Smes

ลดค่าเงินบาท สร้างโอกาส: ปี 69 เศรษฐกิจไทยใหม่?

ลดค่าเงินบาท สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

ธนาคารแห่งประเทศไทย (แบงก์ชาติ) ตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยครั้งล่าสุดในเดือนธันวาคม 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.25% ต่อปี หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประชุมกันถึง 6 ครั้ง เพื่อตัดสินใจว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงตามคำร้องขอของรัฐบาลหรือไม่ ผลสรุปคือมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงทั้งหมด 3 ครั้ง ตรึงไว้ 2 ครั้ง และก่อนจะปิดปี 2568 กนง. มีมติปรับลดดอกเบี้ยลงเป็นครั้งที่ 4 อีก 0.25% จนมาอยู่ที่ระดับ 1.25% ในที่สุด

แบงก์ชาติให้เหตุผลในการปรับลดครั้งล่าสุดว่า เพราะเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอตัวชัดเจน ทั้งการบริโภคที่ซบเซา การส่งออกที่ได้รับผลกระทบ และภาคอุตสาหกรรมที่ยังคงแข่งขันยาก ทำให้ต้องการผ่อนคลายดอกเบี้ยลงเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัว บรรเทาภาระหนี้กลุ่มเปราะบาง ทั้ง SMEs และรายย่อย ตลอดจนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินฝืด

อันที่จริงแบงก์ชาติน่าจะรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่า เศรษฐกิจปี 2569 จะเติบโตช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้และอาจต่ำกว่า 2% เพราะมองเห็นการบริโภคที่ลดลงและความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังรับรู้สถานการณ์ผ่านอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสะท้อนว่าไม่มีแรงกดดันด้านอุปสงค์จากการที่เศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ ในขณะที่หนี้ครัวเรือนและกลุ่มเปราะบางยังคงเผชิญปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อยาก ขาดสภาพคล่องจนหนี้กลายเป็นหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) มากขึ้น

เมื่อเห็นว่าสถานการณ์มาถึงขั้นที่เศรษฐกิจไปต่อไม่ไหว ที่สุดแบงก์ชาติโดย กนง. จึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวและเสริมมาตรการอื่นๆ ของภาครัฐ ในเวลาเดียวกันก็ยังยืนยันจะรักษาขีดความสามารถ (Policy Space) โดยการยืนหยัดว่าจะเก็บโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่เหมาะสมเพื่อให้การส่งผ่านสู่เศรษฐกิจมีประสิทธิภาพที่สุด

ว่ากันตามจริง เหตุผลของการเก็บกระสุนหรือโควตาการลดดอกเบี้ยไว้ใช้ในจังหวะที่แบงก์ชาติเห็นว่าเหมาะสมนั้น ท้ายที่สุดมันมักจะล่าช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็น หรือควรจะลดในทุกๆ ครั้ง ทั้งที่มีเหตุผลสำคัญมากมายที่รอให้ภาวะทางการเงินเข้าช่วยผ่อนคลายตลอดทั้งปี 2568 ถ้าจะพูดว่า แบงก์ชาติมีส่วนร่วมในการทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิบากกรรมมาตลอด ก็คงจะพูดได้ไม่ผิดนัก โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่รัฐบาลของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน มองเห็นว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาเติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็นและจำต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่ผู้บริหารแบงก์ชาติกลับไม่ให้ความร่วมมือด้วย

มาถึงวันนี้ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นปี 2569 ปีที่สำนักเศรษฐกิจหลายแห่งทำนายทายทักตรงกันว่า ประเทศและคนไทยจะเผชิญความยากลำบากหนักหนาสาหัสกว่าปีที่ผ่านมา ที่สำคัญนักเศรษฐศาสตร์จากหลายสถาบันหยิบยกเรื่องการปรับลดอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาถกเถียงกันว่า ต่อให้แบงก์ชาติปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็น 0% ก็ไม่อาจช่วยชะลอการล้มลงทีละหน่วยของภาคเศรษฐกิจไทยได้ในช่วง 8-12 เดือนข้างหน้า ด้วยเหตุผลเพราะ It’s too late… หรือช้าเกินไปแล้วนั่นเอง

อัตราดอกเบี้ยจึงไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป โดยเฉพาะกับการซื้อเวลาสำหรับการปรับตัวของเศรษฐกิจ ดังจะเห็นได้จากการปรับลดดอกเบี้ยครั้งล่าสุดของปี 2568 ที่ไม่ได้ส่งผลใดๆ ต่ออัตราแลกเปลี่ยนเลย ตรงกันข้ามเงินบาทกลับแข็งค่าขึ้นอีกจนส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาคการส่งออกที่ระดับ 31.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ทางเดียวที่จะทำให้เศรษฐกิจประเทศไทยฟื้นตัวได้เร็วที่สุดในยามนี้ก็คือ “ลดค่าเงินบาท” ให้อยู่ในระดับ 35-36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ คำว่าลดค่าเงินบาทนั้นฟังดูเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่ใครจะกล้าหาญประกาศออกมา เพราะแน่นอนว่าต้องมีคน ดาหน้าออกมาคัดค้านกันจมกระเบื้อง ด้วยเหตุว่าสินค้านำเข้าอย่างพลังงานจะมีราคาแพงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและเครื่องจักรก็จะแพงตามไปด้วย

