การเงิน

“ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex

“ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อมีกระแสข่าวว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังเตรียมเปิดเผยรายชื่อนักการเมืองและคนดังที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ Forex โดยหนึ่งในรายชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างหนาหูคือชื่อของ “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex ซึ่งทางฝั่งของพรรคประชาชนได้ออกโรงมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ทันที

นางสาวรักชนก ศรีนอก และนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจน แต่ในฐานะคนทำงานการเมือง หากมีรายชื่อปรากฏจริง ทุกคนพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐอย่างเต็มที่เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

มุมมองพรรคประชาชนต่อคดี Forex

สำหรับประเด็นที่ว่าเรื่องนี้อาจเป็นเกมการเมืองเพื่อกลบข่าวโครงการ TH-AI Passport ที่ฝ่ายค้านกำลังตรวจสอบอยู่นั้น นายรังสิมันต์ โรม ได้แสดงความเห็นว่า “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex ว่าเป็นเรื่องที่ต้องรอความชัดเจนจากการแถลงของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในวันพรุ่งนี้ สิ่งสำคัญที่ฝ่ายค้านย้ำเสมอคือการทำงานบนพื้นฐานของพยานหลักฐาน ไม่ใช่การใช้เกมการเมืองมาหักล้างกัน

  • พรรคประชาชนยืดอกรับการตรวจสอบจากทุกหน่วยงานรัฐ
  • เน้นย้ำความโปร่งใสและหลักนิติรัฐ นิติธรรม
  • ตั้งข้อสังเกตถึงจังหวะเวลาในการปล่อยข่าวที่อาจบังเอิญสัมพันธ์กับการตรวจสอบโครงการรัฐ

นายรังสิมันต์ ยังระบุเพิ่มเติมอีกว่า นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ เป็นบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านแพลตฟอร์มและการเงิน ซึ่งที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ตรวจสอบโครงการต่างๆ ของรัฐบาลอย่างเข้มข้น ดังนั้น “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex จึงเป็นเพียงอีกหนึ่งก้าวของการพิสูจน์ความจริงในสังคมไทยที่ประชาชนกำลังจับตามอง

สรุปสถานการณ์: ตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสหรือกลั่นแกล้งทางการเมือง?

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การแถลงข่าวของกระทรวงยุติธรรมจะมีความคืบหน้าอย่างไร และรายชื่อที่ถูกกล่าวอ้างจะตรงกับที่มีกระแสข่าวออกมาหรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่แค่เรื่องตัวบุคคล แต่คือการเรียกความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมกลับคืนมา หากการตรวจสอบครั้งนี้ทำอย่างตรงไปตรงมา ย่อมเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของประเทศมากกว่าการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อดิสเครดิตฝ่ายตรงข้าม

ที่มา – “ไอซ์-โรม” เชื่อ “ภาวุธ” พร้อมถูกตรวจสอบหากเอี่ยว Forex หวังไม่ใช่การเอาคืนหลังลุย TH-AI Passport

จุลพันธ์ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% เพื่อลูกหนี้

“จุลพันธ์” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ช่วยแบ่งเบาภาระลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ โดยระบุว่า เมื่อวานนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยแล้ว ถือเป็นข่าวดีของลูกหนี้ ทั้งคนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังแบกรับภาระหนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

นายจุลพันธ์ ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง ซึ่งสะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังต้องการแรงพยุง ผมจึงเสนอว่า ประเทศไทยควรใช้จังหวะนี้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงกดทับคนที่กำลังลำบาก

เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี มีผลทันที นี่คือสัญญาณสำคัญว่ารัฐเริ่มเลือก “ยืนข้างคนเป็นหนี้” มากขึ้นในภาวะที่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่

