เลือกตั้ง 69

“รทสช.” รุกคืบกาญจน์ เปิดสำนักงาน ชูคนทำงาน

พรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดสำนักงานพรรค จ.กาญจนบุรี เดินหน้าสร้างดีเอ็นเอคนทำงาน ชู “เกษตรแปลงใหญ่” นโยบายเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร พร้อมสานต่อ “โซลาร์เสรี” เพื่อประชาชน

วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พร้อมด้วยนายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค และสมาชิกพรรค ร่วมเปิดสำนักงานตัวแทนพรรครวมไทยสร้างชาติ สาขาจังหวัดกาญจนบุรี อย่างเป็นทางการ โดยมี นายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ ว่าที่ผู้สมัคร สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ จ.กาญจนบุรี เขต 2 และคณะ ให้การต้อนรับท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นจากประชาชนในพื้นที่

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า เป็นโอกาสดีที่พรรครวมไทยสร้างชาติได้เปิดสำนักงานตัวแทนพรรคในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ภายใต้การดูแลของ นายชาติชาย ลูกหลานของคนกาญจนบุรีซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ เปี่ยมประสบการณ์บนสนามการเมือง ที่ตั้งใจมาร่วมทำงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติเพื่อแก้ปัญหาและสร้างประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน ซึ่งตนมั่นใจว่านายชาติชาย เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนให้พี่น้องชาวกาญจนบุรีมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นได้แน่นอน

“ผมขอฝากคุณชาติชาย หรือ ตั้ม กับพ่อแม่พี่น้องชาวกาญจนบุรีทุกคน เลือกตั้งคราวหน้าต้อง ชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะการจะเป็นคนทำงานการเมืองได้ มาทำงาน มาพัฒนาชีวิตให้ประชาชนได้ ใจต้องมาก่อน ซึ่งคุณชาติชายมีคุณสมบัตินี้อย่างเต็มเปี่ยม”

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ตลอดเวลาที่ตนทำงานการเมืองมา 30 กว่าปี ไม่เคยคิดอยากมีตำแหน่ง คิดแต่เพียงการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยในช่วงที่ตนเป็น สส.ทุกคนสามารถโทรหาได้ตลอดเวลา จนถึงวันนี้ตนก็ยังคงมุ่งมั่นทำงาน ไม่ได้มาเล่นการเมือง ซึ่งผลงานที่ผ่านมาก็ได้พิสูจน์แล้ว โดยเฉพาะการลดราคาค่าไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง และตรึงราคาค่าแก๊สหุงต้มมาตลอดในช่วงที่ตนได้กำกับดูแลกระทรวงพลังงาน

นายพีระพันธุ์ ยังเปิดเผยถึงพันธกิจของพรรครวมไทยสร้างชาติในการช่วยเหลือประชาชนพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ว่า พื้นที่แห่งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และพรรครวมไทยสร้างชาติก็มีนโยบายสำคัญเพื่อสนับสนุนการยกระดับเกษตรกรไทย นั่นคือ “นโยบายเกษตรแปลงใหญ่” โดยรัฐจะร่วมลงทุนกับกลุ่มเกษตรกร พร้อมสนับสนุนด้านทุน เทคโนโลยี ปัจจัยการผลิต และช่องทางตลาดเสริมศักยภาพการผลิต ซึ่งจะสามารถลดต้นทุน และเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกรเพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้ภาคเกษตรกรรมของไทย

“สิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติจะทำให้พี่น้อง คือ จะทำให้ราคาปุ๋ยถูกลง ประเทศไทยมีแร่โพแทชระดับโลก แต่เรากลับไม่เคยมีนโยบายนำแร่เหล่านี้มาทำปุ๋ยอย่างจริงจัง ถ้าผมและพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้มีโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ ผมจะเดินหน้าทำให้สำเร็จเช่นเดียวกับเรื่องไฟฟ้า และผมจะเดินหน้าโครงการโซลาร์เสรี ต่อไป รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างน้ำมัน โครงการผลิตน้ำมันชุมชน พร้อมทั้งเรื่องพลังงานทดแทนจากธรรมชาติ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากใบอ้อย พี่น้องประชาชนไม่ต้องห่วงครับ ผมทำต่อแน่ และจะทำให้ดู”

ขณะที่นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค กล่าวถึงความตั้งใจในการทำงานด้านการเกษตรว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องประสบกับต้นทุนการทำการเกษตรในราคาสูง แต่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ จะสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรได้ ทั้งการผลิตไฟฟ้า การสูบน้ำ ซึ่งเมื่อนำมารวมกับการสนับสนุนด้านเครื่องมือการเพาะปลูก และการรวมตัวกันของเกษตรกร ตนก็มั่นใจว่าต้นทุนการผลิตจะลดลง กำไรของเกษตรกรจะมากขึ้น และเกษตรกรจะลืมตาอ้าปากได้อย่างยั่งยืนแน่นอน

“หากพี่น้องมีใจอยากได้คนทำงาน ไม่สนผลประโยชน์ ผมรับรองว่าถ้ามาเลือกพรรครวมไทยสร้างชาติ พี่น้องจะไม่ผิดหวัง เพราะเราจะได้นักการเมืองที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง”

ด้านนายชาติชาย ศักดิ์อิสระพงศ์ เปิดเผยว่า การที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นเพราะอุดมการณ์ของพรรคสอดคล้องกับความตั้งใจของตนที่ต้องการอาสาเข้ามาทำงานเพื่อประชาชนอย่างจริงจัง ไม่เน้นการเล่นการเมือง โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตรให้กับพี่น้องชาวจังหวัดกาญจนบุรี เขต 2

“พื้นที่กาญจนบุรี เขต 2 มีมากกว่า 200 หมู่บ้าน ผมได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาและความเดือดร้อนมาอย่างต่อเนื่อง และหวังว่า พี่น้องประชาชนจะพิจารณาให้โอกาสผมเข้าไปทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อช่วยพัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น”

รทสช. รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน

พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือ รทสช. เดินหน้าขยายฐานเสียงในจังหวัดกาญจนบุรี โดยเปิดสำนักงานพรรคอย่างเป็นทางการ พร้อมชูประเด็นการสร้าง DNA คนทำงาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนในพื้นที่

ทำไมต้อง “รทสช.” รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน?

