เลือกตั้ง 69

อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

พรรคภูมิใจไทย เปิดรับผู้สมัคร สส.กทม.- ทั่วประเทศ “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค.นี้ รอฟังสัญญาณ แง้ม จ่อนำประชามติร่างรัฐธรรมนูญขอความเห็นชอบ ครม. ก่อนขอเปิดประชุมวิสามัญ ถกวาระ 2

วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ว่า ในช่วงเช้ามีการประชุมใหญ่วิสามัญประจำปี เพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในส่วนของตัวแทนประจำจังหวัดและประธานสาขาพรรค เพื่อให้คณะกรรมการสรรหาครบ 11 คน และเตรียมทำไพรมารีโหวตต่อไป ส่วนช่วงบ่ายเป็นการประชุมพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ย้ำกับที่ประชุมให้สมาชิกทุกคนเตรียมตัวในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยให้ฟังสัญญาณจากนายกรัฐมนตรีหรือสภาผู้แทนราษฎรว่าจะมีวาระสำคัญหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น

โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวต่อไปว่า นายอนุทินแจ้งต่อที่ประชุมว่าจะนำเรื่องการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ใน MOA กับพรรคประชาชน เข้าสู่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอความเห็นชอบ ก่อนเสนอต่อประธานรัฐสภาให้เปิดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 2 คาดว่าจะมีการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 25 พฤศจิกายนนี้ และเปิดประชุมในวันที่ 10-11 ธันวาคม 2568

ขณะเดียวกัน วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้เปิดตัวแคมเปญรับผู้ที่มีความจำนง จะร่วมงานการเมืองกับพรรคในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และทุกจังหวัด ซึ่งจะมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลพื้นที่ กทม. ทางด้าน นางสาวศุภมาส กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้แสดงความจำนงสมัคร สส.ในพื้นที่ กทม. เกินกว่า 3 เท่า มีทั้ง สส. ปัจจุบัน, อดีต สส., นักการเมืองท้องถิ่น, นักธุรกิจ, ข้าราชการ, เอกชน, คนรุ่นใหม่ โดยคณะกรรมการสรรหาจะร่วมกันคัดเลือกบุคลากรที่เหมาะสมที่สุดเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งหน้า

“พรรคขอเชิญชวนคนไทยทุกคนที่อายุ 25 ปีขึ้นไป ที่มีคุณสมบัติ มีอุดมการณ์ มีใจทำงานเพื่อบ้านเมืองและเสียสละ โดยไม่จำเป็นต้องมีเส้นสาย ไม่ต้องรู้จักใคร สามารถวอล์กอินเข้ามาสมัครที่พรรคภูมิใจไทยได้เลย พรรคยินดีต้อนรับ”

จากกรณีที่โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ ทำให้หลายฝ่ายจับตามองถึงท่าทีและความพร้อมของพรรคภูมิใจไทยในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การที่อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ จึงเป็นเหมือนการส่งสัญญาณเตือนให้สมาชิกพรรคเตรียมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

นอกจากเรื่องการเตรียมพร้อมของสมาชิกพรรคแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการที่พรรคภูมิใจไทยจะนำเรื่องการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรค การผลักดันนโยบายนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของพรรคในสายตาประชาชน

ความสำคัญของวันที่ 12 ธันวาคม ที่ อนุทินแจ้งเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

การที่นายอนุทินระบุวันที่ 12 ธันวาคม เป็นวันที่ต้องจับตาดูเป็นพิเศษ ทำให้เกิดคำถามว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรที่จะเกิดขึ้นในวันดังกล่าว ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการเมืองในภาพรวม หรือเป็นเพียงวาระภายในของพรรคภูมิใจไทยเอง การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การเปิดรับสมัครสมาชิกพรรคในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่น่าสนใจของพรรคภูมิใจไทย ในการขยายฐานเสียงและดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามาร่วมงานกับพรรค การมีรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแลพื้นที่ กทม. ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสนใจกับพื้นที่เมืองหลวง

โดยรวมแล้ว การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยในช่วงนี้แสดงให้เห็นถึงความกระตือรือร้นและความพร้อมในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง การโฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานใหญ่ของพรรค หรือติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวของพรรคผ่านช่องทางต่างๆ

ที่มา – โฆษกภูมิใจไทย เผย “อนุทิน” แจ้งสมาชิกเตรียมพร้อม 12 ธ.ค. รอสัญญาณ

“วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 พร้อมผู้สมัคร สส.

“หมอวรงค์” ประกาศนำทัพพรรคไทยภักดี พร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ชู ยกเครื่องประเทศไทยด้วยการเมืองสีขาว พร้อมเผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.ลอตแรก เชื่อรัฐบาลยุบสภาเร็ว ชิงความได้เปรียบการเมือง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคไทยภักดี นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงข่าวที่โรงแรมเจดับบลิว แมริออท กรุงเทพ เปิดนโยบายเรือธง ภายใต้หัวข้อ “ยกเครื่องประเทศไทย ด้วยการเมืองสีขาว” พร้อมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทั้งระบบแบ่งเขต และบัญชีรายชื่อ ประมาณ 100 คน โดยยืนยันความพร้อมที่จะเข้าสู่สนามเลือกตั้ง 2569 มากกว่าการเลือกตั้งปี 2566

