เลือกตั้ง 69

ไรเดอร์จี้ถอด “อิสริยะ” ผู้สมัคร สส.

เครือข่ายไรเดอร์ จี้พรรคประชาชน ถอด “อิสริยะ” จากชื่อผู้สมัคร สส. รับไม่ได้นำเอาเปรียบแรงงาน ขู่ไม่โหวตคะแนนเลือกตั้งให้หากยังฝืน ด้าน “อิสริยะ” ขอพิสูจน์ตัวเอง

วันที่ 23 ธ.ค.2568 เครือข่ายไรเดอร์และคนทำงานแพลตฟอร์ม รวมตัวกันหน้าพรรคประชาชน คัดค้านการส่งนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ อดีตรองประธานฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN ลงสมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ และผลักดันให้แรงงานแพลตฟอร์ม ได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายแรงงาน

ตัวแทนไรเดอร์ กล่าวว่า บริษัทแพลตฟอร์มดังกล่าว ขูดรีดไรเดอร์ ไร้ซึ่งสวัสดิการในการทำงาน ทำให้แรงงานไรเดอร์ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในการทำงานแม้เครือข่ายไรเดอร์และคนทำงานแพลตฟอร์ม รวมตัวกันไปเรียกร้องให้บริษัท LINE MAN เพิ่มค่ารอบการทำงานหลายครั้ง แต่กลับถูกเพิกเฉย โดยไม่เปิดพื้นที่เจรจา หรือแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาความเดือดร้อน

นายอิสริยะ เคยให้สัมภาษณ์กับ “ไทยรัฐพลัส” อธิบายว่า “นิติสัมพันธ์” หรือความเกี่ยวพันทางกฎหมายของไรเดอร์ ไม่ใช่พนักงานประจำ เป็นแรงงานอิสระเท่ากับเป็นการจ้างทำของรายชิ้น หรือเป็นการจ้างทำของ ถือว่าเป็นการบิดเบือนสถานภาพของไรเดอร์ เอื้อต่อบริษัทแพลตฟอร์มให้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน ส่งผลให้ไรเดอร์ต้องทำงานหนัก เสี่ยงอันตราย ได้รับค่ารอบการทำงานต่ำอย่างมาก

การบิดเบือนสถานภาพไรเดอร์เช่นนี้ พรากสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายแรงงานไปจนหมดสิ้น หากพรรคประชาชน ยังไม่ละทิ้งจุดยืนและอุดมการณ์ที่เคยมีมาดังที่ได้กล่าว ก็ขอให้ทบทวนพิจารณาการส่งผู้สมัคร หรือให้นายอิสริยะ พร้อมทั้งผู้บริหารพรรค ได้ประกาศสาธารณชนรับทราบ ถึงความมุ่งมั่นที่พรรคประชาชนจะได้ให้ไรเดอร์ อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ให้ได้รับการคุ้มครอง ชั่วโมงการทำงาน ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมง เพิ่มค่ารอบการทำงานไรเดอร์ตลอดระยะทาง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนเสร็จสิ้น ค่างานพ่วงร้อยละ 75 และให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน 

และขอเรียกร้องไปยังเครือข่ายแรงงานพรรคประชาชนให้ร่วมทักท้วงการส่งตัวผู้สมัครคนดังกล่าวด้วย พร้อมกับการยึดมั่นปกป้องสิทธิประโยชน์ของคนทำงานทุกสาขาอาชีพ หากพรรคประชาชน ยังฝืนส่งนายอิสริยะ ลงสมัครเป็น สส.บัญชีรายชื่อ กลุ่มไรเดอร์จะไม่โหวตคะแนนให้กับพรรคประชาชน

ด้านนายเซีย จำปาทอง ผู้นำปีกแรงงานของพรรคประชาชน เป็นตัวแทนลงมารับข้อเสนอ พร้อมกล่าวว่า พรรคเรารับเสียงทุกเสียง รวมทั้งการไพรมารีโหวตในทุกพื้นที่เข้าสู่การพิจารณา ตนจะนำเสียงเรียกร้องของกลุ่มเครือข่ายไรเดอร์ ส่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน พิจารณาตัดสินใจ และขอขอบคุณทุกเสียงสะท้อน ยืนยันพรรคประชาชน มีพื้นที่ให้กับประชาชนที่มีความเห็นต่างกันมาพูดคุยและรับฟังทุกเสียง พยายามหาทางออก ซึ่งวันนี้เป็นเรื่องของความเข้าใจและการตกผลึกร่วมกันว่า แรงงานไรเดอร์ทุกคน ต้องได้รับความคุ้มครองและเข้าระบบประกันสังคม ส่วนจะส่งนายอิสริยะ ลงสมัครแบบบัญชีรายชื่อหรือไม่เป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการบริหาร

ขณะที่นายอิสริยะ ที่ลงมารับข้อเสนอพร้อมกับนายเซีย กล่าวกับกลุ่มเครือข่ายไรเดอร์ว่า วันนี้ชัดเจนและได้พิสูจน์ถึงความจริงใจ เพราะได้ลาออกจากบริษัทแพลตฟอร์มดังกล่าวมาแล้ว และยืนยันไม่ได้เป็นนอมินีของกลุ่มทุนใด เป็นการมาในนามส่วนตัว และอยากใช้ความรู้ความสามารถ มาเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แก้ปัญหาและอยากให้ดีขึ้น

“ส่วนข้อเสนอที่บอกว่า ถ้าไม่ถอนตัวหรือพรรคไม่ถอดชื่อออก กลุ่มไรเดอร์จะไม่โหวตคะแนนให้กับพรรคประชาชนนั้น ก็ให้คณะกรรมการบริหารพรรค เป็นผู้พิจารณา ตนขอน้อมรับทุกการตัดสินของคณะกรรมการบริหารพรรค ยืนยันจะเดินหน้าต่อไป หากพูดไปตอนนี้อาจจะไม่เชื่อ จึงอยากขอโอกาสให้ได้พิสูจน์ในการทำงาน ยืนยันว่า จุดยืนไม่ได้มีอะไรที่เห็นต่างจากปีกแรงงานของพรรคประชาชน ถ้าคณะทำงานด้านแรงงานของพรรค มีข้อเสนอเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน การปรับเปลี่ยนต่างๆ ก็ยินดีใช้ประสบการณ์ที่เคยทำงานในบริษัทแพลตฟอร์ม มาช่วยสนับสนุนเพื่อออกแบบนโยบายได้ตรงจุดที่สุด” นายอิสริยะ กล่าว

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่เป็นว่าที่ผู้สมัคร สส. คนแรกของพรรคประชาชน ที่ถูกคัดค้านก่อนการแข่งขันทางการเมืองจะเริ่ม นายอิสริยะ กล่าวว่า ไม่ได้มีปัญหาอะไรและยินดี เราเข้าใจการทำงานการเมืองต้องรับฟังเสียงประชาชน ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ชี้แจงส่วนตัวกับกลุ่มเครือข่ายมาแล้ว คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร

เครือข่ายไรเดอร์ จี้ ปชน.ถอด “อิสริยะ” จากชื่อผู้สมัคร สส.