การที่พรรครวมไทยสร้างชาติให้ความสำคัญกับจังหวัดกาญจนบุรี สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของพื้นที่และความต้องการของประชาชนที่ต้องการนักการเมืองที่เข้าใจปัญหาและพร้อมที่จะลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง การเปิดสำนักงานพรรคและการชูประเด็น DNA คนทำงาน จึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจในการเข้าถึงใจประชาชน

พรรครทสช. รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน เน้นย้ำถึงความตั้งใจที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะนโยบายด้านการเกษตรและพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับประชาชนในพื้นที่

การเปิดสำนักงานพรรค รทสช. ที่กาญจนบุรีครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง และการเน้นย้ำถึงการสร้าง DNA คนทำงาน ก็เป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่า พรรคจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาจังหวัดกาญจนบุรีให้ก้าวหน้าได้อย่างไร

การที่พรรครวมไทยสร้างชาติเปิดสำนักงานในจังหวัดกาญจนบุรี ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาทำงานเพื่อพัฒนาพื้นที่และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนอย่างแท้จริง การเน้นย้ำถึงคุณสมบัติของ “คนทำงาน” ที่มีความรู้ความสามารถและความตั้งใจจริง จึงเป็นสิ่งที่น่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่

ที่มา – “รทสช.” รุกคืบกาญจนบุรี เปิดสำนักงานพรรค “พีระพันธุ์” ชู เดินหน้าสร้าง DNA คนทำงาน

ภูมิใจไทยเปิดตัว บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด สส.ใต้ ใกล้ 100%

การเลือกตั้ง 2569 พรรคภูมิใจไทยเปิดตัว “บาฮารุดดีน” ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 1 และ “ผกก.อ๊อด” ว่าที่ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9 คาด 23 พ.ย.นี้ ผู้สมัครภาคใต้พร้อมเกือบ 100%

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในฐานะดูแลพื้นที่ภาคใต้ เปิดตัว นายบาฮารุดดีน ยูโซะ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขตเลือกตั้งที่ 1 พร้อมกล่าวว่า เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง และพรรคภูมิใจไทยจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต นายบาฮารุดดีน เป็นอีกหนึ่งคนที่พรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามและเชิญมาเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อทำการสู้ศึกในการเลือกตั้งในปี 2569 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่นาน

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย โดยจังหวัดปัตตานี มีผู้สมัครถึง 3 เขต จาก 5 เขต ส่วนจังหวัดนราธิวาส มีผู้สมัครครบทั้ง 5 เขต มีความคาดหวังที่จะได้ 2 เขต ขณะที่จังหวัดยะลา ยืนยันจะส่งครบทุกเขต โดยเปิดตัวไปแล้ว 1 เขต ที่เหลือพรรคกำลังเฟ้นหาตัวผู้สมัครที่ได้พูดคุยและเจรจากับผู้สมัครถึงความพร้อม โดยเฉพาะผู้สมัครแต่ละคนที่จะขอให้ช่วยนำแกนนำที่ให้การสนับสนุนมาเป็นกำลังใจผู้สมัครด้วย เช่น นายบาฮารุดดีน ก็มีกำนันทั้ง 10 ตำบลในอำเภอเมืองมาเป็นผู้สนับสนุน

ส่วนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสามารถชนะแชมป์เก่าได้หรือไม่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า “ในฐานะของพรรคการเมืองต้องบอกว่าสู้ได้ และสิ่งไหนที่สู้ไม่ได้ก็ต้องพยายามสู้ต่อไป เพื่อให้ได้มีตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยครบทุกจังหวัด นี่คือสิ่งที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคได้มอบนโยบายให้กับผมไว้”

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผู้สมัครในพื้นที่ภาคใต้มีความพร้อมกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว นายพิพัฒน์ ตอบว่า ในพื้นที่ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ตนได้ส่งรายชื่อผู้สมัครที่แน่ชัดแล้ว 49 ชื่อ จากทั้งหมด 59 เขต ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามี 60 เขต แต่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชากรในจังหวัดนครศรีธรรมราชน่าจะลดลงไปจาก 10 เขต เหลือ 9 เขต จึงคาดว่าน่าจะมี 59 เขต ขณะที่อีก 10 เขตที่เหลือ อยู่ในระหว่างการพูดคุยและสรรหาผู้สมัคร และที่สำคัญต้องประเมินว่าผู้สมัครคนใดมีโอกาสมากที่สุด ก็จะนำเสนอผู้สมัครคนนั้นลงสมัครในรายเขต

ทางด้าน นายบาฮารุดดีน กล่าวขอบคุณหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค รวมถึงนายพิพัฒน์ ที่ให้ความไว้วางใจในตนเอง ให้ลงสมัคร สส. ในเขต 1 จังหวัดปัตตานี ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตามที่พรรคไว้วางใจและจะทำให้ดีที่สุด

จากนั้น นายพิพัฒน์ ยังได้เปิดตัว พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร (ผกก.อ๊อด) ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 9 สงขลา พร้อมกล่าวว่า ผกก.อ๊อด เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2565 ไม่ได้ลงเลือกตั้งปี 2566 วันนี้กลับมาเพื่อร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจังหวัดสงขลามี 9 เขต และมีผู้สมัครแล้ว 7 เขต และน่าจะมีเข้ามาอีก เชื่อว่าวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่มีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคภูมิใจไทย น่าจะมีความพร้อมในทุกเขต

ทั้งนี้ คนที่มาร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทยทุกคนล้วนแต่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจ ดังนั้นผู้สมัครต้องพบปะประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด เลือกตั้งเดือนมีนาคม 2569 ระยะเวลา 4 เดือนของทุกคนมีน้อย ตนในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้เป็นผู้สรรหาผู้สมัครใน 14 จังหวัดภาคใต้ วันนี้เราทยอยเปิดตัวไปเรื่อยๆ และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 จะมีครบเกือบ 100% ในจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 59 เขต

สำหรับจังหวัดสงขลา มีบ้านใหญ่ค่อนข้างเยอะ พรรคภูมิใจไทยจะเดินเกมอย่างไรในการที่จะดึงคะแนนเสียงจากบ้านใหญ่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะนำคำว่า “พูดแล้วทำ” นโยบายต่างๆ ที่ทำจะเป็นผลสะท้อนให้กับพี่น้องในแต่ละจังหวัดได้เห็นว่าสิ่งที่เคยรับปากมีสิ่งไหนที่เรายังไม่ได้ทำ เราจะพยายามรีบทำ แต่สิ่งไหนที่ทำแล้วเราจะทำต่อไปเพื่อให้สัมฤทธิ์ผล ตนในฐานะที่ได้รับมอบหมายดูแลกระทรวงคมนาคมจะพยายามลงพื้นที่ดูความพร้อม สิ่งที่เราได้ทำแล้วหรือส่วนไหนที่ยังไม่ทำ จะทำอย่างไรที่จะผลักดันส่วนที่ขาด เพื่อเข้าสู่งบประมาณปี 2570 อีกทั้งเรื่องของคมนาคมภาคใต้ได้รับการพัฒนาช้ากว่าภาคอื่น ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม จะพยายามผลักดันโครงการที่ตกค้างในภาคใต้ให้สำเร็จ ขอให้ได้บรรจุเข้าสู่งบประมาณในปี 2570 นี่คือความตั้งใจและความมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อน.

