เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

“เอกนิติ” แจงยิบเงื่อนไข-สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มใช้ 29 ต.ค. ปรับอายุเป็น 16 ปี

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทาย รัฐบาลไทยได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย โครงการ “คนละครึ่งพลัส” คือหนึ่งในนโยบายหลักที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยล่าสุด “เอกนิติ” แจงยิบเงื่อนไข-สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มใช้ 29 ต.ค. ปรับอายุเป็น 16 ปี เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่ายขึ้น เรามาดูรายละเอียดกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

“เอกนิติ” แจงยิบเงื่อนไข-สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มใช้ 29 ต.ค. ปรับอายุเป็น 16 ปี

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงรายละเอียดของโครงการคนละครึ่งพลัส ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งเดิม เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากให้เร็วและใหญ่ โดยใช้หลัก Quick Big Win โครงการนี้จะช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน 20 ล้านคน และกระตุ้นการหมุนเวียนเงินในร้านค้าขนาดเล็ก

หลักการของคนละครึ่งพลัสคือ รัฐบาลสมทบเงินให้ประชาชน 50% ของยอดซื้อ สูงสุดวันละ 200 บาท ต่างจากเดิมที่เป็น 150 บาท ทำให้ประชาชนใช้จ่ายได้มากขึ้นในช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่ นอกจากนี้ ยังปรับเงื่อนไขอายุผู้รับสิทธิ์ให้เริ่มตั้งแต่ 16 ปี (จากเดิม 18 ปี) เพื่อให้เยาวชนเข้าถึงสิทธิได้กว้างขึ้น โดยใช้เงินงบประมาณ 44,000 ล้านบาท ที่มีอยู่แล้ว ไม่เพิ่มภาระใหม่

สิทธิประโยชน์หลักในโครงการคนละครึ่งพลัส

สำหรับสิทธิผู้รับ “เอกนิติ” แจงยิบเงื่อนไข-สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มใช้ 29 ต.ค. ปรับอายุเป็น 16 ปี โดยผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับสมทบ 60% หรือ 2,400 บาทต่อเดือน ขณะที่ผู้ไม่อยู่ในระบบได้ 2,000 บาท เพื่อส่งเสริมวินัยการเสียภาษี นอกจากนี้ ยังมีส่วนเพิ่มพิเศษอย่างการฝึกทักษะขายของออนไลน์ให้พ่อค้าแม่ขายรายย่อย ช่วยขยายตลาดและสร้างรายได้ยั่งยืน

ร้านค้าที่เข้าร่วมต้องเป็นร้านขนาดเล็ก เช่น ร้านอาหาร ของใช้ necessity บริการนวดสปา ทำผม หรือขนส่งสาธารณะอย่างแท็กซี่ ไม่รวมร้านใหญ่ของบริษัทมหาชน เพื่อให้เงินช่วยเหลือตกถึงฐานรากจริงๆ ผู้ประกอบการ SME เล็กๆ ที่อยู่ในระบบภาษีก็สามารถลงทะเบียนได้

ไทม์ไลน์และวิธีลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

โครงการนี้เริ่มอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 โดยมีกำหนดการดังนี้

  • 15 ตุลาคม 2568: เปิดลงทะเบียนร้านค้า ผ่านระบบเดิมของคนละครึ่ง ร้านใหม่สามารถสมัครได้ เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม บริการทั่วไป และขนส่งสาธารณะ
  • 20-26 ตุลาคม 2568: ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ 20 ล้านคน ผ่านแอป “เป๋าตัง” ผู้ที่เคยลงทะเบียนแล้วสามารถยืนยันสิทธิ์ได้ทันที
  • 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568: เริ่มใช้จ่ายได้ สามารถสะสมสิทธิ์หากใช้ไม่หมดวันละ 200 บาท

สำหรับผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนหรือผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13.4 ล้านคน จะได้รับการเติมเงินในบัตร 2,000 บาท โดยรัฐเติมเพิ่มจาก 300 บาทเดิมเป็น 2,000 บาท ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิ์ได้

ข้อกังวลเรื่องภาษีและการเข้าถึง

นายเอกนิติ ย้ำว่ารัฐบาลจะไม่มีการเก็บภาษีย้อนหลังสำหรับผู้เข้าร่วม แต่จะให้ความรู้เรื่องการทำบัญชีง่ายๆ เพื่อส่งเสริมให้เข้าสู่ระบบภาษี ซึ่งจะช่วยเพิ่มสิทธิประโยชน์ นอกจากนี้ ยังประสานธนาคารให้ปล่อยสินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่ทำบัญชีถูกต้อง ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนระยะยาว

โครงการคนละครึ่งพลัสไม่ใช่แค่มอบเงินชั่วคราว แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยผสานกับนโยบายอื่นๆ เช่น การออมเงินจากสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่จะกันเงินส่วนหนึ่งเป็นกองทุนเกษียณ ถอนได้ตอนอายุ 55 ปี หรือใช้เป็นหลักประกันกู้เงินฉุกเฉิน ช่วยให้คนไทยมีวินัยการเงินมากขึ้น ต่างจากหวยเกษียณทั่วไป