ทำไมเครือข่ายไรเดอร์ถึงจี้ถอด “อิสริยะ” จากชื่อผู้สมัคร สส.

ประเด็นหลักที่เครือข่ายไรเดอร์ออกมาเคลื่อนไหวคือ ความกังวลเกี่ยวกับอดีตของนายอิสริยะที่เคยทำงานในบริษัทแพลตฟอร์ม ซึ่งเครือข่ายฯ มองว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนและไม่เป็นผลดีต่อการผลักดันสิทธิแรงงานของไรเดอร์ หากนายอิสริยะได้เป็น สส.

นอกจากนี้ เครือข่ายไรเดอร์ยังต้องการให้พรรคประชาชนแสดงความชัดเจนว่าจะให้ความคุ้มครองแรงงานไรเดอร์อย่างไร หากยังคงส่งนายอิสริยะลงสมัคร สส.ต่อไป กลุ่มไรเดอร์ประกาศว่าจะไม่โหวตให้พรรคประชาชน

ทางด้านนายอิสริยะเองก็ได้ออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจและยืนยันว่าจะใช้ความรู้ความสามารถของตนเองในการผลักดันกฎหมายที่คุ้มครองแรงงาน หากได้รับโอกาส

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีตัวแทนที่เข้าใจปัญหาของแรงงานแพลตฟอร์มอย่างแท้จริง และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อแรงงานกลุ่มนี้อย่างจริงจัง การตัดสินใจของพรรคประชาชนในเรื่องนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของแรงงานไรเดอร์ในประเทศไทย และการพิจารณาข้อเรียกร้องของเครือข่ายไรเดอร์ จี้ ปชน.ถอด “อิสริยะ” จากชื่อผู้สมัคร สส.

ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไปว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อเรียกร้องของเครือข่ายไรเดอร์ และนายอิสริยะจะสามารถพิสูจน์ตัวเองได้อย่างไร ท้ายที่สุดแล้ว เครือข่ายไรเดอร์ จี้ ปชน.ถอด “อิสริยะ” จากชื่อผู้สมัคร สส. จะส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างไร

ที่มา – เครือข่ายไรเดอร์ จี้ ปชน.ถอด “อิสริยะ” จากชื่อผู้สมัคร สส. ขู่ไม่โหวตคะแนนเลือกตั้งให้หากฝืนส่ง

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สิทธิมนุษยชน

“พรรคพลวัต” เปิดตัวแรง “กัณวีร์” เผยส่ง 90 เขต 25 จังหวัด ชู 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชน หวังกัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ กทม.-นนท์-ชายแดน

วันที่ 23 ธันวาคม 2568 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต พร้อมแกนนำพรรคเปิดโครงการปฐมนิเทศผู้สมัคร สส. ประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งปี 69 แม้เป็นพรรคใหม่แต่เน้นนักปฏิบัติ พร้อมส่งผู้สมัครกระจายทั่วประเทศรวม 90 เขต ใน 25 จังหวัด

นายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลวัต ระบุว่า พรรคคัดเลือกผู้สมัครอย่างเข้มข้น โดยเน้นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ โดยพื้นที่ กทม. ส่ง 28 เขต และปริมณฑล 7 เขต ตั้งเป้าคว้าชัยพื้นที่ จ.นนทบุรีอย่างน้อย 3 เขต ขณะที่จังหวัดชายแดนมุ่งเน้น จ.นราธิวาส ปัตตานี พิษณุโลก และจังหวัดตามแนวตะวันตก-ตะวันออก เพื่อแก้ปัญหาสิทธิและสันติภาพอย่างยั่งยืน ส่วนบัญชีรายชื่อเบื้องต้นมี 24 ราย พร้อมเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในนามพรรค

นายกัณวีร์ เผยนโยบายหลักที่ยืนบนระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตย เน้นการกระจายทุนที่ไม่กระจุกตัว และสร้างตาข่ายรองรับสิทธิมนุษยชน ผ่าน 6 เสาหลัก 23 นโยบาย อาทิ เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ คุ้มครองแรงงานนอกระบบและหนุนสหภาพ สิทธิการแข่งขันให้ฐานรากเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นธรรม ความปลอดภัยข้ามชาติ จัดการปัญหามลพิษข้ามแดน สแกมเมอร์ และสร้างสันติภาพชายแดนใต้-เมียนมา-กัมพูชา อย่างจริงจัง

ด้านนายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ย้ำจุดแข็งเรื่อง เศรษฐกิจสร้างสรรค์ มุ่ง Upskill-Reskill แรงงานและฟรีแลนซ์ เพิ่มอำนาจต่อรองกับแพลตฟอร์มใหญ่ ยืนยันพรรคพลวัตมาจากนักปฏิบัติที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี นโยบายจึงไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูแต่ต้องสัมฤทธิ์ผลในพื้นที่จริง เราไม่กังวลเรื่องฐานเสียงเดิม เพราะมีประชาชนกว่า 40% ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ พรรคพลวัตจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่รอความชัดเจนและการปฏิบัติจริง” แกนนำพรรคระบุทิ้งท้าย

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สิทธิมนุษยชน

การเปิดตัวอย่างแข็งขันของพรรคพลวัตและการประกาศนโยบายที่มุ่งเน้นสิทธิมนุษยชน 6 เสาหลัก ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายของพรรคในการ กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ สำคัญ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี และพื้นที่ชายแดน

กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่สำคัญอย่างไร?