ภูมิใจไทยเปิดตัว บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด สส.ใต้ ใกล้ 100%

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ใต้ บาฮารุดดีน และ ผกก.อ๊อด

พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ทำการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. จากพื้นที่ภาคใต้ถึงสองท่าน ได้แก่ นายบาฮารุดดีน ยูโซะ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 1 และ พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร (ผกก.อ๊อด) ว่าที่ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9 โดยการเปิดตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และความตั้งใจของพรรคที่จะส่งผู้สมัครให้ครบทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ การดึงตัวบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่รู้จักในพื้นที่ อย่างเช่น นายบาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด เข้ามาร่วมงาน ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังได้กล่าวถึงความพร้อมของผู้สมัครในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมเกือบ 100% และคาดว่าจะสามารถเปิดตัวผู้สมัครได้ครบทุกเขตในเร็วๆ นี้ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคมนาคมขนส่ง ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจช่วยดึงคะแนนเสียงจากประชาชนในพื้นที่ได้ การผลักดันโครงการต่างๆ ที่ยังคั่งค้างให้สำเร็จลุล่วง จะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นสนามแข่งขันที่สำคัญสำหรับทุกพรรคการเมือง พรรคภูมิใจไทยเองก็มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การเปิดตัว ภูมิใจไทยเปิดตัว บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด สส.ใต้ ใกล้ 100% ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

การที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ใต้ อย่างนายบาฮารุดดีนและผกก.อ๊อด สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การมีบุคลากรที่เข้มแข็งและนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง

ที่มา – ภูมิใจไทยเปิดตัว “บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด” 2 ว่าที่ผู้สมัคร สส.ใต้ เผยใกล้ 100% แล้ว

สิริพงศ์โพสต์ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ ร่วมโต๊ะเนวิน

“สิริพงศ์” โพสต์รูป “กานต์ สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ” ลูก “ชูวิทย์ กุ่ย” ร่วมโต๊ะ “เนวิน” บอกเป็นไปตามภาพ หลังเพิ่งออกจากกลุ่มไลน์ สส.พรรคเพื่อไทย ไม่นานมานี้ กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมือง

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “ผลไม้สีง้ามงาม บ่มีแต่ใบบักยม” พร้อมภาพ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ยูไนเต็ด นั่งร่วมโต๊ะกับ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย โดยมี น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ สส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่เพิ่งออกจากกลุ่มไลน์ สส.พรรคเพื่อไทย นั่งร่วมโต๊ะด้วย ทั้งนี้ คาดว่าที่พรรคภูมิใจไทยในวันเดียวกัน มีการประชุมพรรค และ สส.พรรคร่วมรัฐบาล

ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตามองคือ การปรากฏตัวของ น.ส.สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือลูกสาวของชูวิทย์ กุ่ย ที่ร่วมโต๊ะกับนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นบุคคลสำคัญในพรรคภูมิใจไทย การที่สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ มาร่วมโต๊ะกับนายเนวิน จึงถูกมองว่าเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองบางอย่าง

ขณะที่ นายสิริพงศ์ เปิดเผยถึงกรณีภาพดังกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า “เป็นไปตามภาพ” ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า น.ส.สุดารัตน์ เป็นลูกสาวของ นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือ ชูวิทย์ กุ่ย ซึ่งหลังออกจากพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันไปร่วมงานกับพรรคกล้าธรรม ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า)

สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ ร่วมโต๊ะเนวิน: นัยยะทางการเมือง?

การเคลื่อนไหวทางการเมืองของ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ เป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เธอได้ลาออกจากพรรคเพื่อไทย และภาพล่าสุดที่เธอปรากฏตัวร่วมโต๊ะกับนายเนวิน ชิดชอบ ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของเธอ

สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ จะไปทางไหน?

อนาคตทางการเมืองของ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของเธอในอนาคต จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศอย่างแน่นอน

  • การย้ายพรรค: มีความเป็นไปได้ที่ น.ส.สุดารัตน์ จะเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคการเมืองอื่นๆ
  • บทบาทในรัฐบาล: หากพรรคกล้าธรรมมีบทบาทมากขึ้นในรัฐบาล น.ส.สุดารัตน์ อาจได้รับตำแหน่งที่สำคัญ
  • การสร้างพรรคใหม่: มีความเป็นไปได้น้อย แต่ก็ไม่สามารถตัดทิ้งได้ว่า น.ส.สุดารัตน์ อาจตัดสินใจสร้างพรรคการเมืองของตัวเอง

เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความสามารถในการปรับตัวของผู้เล่นทางการเมือง การที่ สุดารัตน์ ลูกชูวิทย์ สามารถสร้างความสัมพันธ์กับนักการเมืองจากหลากหลายพรรค แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างเครือข่าย และอาจเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จในอนาคตทางการเมืองของเธอ

การปรากฏตัวของ น.ส.สุดารัตน์ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงพลวัตทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นักการเมืองรุ่นใหม่กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น และพร้อมที่จะปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางการเมือง

ที่มา – “สิริพงศ์” โพสต์ “สุดารัตน์” ลูก “ชูวิทย์ กุ่ย” ร่วมโต๊ะ “เนวิน” บอกเป็นไปตามภาพ

ผลโพล: กระแสการเมือง ภาคกลาง ยังไม่เจอคนเหมาะเป็นนายกฯ

ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง อันดับ 1 ยังหาคนเหมาะสมที่จะเป็น “นายกฯ” ไม่ได้

นิด้าโพลเผยผลสำรวจ “กระแสการเมือง ภาคกลาง” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่พบคนที่เหมาะสมจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี อันดับสองเป็นนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และอันดับสามเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล ส่วนพรรคการเมืองก็ยังไม่มีพรรคใดโดดเด่นมากนัก

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นิด้าโพลได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในภาคกลาง เกี่ยวกับ “กระแสการเมือง ภาคกลาง” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งใน 17 จังหวัดของภาคกลาง ได้แก่ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ กาญจนบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร รวม 2,000 ตัวอย่าง โดยกระจายในทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้

ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับบุคคลที่เหมาะสมจะเป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนภาคกลางจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า:

  • อันดับ 1: 35.65% ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2: 19.60% ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
  • อันดับ 3: 12.75% ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
  • อันดับ 4: 9.15% ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 5: 4.55% ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  • อันดับ 6: 3.85% ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
  • อันดับ 7: 3.50% ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
  • อันดับ 8: 3.40% ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา
  • อันดับ 9: 2.20% ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ)
  • อันดับ 10: 1.65% ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)
  • อันดับ 11: 1.55% ระบุว่าเป็น นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา)
  • 1.50% ระบุอื่นๆ ได้แก่ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) พลโทบุญสิน พาดกลาง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา (พรรคประชาชาติ) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ (พรรคโอกาสใหม่) นายชวน หลีกภัย (พรรคประชาธิปัตย์) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
  • 0.65% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับพรรคการเมืองที่เหมาะสม

ในส่วนของพรรคการเมืองที่คนภาคกลางจะสนับสนุน พบว่า:

  • อันดับ 1: 28.95% ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2: 28.85% ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
  • อันดับ 3: 9.70% ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
  • อันดับ 4: 9.60% ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 5: 8.45% ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
  • อันดับ 6: 5.45% ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • อันดับ 7: 2.60% ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
  • อันดับ 8: 2.05% ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
  • อันดับ 9: 1.55% ระบุว่าเป็น พรรคชาติไทยพัฒนา
  • อันดับ 10: 1.00% ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ
  • 1.40% ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ พรรคชาติพัฒนา พรรคไทยภักดี และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
  • 0.40% ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนในภาคกลางจำนวนมากยังคงลังเลและไม่แน่ใจว่าจะสนับสนุนใครหรือพรรคใดในการเลือกตั้งครั้งหน้า ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง นี้เป็นข้อมูลสำคัญที่พรรคการเมืองและนักการเมืองควรนำไปพิจารณาเพื่อปรับปรุงนโยบายและสร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น เพื่อให้ตรงกับความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

การที่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ตัดสินใจ อาจเป็นเพราะยังไม่เห็นนโยบายที่ตอบโจทย์ หรือยังไม่มั่นใจในตัวผู้สมัคร ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง จึงเป็นสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายต้องทำงานหนักขึ้น

ที่มา – ผลโพลกระแสการเมือง ภาคกลาง อันดับ 1 ยังหาคนเหมาะสมที่จะเป็น “นายกฯ” ไม่ได้

Thairath Poll: ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน แต่คนไม่เลือกเยอะ!

ผลสำรวจ Thairath Poll ชี้: ผู้อ่านโหวตให้ “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มคนที่ไม่เลือกใครเลยกลับมีสัดส่วนสูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ มาดูกันว่าผลสำรวจนี้บอกอะไรเราบ้าง

ผลสำรวจของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์เผยให้เห็นว่า คะแนนความนิยมของณัฐพงษ์อยู่ที่ 31.12 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจและไม่มีคนเหมาะสมรวมกันสูงถึง 29 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พรรคประชาชนยังคงนำโด่งด้วยคะแนน 37.01 เปอร์เซ็นต์

ผลสำรวจ Thairath Poll ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์กว่า 36,000 คน ระหว่างวันที่ 4-15 พฤศจิกายน 2568 เกี่ยวกับความนิยมของพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่าคะแนนนิยมในตัวบุคคลและพรรคการเมืองยังคงเทไปที่พรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจและไม่เลือกผู้สมัครคนใดเลยก็ยังมีสัดส่วนสูงอยู่ไม่น้อย

Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

ณัฐพงษ์นำ แต่กลุ่มคนไม่เลือกก็สูงลิ่ว

ในคำถามที่ถามว่าบุคคลที่คุณสนับสนุนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากผู้ตอบแบบสอบถาม 30,495 คน พบว่า:

  • อันดับ 1: นายณัฐพงษ์ เรื่องปัญญาวุฒิ 31.12 เปอร์เซ็นต์ (9,460 คะแนน)
  • อันดับ 2: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 11.01 เปอร์เซ็นต์ (3,347 คะแนน)
  • อันดับ 3: พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ 8.86 เปอร์เซ็นต์ (2,693 คะแนน)

สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วน 14.92 เปอร์เซ็นต์ (4,537 คะแนน) และกลุ่มที่เห็นว่าไม่มีผู้ที่เหมาะสมอยู่ที่ 14.09 เปอร์เซ็นต์ (4,282 คะแนน) เมื่อรวมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน จะมีสัดส่วนสูงถึง 29.01 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากนายณัฐพงษ์

พรรคประชาชนทิ้งห่างเพื่อไทยกว่าเท่าตัว

ในส่วนของคะแนนนิยมพรรคการเมือง จากผู้ตอบ 36,085 คน ผลสำรวจชี้ว่าพรรคประชาชนมีคะแนนนำพรรคอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทยมากกว่าเท่าตัว:

  • อันดับ 1: พรรคประชาชน 37.01 เปอร์เซ็นต์ (13,319 คะแนน)
  • อันดับ 2: พรรคเพื่อไทย 15.60 เปอร์เซ็นต์ (5,614 คะแนน)
  • อันดับ 3: พรรคประชาธิปัตย์ 10.36 เปอร์เซ็นต์ (3,727 คะแนน)

ขณะที่กลุ่มยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนอยู่ที่ 8.52 เปอร์เซ็นต์ (3,066 คะแนน)

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจครั้งนี้มีข้อสังเกตด้านประชากรศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมีความเอนเอียงไปในบางพื้นที่และบางกลุ่มอายุอย่างชัดเจน โดยในด้านภูมิภาค ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 56.69 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่ในภาคกลาง (รวม กทม. ตะวันออก และตะวันตก) ในขณะที่ภาคอีสานมีสัดส่วน 18.70 เปอร์เซ็นต์

ต่อไปคือด้านอายุ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ โดยกลุ่มอายุ 46-59 ปี 33.02 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่ม 60 ปีขึ้นไป 28.95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรวมกันมีสัดส่วนสูงถึง 61.97 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบทั้งหมด

ผลสำรวจ Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ นี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความต้องการตัวเลือกใหม่ๆ ของประชาชน เราจะติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าแม้พรรคประชาชนและคุณณัฐพงษ์จะได้รับความนิยม แต่ก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ดังนั้น พรรคการเมืองและผู้สมัครทุกคนจึงต้องทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

ดุสิตโพลชี้ ประชาชนพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวล

ผลสำรวจสวนดุสิตโพล ชี้ ประชาชนค่อนข้างพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวลเกิดความขัดแย้งหรือการเมืองซ้ำรอยเดิม อยากเห็นความพร้อมทำงานจริงจัง มอง พรรคประชาชน พร้อมที่สุด รองลงมาภูมิใจไทย-เพื่อไทย

