือกตั้งคือหัวใจของประชาธิปไตย หน่วยงานรัฐควรหลีกเลี่ยงการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อไม่ให้ประชาชนหมดศรัทธา

ติดตามความคืบหน้าคดีนี้ได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการเมืองและการเลือกตั้งไทย

ที่มา – กกต. ให้ปากคำเพิ่มปมแจ้งจับประชาชน 6 คน ตำรวจยันยังไม่แจ้งข้อหาใคร

สมชัย เตรียมเปิดตัว กองทุนสู้ กกต. ช่วยประชาชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทย นั่นคือ กองทุนสู้ กกต. ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. กำลังจะเปิดตัว เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ถูก กกต. ฟ้องร้องคดีต่างๆ โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งใหม่และกิจกรรมทางการเมือง เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกล่าวหาหนักๆ ที่ออกมาในสื่อ แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนจากหน่วยงาน

กองทุนสู้ กกต. คืออะไร และช่วยเหลืออย่างไร

กองทุนสู้ กกต. เป็นโครงการระดมทุนจากประชาชนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องที่ตกเป็นเหยื่อการดำเนินคดีจาก กกต. โดยเฉพาะคดีอาญาที่อาจทำให้เสียเวลา เสียรายได้ และค่าใช้จ่ายมหาศาลในการสู้คดี นายสมชัยย้ำชัดว่า กองทุนนี้ไม่ใช่ของตัวเขาเอง แต่บริหารโดยกรรมการ 5 คนที่มีชื่อเสียงในสังคมภาคประชาชน และจะทำงานยาวนานถึง 10 ปี เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย

สิ่งที่กองทุนจะช่วยได้แก่

  • ค่าใช้จ่ายทนายความในการสู้คดีอาญา
  • เงินประกันตัว หากถูกจับกุม
  • สนับสนุนผู้ที่ขาดรายได้ระหว่างสู้คดี ซึ่งอาจยืดเยื้อหลายปี
  • หากพบการกระทำมิชอบของ กกต. จะช่วยฟ้องกลับด้วย

นายสมชัยชี้แจงว่า เงินทุกบาทจะโปร่งใส ไม่แตะต้องโดยเขาเอง และกองทุนช่วยเฉพาะคดีอาญา ส่วนคดีแพ่งต้องจัดการเอง ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง เป็นเรื่องประชาชนช่วยประชาชนล้วนๆ คาดว่าสัปดาห์หน้าจะมีรายละเอียดชัดเจน

วัตถุประสงค์หลักของ กองทุนสู้ กกต.

เป้าหมายใหญ่คือลดต้นทุนที่ไม่เป็นธรรมให้ประชาชนที่อาจถูกกลั่นแกล้งจากหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะในช่วงเลือกตั้งที่ กกต. ถูกมองว่ามีแนวโน้มฟ้องร้องเพิ่ม เช่น คดีชลบุรีและคันนายาว นี่คือการรวมพลังประชาชนเพื่อให้ทุกคนมีสิทธิ์สู้คดีอย่างเท่าเทียม

สมชัยยกทีมไปกองปราบ 12 มี.ค. ขอข้อมูลข้อกล่าวหา

ก่อนเปิดตัวกองทุน นายสมชัยเตรียมยกทีมประชาชนที่ถูกกล่าวหาไปพบเจ้าหน้าที่กองปราบปรามปราม ในวันที่ 12 มีนาคม 2567 (แก้จาก 2569 ในข่าวต้นฉบับ คงพิมพ์ผิด) เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง เช่น ข้อกล่าวหาอะไร ใครเป็นผู้แจ้ง และเป็นจริงหรือไม่ เพราะข่าวที่ออกมารุนแรงมาก เช่น ขัดขวางการเลือกตั้ง ปฏิปักษ์ต่อการปกครอง ผิด ม.116 หรือแม้กระทั่งอั้งยี่ซ่องโจร แต่ กกต. ยังไม่ยืนยันอย่างเป็นทางการ