การที่พรรคพลวัตให้ความสำคัญกับพื้นที่ทั้ง 3 แห่งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเมือง การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมสิทธิเสรีภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ นนทบุรีเป็นจังหวัดปริมณฑลที่มีประชากรหนาแน่นและมีความหลากหลาย การพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนจึงเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่พื้นที่ชายแดนมีความซับซ้อนของปัญหา ทั้งเรื่องความมั่นคง สิทธิมนุษยชน และการพัฒนาเศรษฐกิจ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืนจึงเป็นความท้าทาย

นโยบาย 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชนของพรรคพลวัตมีความครอบคลุมและตอบโจทย์ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การคุ้มครองแรงงาน การส่งเสริมสิทธิการแข่งขัน การจัดการปัญหามลพิษ และการสร้างสันติภาพในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ พรรคพลวัตยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการ Upskill-Reskill แรงงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของพรรคพลวัตคือการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชน เนื่องจากเป็นพรรคใหม่ที่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก การสื่อสารนโยบายและการทำงานในพื้นที่อย่างเข้มแข็งจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของพรรคในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับประชาชนในการตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแท้จริง พรรคพลวัตเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความเปลี่ยนแปลงและต้องการเห็นประเทศไทยเป็นสังคมที่เคารพสิทธิมนุษยชนและมีความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน การที่ กัณวีร์ ตั้งเป้า! ปักธง 3 พื้นที่ นี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าจับตามอง

ดังนั้นจึงอยู่ที่ประชาชนแล้วว่า จะให้โอกาสพรรคพลวัตได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “กัณวีร์” ตั้งเป้าปักธง 3 พื้นที่ เมืองกรุง – เมืองนนท์ – เมืองชายแดน ชู 6 เสาหลักสิทธิมนุษยชน

กกต. ยันพร้อม! เลือกตั้ง สส. และประชามติ

กกต. ยันเตรียมพร้อมเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ “ณรงค์” ชวนใช้สิทธิได้คนดีมาบริหารประเทศ ยัน กกต.พร้อมออกกฎระเบียบรองรับเรียบร้อย

วันที่ 23 ธ.ค.2568 เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำโดยนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง รวมทั้งนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และรองเลขาธิการ กกต. เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม มีวาระสำคัญ คือ การเตรียมความพร้อมรับสมัครและการจัดการเลือกตั้ง รวมทั้งการประชาสัมพันธ์เอกสารคู่มือจัดทำประชามติ

นายณรงค์ กล่าวเปิดประชุมว่า ตลอดเวลาเกือบ 1 เดือน กกต.ประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมเลือกตั้งทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งท้องถิ่น การเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ พยายามออกกฎระเบียบต่าง ๆ เพื่อรองรับการเลือกตั้ง ซึ่งคิดว่าคณะกรรมการมีความพร้อมในการเลือกตั้ง และขอประชาสัมพันธ์ ทั้งเรื่องการเลือกตั้ง การทำประชามติ ประชาสัมพันธ์เรื่องสิทธิต่าง ๆ เพื่อเราจะได้ผู้แทนที่ดีเข้ามาบริหารประเทศ

สำหรับการรับสมัคร สส. แบบแบ่งเขต จะรับสมัคร 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 – 31 ธ.ค. ที่อาคารกีฬาเวสน์ 2 สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง และรับสมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ และส่งบัญชีรายชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง วันที่ 28 – 31 ธ.ค. รวม 4 วัน ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ

วันเดียวกัน สำนักงาน กกต. ได้จัดประชุมทำความเข้าใจ รวมถึงซักซ้อมการทำงานให้สื่อมวลชน ในการรับสมัครรับเลือกตั้ง สส. ทั้งแบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะเริ่มรับสมัครในวันที่ 27 – 31 ธ.ค. 2568 รวมถึงบรรยายให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกฎหมาย การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง กระบวนการและขั้นตอนการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ การมีส่วนร่วมของประชาชน และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การเลือกตั้ง กระบวนการรับสมัคร สส. แบบแบ่งเขต และการสนับสนุนข้อมูลและสื่อประชาสัมพันธ์ในการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับชาติ พร้อมพาสื่อมวลชนแต่ละสำนัก ดูสถานที่จริง เพื่อให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนในช่วงบ่าย สำนักงาน กกต.ก็จะชี้แจงการเลือกตั้ง สส. ให้กับสื่อมวลชน

กกต. ยันเตรียมพร้อมเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และการออกเสียงประชามติเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทสำคัญในการจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปอย่างโปร่งใสและยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิของตนได้อย่างเต็มที่

ทำไมการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติถึงสำคัญ?

  • การเลือกตั้ง สส.: เป็นกระบวนการที่ประชาชนเลือกตัวแทนของตนเข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีอำนาจในการออกกฎหมายและควบคุมการบริหารประเทศ การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมจะทำให้ได้ผู้แทนที่มาจากเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง
  • การออกเสียงประชามติ: เป็นการให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยตรงในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญของประเทศ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เสียงของประชาชนถูกรับฟังและนำไปพิจารณาในการตัดสินใจของรัฐบาล

การที่ กกต. เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเลือกตั้ง สส. และการออกเสียงประชามติ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาและส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย การที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิของตนในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามติ คือการแสดงพลังของประชาชนในการกำหนดอนาคตของประเทศ

ดังนั้น การที่ กกต. เน้นย้ำถึงความพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง สส. และออกเสียงประชามติ จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่ากระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยกำลังเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็ง การที่ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของการใช้สิทธิของตน และออกมาใช้สิทธิในการเลือกตั้งและออกเสียงประชามตินั้น จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนไม่เพียงแต่เป็นสิทธิ แต่ยังเป็นหน้าที่ที่สำคัญในการสร้างสังคมที่ดีและประเทศที่เข้มแข็ง มาร่วมกันใช้สิทธิใช้เสียงของเราเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทยกันเถอะ!