นพ.วรงค์ ระบุว่า แม้การเลือกตั้งปี 2566 พรรคไม่มี สส.ในสภาฯ แต่ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นคือส่วนหนึ่งของการเติบโต ได้เรียนรู้ความผิดพลาด เพื่อพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งให้กับพรรค ซึ่งระยะเวลากว่า 5 ปี พรรคไม่เคยทิ้งประชาชนและอุดมการณ์ความถูกต้อง วันนี้พรรคมีความพร้อมมากกว่าการเลือกตั้งปี 2566 โดยระยะเวลา 2 ปีหลังการเลือกตั้งปี 2566 พรรคยืนหยัดในอุดมการณ์และทำหน้าที่ฝ่ายค้านนอกสภาฯ จนทำให้มีผู้ร่วมอุดมการณ์เดินเข้าสู่พรรคจำนวนมากเพื่อร่วมกันยกเครื่องเปลี่ยนแปลงประเทศ สร้างการเมืองสีขาว

สำหรับจุดแข็งของพรรคไทยภักดี คือ ทำจริง สู้จริง ไม่ใช่แค่สร้างกระแสฉาบฉวย การปราบโกง คนโกงต้องถูกกระบวนการยุติธรรมลงโทษ นโยบายเรือธงของพรรค คือ ยกเครื่องปราบโกง นักการเมืองโกงความเสียหายตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไปประหารชีวิตสถานเดียวและห้ามขอพระราชทานอภัยโทษ ยกเครื่องตำรวจ หยุดวงจรส่วย ทุนเทา โอนตำรวจไปสังกัดจังหวัด ยกเครื่องความมั่นคง ยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อปกป้องอธิปไตยชาติ ยกเครื่องการเมือง ตัดสวัสดิการ สส.-สว. ยกเครื่องเศรษฐกิจ รื้อโครงสร้างราคาข้าวทั้งระบบ ประกันราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละ 10,000 บาท ข้าวเปลือกหอมมะลิตันละ 15,000 บาท ยกเครื่องแรงงาน ดูแลแรงงานนอกระบบ คุ้มครองสิทธิพื้นฐานกลุ่มชาติพันธุ์ ยกเครื่องสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เรียกคืนโควตาสลากฯ จากนักการเมือง นายทุน จัดสรรให้คนพิการที่ขายสลากฯ จริง ยกเครื่องบอร์ด สปสช. เพิ่มสัดส่วนให้หมอหรือคนที่ทำงานจริง ยกเครื่องพลังงาน ส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าสะอาด ใช้ราคาเป็นเงื่อนไขแข่งขันเพื่อนำไปสู่ไฟฟ้าเสรี เป็นต้น

นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากผู้สมัครที่เปิดตัวในวันนี้ พรรคเตรียมส่งผู้สมัคร สส.ระบบแบ่งเขต ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะ กทม. และภาคใต้ รวมถึงผู้สมัครบัญชีรายชื่อ รวมประมาณ 150-200 คน โดยจะใช้กลยุทธ์หาเสียง ทำความเข้าใจและนำเสนอความจริงแก่ประชาชนในทุกช่องทาง

“เรามีความหลากหลายของผู้คน มีลักษณะของพรรคมวลชน มีเพื่อนร่วมอุดมการณ์มากประสบการณ์ ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้พิพากษา นายตำรวจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนนโยบาย ยกเครื่องกระบวนการยุติธรรม ปราบโกง ปราบทุนเทา สร้างนิติรัฐ ให้ทุกคนเสมอภาคภายใต้กฎหมาย มีนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จร่วมยกเครื่องนโยบายเศรษฐกิจที่สร้างความเข้มแข็งจากเศรษฐกิจฐานราก สร้างดุลกับทุนผูกขาด มีเกษตรกรรุ่นใหม่ ร่วมยกเครื่องโครงสร้างราคาข้าวที่เป็นธรรม มีผู้นำแรงงานร่วมยกเครื่องแรงงาน มีคนหนุ่มสาวที่ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงร่วมยกเครื่องการเมืองเพื่อสร้างอำนาจรัฐของคนทั้งประเทศ มีพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ คนพิการ มีทีมงานหลังบ้านจากทั่วประเทศที่พร้อมเดินไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือทำอุดมการณ์พรรคให้เกิดขึ้นจริง”

หัวหน้าพรรคไทยภักดี เผยต่อไปว่า พรรคเรียนรู้ เติบโตจากความพ่ายแพ้ จึงคาดหวังว่าในการเลือกตั้งปี 2569 ประชาชนจะมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยเรียนรู้จากปัจจุบันและอดีต ลงโทษนักการเมืองที่สร้างความวิบัติ อัปลักษณ์ให้ประเทศ ส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงสร้างการเมืองสีขาว สร้างประเทศที่แข็งแรงกว่าที่เคยเป็นมา

จากนั้น นพ.วรงค์ ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของพรรคในการเตรียมการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ว่า การที่เราเปิดตัวผู้สมัคร สส.ในวันนี้ต้องพร้อม ยุบสภาวันนี้เราก็พร้อมเลือกตั้ง เมื่อถามว่าจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขตหรือไม่นั้น นพ.วรงค์ ตอบว่า ตั้งเป้าไว้ที่ 150-200 เขต พื้นที่ไหนที่เราประเมินแล้วทุนเทาระบาดหนักจะไม่ส่ง เราส่งในพื้นที่ที่คิดว่าประชาชนมีจิตใจที่สู้กับทุนเทาได้ ส่วนคำถามว่ามีพื้นที่ไหนปักธงไว้หรือไม่ นพ.วรงค์ เผยว่า พื้นที่ที่มั่นใจคือพื้นที่ภาคใต้ และ กทม. แต่ยืนยันว่าจะส่งผู้สมัครครบทุกภาค