นายจุลพันธ์ ระบุว่า การลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของลูกหนี้โดยตรง ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และดอกเบี้ยเงินกู้ต่างๆ มีโอกาสลดลง เงินที่เคยต้องจ่ายให้ดอกเบี้ย ก็อาจเหลืออยู่ในกระเป๋ามากขึ้น เพื่อนำไปซื้อของจำเป็น ดูแลครอบครัว หรือหมุนใช้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับ SMEs และเกษตรกรที่เป็นหนี้ ดอกเบี้ยที่ลดลงหมายถึงต้นทุนทางการเงินที่เบาลง กู้มาทำกินก็ไม่ถูกดอกเบี้ยกินจนหมดแรง ช่วยให้ยังพอประคองกิจการ รอเศรษฐกิจฟื้น และมีโอกาสลุกขึ้นสู้ต่อได้

ทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับจุดยืนและนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผมได้ประกาศไปเมื่อวาน คือแนวคิดเรื่อง “นโยบายล้างหนี้” ลดภาระเก่า ฟื้นกำลังใหม่ ให้ประชาชนมีโอกาสตั้งหลักอีกครั้ง เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องเริ่มจากการทำให้คนไทย “หายใจได้” ก่อน แล้วประเทศถึงจะเดินต่อไปได้อย่างเข้มแข็งครับ

กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้

การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเกษตรกร

ผลกระทบจากการ ลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อภาคครัวเรือน

สำหรับภาคครัวเรือน การลดดอกเบี้ย 0.25% นี้ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน ทำให้มีเงินเหลือใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของครัวเรือนอีกด้วย

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs

ในส่วนของผู้ประกอบการ SMEs การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้น และสามารถนำเงินไปลงทุนขยายกิจการได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ในตลาดอีกด้วย

ผลกระทบต่อภาคเกษตร

สำหรับภาคเกษตร การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ย 0.25% ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม เพื่อรักษาสเถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

โดยสรุปแล้ว การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

การตัดสินใจของ กนง. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ในที่สุด

ที่มา – “จุลพันธ์” ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

แฉ! _จากปากอดีตผู้ต้องขัง อ้างนักโทษจีน VIP มีสิทธิพิเศษเพียบ_

เรื่องราวสุดฉาวในเรือนจำยังคงเป็นที่จับตามอง เมื่ออดีตผู้ต้องขังรายหนึ่งออกมาแฉถึงพฤติกรรมของนักโทษจีน VIP ที่มีอิทธิพลและสิทธิพิเศษเหนือใคร ชี้พิกัดมุมอับแซ่บที่อาจเกิดขึ้นจริงภายในเรือนจำ

จากกรณีอื้อฉาวที่เกิดขึ้นกับการเอื้อประโยชน์ให้กับนักโทษทุนจีนและการนำนางแบบชาวต่างชาติเข้าไปในเรือนจำ ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ล่าสุด ทีมข่าวได้สัมภาษณ์นายภีมพงษ์ อดีตผู้ต้องขังวัย 41 ปี ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับสิทธิพิเศษของนักโทษจีน VIP ภายในเรือนจำ

จากปากอดีตผู้ต้องขัง อ้างนักโทษจีน VIP มีสิทธิพิเศษเพียบ

นายภีมพงษ์ เล่าว่า ในสมัยที่เขาอยู่ในเรือนจำ นักโทษชาวจีนส่วนใหญ่จะมีอิทธิพลทางด้านการเงินอย่างมาก พวกเขาไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนักเลง แต่จะใช้อิทธิพลทางการเงินเพื่อเข้าถึงเจ้าหน้าที่ผู้คุมได้ง่าย ซึ่งสิ่งที่นักโทษจีนมีและแตกต่างจากนักโทษคนอื่น ๆ คือเรื่องโทรศัพท์มือถือ ไมโครเวฟ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับนักโทษชาวไทยทั่วไป โดยจะมีเจ้าหน้าที่ลักลอบนำเข้ามาให้ใช้งาน

“เมื่อมีการตรวจค้นจากทางเรือนจำ เจ้าหน้าที่ก็จะรู้กันว่าห้องผู้ต้องขังชาวจีนจะไม่เข้าไปตรวจค้น แต่ถ้าเป็นการตรวจค้นจากเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง ก็จะมีเจ้าหน้าที่ในเรือนจำแอบไปบอกนักโทษก่อน เพื่อให้เก็บสิ่งของ” นายภีมพงษ์กล่าว