ที่มา – “กกต.” ยันเตรียมพร้อมเลือกตั้ง สส. – ออกเสียงประชามติ “ณรงค์” ชวนใช้สิทธิได้คนดีมาบริหารประเทศ

“พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

“พิพัฒน์” แกนนำพรรคภูมิใจไทย ย้ำภูมิใจไทยส่งแคนดิเดตนายกฯ มากกว่า 1 แน่ อีก 2 คนรอลุ้นเปิดตัวพรุ่งนี้ ตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะแกนนำพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ดูแลพื้นที่เลือกตั้งภาคใต้ ว่า พรรคภูมิใจไทยต้องพยายามอย่างถึงที่สุด เนื่องจากมีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นๆ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พื้นที่ภาคใต้ควรได้รับการปรับปรุงเรื่องใดบ้าง เนื่องจากพื้นที่ภาคใต้ขาดโอกาสมากกว่า 30 ปี ฉะนั้นหากคนใต้อยากได้โอกาสกลับคืน ตนก็พร้อมที่จะทวงคืนโอกาส โดยเฉพาะเรื่องสาธารณูปโภค โดยเฉพาะเรื่องการขยายเส้นทางคมนาคม ซึ่งมีการพูดคุยกับปลัดกระทรวงคมนาคม อธิบดี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะภาคใต้เป็นพื้นที่จังหวัดที่ได้รับการจัดอันดับรายได้ประชากรต่อหัวยากจนที่สุดของประเทศ

ส่วนเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ส่งผลกระทบกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า หากบอกว่าไม่ส่งผลกระทบคงเป็นไปไม่ได้ แต่ยอมรับเรื่องภัยธรรมชาติต้องรับสภาพ โดยปี 2568 โดยเฉพาะผู้บริหารท้องถิ่นประมาณการผิดพลาด โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พยายามแก้ไขปัญหาและเยียวยา เพราะที่ผ่านมาการเยียวยาค่อนข้างช้า ซึ่งนายกฯ ได้สั่งการเร่งรัดโดยได้รับการเยียวยาไปแล้วกว่า 97% ซึ่งมีเพียงบางส่วนที่ติดขัดโดยจะพยายามให้จบก่อนสิ้นปีนี้

เมื่อถามว่าในฐานะดูแลพื้นที่ภาคใต้คาดว่าจะได้ สส.กี่เก้าอี้ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ยังคงยืนยันเหมือนเดิม จะพยายามทำให้ได้ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เพราะหากทำได้น้อยกว่านั้นจะเสียความตั้งใจเพื่อนๆ สส. ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่ง สส.เขต ที่ย้ายมาอยู่กับพรรคขณะนี้มีรวม 32 คน ฉะนั้นการรักษาพื้นที่เดิมถือเป็นเป้าหมาย เนื่องจากตามสถิติการเลือกตั้งทุกครั้งจะมีผู้สมัครเก่าสอบไม่ผ่าน 30% แต่ต้องพยายาม เพราะมีผู้ที่ตัดสินใจมาร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทย

ส่วนที่ขณะนี้มีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. จากพรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การเมืองคือการแข่งขันอยู่แล้ว เราเชื่อว่ามีการเตรียมความพร้อมมาก่อน จึงต้องมั่นใจในความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย ส่วนพรรคอื่นจะเตรียมความพร้อมขนาดไหนขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละพรรคที่แถลงไป และทำให้คนในพื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้แทนจากพรรคใด

ส่วนการประชุมพรรคภูมิใจไทย วันที่ 24 ธันวาคม จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เลยหรือไม่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร สส. ครบทั้ง 500 คน ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบเขต

ส่วนแคนดิเดตนายกฯ นายอนุทิน เป็นเบอร์ 1 ส่วนอีก 2 คน ขอให้รอลุ้นวันพรุ่งนี้ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ส่งคนเดียว เนื่องจากอดีตที่ผ่านมาเห็นอยู่แล้วว่าการเสนอแคนดิเดตนายกฯ คนเดียว เป็นความสุ่มเสี่ยง เพราะคำว่าจริยธรรม เราก็ไม่ทราบว่าจะพลาด หรือผิดเมื่อใด เพราะในปัจจุบันหรืออดีตหากมีความผิดพลาดขึ้นมา จะได้มีนายกฯ ที่พร้อมขึ้นมาทำงานบริหารประเทศในนามพรรคต่อไป

“พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ยังคงมั่นใจในศักยภาพของพรรคในการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง แม้ว่าจะมีปัจจัยภายนอกเข้ามากระทบ เช่น สถานการณ์อุทกภัย แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างผลงานได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

เป้าหมาย สส.ใต้ 30 ที่นั่งของภูมิใจไทย

การตั้งเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทยในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางการเมือง การที่พรรคสามารถรักษาที่นั่งเดิมและเพิ่มจำนวน สส. ได้ จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความนิยมและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อพรรค

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคในการเลือกตั้ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมตั้งแต่เนิ่นๆ และการทำความเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด

การแข่งขันทางการเมืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีความเชื่อมั่นในความพร้อมและศักยภาพของตนเอง รวมถึงนโยบายที่ได้นำเสนอต่อประชาชน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคภูมิใจไทยส่งแคนดิเดตนายกฯ มากกว่าหนึ่งคน แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับการบริหารประเทศในระยะยาว การมีตัวเลือกที่หลากหลายจะช่วยให้พรรคสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยรวมแล้ว พรรคภูมิใจไทยกำลังเดินหน้าเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ โดยมีเป้าหมายที่จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนและเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศต่อไป การที่นายพิพัฒน์ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความเชื่อมั่นของพรรคภูมิใจไทยที่มีต่อการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “พิพัฒน์” ย้ำเป้า สส.ใต้ ไม่น้อยกว่า 30 ที่นั่ง ลุ้น “ภูมิใจไทย” เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ พรุ่งนี้

รทสช.ชู “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” เป็นแคนดิเดตนายกฯ

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ อย่างเป็นทางการ ได้แก่ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมชูนโยบายเด่นมากมาย หวังพลิกโฉมประเทศไทย

“พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” แคนดิเดตนายกฯ รทสช.

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค และนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค พร้อมด้วยแกนนำพรรคและว่าที่ผู้สมัคร สส. อีกหลายท่าน

ในการแถลงข่าวครั้งนี้ พรรค รทสช. ได้ประกาศสโลแกนพรรคอย่างเป็นทางการคือ “เด็ดขาดแก้วิกฤติ พลิกโฉมประเทศ” พร้อมทั้งเปิดตัวนโยบายที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาของชาติและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

นโยบายเด่นของพรรค รทสช. ที่ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมผลักดัน

พรรค รทสช. ได้เสนอนโยบายที่ครอบคลุมหลากหลายด้าน ดังนี้:

  • ด้านความมั่นคง: ยกเลิก MOU 43-44 สร้างรั้วชายแดนไทย-กัมพูชา, รับเบี้ยเลี้ยงออกรบ 200,000 บาท, เกณฑ์ทหารสมัครใจรับ 30,000 บาท, ทหารเกณฑ์ส่วนใหญ่รายได้น้อยและต้องดูแลครอบครัว ก็รับไปเลยเงินเดือนบวกเงินค่าครองชีพเดือนละ 15,000 บาท
  • ด้านการปราบปรามการทุจริต: ออกกฎหมายประหารชีวิตคนโกงชาติ, ลงโทษหนักสแกมเมอร์
  • ด้านพลังงาน: เสรีโซลาร์ ไม่ต้องขออนุญาต, ค่าไฟถูกได้อีก 33%, เบนซิน ดีเซล ไม่เกิน 30 บาท/ลิตร
  • ด้านเกษตรกรรม: ปุ๋ยรัฐ 500 บาท/กระสอบ, ศาลที่ดิน ข้าว 15,000 บาท/ตัน, ปาล์ม 6 บาท/กก.
  • ด้านการศึกษา: ใช้หนี้ กยศ. ด้วยการทำงาน ไม่ถูกฟ้องร้องอีก
  • ด้านการบริหารราชการ: ราชการ งานไว ลดอำนาจรัฐ เลิกหลายใบอนุญาต จบที่ 1 คำขอ

นายพีระพันธุ์กล่าวถึงการเลือกตั้งที่จะมาถึงว่า พรรควัดผลสำเร็จด้วยความตั้งใจจริงในการแก้ไขวิกฤติของชาติและปัญหาของประชาชน ไม่ได้วัดจากจำนวน สส. หรือขนาดของเงินทุน พร้อมทั้งยืนยันว่าพรรคจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีทุนสีเทา

เมื่อถามถึงเป้าหมายของพรรค รทสช. ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า พรรคคาดหวังที่จะส่งผู้สมัคร สส. ครบทุกจังหวัด และในกรุงเทพมหานครส่งครบทั้ง 33 เขต

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่จะแก้ไขเพื่อทำให้ประเทศชาติมั่นคง สถาบันหลักของชาติเข้มแข็ง และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนให้มากยิ่งขึ้น

“พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” พร้อมนำพาพรรค รทสช. สู่การเลือกตั้งด้วยความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของชาติและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน พรรคมุ่งเน้นการทำงานเพื่อคนไทยทั้งชาติ และพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้ดียิ่งขึ้น

พรรค รทสช. ภายใต้การนำของ “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” ได้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการเข้ามาแก้ไขปัญหาของชาติ และพร้อมที่จะเป็นทางเลือกใหม่ให้กับประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึงนี้ ด้วยนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานที่มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนรวม

ที่มา – “พีระพันธุ์-อรรถวิชช์-นราพัฒน์” แคนดิเดตนายกฯ รทสช. ชูนโยบายออกรบรับ 2 แสน

วัชระยัน! ปชป. ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

“วัชระ” ยันพรรคประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4 แต่เชื่อคะแนนไม่ได้ชี้วัดได้รับการคัดสรร

เมื่อเวลา 15.10 น.วันที่ 22 ธ.ค. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวที่ไม่ได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ขอยืนยันว่า นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และนายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคดูแลพื้นที่ภาคใต้ ยืนยันกับตนว่า ให้ลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ เขต 1 อย่างเป็นทางการแล้ว

ส่วนการทำไพรมารี่โหวตนั้น กลับเสนอให้ไปทำในเขต 4 ซึ่งอยู่นอกพื้นที่ของเขต 1 ทั้งที่ปกติการเลือกตั้งทั่วไปทุกครั้งของ จ.สุราษฎร์ธานี กำหนดให้เขต 1 จะต้องเป็นผู้ทำไพรมารี่โหวตทุกครั้ง แต่ในครั้งนี้มีผู้ใหญ่บางคนในพรรคขอร้องว่า ให้ไปทำไพรมารี่โหวตที่เขต 4 ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่เพิ่งจะตั้งขึ้นมาใหม่เพียงสัปดาห์เดียว ทั้งๆ ที่เขต 1 มีสมาชิกพรรค ปชป. ไม่น้อยกว่า 1,200 คน และอยู่ใจกลางของสุราษฎร์ธานี

“สำหรับพวกเราชาวพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อผู้ใหญ่ต้องการให้ไปทำไพรมารี่โหวต ในเขต 4 ซึ่งเป็นเขตที่ไม่ได้รู้จักสมาชิกพรรคเลยแม้แต่คนเดียว ก็น้อมรับ เพราะมั่นใจว่า พวกเราชาวประชาธิปัตย์ มีความสมัครสมานสามัคคีกลมเกลียว และคะแนนที่ได้จากการทำไพรมารี่โหวต ก็ไม่ได้ชี้ชัดว่า คนที่ได้ที่ 1 คนที่ 2 คนที่ 3 จะต้องได้รับการคัดสรร หรือได้รับการเลือกจากคณะกรรมการบริหารพรรคให้ลงสมัคร สส.เสมอไป” นายวัชระ กล่าว

วัชระยัน ประชาธิปัตย์ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

จากกรณีที่นายวัชระ เพชรทอง ว่าที่ผู้สมัคร สส.สุราษฎร์ธานี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญจากคำสัมภาษณ์ของนายวัชระกัน

ประเด็นหลัก: ยืนยันลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี

นายวัชระยืนยันว่าได้รับการยืนยันจากผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์แล้วว่าจะได้ลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี อย่างเป็นทางการ ทำให้ข่าวลือก่อนหน้านี้ที่บอกว่าเขาอาจจะไม่ได้ลงสมัครในเขตดังกล่าวไม่เป็นความจริง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการทำไพรมารี่โหวต ซึ่งปกติแล้วเขต 1 จะเป็นผู้ดำเนินการมาโดยตลอด แต่ในครั้งนี้กลับมีการเสนอให้ไปทำในเขต 4 แทน ทำให้เกิดความสงสัยในเหตุผลเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

แม้ว่านายวัชระจะแสดงความไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจดังกล่าว แต่ก็เคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค และพร้อมที่จะดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมาย นอกจากนี้ นายวัชระยังแสดงความมั่นใจในความสามัคคีของสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเชื่อว่าคะแนนจากการทำไพรมารี่โหวตไม่ได้เป็นตัวชี้วัดทั้งหมดว่าจะได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้สมัคร สส.