ทางด้านจุดแข็งที่จะนำไปขายเพื่อให้ประชาชนเลือกนั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า เราประกาศชัดเจนเรื่องการเมืองสีขาว คือนโยบายการปราบปรามการทุจริต นโยบายเรื่องด้านความมั่นคง รวมถึงทั้งนโยบายการยกเลิก MOU 2543-2544 และนโยบายเรื่องข้าว วันนี้บ้านเราทุนสีเทาระบาดหนัก กระจายครอบคลุมไปหมด จึงขอสื่อสารไปยังประชาชนว่าเงินสีเทาอย่าคิดว่าเป็นแค่เงินพนันออนไลน์ หรือเงินจากสแกมเมอร์เท่านั้น เงินทุจริต เงินผูกขาด เงินที่ส่งมาจากต่างชาติที่มาสนับสนุนเอ็นจีโอ แต่มาช่วยเหลือพรรคการเมืองถือว่าเป็นเงินสีเทาทั้งหมด ซึ่งระบาดไปเกือบทุกพรรคเราจึงต้องใช้การเมืองสีขาวเข้าไปต่อสู้เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจ

ผู้สื่อข่าวถามต่อ การเลือกตั้งครั้งที่แล้วไม่ได้ สส. ครั้งนี้จะมีการปรับกลยุทธ์และตั้งเป้าไว้ที่เท่าไร นพ.วรงค์ บอกว่า เราพร้อมรบขนาดนี้ต้องมั่นใจ จากการเรียนรู้ในอดีต คิดว่าประชาชนได้เรียนรู้ว่าเมื่อ สส. เข้าไปแล้วทำไมกลายเป็นนักการเมืองสีเทา ไม่ใช่แค่เฉพาะในสภาฯ ทั้งวงการตำรวจ วงการราชทัณฑ์ และวงการต่างๆ ทั่วไปหมด ดังนั้นการเลือกตั้งรอบนี้อยากให้ประชาชนประเมินให้ดี หากเลือกตามกระแสจะได้แบบเดิม แต่ถ้าต้องการการเปลี่ยนแปลงก็ขอมาเลือกการเมืองสีขาว เมื่อถามต่อถึงนโยบายที่มีจะสู้แชมป์เก่าในพื้นที่ได้หรือไม่ นพ.วรงค์ กล่าวว่า ถ้าประชาชนใช้สติคิดวิเคราะห์เราสู้ได้ทุกพรรค

“ผมยืนยันและขอให้บันทึกคำพูดว่า ถ้าไม่เลือกพวกเราเข้าไป เราจะเห็นการเมืองเหมือนเดิมทุกอย่าง เพียงแต่ในช่วงการหาเสียง มีการปั่นกระแสเพื่อหลอกลวงประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกไทยภักดีถูกสร้างมาบนพื้นฐานของความเป็นจริง ความยุติธรรมเพื่ออนาคตที่ดีกว่าวันพรุ่งนี้ ย้ำว่าถ้าเลือกเหมือนเดิม สภาพสังคมก็จะเหมือนเดิม”

ในตอนท้ายเมื่อถามอีกว่ามองไทม์ไลน์การยุบสภาอย่างไรบ้าง นพ.วรงค์ คิดว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย น่าจะยุบสภาเร็วๆ นี้ ดูการเตรียมความพร้อมต่างๆ เหมือนกับว่าจังหวะที่ฝ่ายค้านทำท่าที่จะซักฟอก(อภิปรายไม่ไว้วางใจ) เลยฉวยโอกาสยุบสภา เพราะว่าเป็นช่วงเวลาที่เขาพร้อมกว่าคู่แข่ง ดีไม่ดีเปิดสภาฯ มาวันที่ 12 ธันวาคม อาจจะยุบเลยก็ได้.

“วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 เผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคไทยภักดี

พรรคไทยภักดีพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569

การประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ของพรรคไทยภักดีและ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายการเมืองสีขาวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทย แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่พรรคก็ยังคงเดินหน้าพัฒนาและสร้างความเข้มแข็ง เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจว่าจะเลือกเดินหน้าไปในทิศทางใด หากต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและแก้ไขปัญหาต่างๆ ในประเทศ การสนับสนุนพรรคการเมืองที่มีนโยบายชัดเจนและมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อส่วนรวมก็เป็นสิ่งที่ควรพิจารณา

ที่มา – “วรงค์” ประกาศสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 เผยโฉม 100 ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรคไทยภักดี

ปชป. ตั้ง 4 รองโฆษก: ปรับทัพทีมสื่อสาร

พรรคประชาธิปัตย์เดินหน้าปรับปรุงทีมสื่อสารครั้งใหญ่! ล่าสุดได้ทำการแต่งตั้ง 4 รองโฆษกฝีมือดีเข้ามาเสริมทัพ พร้อมดึง “ศิริภา อินทวิเชียร” อดีตทีมงาน “ชวน หลีกภัย” กลับมาร่วมงานอีกครั้ง นอกจากนี้ “เจะอามิง” ยังลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ เพื่อปลุกพลัง “หัวใจสีฟ้า” ในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่

เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 พรรคประชาธิปัตย์ได้ประกาศแต่งตั้งรองโฆษกชุดใหม่ เพื่อเป็นกระบอกเสียงสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนให้ดังก้องมากยิ่งขึ้น โดยประกอบด้วย 4 ท่าน ได้แก่:

  1. อภิมุข ฉันทวานิช
  2. จิรวัฒน์ จังหวัด
  3. ศิริภา อินทวิเชียร
  4. ณัฐกานต์ ชูชนะ

ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะส่งต่อทุกเสียงและความคิดเห็นของประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองที่สะท้อนความต้องการของทุกคนอย่างแท้จริง เพราะเชื่อมั่นว่าการสื่อสารที่ดีต้องเริ่มต้นจากการรับฟัง และทุกเสียงจะต้องถูกนำเสนออย่างถูกต้อง

ปชป. ตั้ง 4 รองโฆษก: ปรับทัพทีมสื่อสาร

พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการสื่อสารและการรับฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง การปรับปรุงทีมสื่อสารและแต่งตั้งรองโฆษกใหม่ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้พรรคฯ สามารถเข้าถึงและเข้าใจปัญหาของประชาชนได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

“เจะอามิง” ปลุกพลัง “หัวใจสีฟ้า” เปิดพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

ขณะเดียวกัน นายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส ได้เข้าร่วมกิจกรรมสำคัญเพื่อส่งเสริมบทบาทของเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ในงาน “ผู้นำเยาวชนจิตอาสา หัวใจสีฟ้า 3 จังหวัดชายแดนใต้และจังหวัดสตูล” ณ โรงแรมอ่าวมะนาวรีสอร์ท อ.เมือง จ.นราธิวาส

นายเจะอามิง กล่าวถึงเยาวชนกลุ่มนี้ว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และมุ่งมั่นตั้งใจจริง โดยไม่รอการชี้นำ แต่พร้อมที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า จิตอาสาไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เพียงเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เราตั้งใจทำ เช่น การยิ้มให้คนข้างๆ การช่วยเหลือเพื่อน หรือการทำสิ่งดีๆ เพื่อชุมชน

“คนรุ่นใหม่ไม่ได้เป็นเพียงอนาคตของชาติ แต่เป็นพลังสำคัญในปัจจุบันที่โลกต้องการมากที่สุด หัวใจสีฟ้า ของพรรคประชาธิปัตย์ในกิจกรรมนี้ ถูกนิยามว่าเป็น หัวใจที่ใสบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์ และไม่ยอมแพ้ ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะดีขึ้นได้ ถ้าคนรุ่นใหม่กล้าที่จะลุกขึ้นมาลงมือทำ” นายเจะอามิงกล่าว

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญของจิตอาสาที่มุ่งเน้นการทำเพื่อผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนหรือมีวาระซ่อนเร้นใดๆ แสดงถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการขยายฐานการมีส่วนร่วมทางการเมืองและสังคมไปยังกลุ่มเยาวชนในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเน้นการสร้างความภาคภูมิใจในความตั้งใจของตนเองว่า ไม่ต้องใหญ่ ไม่ต้องดัง แค่จริงใจ…ก็สามารถเปลี่ยนแปลงโลกใบเล็กๆ ของเราได้

การที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังจิตสำนึกของเยาวชนให้เป็นผู้ให้และช่วยเหลือผู้อื่น สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การสนับสนุนกิจกรรมจิตอาสาและการมีส่วนร่วมของเยาวชน จึงเป็นรากฐานสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนในอนาคต

การปรับทัพทีมสื่อสารของพรรคประชาธิปัตย์และการมุ่งเน้นการทำงานในพื้นที่ชายแดนใต้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการรับฟังและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนทุกกลุ่ม การมีส่วนร่วมของคนรุ่นใหม่และการผลักดันประเด็นทางสังคมที่สำคัญ จะเป็นแรงขับเคลื่อนให้พรรคฯ สามารถก้าวไปข้างหน้าและสร้างประโยชน์สุขให้กับสังคมไทยได้อย่างแท้จริง ปชป. ตั้ง 4 รองโฆษก นอกจากปรับทัพทีมสื่อสารแล้วยังมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนในทุกระดับ

ที่มา – ปชป. ตั้ง 4 รองโฆษก ปรับทัพทีมสื่อสาร-“เจะอามิง” ปลุกพลัง “หัวใจสีฟ้า” ชายแดนใต้

“พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค

“พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค” ย้ำชัดเจตนารมณ์พรรครวมไทยสร้างชาติ ยืนบนหลักการ “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค ไม่เดินตามดีลหรือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น ยึดประชาชนเป็นที่ตั้ง

วันที่ 23 พ.ย. 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติได้เผยถึงจุดยืนของพรรค ท่ามกลางความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีการรวมพรรคและการย้ายสังกัดจำนวนมาก ว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แสดงจุดยืนของพรรคอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าพรรคยังคงดำเนินตามเจตนารมณ์เดิม คือการทำงานด้วยความสุจริต โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก มิใช่เดินไปตามดีลหรือผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น

โดยนายพีระพันธุ์ระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติถูกก่อตั้งขึ้นบนฐานความเชื่อมั่นในอุดมการณ์และการทำงานที่ตั้งใจจริง ไม่ใช่เพื่อรองรับข้อตกลงทางการเมืองเบื้องหลัง หรือเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แต่เพื่อเป็นพื้นที่ทำงานที่ให้ความสำคัญต่อประเทศชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด