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ความพร้อมของพรรคการเมืองกับการเลือกตั้ง” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,174 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 4-7 พฤศจิกายน 2568 สรุปผลได้ดังนี้

1. ประชาชนมีความพร้อมมากน้อยเพียงใดสำหรับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569

  • อันดับ 1 ค่อนข้างพร้อม (56.81%)
  • อันดับ 2 พร้อมมาก (26.58%)
  • อันดับ 3 ยังไม่ค่อยพร้อม (13.80%)
  • อันดับ 4 ไม่พร้อมเลย (2.81%)

2. ประชาชนคิดอย่างไรกับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปี 2569 (สามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง)

  • อันดับ 1 กังวลว่าจะเกิดความขัดแย้งหรือการเมืองซ้ำรอยเดิม (53.15%)
  • อันดับ 2 อยากให้กติกาและระบบเลือกตั้งยุติธรรม (43.44%)
  • อันดับ 3 เชื่อว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี (36.29%)
  • อันดับ 4 พรรคการเมืองและผู้สมัครมีการเตรียมความพร้อมกันมากขึ้น (30.41%)อันดับ 5 ต้องรอดูว่าจะมีเลือกตั้งวันใด ต้องกาบัตรอะไรบ้าง (28.11%)

3. ประชาชนอยากเห็นพรรคการเมืองเตรียมตัวเลือกตั้งอย่างไร (สามารถระบุความคิดเห็นได้มากกว่า 1 เรื่อง)

  • อันดับ 1 มีทีมงานมืออาชีพ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง (56.39%)
  • อันดับ 2 เตรียมนโยบายที่ชัดเจน เน้นแก้ปัญหาประชาชนได้จริง (50.43%)
  • อันดับ 3 ใช้งบประมาณเลือกตั้งอย่างโปร่งใส (47.36%)
  • อันดับ 4 รับฟังความคิดเห็นและปรับนโยบายให้ตรงกับความต้องการของประชาชน (46.25%)
  • อันดับ 5 ลงพื้นที่พบปะประชาชนอย่างต่อเนื่อง ไม่เฉพาะช่วงหาเสียง (40.29%)

4. “5 พรรคการเมือง” ที่ประชาชนคิดว่ามีความพร้อมในการเลือกตั้ง

  • อันดับ 1 ประชาชน 18.99%
  • อันดับ 2 ภูมิใจไทย 16.87%
  • อันดับ 3 เพื่อไทย 15.25%
  • อันดับ 4 กล้าธรรม 13.97%
  • อันดับ 5 ประชาธิปัตย์ 9.54%
  • พรรคอื่นๆ เช่น ชาติไทยพัฒนา 4.86% พลังประชารัฐ 4.68% รวมไทยสร้างชาติ 2.73% ไทยสร้างไทย 2.64% ฯลฯ 25.38%

ทางด้าน ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่พร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมีขึ้น แต่ยังมีเงาความไม่ไว้วางใจต่อการเมืองไทยอยู่ไม่น้อย โดยกังวลว่าจะเกิดสถานการณ์ซ้ำรอยเหมือนการเลือกตั้งที่ผ่านมา จึงอยากเห็นกติกาและระบบเลือกตั้งที่ยุติธรรมและเคารพเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้ พรรคการเมืองควรจัดทัพเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมทำงานจริงหลังการเลือกตั้ง และพิสูจน์ให้ได้ว่าพร้อมจริง ไม่ใช่แค่คำพูด

ขณะที่ ผศ.ศิริมา บุญมาเลิศ อาจารย์ประจำโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต วิเคราะห์ว่า จากผลโพลสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนมีความพร้อมที่จะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในต้นปี 2569 แต่ที่ตัวเลขยังไม่สูงมากนัก เนื่องจากเกรงว่าอาจจะมีเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ทำให้การเมืองเกิดการพลิกผันอย่างเช่นที่เคยเกิดขึ้นเมื่อครั้งการเลือกตั้งปี 2566 ที่พรรคประชาชนได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับหนึ่งแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ และมีการสลับขั้วเปลี่ยนข้างกันเกิดขึ้น โดยอ้างถึงการปลดล็อกทางการเมือง

มาในครั้งนี้แม้จะมีการทำ “บันทึกข้อตกลง” (Memorandum of Agreement : MOA) ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนว่าจะผลักดันเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภาภายใน 4 เดือน และนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะให้ไทม์ไลน์คร่าวๆ ไว้ว่าประมาณสิ้นเดือนมกราคม 2569 จะยุบสภาแล้วก็ตาม แต่พรรคภูมิใจไทยก็มีเบื้องหลังหลายคดีที่ต้องสะสาง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฮั้ว สว. และเขากระโดง รวมทั้งท่าทีของพรรคภูมิใจไทยที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาก่อนหน้านี้ และการพยายามสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ตามวลีของพรรคคือ “พูดแล้วทำ” พร้อมกับการเดินเกมเตรียมความพร้อมเลือกตั้งกับพรรคร่วมรัฐบาลอย่างพรรคกล้าธรรม การดึงเกมยุบสภาและการมีดีลลับทางการเมืองอาจเกิดขึ้น จนทำให้เกิดการพลิกผันทางการเมืองอย่างไม่คาดคิดอีกครั้งก็เป็นได้.

เลือกตั้ง 2569 ประชาชนคิดอย่างไร?

ผลสำรวจจากสวนดุสิตโพลแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนเกี่ยวกับ “เลือกตั้ง 2569” ที่กำลังจะมาถึง โดยประชาชนส่วนใหญ่ค่อนข้างพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง แต่ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองที่อาจเกิดขึ้นซ้ำรอยเดิม ความคาดหวังคือการเลือกตั้งที่โปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

พรรคการเมืองกับการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง 2569

ประชาชนคาดหวังให้พรรคการเมืองเตรียมพร้อมด้วยทีมงานมืออาชีพ นโยบายที่ชัดเจนและการใช้งบประมาณอย่างโปร่งใส การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญในการเตรียมตัวสำหรับ “เลือกตั้ง 2569”

นอกจากนี้ ประชาชนยังกังวลถึงเรื่องกติกาและระบบเลือกตั้งที่ต้องมีความยุติธรรม รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความพร้อมและความคาดหวังของประชาชนต่อ “เลือกตั้ง 2569”

ดังนั้น พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน โดยการแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการทำงานจริงและการแก้ปัญหาของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้ “เลือกตั้ง 2569” เป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