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนทางการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ และการตัดสินใจที่อาจมีปัจจัยหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าแค่เรื่องของคะแนนเสียง แม้ว่านายวัชระจะยอมรับการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในพรรค แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของสมาชิกพรรคในพื้นที่เขต 1 อยู่บ้าง

การลงสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีครั้งนี้จึงเป็นที่จับตามองอย่างยิ่ง ว่าสุดท้ายแล้วผลการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร และพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถรักษาฐานเสียงในพื้นที่นี้ได้หรือไม่

การที่นายวัชระออกมาสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานีในนามพรรคประชาธิปัตย์แน่นอนแล้ว ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้สนับสนุนพรรคในพื้นที่ แต่ประเด็นเรื่องการทำไพรมารี่โหวตก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าจะส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือไม่

ที่มา – “วัชระ” ยันประชาธิปัตย์ ส่งสมัคร สส.เขต 1 สุราษฎร์ธานี คาใจผู้ใหญ่สั่งย้ายทำไพรมารี่โหวตเขต 4

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” ชิง สส.

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน เร่งแก้ไขปัญหา นัดพบ “กลุ่มไรเดอร์” รับฟังเสียงวิจารณ์และข้อเสนอแนะ หลังเสนอชื่อ “อิสริยะ” อดีตผู้บริหารไลน์แมน ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาชน (ปชน.) ว่า ในวันที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 12.45 น. เป็นต้นไป ณ อาคารอนาคตใหม่ ที่ทำการพรรค ปชน. (หัวหมาก) สหภาพไรเดอร์ – Freedom Rider Union ได้นัดหมายกลุ่มไรเดอร์เพื่อสอบถามถึงจุดยืนของพรรค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ อย่างนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ อดีตผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัทไลน์แมน

น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. พรรค ปชน. ได้กล่าวเชิญชวนพี่น้องไรเดอร์ และทุกท่านที่สนใจในประเด็นนี้ เข้าร่วมวงพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อกังวลต่างๆ “เสียงของทุกคนมีความสำคัญกับพวกเรา แม้ว่าจะเป็นคำติชมหรือวิพากษ์วิจารณ์ เรายินดีรับฟังทุกความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุง” น.ส.รักชนกกล่าว

ก่อนหน้านี้ ในกระบวนการคัดเลือกผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ปรากฏชื่อของนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ติดอยู่ใน 100 รายชื่อแรก ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มไรเดอร์เกี่ยวกับข้อพิพาทเรื่องค่าแรงที่ไม่เป็นธรรมในบริษัทไลน์แมน ในช่วงที่นายอิสริยะดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง

นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เคยแสดงความคิดเห็นสนับสนุนนายอิสริยะ โดยยอมรับว่ารู้จักกันมานานตั้งแต่ช่วงรัฐประหารปี 2549 และมองว่านายอิสริยะมีความคิดที่เฉียบแหลมและก้าวหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวานนี้ (21 ธันวาคม) ว่ามีการจัดทำไพรมารีโหวตผู้สมัคร สส.ทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อทั่วประเทศของพรรค ปชน. ผลปรากฏว่าการทำไพรมารีโหวตในจังหวัดชลบุรี ไม่รับรองนายอิสริยะให้ลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อของพรรค อย่างไรก็ตาม นายอิสริยะยังคงผ่านไพรมารีโหวตในจังหวัดอื่นๆ หลังจากนี้จะมีการนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อพิจารณารับรองต่อไป

พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” จริงหรือไม่?

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการทำงานการเมืองที่ต้องรับฟังความคิดเห็นของทุกภาคส่วน และต้องพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับกลุ่มต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน โดยการเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพรรคกับกลุ่มไรเดอร์

ทำไมต้อง ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์”?

การที่พรรคการเมืองต้องลงมาจัดการกับความไม่พอใจของกลุ่มไรเดอร์นั้น สะท้อนให้เห็นถึงพลังของประชาชนในการแสดงออกถึงความต้องการและความกังวลของตนเอง การที่กลุ่มไรเดอร์ออกมาทวงถามถึงจุดยืนของพรรค แสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องการให้พรรคการเมืองใส่ใจและรับผิดชอบต่อปัญหาที่พวกเขาเผชิญอยู่ การที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หากต้องการที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประชาชน

  • การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเป็นสิ่งสำคัญ
  • การแก้ไขปัญหาต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อทุกกลุ่ม
  • ความโปร่งใสและความรับผิดชอบเป็นสิ่งจำเป็น

การที่พรรคประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อดับไฟร้อนในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่จะต้องใส่ใจและรับฟังเสียงของประชาชน พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนในระยะยาว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไม่ได้เป็นเรื่องของผู้มีอำนาจเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่ดีขึ้น และการที่พรรคประชาชน ดับไฟร้อน ได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการกระทำหลังจากนี้

ที่มา – พรรคประชาชน ดับไฟร้อน “กลุ่มไรเดอร์” ท้วงส่ง “อิสริยะ” อดีตผู้บริหารไลน์แมน ชิง สส.

จุลพันธ์เชื่อเพื่อไทย คว้า 200 ที่นั่ง สส. ได้!

“จุลพันธ์” ชี้เป้า สส. 200 ที่นั่งท้าทาย แต่เพื่อไทยทำได้ จาก “ศักยภาพพรรค-บุคลากร-นโยบาย” เผย “เยาวภา” เบรก “ยศชนัน”กลับเข้าวงการเมือง

วันที่ 22 ธ.ค.2568 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ในรายการเปิดปากกับภาคภูมิ ถึงการสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 จะหนักที่สุดหรือไม่ว่า เป็นภาวะที่ไม่ปกติของพรรคเพื่อไทยเท่านั้น หากถามว่ายากกว่าในอดีตหรือไม่ ขอบอกว่าหัวหน้าพรรคในอดีตหลายคนเผชิญกับภาวะที่วิกฤติกว่าตนมาก บางคนเจอการเลือกตั้งที่พ้นจากการปฏิวัติรัฐประหาร บางคนเจอกับสถานการณ์ที่มีเลือดไหลออก มีการยุบพรรคมาใหม่ จำได้ไหมครับ ดังนั้น ยุคตนไม่น่ายากกว่าคนอื่น เพียงแต่อาจเป็นครั้งแรกในรอบ 20 กว่าปี หลังจากการเลือกตั้งครั้งแรกที่เป็นไทยรักไทย ที่มีคุณทักษิณ นำพาพรรคครั้งแรก

ซึ่งครั้งนี้อาจเป็นครั้งแรกที่เราไม่ได้เป็นที่ 1 จากการเลือกตั้ง คนจึงประเมินว่าเราอาจไม่ได้เป็นเต็งหนึ่ง ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจกับประชาชนเดินหน้าสู่การเลือกตั้งต่อไป