“นั่นคือเหตุผลที่ผมสร้างพรรครวมไทยสร้างชาติขึ้นมา เราจะเดินแนวนี้ ทำแนวนี้ ได้เท่าไหร่เท่านั้น ผมไม่อยากเห็นการเมืองที่เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่เบื้องหลังมีแต่เรื่องส่วนตัว หากประชาชนให้การตอบรับมากก็ถือว่าเป็นโชคดี ได้เท่าไหร่ ทำเท่านั้น และพรรคนี้จะเป็นแบบนี้” นายพีระพันธุ์กล่าว

ทั้งนี้ พรรครวมไทยสร้างชาติเชื่อมั่นว่า ความมั่นคงทางการเมืองเกิดจากจุดยืนที่ชัดเจนและการทำงานที่มีมาตรฐานโดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ขอให้ทุกคนมั่นใจว่าไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใด “รวมไทยสร้างชาติ” จะเป็นพรรคการเมืองที่มุ่งมั่นทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

“พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค

การตัดสินใจของพรรครวมไทยสร้างชาติและนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงแนวทางการเมืองที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใส และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก แทนที่จะเป็นเพียงการแสวงหาอำนาจหรือผลประโยชน์ส่วนตัว การยึดมั่นในหลักการนี้ อาจเป็นสิ่งที่ทำให้พรรคแตกต่างจากพรรคการเมืองอื่น ๆ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในระยะยาว

จุดยืนที่ชัดเจนของ “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค

การเน้นย้ำถึงจุดยืนที่ไม่เข้าร่วมการรวมพรรค แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาอุดมการณ์และแนวทางการทำงานของพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติกำลังสื่อสารว่า พวกเขาจะไม่ยอมแลกหลักการเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น และพร้อมที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง แม้ว่าหนทางนั้นอาจจะยากลำบากกว่าก็ตาม

การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอน การที่พรรคการเมืองหนึ่งแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าจับตามอง การตัดสินใจของพรรครวมไทยสร้างชาติ อาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคต และเป็นตัวอย่างให้พรรคการเมืองอื่น ๆ ได้พิจารณาถึงความสำคัญของการยึดมั่นในหลักการและความซื่อสัตย์ต่อประชาชน

การที่พรรคการเมืองกล้ายืนหยัดในจุดยืนของตนเอง ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ถือเป็นสิ่งที่น่ายกย่อง เพราะแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อประชาชนที่ให้ความไว้วางใจ การกระทำเช่นนี้ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการเมืองไทย ที่เน้นความโปร่งใส ความซื่อสัตย์ และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

การติดตามการทำงานของพรรครวมไทยสร้างชาติ และการประเมินผลงานของพวกเขาในอนาคต จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า จุดยืนที่พวกเขาได้ประกาศไว้นั้น จะสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นสำหรับการเมืองไทยได้จริงหรือไม่

โดยสรุปเเล้ว การประกาศจุดยืน “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ไม่ร่วมรวมพรรค ของพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญถึงทิศทางทางการเมืองที่พวกเขาต้องการสร้าง นั่นคือ การเมืองที่ยึดมั่นในหลักการ ทำงานเพื่อประชาชน และไม่ยอมจำนนต่อผลประโยชน์ทางการเมืองระยะสั้น การตัดสินใจนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป คงต้องติดตามดูกันต่อไปในอนาคต

ที่มา – “พีระพันธุ์” ย้ำจุดยืน รทสช. ชัด ไม่เข้าร่วมการรวมพรรค ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้ง

“วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ยัน! ซบภูมิใจไทยพรุ่งนี้

เรียกได้ว่าเป็นข่าวที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความเคลื่อนไหวทางการเมืองล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับ “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ที่ล่าสุดได้ออกมาประกาศยืนยันว่าจะเดินทางไปแสดงตัวกับพรรคภูมิใจไทยในวันพรุ่งนี้ ซึ่งสร้างความฮือฮาให้กับวงการการเมืองเป็นอย่างมาก แต่ถึงกระนั้นก็ยังคงยืนยันว่าจะไม่มีการยุบพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างเด็ดขาด

“วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ยันไปแสดงตัวพรรคภูมิใจไทยพรุ่งนี้ ย้ำไม่ยุบ ชทพ. เด็ดขาด

เมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายพาณุวัฒณ์ สะสมทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) นครปฐม เขต 3 สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ได้ให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐถึงประเด็นดังกล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ ตนได้รับมอบหมายจากนายอนุชา สะสมทรัพย์ รองหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะตัวแทนของ “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ให้เดินทางไปแสดงตัวที่พรรคภูมิใจไทย พร้อมกับนายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในเวลา 11.00 น.

นายพาณุวัฒณ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าในการเลือกตั้งสมัยหน้า พวกตนจะลงสมัครรับเลือกตั้งในนามของพรรคภูมิใจไทย แต่ก็ยืนยันว่าจะไม่มีการยุบพรรคชาติไทยพัฒนาอย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจที่จะรักษาพรรคชาติไทยพัฒนาไว้

ความเคลื่อนไหวของ “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ส่งผลอย่างไร?