แต่การอ่อนค่าของเงินบาทแบบควบคุมได้ มีแนวโน้มช่วยภาคการส่งออกและท่องเที่ยว รวมถึงการขยายตัวของ GDP ได้จริงถ้าไม่ลดค่าเงินแรงหรือเร็วเกินไป ในเชิงทฤษฎีนั้นการส่งออกจะดีขึ้นเพราะสินค้าไทยราคาถูกลงในสายตาต่างชาติ และกำไรของผู้ส่งออกเมื่อคิดเป็นบาทจะเพิ่มขึ้น แม้ในทางปฏิบัติผลอาจไม่แรงเท่าเดิมเพราะสินค้าไทยจำนวนมากพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าและการค้าโลกชะลอตัว แต่สำหรับผลต่อการท่องเที่ยวนั้นจะชัดเจนและได้ผลเร็วกว่า นักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่ามาไทยแล้วคุ้มค่าขึ้น ค่าโรงแรมและอาหารราคาถูกลงเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาตินำเงินเข้ามาลงทุนได้มากขึ้น

หากมองในมิติของ GDP ผลเชิงบวกจะมีแน่นอนเพราะการส่งออกและท่องเที่ยวดีขึ้น ส่วนเงินเฟ้อที่แบงก์ชาติพยายามรักษาเป้าหมายไว้ที่ 0-3% นั้น ผลจากการไม่ยอมลดดอกเบี้ยนานเกินไปทำให้อัตราเงินเฟ้อต่ำต่อเนื่อง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าปี 2568 เงินเฟ้อจะติดลบเล็กน้อยหรือใกล้ศูนย์ที่ -0.1 ถึง 0.0% ส่วนปี 2569 คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกที่ 0.4% ซึ่งยังอยู่ในกรอบที่ต่ำมาก

คำถามคือทำไมธนาคารกลางทั่วโลกไม่ค่อยพูดว่าอยากให้ค่าเงินอ่อน นั่นก็เพราะเสี่ยงที่จะถูกมองว่าเป็น การบิดเบือนค่าเงิน (Currency Manipulation) รวมถึงความผันผวนของเงินทุนไหลเข้าออก แบงก์ชาติไทยจึงเลือกที่จะ “ดูแลความผันผวนโดยไม่ตั้งเป้าระดับค่าเงิน”

ทว่าคำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์ด้านเศรษฐมิติจากฮาร์วาร์ด กระทรวงการคลัง ระบุว่า ค่าเงินบาทที่เหมาะสมเชิงยุทธศาสตร์ของไทยควรอยู่ที่ประมาณ 34.5 – 36 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ (ภายใต้จุดสมดุลดีที่สุดแถวๆ 35 บาท +/- 0.5) เป้าหมายนี้ไม่ใช่การตรึงราคา แต่เป็นช่วงที่ควรพยายามไม่ให้หลุดออกไปนาน เพื่อชดเชยแรงกดดันจากภาษีของทรัมป์ พยุง GDP และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน

จากการคำนวณคร่าวๆ หากเจอภาษี 10% เราต้องการค่าเงินอ่อน 8-10% เพื่อซับแรงกระแทก ซึ่งระดับ 35-36 บาทนั้นช่วยพยุงผู้ส่งออกได้โดยไม่สร้างเรื่องช็อก แต่ถ้าเกิน 38 บาทจะเริ่มเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคและเงินเฟ้อทันที

ประเด็นสำคัญคือ ค่าเงินไม่ใช่ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ที่แท้จริง แต่มันคือ “เวลาหายใจ” (Breathing Space) ค่าเงินบาทที่เหมาะสมต้องไม่แข็งเกินจนบีบผู้ประกอบการ และไม่อ่อนเกินจนทำให้ธุรกิจขี้เกียจลงทุนอัพเกรดกิจการ ต้องไม่ลืมว่าค่าเงินเป็นเพียงเครื่องมือเสริม ส่วนโครงสร้างเศรษฐกิจคือเครื่องมือหลัก ค่าเงินบาทในโลกของ “ทรัมป์ 2.0” จึงไม่ใช่แค่การทำให้อ่อนที่สุด แต่คือการซื้อเวลาให้เศรษฐกิจไทยปรับตัว

หากรัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้งเข้ามาไม่ทำอะไรเชิงนโยบายอย่างจริงจังภายในปี 2569 ประเทศไทยจะเข้าสู่สถานะลำบากเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ชะลอตัวชั่วคราว ไม่ใช่เป็นปีที่ไทยจะล้ม แต่เป็นปีที่ไทยจะถูกจัดอันดับใหม่ในสายตาโลก และในสถานการณ์นั้น เงินบาทอาจอ่อนค่าไปถึง 37-38 บาทเองโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่เป็นเพราะตลาดไม่เชื่อในศักยภาพการเติบโต ไม่มี Growth Story ให้เล่าขาน

สิ่งที่น่ากลัวในเวลานี้คือการที่ไทยไม่มี Narrative ดีๆ นอกจากตัวเลขโตต่ำกว่า 2% การปฏิรูปโครงสร้างที่ไม่ชัดเจน สิ่งที่ควรทำภายใน 12-18 เดือนข้างหน้าจึงคือการคุมลดค่าเงินบาทให้อยู่ในกรอบ 35-36 บาท เพื่อใช้เป็น Buffer พร้อมๆ กับเร่งใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต อัพเกรดอุตสาหกรรม และส่งสัญญาณเชิงนโยบายให้ตลาดเห็นทิศทางที่ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในสายตาชาวโลก

ทำไมการลดค่าเงินบาทถึงสำคัญต่อปี 2569?