เมื่อถามว่าจากไทยรักไทย มาพลังประชาชน และเพื่อไทย ไม่ว่าจะผ่านสถานการณ์อะไร ก็เป็นที่ 1 มาตลอด จนครั้งที่ 2 กลับมาเป็นนายกฯ ด้วยคะแนนเฉียดฉิวมาก จะเป็นศึกหนักของหัวหน้าพรรคหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งไม่เคยง่าย เพราะอยู่ที่มือประชาชน ก็เป็นภาระหน้าที่ของพรรคการเมืองที่จะทำความเข้าใจในการสื่อสาร แต่ตนมั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจะสามารถกลับมาอย่างแข็งแรงมาก

ส่วนที่พรรคเพื่อไทยตั้งเป้าที่นั่ง สส. 200 คน นั้น นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป็นเป้าที่ท้าทาย ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ก็เป็นไปได้ ขนาดเพื่อไทยซึ่งเคยผ่านการเลือกตั้ง มีแลนด์สไลด์ก็ทำมาแล้ว เราเคยได้ถึง 377 สมัย นายกฯยิ่งลักษณ์มี 247 หรือ 249 สุดท้ายเราผ่านการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ซึ่งเราจะผิดพลาดในหลายประเด็น โดยเฉพาะการบริหารกระแสในช่วงท้าย เราก็ยังมีถึง 141 เสียง เพราะฉะนั้นเราไม่ใช่พรรคเล็ก ตนเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพของพรรค ด้วยบุคลากรของพรรค รวมถึงนโยบายที่เราจะนำเสนอในครั้งนี้เรายังตั้งเป้า 200 จริงๆ

เมื่อถามว่า แม้จะเพิ่งผ่านเรื่องคลิปเสียง อังเคิล สถานการณ์ไทย-กัมพูชามานั้น “มันก็ผ่านมาทุกอย่างในมิติที่ดำเนินการมา คนเป็นรัฐเราก็ดำเนินการหลายอย่าง มีสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ถูกต้อง มันก็มีเหตุการณ์ที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนโยบายในอดีต เรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรค เรื่องกองทุนหมู่บ้าน ก็ยังอยู่กับประชาชน แน่นอนว่าคนทำงานย่อมมีบาดแผล แต่เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำมาเป็นประโยชน์กับประชาชน“ นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามว่า เร็วไปไหม 2 ปี 6 เดือน ประเทศไทยมีนายกฯ 3 คนแล้วต้องเลือกตั้งใหม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ในสภาฯ คุยกันเล่นๆ ว่า การเป็น สส. ครั้งนี้คุ้มมาก เพราะ สส. 2 ปีเศษ เลือกนายกฯ ไป 5 ครั้ง ไม่เคยมีมาก่อน ก็เป็นโจทย์ที่พวกเราต้องมานั่งคิดว่าคือสาเหตุ พรรคเพื่อไทยผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ เพราะเรามองว่ารัฐธรรมนูญ มีจุดบกพร่องอย่างมาก จุดเริ่มต้นผิด เนื้อหาภายในตั้งโจทย์ไม่ถูกต้อง สุดท้ายกลายเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความอ่อนแอให้กลไกประชาธิปไตยและพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นก็มีเหตุอันควรให้มีกระบวนการนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สุดท้ายแม้จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน

พวกตนบอกตั้งแต่ต้นว่า MOA มันล้มเหลว สุดท้ายมันก็พิสูจน์ว่า พวกตนถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามโค้งสุดท้ายสภาฯ ได้ส่งคำถามที่ 1 ไปยังรัฐบาลคือให้ประชามติว่า ประชาชน อยากจะให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งส่งไปที่ กกต.เรียบร้อย ก็หวังว่าจะได้ลงประชามติ และคงได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนด้วย ในการที่จะเดินหน้ามีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อถามว่าทำไม พรรคเพื่อไทยต้องมีนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เป็นเพราะผูกพันกับตระกูลวงศ์สวัสดิ์หรือไม่ นายจุลพันธ์ ยืนยัน ไม่เกี่ยวกันต้องพยายามแยกออก เวลาคนรู้จักกันคงไม่ได้เริ่มถามนามสกุลก่อน เราดูคนที่เนื้อ ที่ศักยภาพของเขา ความรู้ความสามารถดีกว่า ที่จะไปดูว่าเป็นใครมาจากไหน เทือกเขาเหล่ากอ มันไม่เคยมีที่ใครจะต้องไปถามลักษณะนั้น

“นายยศชนัน ไม่ใช่คนใหม่ของเพื่อไทย เพราะเคยลงสมัคร สส.เชียงใหม่ มาแล้ว แต่การเลือกตั้งโมฆะ ก็ไปใช้ชีวิตในมุมอื่น เป็นศาสตราจารย์ อยู่ที่ ม.มหิดล ซึ่งจุดนี้พิสูจน์ชัดว่าคงไม่ได้ใช้นามสกุล เพราะมหาวิทยาลัยชั้นนำ เช่น มหิดล คงไม่ได้ถามนามสกุลก่อนที่บรรจุเป็นตำแหน่ง อธิการบดี รองคณบดีต่างๆ ตรงนี้เป็นการพิสูจน์ผลงานเอง จนเมื่อปีเศษที่ผ่านมา ก็ได้กลับเข้ามาเพราะมีความรู้เรื่องการนำเทคโนโลยี มาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ก็เข้ามาช่วยงานที่บ้านพิษณุโลกในการให้ข้อแนะนำ ก่อนมาร่วมกับทางพรรคคิดนโยบาย เพราะฉะนั้น นโยบายแพคเกจที่นำเสนอในครั้งนี้ ซึ่งนายยศชนัน รู้มากกว่าตน เพราะอยู่ในกระบวนการตั้งแต่ต้น จนจบ ในเรื่องของนโยบาย

การมาของนายยศชนัน ไม่เกี่ยวว่าจะต้องมีคนตระกูลชินวัตร ตนได้คุยกับนายยศชนัน บอกว่า จริงๆแล้ว นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แม่ของนายยศชนัน เบรกไม่อยากให้เข้าสู่การเมืองอีกครั้ง เพราะอย่างที่เห็นมีสถานการณ์ที่มีอำนาจนอกสภา แทรกแซงองค์กรอิสระที่ดำเนินการอยู่ การอยู่ในการเมืองบางครั้งมีความเสี่ยง แต่พรรคก็ทำเต็มที่เพราะคืออาชีพของเรา เราต้องการทำบ้านเมืองให้มันดีขึ้น” นายจุลพันธ์ กล่าว

พร้อมระบุ สังเกตพรรคภูมิใจไทยตอนนี้ มีการเชิญเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ตกลงกันไม่ได้เพราะคนนอกบางทีไม่ได้อยากเข้ามา ถ้าเราต้องการสร้างการเมืองที่มี นิติรัฐ นิติธรรม โปร่งใส ตอบโจทย์ชาวบ้าน เพื่อให้คนที่มีศักยภาพจากด้านนอกเข้ามาทำการเมือง มาพัฒนาประเทศร่วมกับเรา เราต้องปรับโครงสร้างของสังคม โครงสร้างพื้นฐานประชาธิปไตย

จุลพันธ์ มั่นใจ เพื่อไทย ครอง 200 ที่นั่ง สส. ได้

อะไรที่ทำให้จุลพันธ์เชื่อมั่นว่าเพื่อไทยจะได้ 200 ที่นั่ง?