การตัดสินใจของ “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในวงการการเมืองไทย และอาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคตได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น

  • การเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง: การย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทยของกลุ่มนครปฐม อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้วทางการเมือง และส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต
  • การแข่งขันที่สูงขึ้น: การเข้ามาของกลุ่มนครปฐมในพรรคภูมิใจไทย อาจทำให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้นภายในพรรค และส่งผลต่อการวางตัวผู้สมัครในการเลือกตั้งครั้งหน้า
  • ความนิยมของพรรค: การตัดสินใจของกลุ่มนครปฐม อาจส่งผลต่อความนิยมของทั้งพรรคชาติไทยพัฒนาและพรรคภูมิใจไทย โดยอาจมีผู้สนับสนุนบางส่วนที่เปลี่ยนใจตามไปด้วย

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวของ “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ก็ยังคงมีคำถามที่ต้องติดตามต่อไปอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของกลุ่มนครปฐมในพรรคภูมิใจไทยจะเป็นอย่างไร จะมีผลต่อการตัดสินใจของพรรคชาติไทยพัฒนาในอนาคตหรือไม่ และจะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยโดยรวมอย่างไร คงต้องติดตามดูกันต่อไป

การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การย้ายพรรคและการรวมกลุ่มเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งสำคัญคือการที่นักการเมืองคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – “วราวุธ-กลุ่มนครปฐม” ยันไปแสดงตัวพรรคภูมิใจไทยพรุ่งนี้ ย้ำไม่ยุบ ชทพ. เด็ดขาด

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำเพื่อประโยชน์การเมือง

“นายแพทย์ชลน่าน” ซัด “อนุทิน” เลือกยุบสภาหนีอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก หวังคุมอำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ในสนามเลือกตั้งพร้อมโยนบาปให้เพื่อไทย

วันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมรัฐสภา เปิดเผยว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าอาจยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 หากพรรคเพื่อไทยยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 จริงตามที่ประกาศไว้ แม้จะขัดกับข้อตกลงหรือ MOA ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน แต่เป็นเรื่องที่พรรคภูมิใจไทยไม่ได้เสียอะไร มีแต่ได้กับได้ นอกจากนี้การประกาศยุบสภาชัดเจนว่ามองเป็นเรื่องอื่นไม่ได้เลย นอกจากเพื่อประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น เพราะการเป็นรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทยมีแต่ได้คือได้ใช้งบประมาณ ได้อำนาจบริหาร จัดทัพข้าราชการรับการเลือกตั้ง ที่จะเกิดขึ้นด้วย

นายแพทย์ชลน่าน กล่าวด้วยว่า สำหรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหากสุดท้ายพรรคภูมิใจไทยสามารถกำหนดเกมได้ ก็อาจจะผ่านให้ หากไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ก็สามารถคว่ำในวาระ 3 ได้ การอ้างว่าที่ต้องยุบสภาเพราะปัจจัยทางการเมือง จึงเป็นข้ออ้างเพื่อหนีการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านมากกว่า รวมทั้งหากยุบสภาตอนนี้รัฐบาลจะได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง ทั้งอำนาจรัฐ ทั้งกระสุนดินดำ ครอบคลุมอำนาจทุกองคาพยพ การยุบสภา จึงเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และหนีการตรวจสอบตามกลไกของรัฐสภา เป็นวัตถุประสงค์หลักของพรรคภูมิใจไทยมากกว่า

“การออกมายอมรับว่ามีการใช้แก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นตัวประกันทางการเมือง หากฝ่ายค้านยื่นอภิปราย นายอนุทินก็พร้อมยุบสภา การแสดงออกของนายอนุทินในฐานะหัวหน้ารัฐบาลจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ตัวเองพวกพ้องเป็นหลัก ไม่ได้เข้ามาทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน แน่นอนว่าในสนามเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยจะหาเสียงโจมตีว่าเพราะพรรคเพื่อไทยทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้ และส่งผลให้ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมหรือทำโครงการเพื่อประชาชนได้ ทั้งๆ ที่นายอนุทิน รู้ดีว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยเสี่ยงมาก แต่ด้วยความอยากได้อำนาจเพื่อประโยชน์ตนเอง ดังนั้นเมื่อฝ่ายค้านเห็นว่าประเทศเสียหายในหลายมิติจำต้องตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร นายอนุทินก็พร้อมยุบสภาหนีการตรวจสอบจากประชาชนพร้อมโยนบาปพรรคเพื่อไทย จึงเป็นทางเลือกที่พรรคภูมิใจไทยได้ใช้ประโยชน์ในสถานการณ์นี้” นายแพทย์ชลน่าน กล่าว

“ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง

จากกรณีที่นายแพทย์ชลน่านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของนายกรัฐมนตรีนั้น ได้สร้างความสนใจและเกิดคำถามมากมายในสังคมเกี่ยวกับการตัดสินใจทางการเมืองของรัฐบาลปัจจุบัน ประเด็นสำคัญอยู่ที่การกล่าวหาว่านายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง มากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนโดยรวม

การเมืองไทยเดิมพันสูง: การยุบสภาเพื่ออะไรกันแน่?