ถึงแม้ผลสำรวจจะชี้ให้เห็นถึงความกังวลของประชาชน แต่ก็เป็นสัญญาณที่สำคัญสำหรับพรรคการเมืองที่จะต้องรับฟังและปรับปรุง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น

ที่มา – ดุสิตโพลชี้ ประชาชนค่อนข้างพร้อม “เลือกตั้ง 2569” แต่กังวลเกิดสถานการณ์ซ้ำรอย

โพลกระแสการเมืองภาคเหนือ: ยังหาคนหนุนเป็นนายกฯ ไม่ได้

นิด้าโพลสำรวจ “กระแสการเมืองภาคเหนือ” พบว่าอันดับ 1 ยังหาคนที่เหมาะสมจะสนับสนุนให้เป็นนายกฯ ไม่ได้ โดย “เท้ง” มาเป็นอันดับ 2 ตามด้วย “อนุทิน” ในอันดับ 3 ส่วนพรรคการเมือง พรรคประชาชนมาเป็นอันดับ 2 ตามด้วยเพื่อไทย-ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “กระแสการเมืองภาคเหนือ” โดยทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 4 พฤศจิกายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ ตาก พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร และอุทัยธานี กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 2,000 หน่วยตัวอย่าง

โพลกระแสการเมืองภาคเหนือ: ยังหาคนหนุนเป็นนายกฯ ไม่ได้

ผลสำรวจเกี่ยวกับบุคคลที่คนเหนือจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ พบว่า:

  • อันดับ 1 ร้อยละ 36.60 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2 ร้อยละ 21.50 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
  • อันดับ 3 ร้อยละ 13.90 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
  • อันดับ 4 ร้อยละ 5.90 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 5 ร้อยละ 4.15 ระบุว่าเป็น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (พรรคไทยสร้างไทย)
  • อันดับ 6 ร้อยละ 3.25 ระบุว่าเป็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ (พรรคเพื่อไทย)
  • อันดับ 7 ร้อยละ 2.50 ระบุว่าเป็น พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ (พรรคเศรษฐกิจ)
  • อันดับ 8 ร้อยละ 1.95 ระบุว่าเป็น นายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว (พรรคเพื่อไทย)
  • อันดับ 9 ร้อยละ 1.85 ระบุว่าเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรครวมไทยสร้างชาติ) และพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ในสัดส่วนที่เท่ากัน
  • อันดับ 10 ร้อยละ 1.70 ระบุว่าเป็น นายจาตุรนต์ ฉายแสง (พรรคเพื่อไทย)
  • อันดับ 11 ร้อยละ 1.25 ระบุว่าเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ (พรรคเพื่อไทย)
  • อันดับ 12 ร้อยละ 1.00 ระบุว่าเป็น ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (พรรคไทยก้าวใหม่)
  • ร้อยละ 2.40 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ นายสุทิน คลังแสง (พรรคเพื่อไทย) ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ (พรรคกล้าธรรม) พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ (พรรคพลังประชารัฐ) นายวราวุธ ศิลปอาชา (พรรคชาติไทยพัฒนา) นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ (กัน จอมพลัง) พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส (พรรคเสรีรวมไทย) นายธรรมนัส พรหมเผ่า (พรรคกล้าธรรม) พลโทบุญสิน พาดกลาง พันตำรวจเอกทวี สอดส่อง (พรรคประชาชาติ) ดร.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล (พรรคประชาชน) นายแพทย์ วรงค์ เดชกิจวิกรม (พรรคไทยภักดี) นายชาดา ไทยเศรษฐ์ (พรรคภูมิใจไทย) นายภราดร ปริศนานันทกุล (พรรคภูมิใจไทย) นายรังสิมันต์ โรม (พรรคประชาชน) และไม่ออกไปใช้สิทธิ (No Vote)
  • ร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

พรรคการเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากโพลกระแสการเมืองภาคเหนือ

ส่วนคำถามถึงพรรคการเมืองที่คนเหนือจะสนับสนุนในวันนี้ ผลสำรวจพบว่า:

  • อันดับ 1 ร้อยละ 28.40 ระบุว่ายังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 2 ร้อยละ 28.10 ระบุว่าเป็น พรรคประชาชน
  • อันดับ 3 ร้อยละ 16.60 ระบุว่าเป็น พรรคเพื่อไทย
  • อันดับ 4 ร้อยละ 10.40 ระบุว่าเป็น พรรคภูมิใจไทย
  • อันดับ 5 ร้อยละ 5.15 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 6 ร้อยละ 3.25 ระบุว่าเป็น พรรครวมไทยสร้างชาติ
  • อันดับ 7 ร้อยละ 2.90 ระบุว่าเป็น พรรคไทยสร้างไทย
  • อันดับ 8 ร้อยละ 2.00 ระบุว่าเป็น พรรคเศรษฐกิจ
  • อันดับ 9 ร้อยละ 1.15 ระบุว่าเป็น พรรคพลังประชารัฐ
  • ร้อยละ 1.85 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ พรรคกล้าธรรม พรรคไทยก้าวใหม่ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคประชาชาติ พรรคเสรีรวมไทย ไม่ออกไปใช้สิทธิ (No Vote) และไม่ประสงค์ลงคะแนน (Vote No)
  • ร้อยละ 0.20 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

จากผลสำรวจโพลกระแสการเมืองภาคเหนือนี้ ชี้ให้เห็นว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะสนับสนุนใครหรือพรรคใดในการเลือกตั้งครั้งหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด

ที่มา – โพลกระแสการเมืองภาคเหนือ ยังหาคนหนุนให้เป็นนายกฯ ไม่ได้ “เท้ง” ที่ 2 ตามด้วย “อนุทิน”

“อนุทิน” สยบข่าวชิงยุบสภา ขอให้เชื่อมั่น

“นายกฯ อนุทิน” แถลงการณ์สยบข่าวชิงยุบสภา รู้ตัวเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เดินหน้าตาม MOA ภายใน 120 วัน ไม่จับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน พร้อมแจงซักฟอก ย้ำปัญหาสแกมเมอร์มีมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้า

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกแถลงการณ์ถึงประเด็นการชิงยุบสภา หากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า ขอยืนยันในฐานะนายกรัฐมนตรีที่มาจากข้อตกลงกับพรรคประชาชน ว่า จะยุบสภาภายใน 120 วัน ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ 31 มกราคม 2569