นอกจากนี้ เขายังกล่าวอีกว่า นักโทษทุนจีนจะได้รับการดูแลที่ดีกว่านักโทษชาวไทย เพราะพวกเขามีเงินมากกว่า เวลาเยี่ยมญาติก็อาจจะได้เวลานานกว่าคนไทย และเมื่อนำสิ่งของต่าง ๆ เข้าไปในเรือนจำ ก็จะใช้กันอยู่ในกลุ่มของตัวเองเท่านั้น

มุมอับแซ่บในเรือนจำ: เรื่องจริงหรือแค่ข่าวลือ?

สำหรับประเด็นเรื่องการนำนางแบบเข้ามาในเรือนจำนั้น นายภีมพงษ์กล่าวว่า เรื่องนี้มีมานานแล้ว แต่ในกรณีนี้มีการนำพาเข้าไปถึงภายในเรือนจำ ซึ่งในสมัยก่อนนักโทษจะไปเจอกับผู้หญิงได้เมื่อเวลาเดินทางไปศาล หรือออกไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลด้านนอกเรือนจำ

ส่วนกรณีที่มีข่าวลือว่ามีการนำผู้หญิงเข้าไปถึงห้อง ผบ.เรือนจำนั้น นายภีมพงษ์ อธิบายว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เนื่องจากห้อง ผบ.เรือนจำจะอยู่บริเวณด้านนอก แต่อาจจะเป็นห้องลับระหว่างประตูเรือนจำไปถึงบริเวณภายในเรือนจำ ซึ่งอาจเป็นห้องของเจ้าหน้าที่ หรือมุมใต้บันได

“เรื่องแบบนี้คนทำมันใช้เวลาไม่เยอะ สามารถปล่อยผู้หญิงเข้าไปและเจ้าหน้าที่ดูอยู่ด้านนอก” นายภีมพงษ์กล่าว

เขายังเสริมอีกว่า เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องนั้น คงต้องการใช้เงิน เพราะเป็นจำนวนเงินที่เยอะและไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่ใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์เล็กน้อย ซึ่งจะมีการจ่ายให้เจ้าหน้าที่เป็นรายเดือน และจะมีการมอบเงินตามวันสำคัญต่าง ๆ ของเจ้าหน้าที่คนนั้น

นายภีมพงษ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมเจ้าหน้าที่ส่วนกลางถึงรู้ว่าต้องไปจู่โจมในวันที่นางแบบเข้ามา แสดงว่าอาจจะมีนักโทษหรือผู้คุมที่เสียผลประโยชน์เป็นคนแจ้งเบาะแส

เรื่องราวที่นายภีมพงษ์เปิดเผยนี้ สร้างความตกตะลึงให้กับสังคมเป็นอย่างมาก และทำให้เกิดคำถามตามมามากมายว่า ความจริงแล้ว สิทธิพิเศษของนักโทษจีน VIP มีมากน้อยแค่ไหน และใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการเอื้อประโยชน์เหล่านี้? การเปิดโปงเรื่องราวเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในระบบเรือนจำของประเทศไทย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรมอย่างแท้จริง _จากปากอดีตผู้ต้องขัง อ้างนักโทษจีน VIP มีสิทธิพิเศษเพียบ_ นี้เป็นเสียงสะท้อนที่สำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม

สิ่งที่อดีตผู้ต้องขังท่านนี้ให้ข้อมูล เป็นเรื่องที่น่าพิจารณาอย่างยิ่งถึงปัญหาที่ฝังรากลึกในระบบราชทัณฑ์ไทย การตรวจสอบอย่างละเอียดและการแก้ไขอย่างจริงจังเท่านั้นที่จะทำให้เรามั่นใจได้ว่าทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมาย

ที่มา – จากปากอดีตผู้ต้องขัง อ้างนักโทษจีน VIP มีสิทธิพิเศษเพียบ ชี้พิกัดมุมอับแซ่บได้

สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงาน! สภาฯ เห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ

“สว.พิสิษฐ์” ตีปี๊บผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ ยังไม่พิจารณาพ.ร.บ.ประชามติเหตุต้องรอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา แถลงถึงภาพรวมการทำงานของวุฒิสภา ว่า เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 วุฒิสภาได้พิจารณาเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สำคัญรวม 5 ฉบับ โดยมี 4 ฉบับเป็นร่างเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งวุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน โดยจะครบกำหนดในวันที่ 30 กันยายน นี้ คือ 1. ร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตัวร่วม, 2. ร่าง พ.ร.บ. การไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย, 3. ร่าง พ.ร.บ. ท่าเรือแห่งประเทศไทย, 4. ร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน และ 5. ร่าง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งมีสาระสำคัญเพื่อให้อำนาจกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สามารถออกและจำหน่าย สลาก กอช. หรือ หวยเกษียณได้ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้กับประชาชนในการออมทรัพย์มากขึ้น

สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ

การที่ สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ นี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันกฎหมายที่มีความจำเป็นต่อประเทศ อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไปคือ ร่าง พ.ร.บ.ประชามติ ซึ่งยังคงต้องรอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน

สำหรับร่าง พ.ร.บ. ที่ได้รับการเห็นชอบทั้ง 5 ฉบับนั้น ครอบคลุมหลากหลายด้าน ทั้งการบริหารจัดการระบบตัวร่วม การขนส่งมวลชน การท่าเรือ การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน และการออมแห่งชาติ ซึ่งแต่ละฉบับล้วนมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

กฎหมายสำคัญที่ สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ

  • ร่าง พ.ร.บ. การบริหารจัดการระบบตัวร่วม: มุ่งเน้นการบริหารจัดการระบบต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ร่าง พ.ร.บ. การไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย: ส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งมวลชน
  • ร่าง พ.ร.บ. ท่าเรือแห่งประเทศไทย: เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของท่าเรือไทย
  • ร่าง พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริการแก่ประชาชน: ลดขั้นตอนและอุปสรรคในการติดต่อราชการ
  • ร่าง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ: ส่งเสริมการออมเพื่อวัยเกษียณของประชาชน

รอศาลรธน.ชัดเจนเรื่องประชามติ

ส่วนการประชุมวุฒิสภาในวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมามีวาระสำคัญการพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้แก่ พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย อดีตผู้ช่วย ผบ.ตร. โดยที่ประชุมให้ความเห็นชอบ 135 งดออกเสียง 21 ไม่ลงคะแนน 1 ซึ่งเป็นคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา จึงถือว่าที่ประชุมวุฒิสภาให้ความเห็นชอบแก่ พล.ต.ท.สรายุทธ เป็นผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน ขณะที่ในวันที่ 16 ก.ย. 2568 นี้ วุฒิสภาจะมีการพิจารณาเรื่องด่วนคือร่าง พ.ร.บ. แก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประมง 2568 ซึ่งคณะกรรมาธิการร่วมของทั้ง 2 สภาพิจารณาแล้วเสร็จ พร้อมเข้าบรรจุในที่ประชุม

เมื่อถามว่า วุฒิสภาได้พูดคุยเรื่องประชามติหรือไม่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญจะมีการวินิจฉัยว่า ควรทำประชามติกี่ครั้ง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ทางกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภายังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ ต้องรอทางศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดออกมาก่อน แล้วค่อยมาคุยกันอีกที

การทำงานของวุฒิสภาชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพิจารณาและผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แม้ว่าจะมีประเด็นที่ต้องรอความชัดเจนจากหน่วยงานอื่น แต่ก็ยังคงเดินหน้าทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม

สว.พิสิษฐ์ โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของวุฒิสภาในการกลั่นกรองกฎหมายและพิจารณาประเด็นต่างๆ อย่างรอบคอบ เพื่อให้กฎหมายที่ออกมามีความสมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” โชว์ผลงานวุฒิสภาเห็นชอบกฎหมายเพิ่ม 5 ฉบับ รอศาลรธน.ก่อนถกพ.ร.บ.ประชามติ

Scroll to top