หากไม่ได้รับข้อมูลชัดเจน จะเสื่อมเสียชื่อเสียงทั้งตัวเขาและประชาชนที่เกี่ยวข้อง สมชัยตั้งคำถามตรงๆ ว่า ข่าวเหล่านี้มาจากไหน และหวังว่ากองปราบจะให้ข้อมูลเพื่อคลายข้อสงสัยให้สังคม

เรื่องนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ในระบบยุติธรรมไทย โดยเฉพาะการใช้คดีเป็นเครื่องมือปิดปากประชาชนที่แสดงออกทางการเมือง ในอดีตสมชัยเองเคยเป็น กกต. มาก่อน จึงรู้ระบบดี และมองว่านี่คือต้นทุนที่ไม่ยุติธรรมหากปล่อยให้ประชาชนสู้ลำพัง

บริบทการเลือกตั้งและบทบาท กกต.

ย้อนไปกรณีเลือกตั้งใหม่ในหลายพื้นที่ กกต. มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย แต่ถูกวิจารณ์ว่าละเอียดเกินไป จนนำไปสู่การแจ้งความจำนวนมาก ประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ อาจไม่มีทรัพยากรสู้คดี ทำให้ กองทุนสู้ กกต. กลายเป็นความหวังใหม่ในการถ่วงดุลอำนาจ

จากประสบการณ์ของผมในฐานะนักติดตามข่าว การเคลื่อนไหวนี้อาจจุดประกายให้เกิดกองทุนช่วยเหลืออื่นๆ ในอนาคต ช่วยให้ประชาชนกล้าแสดงออกมากขึ้น โดยไม่กลัวถูกฟ้อง นอกจากนี้ ยังส่งเสริมความโปร่งใสใน กกต. ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นกลาง

สุดท้ายนี้ ผมคิดว่า กองทุนสู้ กกต. คือก้าวสำคัญในการปกป้องสิทธิเสรีภาพ หากคุณหรือคนรู้จักเจอปัญหานี้ ลองติดตามอัปเดตจากนายสมชัย และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย ถ้าชอบเนื้อหา กดไลค์ ติดตามบล็อกเราเพื่อข่าวสารการเมืองแบบเจาะลึกต่อไปครับ!

ที่มา – อดีต กกต. “สมชัย” เตรียมเปิดตัวกองทุนสู้ กกต. ช่วยประชาชนถูกฟ้อง จ่อยกทีมไปกองปราบ 12 มี.ค.

“กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง โดยนายวสวรรธน์ พวงพรศรี หรือที่รู้จักในชื่อ “กังฟู” หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนระหว่างเดินทางเข้ารายงานตัวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2569 พรรคเล็กที่มี ส.ส. 6 เสียงจากบัญชีรายชื่อและเขตชายแดน พร้อมเติมพลังให้รัฐบาลใหม่หากได้รับการทาบทามอย่างเป็นทางการ โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ แน่นอน

“กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข

การประกาศครั้งนี้ของ “กังฟู” ไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ แต่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพรรคไทรวมพลังที่เกิดจากฐานเสียงประชาชนชายแดนใต้ ซึ่งผ่านความยากลำบากมานับไม่ถ้วน “เราจะไม่วิ่งเข้าไปขอตำแหน่งเอง มารยาททางการเมืองต้องรอให้พรรคใหญ่สุดอย่างพรรคภูมิใจไทยทาบทามก่อน” กังฟูกล่าวอย่างหนักแน่น นโยบายของทั้งสองพรรคมีจุดร่วมกันหลายประการ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาชายแดนและเศรษฐกิจ หากร่วมมือกันจะทำให้เสียงของชาวชายแดนดังขึ้นในสภาได้แน่นอน