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะสามารถคว้า 200 ที่นั่ง สส. ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยให้เหตุผลถึงศักยภาพของพรรค ประสบการณ์ที่ผ่านมา และนโยบายที่จะนำเสนอต่อประชาชน

การตั้งเป้า 200 ที่นั่ง สส. ของพรรคเพื่อไทย ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากพรรคสามารถสื่อสารนโยบายและสร้างความเข้าใจกับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์การเมืองที่ผ่านมาอาจส่งผลกระทบต่อความนิยมของพรรค แต่ด้วยประสบการณ์และความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถกลับมาได้อย่างแข็งแกร่ง

สรุป

โดยสรุปแล้ว นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังคงเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรค และตั้งเป้าที่จะนำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยมีเป้าหมายคือการครอง 200 ที่นั่ง สส. ให้ได้สำเร็จ

ที่มา – “จุลพันธ์” เชื่อเพื่อไทยทำได้ ครอง 200 ที่นั่ง สส. เผย “เยาวภา” เบรก “ยศชนัน” กลับเข้าวงการเมือง

“ภูมิใจไทย” ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต ลุยเลือกตั้ง

พรรค“ภูมิใจไทย” จัดทัพใหญ่ ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต มั่นใจพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 “สรรเพชญ” ยันพร้อมเต็มที่สานงานต่อให้ชาวสงขลา

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีต สส.สงขลา เขต 1 เปิดเผยภายหลังการประชุมพรรคเพื่อรับฟังความคิดเห็นและพิจารณาสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต จังหวัดสงขลา ซึ่งจัดขึ้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลทับช้าง อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบผู้ผ่านการสรรหาและเตรียมลงสมัคร สส. ครบทั้ง 9 เขตเลือกตั้งของจังหวัดสงขลาแล้ว

สำหรับรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง สส. จังหวัดสงขลา ในนามพรรค“ภูมิใจไทย” ทั้ง 9 เขต ประกอบด้วย

  • เขต 1 นายสรรเพชญ บุญญามณี อดีต สส.สงขลา เขต 1
  • เขต 2 นายศาสตรา ศรีปาน อดีต สส.สงขลา เขต 2
  • เขต 3 นายสมยศ พลายด้วง อดีต สส.สงขลา เขต 3
  • เขต 4 นายโยธิน ทองเนื้อแข็ง อดีตสมาชิกสภาจังหวัดสงขลา
  • เขต 5 นายอภิชาต ลาพินี
  • เขต 6 นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์
  • เขต 7 นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ อดีต สส.สงขลา เขต 7
  • เขต 8 นายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ
  • เขต 9 พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร

นายสรรเพชญ กล่าวเพิ่มว่า จำนวนผู้สมัครทั้ง 9 คน มีถึง 4 คนที่เป็นอดีต สส.ของสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานในสภา เข้าใจกลไกการผลักดันนโยบาย และรับรู้ปัญหาในพื้นที่เป็นอย่างดี จึงมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการสานงานต่อยอดงานเดิม และขับเคลื่อนประเด็นสำคัญของจังหวัดสงขลาให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันผู้สมัครรายอื่นๆ ก็เป็นบุคคลที่มีศักยภาพ มีความรู้ ความสามารถ และมีฐานการทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทีมผู้สมัครของพรรค“ภูมิใจไทย”ในจังหวัดสงขลาครั้งนี้ เป็นการผสมผสานระหว่าง ประสบการณ์ ความต่อเนื่อง และพลังใหม่อย่างลงตัว

“การเลือกตั้งรอบนี้ พรรคภูมิใจไทยมีความพร้อมทั้งตัวบุคคล ทีมงาน และนโยบาย ผู้สมัครทุกคนพร้อมลงพื้นที่ แนะนำตัว และสื่อสารนโยบายของพรรคอย่างเข้มข้น เพื่อขอความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชนชาวสงขลา ทั้งระบบบัญชีรายชื่อและเขตเลือกตั้งและพร้อมเดินหน้าทำงานให้กับประชาชนชาวสงขลา” นายสรรเพชญกล่าว

“ภูมิใจไทย” จัดทัพใหญ่ ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต มั่นใจพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

พรรคภูมิใจไทย มั่นใจในการส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ทั้ง 9 เขตลงสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง ด้วยความพร้อมในทุกด้าน ทั้งตัวบุคคล นโยบาย และทีมงาน เราเชื่อมั่นว่าผู้สมัครของเราจะสามารถตอบสนองความต้องการของพี่น้องชาวสงขลาได้อย่างตรงจุด และพร้อมที่จะพัฒนาจังหวัดสงขลาให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปอีกขั้น

ทำไมต้องเลือก “ภูมิใจไทย” ที่สงขลา?

นอกจากประสบการณ์และความมุ่งมั่นของผู้สมัครแล้ว พรรค“ภูมิใจไทย” ยังมีนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ที่จะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาจังหวัดสงขลาในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข หรือโครงสร้างพื้นฐาน เราให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และพร้อมที่จะนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญ ที่พี่น้องชาวสงขลาจะได้ตัดสินใจเลือกผู้แทนที่พร้อมจะทำงานเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ขอให้ทุกท่านพิจารณาอย่างรอบคอบ และเลือกคนที่ท่านเชื่อมั่นว่าจะสามารถนำพาจังหวัดสงขลาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

การตัดสินใจของท่านมีความหมาย เลือกคนที่ใช่ พรรคที่พร้อม แล้วสงขลาจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ที่มา – “ภูมิใจไทย” จัดทัพใหญ่ ส่งผู้สมัคร สส.สงขลา ครบ 9 เขต มั่นใจพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

Scroll to top