ขณะเดียวกัน ขอเรียนย้ำว่า ข้อตกลงที่ทำกับพรรคประชาชน มีสาระสำคัญคือ

  1. แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
  2. จัดให้มีการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในครั้งถัดไป
  3. ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันแถลงนโยบาย
  4. พรรคประชาชนเป็นพรรคฝ่ายค้าน ทำหน้าที่ตรวจสอบ ให้คำแนะนำการทำงานของรัฐบาล ซึ่งผมยอมรับบทบาท และการตรวจสอบของพรรคประชาชน และยินดีชี้แจง

ทั้งนี้ รัฐบาลในห้วงเวลา 120 วัน มีภารกิจสำคัญ 3 ประการ คือ แก้ไขรัฐธรรมนูญ, จัดทำประชามติ และยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเราจะทำให้ครบ และเมื่อทำ 2 ภารกิจแรกสำเร็จแล้วก็จะยุบสภา ซึ่งจะไม่เกินเวลา 120 วัน ตามที่ตกลงกันไว้กับพรรคประชาชน

เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้ว ในห้วงเวลา 120 วันก่อนจะไปสู่การยุบสภา ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของประชาชน ของประเทศ 4 เรื่อง คือ 1) ปัญหาเศรษฐกิจ 2) ปัญหาความมั่นคง 3) ปัญหาภัยธรรมชาติ และ 4) ปัญหาภัยสังคม ยาเสพติด ฉ้อโกง หลอกลวงประชาชน ซึ่งเกิดขึ้นมาก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามาทำงาน ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา รัฐบาลนี้ ไม่สามารถวางแผนทำงานเกินกว่า 4 เดือนได้ ขอย้ำว่ารัฐบาลนี้มาแก้ปัญหาที่สะสมต่อเนื่องกันมายาวนาน ปัญหาพิพาทไทย-กัมพูชา ปัญหาสแกมเมอร์ มีมาตั้งแต่รัฐบาลก่อนหน้านี้ รัฐบาลไม่ได้สร้างปัญหา แต่มาแก้ปัญหา เช่นเดียวกับการมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา จนเป็นที่มาของนโยบายลดค่าใช้จ่ายให้ประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งพลัส เที่ยวดีมีคืน แก้หนี้รายย่อย สุขกายสบายกระเป๋า

“ผมรู้ตัวตลอดเวลาว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ดังนั้น หากมีการยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง รัฐบาลย่อมไม่มีทางที่จะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า รัฐบาลก็ต้องคิดว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงกับพรรคประชาชน แต่ถ้าเป็นการยื่นญัตติเปิดอภิปรายเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาของประเทศร่วมกัน ผมพร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่านั้น จัดเวทีประชุมหรือมาพูดคุยหารือกันในลักษณะแบบนี้ได้ทั้งนั้น”

นายอยุทิน ระบุต่อไปว่า หากมีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อมาเป็นรัฐบาลต้องพร้อมชี้แจง แม้ว่าจะมีในข้อตกลงหรือไม่มีก็ตาม พร้อมย้ำรัฐบาลพร้อมชี้แจง และไม่เคยคิดที่จะจับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน แต่เราจะเร่งแก้รัฐธรรมนูญให้เสร็จเร็วที่สุดตามกรอบเวลาที่กำหนด จากนั้นจะยุบสภา

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาตนได้เชิญ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มาหารือ แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาสแกมเมอร์ แต่ยังไม่ได้พบกัน เพราะเวลาไม่ตรงกัน วันที่ 14 หน่วยงานมาแถลงข่าวร่วมกัน ก็เชิญท่านมาพูดคุยกันก่อนด้วย แต่ท่านมีภารกิจจึงไม่ได้มา แต่คิดว่าน่าจะมีเวลาตรงกันและมาทำงานร่วมกันเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ขอให้พรรคประชาชนที่สนับสนุนให้มีรัฐบาลนี้ และประชาชนที่กำลังรอการเลือกตั้งใหม่ เชื่อมั่นได้ว่าผมในฐานะนายกรัฐมนตรี จะปฏิบัติตามข้อตกลงกับพรรคประชาชนทุกประการตามที่ได้แถลงต่อรัฐสภาไว้แล้ว”

“อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่น สยบข่าวชิงยุบสภา

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนแรงในช่วงนี้ หลายคนอาจกังวลใจเกี่ยวกับการสยบข่าวชิงยุบสภา “อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่นทำตาม MOA ไม่จับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน ล่าสุดนายกรัฐมนตรีอนุทินได้ออกมาแถลงการณ์เพื่อคลายความกังวล โดยยืนยันว่าจะทำตามข้อตกลงที่ได้ให้ไว้กับพรรคประชาชน

อนาคตการเมืองไทย: สยบข่าวชิงยุบสภา “อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่น

การออกมาให้ความมั่นใจของนายกฯ อนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นการยืนยันถึงความตั้งใจที่จะนำพาประเทศไปสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แม้ว่ารัฐบาลปัจจุบันจะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่ก็พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศร่วมกัน

สิ่งที่น่าสนใจคือ ท่าทีของพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านที่สำคัญ พรรคประชาชนมีบทบาทในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และพร้อมที่จะให้คำแนะนำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลและฝ่ายค้านจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศชาติก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สำหรับประชาชนที่กำลังรอคอยการเลือกตั้งครั้งใหม่ การออกมาสยบข่าวชิงยุบสภา “อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่นทำตาม MOA ไม่จับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน ของนายกฯ อนุทิน ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือประชาชนทุกคน ต่างก็มีบทบาทในการสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศของเรา

การออกมาแถลงการณ์สยบข่าวชิงยุบสภา “อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่นทำตาม MOA ไม่จับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้ มาร่วมกันจับตาดูอนาคตการเมืองไทย และสนับสนุนให้ทุกฝ่ายทำงานร่วมกันเพื่อประเทศชาติของเรา

ที่มา – สยบข่าวชิงยุบสภา “อนุทิน” ขอให้เชื่อมั่นทำตาม MOA ไม่จับรัฐธรรมนูญเป็นตัวประกัน

“มาร์ค” กระตุกนายกฯ เป็นแบบอย่างผู้นำ ปชต. เปิดตัว สส.กทม.