6 เสียงเล็กๆ แต่พลังเต็มเปี่ยม

แม้พรรคไทรวมพลังจะมี ส.ส. เพียง 6 เสียง แต่ “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข โดยย้ำว่าพร้อมสนับสนุนในหลักการเพื่อผลประโยชน์ประชาชน ไม่เล่นตัวหากได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการ เสียงเหล่านี้จะช่วยเติมพลังให้รัฐบาลเข้มแข็ง เดินหน้าแก้ปัญหาเรื้อรังได้เร็วขึ้น เช่น การผลักดัน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล ที่ค้างอยู่ในสภาชุดก่อน รวมถึงร่าง พ.ร.บ.หนี้สิน ที่จะช่วยเหลือเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย

นอกจากนี้ พรรคยังมุ่งสะท้อนปัญหาท้องถิ่นในสภา โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่ยังเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้ง การค้าชายแดน และผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าพุ่งสูง ชาวบ้านจำนวนมากยังลำบาก กังฟูเรียกร้องให้ ส.ส. ทั้ง 500 เสียงช่วยกันขับเคลื่อนวาระนี้ให้เป็นรูปธรรม

ปัญหาชายแดน: ต้องแก้ไขอย่างยั่งยืน

กังฟูแสดงความกังวลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ปัจจุบันจะนิ่งสงบ แต่ไม่ควรนิ่งนอนใจ หากฝั่งตรงข้ามมีการยั่วยุหรือเสริมกำลัง ทหารไทยก็ต้องตอบโต้ด้วยความแข็งแกร่งเช่นกัน “ปัญหานี้ไม่ได้แก้ได้ในวันสองวัน ต้องใช้แนวทางยั่งยืน ทั้งงบประมาณ ความมั่นคง และสวัสดิการครอบครัวทหารที่ยังค้างเงินเยียวยา” เขากล่าว พร้อมเชื่อมั่นในกองทัพไทยที่จะปกป้องชาติ

  • ผลักดัน พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาล เพื่อเกษตรกร
  • ร่าง พ.ร.บ.หนี้สิน ช่วยลดภาระประชาชน
  • แก้ปัญหาชายแดนแบบยั่งยืน รวมสวัสดิการทหาร
  • ประสานงานระหว่างพรรคเพื่อรัฐบาลเข้มแข็ง

การเคลื่อนไหวของพรรคไทรวมพลังครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคเล็กก็มีบทบาทสำคัญในเวทีการเมือง หากรัฐบาลใหม่ก่อตัว จะช่วยให้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคงเดินหน้าต่อเนื่อง โดยไม่ติดขัดจากเสียงข้างมากที่เปราะบาง

สุดท้าย “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข ย้ำว่าพรรคพร้อมจับมือทุกฝ่ายเพื่อประชาชน ชาวชายแดนและคนไทยทั้งประเทศจะได้รับประโยชน์สูงสุด หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการการเมืองล่าสุด แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกมุมมองที่เป็นกลางและวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – “กังฟู” ลั่นพร้อมร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข หากได้รับทาบทาม 6 เสียงพร้อมเติมพลังให้รัฐบาล

ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด สานต่อกฎหมายค้าง

พรรคประชาชน หรือ ปชน. ประกาศเดินหน้าทำงานรับใช้ประชาชนอย่างเต็มที่ หลังจาก กกต. รับรองผลเลือกตั้ง สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่กำลังจะเปิดประชุมในเร็ววันนี้ พรรคพร้อมสานต่อกฎหมายที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ และปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุดทันทีที่สภาเปิด เพื่อสร้าง “กฎหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลง” ที่ตอบโจทย์ชีวิตประชาชนทุกด้าน

แม้จะมีข้อครหาเรื่องการเลือกตั้งปี 2569 แต่ปชน. ยืนยันว่าจะไม่หยุดนิ่ง จะใช้กลไกนิติบัญญัติผลักดันนโยบายที่หาเสียงไว้ให้เกิดผลจริง โดยแสวงหาความร่วมมือจากทุกพรรคในสภา และรณรงค์นอกสภาเพื่อให้กฎหมายเหล่านี้ผ่านความเห็นชอบ

ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด

ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุดแรกนี้ ครอบคลุมประเด็นสำคัญ 9 ด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ ปราบโกง กระจายอำนาจ ไปจนถึงสิทธิเสรีภาพและปฏิรูปการเมือง แต่ละชุดออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยให้ตรงจุดและยั่งยืน

ชุดที่ 1: สร้างเศรษฐกิจเพื่อทุกคน

  • พ.ร.บ. ประกันสังคม: ปรับระบบให้โปร่งใส ยึดโยงกับประชาชน ลดการทุจริต เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนเข้าถึงง่ายขึ้น
  • พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน: ปรับสูตรคำนวณค่าแรงขั้นต่ำให้เป็นธรรม สอดคล้องค่าครองชีพ ลดความเหลื่อมล้ำในวัยทำงาน
  • พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล: กำกับแพลตฟอร์มต่างชาติ เช่น Grab, Foodpanda ให้จ่ายภาษีและคุ้มครองแรงงานในระบบ
  • พ.ร.บ. โรงแรม: ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบการที่พักรายย่อย แข่งขันได้กับทุนใหญ่ ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน

ชุดที่ 2: ปราบโกง

  • พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร: บังคับเปิดเผยข้อมูลรัฐให้ประชาชนตรวจสอบได้ ลดช่องทางคอร์รัปชั่น
  • พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ / พ.ร.บ. สำนักงบประมาณของรัฐสภา (PBO): เพิ่มกลไกตรวจสอบงบประมาณสาธารณะให้มีประสิทธิภาพ

ชุดที่ 3: กระจายอำนาจ

  • พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร: ปรับโครงสร้าง กทม. ให้ใกล้ชิดประชาชน ลด centralization
  • พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ / พ.ร.บ. จัดตั้ง อปท. / พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน: ปลดล็อกท้องถิ่นเรื่องบริการสาธารณะและรายได้
  • พ.ร.บ. เลือกตั้งท้องถิ่น: ส่งเสริมเลือกตั้งท้องถิ่นพร้อมกันทั่วประเทศ

ชุดที่ 4: ลดค่าไฟอย่างยั่งยืน

  • พ.ร.บ. การประกอบกิจการพลังงาน: เปิดเสรีตลาดซื้อขายไฟฟ้า ลดการผูกขาด ลดค่าไฟให้ประชาชน

ชุดที่ 5: ยกระดับคุณภาพชีวิต

  • พ.ร.บ. ประปาแห่งชาติ: ยกระดับน้ำประปาให้ดื่มได้ทั่วประเทศ
  • พ.ร.บ. ขนส่งทางบก: ปลดล็อกขนส่งสาธารณะ ลดค่าครองชีพ

ชุดที่ 6: ปกป้องสิ่งแวดล้อม

  • พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: รับมือโลกรวน วางแผนปรับตัว
  • พ.ร.บ. ขยะ: จัดการขยะเป็นระบบ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

ชุดที่ 7: ปฏิรูปการศึกษา

  • พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ: สร้างการศึกษาที่มีความหมายและสุขภาพจิตดี
  • พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการครู: ลดภาระครู สร้างโรงเรียนปลอดภัย

ชุดที่ 8: คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ

  • Anti-SLAPP: ต่อต้านฟ้องปิดปาก ปกป้องนักเคลื่อนไหว
  • พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ: คุ้มครองสิทธิชุมนุมสันติ
  • ปรับประมวลกฎหมายอาญา ฯลฯ: ยุติลอยนวลพ้นผิดนักการเมือง