การที่นายแพทย์ชลน่านออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทย มองว่าการที่นายกรัฐมนตรีพิจารณาที่จะยุบสภา เป็นการกระทำที่มุ่งเน้นไปที่การรักษาอำนาจและความได้เปรียบทางการเมืองของตนเองและพรรคภูมิใจไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยุบสภา

หากมีการยุบสภาจริง จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานต่างๆ ของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการดำเนินนโยบายต่างๆ ที่มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศ นอกจากนี้ การยุบสภายังอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนทางการเมือง และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

ท่าทีของนายแพทย์ชลน่านสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของฝ่ายค้านเกี่ยวกับการใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อประโยชน์ทางการเมือง การออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ เป็นสัญญาณว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทายและความขัดแย้งที่รอการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม การวิพากษ์วิจารณ์นี้ ก็เป็นโอกาสให้ประชาชนได้พิจารณาถึงการกระทำของผู้บริหารประเทศ และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง เพื่อให้ประเทศชาติเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ประชาชนควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้อง และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การออกมาอัด นายกฯ ว่าทำเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของนายแพทย์ชลน่าน จึงเป็นประเด็นที่สังคมควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองเป็นไปอย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – “ชลน่าน” อัด นายกฯ ทำแค่เพื่อประโยชน์ทางการเมือง หลังเลือกยุบสภาหนีฝ่ายค้าน

อนุทิน ยินดี อัศวเหม ซบเพื่อไทย ช่วยชาติ

อนุทิน ยินดี อัศวเหม เข้าร่วมพรรคเพื่อไทย หวังช่วยพัฒนาบ้านเมือง! นายอนุทิน ชาญวีรกูล แสดงความยินดีหลังพรรคเพื่อไทยเปิดตัวตระกูลอัศวเหมจากสมุทรปราการเข้าร่วมทีม ชี้เป็นการเสริมกำลังสำคัญที่จะช่วยกันพัฒนาประเทศ

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ณ อิมแพคเมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเปิดตัวตระกูลอัศวเหม ซึ่งเป็นกลุ่มการเมืองขนาดใหญ่ในจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งต่อไป โดยนายอนุทินกล่าวว่า “ยินดีด้วยจะได้มาช่วยบ้านเมือง” ถือเป็นการต้อนรับอย่างอบอุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้

อนุทิน ยินดี อัศวเหม ร่วมงานเพื่อไทย

การตัดสินใจของตระกูลอัศวเหมที่จะเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยนั้น ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการการเมือง เนื่องจากตระกูลนี้มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในจังหวัดสมุทรปราการ และมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ การเข้าร่วมของตระกูลอัศวเหมจึงเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพรรคเพื่อไทยอย่างมาก และอาจส่งผลต่อการแข่งขันทางการเมืองในอนาคต

อนาคตทางการเมืองหลัง อนุทิน ยินดี อัศวเหม

หลังจากแสดงความยินดี อนุทิน ยินดี อัศวเหม ได้ถูกถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและตระกูลอัศวเหม โดยผู้สื่อข่าวได้ถามว่าการย้ายพรรคของตระกูลอัศวเหมนั้นถือเป็นการตัดขาดความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถามนี้โดยตรง เพียงแต่ยิ้มและโบกมือ ก่อนจะเดินขึ้นรถยนต์ออกไป ท่าทีดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกิดการตีความได้หลายทาง ทั้งในแง่ของความสัมพันธ์ที่ยังคงดีอยู่ หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเบื้องหลัง

การเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยของตระกูลอัศวเหมนั้น คาดว่าจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในการเมืองระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งเป็นฐานเสียงหลักของตระกูลอัศวเหม พรรคเพื่อไทยอาจได้รับคะแนนเสียงเพิ่มมากขึ้น และมีโอกาสที่จะชนะการเลือกตั้งในพื้นที่นี้มากขึ้น นอกจากนี้ การเข้าร่วมของตระกูลอัศวเหมยังอาจนำมาซึ่งนโยบายและการพัฒนาใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่

  • การเสริมสร้างความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทยในจังหวัดสมุทรปราการ
  • การผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในพื้นที่
  • การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดสมุทรปราการ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้ยังคงต้องจับตามองต่อไป เพราะอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อสถานการณ์ได้อีกมาก การเลือกตั้งครั้งหน้าจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย และการที่ อนุทิน ยินดี อัศวเหม ก็อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น

โดยสรุปแล้ว การเข้าร่วมพรรคเพื่อไทยของตระกูลอัศวเหมเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจและอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยได้ในหลายมิติ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ สิ่งสำคัญคือประชาชนควรติดตามข่าวสารและข้อมูลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่นายอนุทินแสดงความยินดีกับการย้ายพรรคของตระกูลอัศวเหม อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพรรคภูมิใจไทยและตระกูลอัศวเหม หรืออาจเป็นการแสดงความเคารพต่อการตัดสินใจทางการเมืองของอีกฝ่าย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แน่นอนคือการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยอย่างแน่นอน

ที่มา – “อนุทิน” ยินดี “อัศวเหม” ซบ พรรคเพื่อไทย บอกจะได้มาช่วยบ้านเมือง

ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้

พรรคประชาธิปัตย์ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ นำทีมโดยรองหัวหน้าพรรค เพื่อจัดทำนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมประกาศว่าภายใต้การนำของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” พรรคจะไม่ทำการเมืองด้วยเงิน

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมอ่าวมะนาวรีสอร์ท จังหวัดนราธิวาส นายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช ในฐานะรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายเจะอามิง โตะตาหยง รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมกันรับฟังปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะจากประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปรวบรวมและจัดทำเป็นนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

นายชัยชนะ กล่าวว่า ปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาที่สะสมมายาวนาน และรัฐบาลที่ผ่านมายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด วันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ได้ฝากความระลึกถึงพี่น้องชาวไทยมุสลิมทุกท่านใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ พรรคได้มีนโยบายในการแก้ไขปัญหาของประเทศในภาพรวมทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความมั่นคง เศรษฐกิจ การศึกษา หรือสาธารณสุข