“อภิสิทธิ์” กระตุก “นายกฯ อนุทิน” ควรเป็นแบบอย่างผู้นำประชาธิปไตย แง้ม 10 พ.ย. จ่อเปิดว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ยัน “กาญจน์ ตั้งปอง – ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง” ยังอยู่ประชาธิปัตย์

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีหลายพรรคการเมืองเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ถือเป็นสัญญาณชัดเจนเรื่องยุบสภา ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์เตรียมตัวผู้สมัครถึงไหนแล้ว ว่า เราเร่งทำเต็มที่ ทั้งการเริ่มรณรงค์ให้คนมาร่วมงานโดยสมัครเข้าพรรคกับเราที่ต้องการเปิดกว้าง แต่ขั้นตอนทางกฎหมายยังต้องรอการรับรองคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่จากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน เพราะทราบดีว่า เดิมนายกรัฐมนตรีพูดไว้ การยุบสภาน่าจะเกิดสิ้นเดือนมกราคม 2569 แต่เราไม่หวั่นไหว หากเร็วขึ้น เพราะคิดว่ามีคนจำนวนมากในขณะนี้มองการเมืองแล้วยังไม่ถูกใจ เมื่อไม่ถูกใจตนพยายามบอกกับทุกคนว่า “อย่าไปรอใครนะ อยากทำการเมืองที่ถูกใจให้เข้ามาเอง สส.คุณเองก็เป็นได้นะ เข้ามาเพื่อช่วยกันเปลี่ยนการเมืองด้วยกัน”

ส่วนการดำเนินการของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าสมมติเกิดเหตุอะไรขึ้นเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็ต้องทำเท่าที่เราทำได้ เชื่อว่า สามารถที่จะส่งผู้สมัครได้ เร่งทำนโยบายเพื่อหาคำตอบให้ประชาชน เวลาในการรณรงค์การเลือกตั้ง หลังยุบสภามีเวลาราว 2 เดือนต้องทำให้สำเร็จ ทำให้คนมั่นใจว่านโยบายพรรคเรา คนที่อยู่กับเรา และทิศทางของเราคืออะไร เพียงแต่จากที่ฟังนายกรัฐมนตรีพูดว่าจะยุบสภา เพราะไม่อยากถูกด่าฟรี

“อยากบอกท่านว่าจริงๆ อยากจะให้ท่านเป็นแบบอย่างของนายกฯ ในระบบรัฐสภา อย่ามองว่าการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการมาด่ากันหรือถูกด่าฟรี นั่นคือความสง่างามของผู้นำในระบอบประชาธิปไตยที่รับการตรวจสอบจากคนที่เป็นตัวแทนของประชาชน ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านทำ ถ้าท่านมั่นใจในสิ่งที่ท่านเป็น มันไม่มีเหตุผลที่จะไปสร้างประเพณีของการยุบสภา เพราะไม่ยอมรับกระบวนการไม่ไว้วางใจ และท่านเพิ่งเข้ามาทำงานสั้นมาก น่าจะมีความพร้อมที่จะตอบในหลายสิ่งหลายอย่าง เพราะในฐานะที่เคยเป็นฝ่ายค้านมาหลายครั้ง คนเพิ่งเริ่มทำงานนี่ไม่ง่ายที่จะไปหาเรื่องมาอภิปรายไม่ไว้วางใจ”

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. แต่ในทางกฎหมายเราต้องดำเนินการไปตามขั้นตอน เพราะเมื่อมีผู้แสดงความจำนงเข้ามาสมัครแล้ว ตามกฎหมายต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่ แล้วนำเสนอผลกลับมาให้ กก.บห.พรรค สรุปอีกครั้ง จึงจะครบถ้วนตามกฎหมายพรรคการเมือง ที่ต้องการให้สมาชิกพรรคการเมืองมีส่วนร่วม แต่ตนดูข่าวแล้วยังตกใจว่าทำไมเปิดตัวกันง่าย ได้ทำตามขั้นตอน ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมหรือไม่ และก็ยังรู้สึกงงๆ ด้วยว่า พอเปิดตัวเสร็จก็ไปใส่เสื้ออีกพรรคหนึ่งได้ ดังนั้น สถานการณ์ขณะนี้ยังไม่นิ่ง ตนพูดหลายครั้งแล้วว่าของพรรคประชาธิปัตย์ยังมีอีกหลายคนที่จะเตรียมย้ายไปอีก จึงยังมีเวลาที่จะสรรหาผู้สมัคร โดยเฉพาะคนที่เชื่อมั่นในแนวทางที่เราประกาศออกไปให้มาร่วมกับเรา

เมื่อถามว่า สส.เก่าทั้ง นายกาญจน์ ตั้งปอง สส.ตรัง และ นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สส.สงขลา ประกาศตัวว่ายังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ มีการพูดคุยกันแล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นายกาญจน์ มาพบตนเพื่อยืนยันว่าจะอยู่ที่นี่ ส่วนนายศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่มีโอกาสพบกัน แต่ทราบจากข่าว ซึ่งใครที่ตัดสินใจอยู่กับเราก็ต้องเดินตามแนวทางที่เรากำหนดไว้ และขอบคุณที่ยังตัดสินใจมาร่วมกันตรงนี้ ยืนยันว่าเรายังเปิดกว้างมากสำหรับผู้ที่สนใจจะมาร่วมกับเรา.

อภิสิทธิ์เตรียมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. 10 พ.ย. นี้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ของพรรคต่างๆ พร้อมทั้งกล่าวถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรีในการเป็นแบบอย่างผู้นำในระบอบประชาธิปไตย

ในการให้สัมภาษณ์ นายอภิสิทธิ์ได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง โดยย้ำว่าพรรคกำลังเร่งดำเนินการในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้ประชาชนเข้าร่วมงานกับพรรค การเตรียมผู้สมัคร และการจัดทำนโยบายที่จะตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน

พรรคประชาธิปัตย์กับการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. รอบใหม่

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์จะมีการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ แต่ในทางกฎหมาย พรรคจะต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยจะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากตัวแทนจังหวัดในพื้นที่ แล้วนำเสนอผลกลับมาให้คณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พิจารณา ก่อนที่จะสรุปและประกาศรายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ

นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ สส.เก่าของพรรคบางส่วนได้ประกาศตัวว่าจะยังคงอยู่กับพรรคต่อไป โดยกล่าวขอบคุณ สส. เหล่านั้นที่ยังคงเชื่อมั่นในแนวทางของพรรค และพร้อมที่จะเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อไป อย่างไรก็ตาม เขาได้ย้ำว่าพรรคยังคงเปิดกว้างสำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมงานกับพรรค และพร้อมที่จะพิจารณาผู้สมัครที่มีความสามารถและมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคประชาธิปัตย์สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และความมุ่งมั่นของพรรคในการที่จะนำเสนอนโยบายและผู้สมัครที่มีคุณภาพ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้า

จับตาดูวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม. ชุดใหม่ ใครบ้าง และจะมีนโยบายอะไรที่น่าสนใจ สำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

ที่มา – “มาร์ค” กระตุกนายกฯ เป็นแบบอย่างผู้นำ ปชต. แง้ม 10 พ.ย. เปิดว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.

Scroll to top