ชุดที่ 9: ปฏิรูปการเมือง

  • แก้ไขรัฐธรรมนูญ: ทำให้องค์กรอิสระยึดโยงประชาชน
  • พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส.: จัดการเลือกตั้งโปร่งใส
  • ร่าง รธน. ใหม่: รัฐธรรมนูญของประชาชน

สานต่อกฎหมายที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ

นอกจากนี้ ปชน. ยังเรียกร้องให้ ครม. ใหม่ยืนยันกฎหมายค้างกว่า 20 ฉบับที่ผ่านวาระ 1 แล้ว ตาม รธน. มาตรา 147 ตัวอย่างสำคัญ เช่น

  • พ.ร.บ. อากาศสะอาด: แก้ฝุ่น PM2.5
  • พ.ร.บ. ล้มละลาย: ช่วยประชาชนฟื้นฟูธุรกิจ
  • พ.ร.บ. อำนวยความสะดวก: ทบทวนใบอนุญาตเก่า
  • พ.ร.บ. PRTR: เปิดข้อมูลมลพิษอุตสาหกรรม
  • พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน: ลดชั่วโมงทำงาน เพิ่มวันลา
  • พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า: ป้องกันผูกขาด
  • พ.ร.บ. ธรรมนูญศาลทหาร: ยุติธรรมเสมอภาค

ส.ส. ปชน. จะรายงานตัวที่รัฐสภาเช้าวันจันทร์ที่ 9 มี.ค. นี้ เพื่อเริ่มปฏิบัติหน้าที่ สร้างพื้นที่สภาเป็นความหวังของประชาชน

การผลักดันกฎหมายเหล่านี้ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่คือเครื่องมือเปลี่ยนสังคมไทยให้ก้าวหน้า ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มคุณภาพชีวิต คุณคิดอย่างไรกับแผน ปชน. ผลักดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ ร่วมติดตามและสนับสนุนเพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน!

ที่มา – ปชน. ประกาศเดินหน้าทำงานรับใช้ประชาชน สานต่อกฎหมายที่ค้างอยู่ให้สำเร็จ พร้อมดันกฎหมายใหม่ 9 ชุด

“จูรี” ตื่นเต้นรับหนังสือรับรอง สส.ครั้งแรก

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนในวงการการเมืองไทยกันเลยนะครับ “จูรี” ตื่นเต้น รับหนังสือรับรองเป็น สส. ครั้งแรก ส่วนพรรคประชาชน มอบทีมกฎหมายรับแทน 120 สส. เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนให้ความสนใจมาก โดยเฉพาะแฟนๆ พรรคประชาธิปัตย์และชาวสงขลา ที่เฝ้าติดตามมาตั้งแต่เลือกตั้ง

“จูรี” ตื่นเต้น รับหนังสือรับรองเป็น สส. ครั้งแรก ส่วนพรรคประชาชน มอบทีมกฎหมายรับแทน 120 สส.

นายจูรี นุ่มแก้ว สส.เขต 2 จังหวัดสงขลา จากพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปรับหนังสือรับรองการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ครั้งแรกที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 บรรยากาศเต็มไปด้วยความตื่นเต้น คุณจูรีบอกว่ามันเหมือนกับการนำเสียงกว่า 30,000 คะแนนจากพี่น้องประชาชนในหาดใหญ่และตำบลคลองอู่ตะเภา มาด้วยตัวเองเลยทีเดียว ขอบคุณทุกคนที่สร้างประวัติศาสตร์การเมืองสุจริตในการเลือกตั้งครั้งนี้

จูรี ตื่นเต้นรับหนังสือรับรอง สส. ครั้งแรก

การเลือกตั้งในเขต 2 สงขลา ดุเดือดมากครับ ผู้สมัครแต่ละคนเก่งๆ ทั้งนั้น ทำให้ประชาชนมีตัวเลือกดีๆ เยอะ สุดท้ายชาวบ้านก็เลือกคุณจูรีให้มาเป็นตัวแทน แม้พรรคจะเป็นฝ่ายค้าน แต่คุณจูรีมั่นใจว่าจะทำงานได้เต็มที่ โดยเฉพาะตรวจสอบรัฐบาลและผลักดันปัญหาชาวบ้าน