นายชัยชนะ ยังกล่าวอีกว่า หากเราลองจินตนาการถึงภาพลักษณ์ของ 3 จังหวัดชายแดนใต้ในปัจจุบัน หากชวนใครมาเที่ยว หลายคนอาจจะไม่กล้ามา แล้วเราจะทำอย่างไรให้คนไทยที่ยังมีความกังวลใจ กล้าที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะพื้นที่แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทะเล ภูเขา ชายแดน ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้เติบโตกว่านี้ได้ แต่ทำไมเราถึงยังไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างเต็มที่

ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้

“พรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของท่านอภิสิทธิ์ เราจะไม่ทำการเมืองแบบพรรคอื่น ที่ลงมาแล้วบอกว่ามีความพร้อม มีเงิน ผมคิดว่าการเมืองถ้าเริ่มต้นด้วยเงิน ก็จะจบลงด้วยเงิน และไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ แต่ถ้าเราเริ่มต้นด้วยความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนทุกคน ที่บอกว่าพรรคการเมืองเป็นของประชาชนทุกคน หากเราร่วมมือกัน มูลค่าทางความคิดของทุกคนที่นำเสนอมา ก็จะกลายเป็นมูลค่าในการพัฒนาประเทศชาติ” นายชัยชนะกล่าว

ทำไมนโยบาย ปชป. จึงมุ่งเน้นฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้?

การที่พรรคประชาธิปัตย์มุ่งเน้นการรับฟังเสียงของประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เป็นเพราะพรรคตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง นโยบายที่ถูกสร้างขึ้นจากความเข้าใจในสภาพปัญหาและความต้องการของพื้นที่ จะมีความยั่งยืนและสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง

  • การรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนโดยตรง ทำให้พรรคเข้าใจถึงปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของประชาชนในพื้นที่
  • การนำข้อมูลที่ได้จากการรับฟังมาวิเคราะห์และสังเคราะห์ ทำให้พรรคสามารถกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างตรงจุด
  • การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ทำให้ประชาชนรู้สึกเป็นเจ้าของนโยบายและมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมกันผลักดันนโยบายให้ประสบความสำเร็จ

ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์นโยบายที่ยั่งยืนและเป็นรูปธรรม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในพื้นที่

พรรคประชาธิปัตย์เชื่อมั่นว่าการรับฟังเสียงของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง และสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับสังคมไทย

ที่มา – ปชป. ลุยฟังเสียงชาวบ้าน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ลั่น ยุคหัวหน้า “อภิสิทธิ์” ไม่ทำการเมืองด้วยเงิน

รทสช. ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “อรรถวิชช์” รักษาการโฆษกพรรค

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินหน้าปรับโครงสร้างทีมสื่อสารครั้งใหญ่ โดยมีการปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค พร้อมเสริมทัพด้วยทีมรองโฆษกพรรคใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน

รทสช. ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการสื่อสารนโยบายและทิศทางทางการเมืองของพรรคให้มีความคมชัดและเข้าถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น โดยเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศแต่งตั้ง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการโฆษกพรรค

นอกจากนี้ พรรคยังได้แต่งตั้ง นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรและดีเจชื่อดัง ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกพรรค เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทีมโฆษกชุดใหม่นี้จะเข้ามาเสริมทัพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรวดเร็วแก่ประชาชน

เหตุผลเบื้องหลังการปรับทัพสื่อสาร รทสช.

การปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรคเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของพรรคในการพัฒนาการสื่อสารให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล พรรคตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การมีทีมโฆษกที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี: ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานและความสามารถในการสื่อสารที่โดดเด่น จะเป็นผู้นำในการนำเสนอนโยบายของพรรคให้เป็นที่เข้าใจ
  • นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์: อดีตรองโฆษกรัฐบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารภาครัฐ จะเข้ามาเสริมทัพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร: พิธีกรและดีเจชื่อดังที่มีความสามารถในการสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน จะช่วยสร้างการรับรู้และความสนใจในนโยบายของพรรคในวงกว้าง

ทางพรรครวมไทยสร้างชาติได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่ชัดเจนว่า รทสช. คือ “พรรคของคนทำงาน” สมาชิกทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะ “ทำงานการเมือง” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ “เล่นการเมือง” พรรคมีความพร้อมที่จะผลักดันงานทุกด้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน การปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรคในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างตรงจุด การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากประชาชนในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า พรรคเชื่อมั่นว่าด้วยทีมโฆษกชุดใหม่ที่มีความสามารถและประสบการณ์ จะสามารถนำเสนอนโยบายของพรรคได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเข้าถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

การปรับปรุงทีมสื่อสารครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงานและกลยุทธ์ในการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของพรรคให้ดียิ่งขึ้น

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรครวมไทยสร้างชาติในการพัฒนาและปรับปรุงองค์กรให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พรรคเชื่อมั่นว่าด้วยการทำงานอย่างหนักและมุ่งมั่น จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

คุณคิดว่าการปรับทัพสื่อสารครั้งนี้ของพรรครวมไทยสร้างชาติ จะส่งผลต่อภาพลักษณ์และการสื่อสารของพรรคอย่างไร? ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย!

ที่มา – ปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค

Scroll to top