ปี 2569 อาจเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ หากเราสามารถจัดการเรื่องลดค่าเงินบาทได้อย่างเหมาะสม อย่าพลาดโอกาสในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งขึ้น

ที่มา – “ลดค่าเงินบาท” สร้าง Growth Story: ปี 69 ปีแห่งการเกิดใหม่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย?

จุลพันธ์ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% เพื่อลูกหนี้

“จุลพันธ์” หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ช่วยแบ่งเบาภาระลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ โดยระบุว่า เมื่อวานนี้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยแล้ว ถือเป็นข่าวดีของลูกหนี้ ทั้งคนทำงาน พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังแบกรับภาระหนี้อยู่ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว

นายจุลพันธ์ ระบุว่า เมื่อสัปดาห์ก่อน ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่องถึง 3 ครั้ง ซึ่งสะท้อนชัดว่าเศรษฐกิจโลกกำลังต้องการแรงพยุง ผมจึงเสนอว่า ประเทศไทยควรใช้จังหวะนี้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนมากที่สุด ไม่ปล่อยให้ดอกเบี้ยสูงกดทับคนที่กำลังลำบาก

เมื่อคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% เหลือ 1.25% ต่อปี มีผลทันที นี่คือสัญญาณสำคัญว่ารัฐเริ่มเลือก “ยืนข้างคนเป็นหนี้” มากขึ้นในภาวะที่รายได้ยังไม่ฟื้นเต็มที่

นายจุลพันธ์ ระบุว่า การลดดอกเบี้ย 0.25% ครั้งนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระของลูกหนี้โดยตรง ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และดอกเบี้ยเงินกู้ต่างๆ มีโอกาสลดลง เงินที่เคยต้องจ่ายให้ดอกเบี้ย ก็อาจเหลืออยู่ในกระเป๋ามากขึ้น เพื่อนำไปซื้อของจำเป็น ดูแลครอบครัว หรือหมุนใช้ในชีวิตประจำวัน

สำหรับ SMEs และเกษตรกรที่เป็นหนี้ ดอกเบี้ยที่ลดลงหมายถึงต้นทุนทางการเงินที่เบาลง กู้มาทำกินก็ไม่ถูกดอกเบี้ยกินจนหมดแรง ช่วยให้ยังพอประคองกิจการ รอเศรษฐกิจฟื้น และมีโอกาสลุกขึ้นสู้ต่อได้

ทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับจุดยืนและนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่ผมได้ประกาศไปเมื่อวาน คือแนวคิดเรื่อง “นโยบายล้างหนี้” ลดภาระเก่า ฟื้นกำลังใหม่ ให้ประชาชนมีโอกาสตั้งหลักอีกครั้ง เพราะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ต้องเริ่มจากการทำให้คนไทย “หายใจได้” ก่อน แล้วประเทศถึงจะเดินต่อไปได้อย่างเข้มแข็งครับ

กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้

การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการที่น่าสนใจและมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเกษตรกร

ผลกระทบจากการ ลดดอกเบี้ย 0.25% ต่อภาคครัวเรือน

สำหรับภาคครัวเรือน การลดดอกเบี้ย 0.25% นี้ จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน ทำให้มีเงินเหลือใช้จ่ายมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ของครัวเรือนอีกด้วย

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการ SMEs

ในส่วนของผู้ประกอบการ SMEs การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนทางการเงิน ทำให้มีสภาพคล่องมากขึ้น และสามารถนำเงินไปลงทุนขยายกิจการได้ นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ SMEs ในตลาดอีกด้วย

ผลกระทบต่อภาคเกษตร

สำหรับภาคเกษตร การลดดอกเบี้ยจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตได้ นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การลดดอกเบี้ย 0.25% ก็มีข้อควรระวังเช่นกัน เนื่องจากอาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายการเงินที่เหมาะสม เพื่อรักษาสเถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

โดยสรุปแล้ว การที่ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ถือเป็นมาตรการที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มลูกหนี้ อย่างไรก็ตาม ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินนโยบายที่เหมาะสม เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน

การตัดสินใจของ กนง. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจ หวังว่ามาตรการนี้จะช่วยบรรเทาภาระและกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้ในที่สุด

ที่มา – “จุลพันธ์” ชี้ กนง. ลดดอกเบี้ย 0.25% ยืนข้างลูกหนี้ สอดคล้องนโยบายล้างหนี้ “เพื่อไทย”

Scroll to top