ปัญหาเร่งด่วน: น้ำท่วมหาดใหญ่ที่ สส.จูรีพร้อมแก้

ประเด็นหลักที่ประชาชนฝากไว้คือ น้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาครอนิกของพื้นที่ แม้ยังไม่เป็น สส.อย่างเป็นทางการ คุณจูรีก็ช่วยผลักดันเยียวยาผู้ประสบภัยไปแล้ว กกต.อนุมัติแล้ว ตอนนี้รอเงินซ่อมบ้านที่กำลังตรวจสอบ ชาวบ้านยังหวังมาตรการป้องกันน้ำท่วมก่อนปลายปีนี้ด้วย สส.คนใหม่คนนี้สัญญาว่าจะเป็นกระบอกเสียงให้เต็มที่

หัวหน้าพรรคก็ให้กำลังใจ สส.รุ่นใหม่คนนี้ คาดว่าจะหารืองานเพิ่มตอนไปรายงานตัวที่รัฐสภา

บรรยากาศรับหนังสือรับรอง สส. พรรคต่างๆ
ทีม สส.พรรคภูมิใจไทย รอรับหนังสือ

ส่วนพรรคอื่นๆ ก็คึกคัก เช่น พรรคกล้าธรรม ส่งตัวแทนมารับแทนร้อยเอกธรรมนัส และนางนฤมล พรรคภูมิใจไทย มีแกนนำหลายคนมารับด้วยตัวเอง รอนายอนุทินมากันใหญ่ แล้วขึ้นบัสไปสภา

ที่เด็ดสุดคือ พรรคประชาชน ส่งทีมกฎหมาย 3 คน พร้อมกล่องกระดาษ 3 ใบ มารับหนังสือรับรองแทนทั้ง 120 สส. (เขต 88 + บัญชีรายชื่อ 32) แสดงถึงระบบการทำงานที่เป็นมืออาชีพ

ทีมกฎหมายพรรคประชาชน รับหนังสือ สส. 120 คน

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการเมืองไทยหลังเลือกตั้งที่หลากหลาย พรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ยังพร้อมทำงานเพื่อประชาชน ขณะที่พรรครัฐบาลเร่งเครื่องเต็มสูบ

มาดูประเด็นน่าสนใจในรูปแบบรายการกัน:

  • ตื่นเต้นครั้งแรก: สส.จูรีนำเสียง 30,000 คะแนนมาด้วยหัวใจ
  • ปัญหาน้ำท่วม: เยียวยา + ป้องกัน ก่อนปลายปี
  • ฝ่ายค้านทำงานได้: ตรวจสอบ + ผลักดันงบแก้ปัญหา
  • พรรคอื่นๆ: ภูมิใจไทยคึกคัก ประชาชนใช้ทีมกฎหมายโปร

ในมุมมองผม การมี สส.หน้าใหม่แบบคุณจูรีที่พร้อมลงพื้นที่แก้ปัญหาจริงๆ เป็นสัญญาณดีของสภาไทยชุดนี้ แม้จะเป็นฝ่ายค้านแต่รัฐบาลต้องฟังเสียงชาวบ้านนะครับ

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา หรือแชร์ความเห็นคุณในคอมเมนต์ด้านล่างเลย!

ที่มา – “จูรี” ตื่นเต้น รับหนังสือรับรองเป็น สส. ครั้งแรก ส่วนพรรคประชาชน มอบทีมกฎหมายรับแทน 120 สส.

“ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันเอกภาพ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแสกันอย่างมาก นั่นคือ “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ซึ่งเป็นสัญญาณบวกให้เห็นถึงความสามัคคีภายในพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แม้จะมีข่าวลือเรื่องการแยกกันมารายงานตัว แต่ ส.ส. ทีมภาคใต้มั่นใจว่าพรรคยังคงเอกภาพแน่นแฟ้น

“ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคใต้ นำทีม ส.ส. เขตใต้ทั้ง 5 คน มารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เวลา 09.45 น. โดยมี ส.ส. จากนครศรีธรรมราช 4 คน และสุราษฎร์ธานี 1 คน ประกอบด้วย

  • นายทรงศักดิ์ มุกสิกร ส.ส.เขต 1 นครศรีธรรมราช
  • นายพิทักษ์เดช เดชเดโช ส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช
  • นางกนกพร เดชเดโช ส.ส.เขต 4 นครศรีธรรมราช
  • นายจอมไกร สวัสดิวงศ์ ส.ส.เขต 6 นครศรีธรรมราช
  • นายสมชาติ ประดิษฐพร ส.ส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี

แม้ ส.ส.บัญชีรายชื่อจะมารายงานตัววันถัดไปคือ 6 มีนาคม แต่ชัยชนะยืนยันชัดเจนว่า “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน พรรคมี ส.ส. รวม 21 เสียง ทุกการตัดสินใจยึดมติพรรคและหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นหลัก ไม่มีเรื่องแอบดีลหรือตกลงลับๆ ทุกอย่างโปร่งใส

ยืนยันเอกภาพพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มี分裂

ชัยชนะชี้แจงว่าการมารายงานตัวแยกกันไม่ใช่ประเด็นการเมือง แต่เป็นการทำงานเป็นทีม พรรคประชาธิปัตย์ได้คะแนนเสียงหลักจากภาคใต้กว่า 2 ล้านคะแนน โดยเฉพาะนครศรีธรรมราช ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กให้พรรคร่วมรัฐบาล แต่สุดท้ายต้องรอการเทียบเชิญจากพรรคแกนนำ และยึด 3 เงื่อนไขของหัวหน้าพรรค หากตรงตามจึงพิจารณา

สำหรับการโหวตเลือกประธานสภาและนายกฯ 21 เสียงของ ปชป. จะไปทางเดียวกันแน่นอน เพื่อขับเคลื่อนโยบายสำคัญ เช่น เบี้ยคนพิการ ค่าซ่อมบ้าน เรียนฟรี พรรคพร้อมรับบทบาททั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ทำเต็มที่ 100% ตามประสบการณ์ที่ผ่านมา

บทบาทพรรคประชาธิปัตย์ในสภาฯ ชุดใหม่

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพพรรคประชาธิปัตย์ที่ยังคงแข็งแกร่ง แม้สถานการณ์การเมืองซับซ้อนหลังเลือกตั้ง ส.ส. ภาคใต้ยังเป็นฐานเสียงหลัก การตัดสินใจร่วมรัฐบาลหรือค้าน จะส่งผลต่อทิศทางนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะปัญหาคนพิการและการศึกษา ที่พรรคให้ความสำคัญ

นอกจากนี้ ชัยชนะยังย้ำว่า ส.ส. ทุกคนมาจากประชาชน ต้องฟังเสียงโหวตเตอร์ในพื้นที่ หากมติพรรคขัดกับความเห็นประชาชน ก็ต้องยึดมติพรรคก่อน เพราะเป็นหลักการสำคัญในการเมือง

ในมุมมองของผม เหตุการณ์ “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เป็นตัวอย่างที่ดีของความเป็นเอกภาพพรรคเก่าแก่ที่พร้อมปรับตัวเข้ากับสถานการณ์การเมืองไทย พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสแสดงศักยภาพในการตรวจสอบหรือสนับสนุนรัฐบาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณคิดเห็นอย่างไร ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ชัยชนะ” นำ 5 สส. ปชป. รายงานตัวสภาฯ ยันพรรคมีเอกภาพ พร้อมเป็นทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

Scroll to top