ในท้ายที่สุด โครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการฟื้นเศรษฐกิจไทย หากคุณเป็นผู้รับสิทธิ์หรือร้านค้า อย่าลืมเตรียมตัวลงทะเบียนให้ทัน หากใช้จ่ายอย่างชาญฉลาด จะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นและเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดี ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ กันนะ

ที่มา – “เอกนิติ” แจงยิบเงื่อนไข-สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” เริ่มใช้ 29 ต.ค. ปรับอายุเป็น 16 ปี

“เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้

“เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้ ยัน ดำเนินการในตุลาคมแน่นอน

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังคงท้าทายสำหรับประชาชนชาวไทย โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง “คนละครึ่ง” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการที่หลายคนเฝ้ารอคอย เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ ล่าสุด มีข่าวอัปเดตสำคัญจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการนี้ โดยยืนยันว่าจะเริ่มดำเนินการได้แน่นอนในเดือนตุลาคมนี้ แม้จะไม่ทันพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ก็ตาม

“เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้

เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 30 กันยายน 2567 นายเอกนิติ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่รัฐสภา ระหว่างการประชุมครม.ในช่วงเย็นของวันเดียวกัน โดยชี้แจงว่า “เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้ เนื่องจากขั้นตอนการพิจารณายังไม่สมบูรณ์พอที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมได้ทันเวลา แต่คาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาในสัปดาห์หน้า แม้จะมีสาเหตุบางประการที่ทำให้ล่าช้า แต่รัฐบาลยืนยันชัดเจนว่าโครงการจะคิกออฟได้ภายในเดือนตุลาคมนี้ โดยไม่กระทบต่อกำหนดการหลัก

โครงการคนละครึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ที่รัฐบาลไทยเคยประสบความสำเร็จในเฟสก่อนๆ โดยช่วยให้ประชาชนสามารถซื้อสินค้าและบริการในราคาที่ถูกลง โดยรัฐช่วยแบ่งชำระบางส่วน สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยเหลือประชาชนชั้นล่างและรายได้ปานกลาง แต่ยังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กและตลาดนัดท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่

ความคืบหน้าและสาเหตุที่ล่าช้า

สำหรับสาเหตุที่ “คนละครึ่ง” ไม่ทันพิจารณาในครม.วันนี้ นายเอกนิติระบุว่าต้องรอการชี้แจงเพิ่มเติม แต่จากข้อมูลเบื้องต้น คาดว่าอาจเกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างงบประมาณและการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลังและกระทรวงพาณิชย์ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้เร่งรัดกระบวนการเพื่อให้ทันตามกำหนด โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากอัตราเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ในที่ประชุมครม.วันนี้ ยังมีวาระสำคัญอื่นๆ ที่จะพิจารณา โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของปีงบประมาณปัจจุบัน รัฐบาลจะนำงบประมาณเหล่านี้ไปใช้ในหลายส่วน เช่น การรักษาวินัยการเงินการคลัง การคืนหนี้ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และการสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่ช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการรายย่อย สิ่งเหล่านี้ล้วนเชื่อมโยงกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างคนละครึ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การที่ “เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้ แต่ยันว่าจะดำเนินการในตุลาคมแน่นอน ถือเป็นสัญญาณบวกสำหรับประชาชนที่กำลังรอคอย โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่หวังพึ่งพามาตรการนี้ในการลดค่าใช้จ่ายประจำวัน จากข้อมูลในอดีต โครงการคนละครึ่งเฟสก่อนหน้าเคยช่วยหมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจกว่า 100,000 ล้านบาท และสร้างรายได้ให้ร้านค้าท้องถิ่นนับไม่ถ้วน หากเฟสใหม่นี้เริ่มต้นตามกำหนด คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการบริโภคช่วงปลายปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจแนะนำให้ประชาชนเตรียมตัวโดยลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตังให้พร้อม เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์ นอกจากนี้ ยังควรติดตามข่าวสารจากช่องทางอย่างเป็นทางการ เพื่ออัปเดตเงื่อนไขและขอบเขตล่าสุดของโครงการ

  • ลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อรับสิทธิ์ทันที
  • ตรวจสอบร้านค้าที่เข้าร่วมใกล้บ้าน
  • ใช้จ่ายอย่างมีสติเพื่อประโยชน์สูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้ไม่เพียงช่วยเศรษฐกิจระยะสั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างฐานะมั่นคงให้ประชาชน หากรัฐบาลสามารถจัดการขั้นตอนได้รวดเร็วตามที่ยืนยัน จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของนโยบายเศรษฐกิจไทยได้อย่างมาก สุดท้าย ชวนทุกท่านติดตามความคืบหน้าและแบ่งปันประสบการณ์การใช้โครงการคนละครึ่งในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันนะคะ

ที่มา – “เอกนิติ” เผย “คนละครึ่ง” ไม่ทัน ครม.วันนี้ ยัน ดำเนินการในตุลาคมแน่นอน

“อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย: เหมือนได้พบกัลยาณมิตร

“นายกฯ อนุทิน” นำทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ พบปะตลาดทุนไทยด้วยความชื่นมื่น พร้อมกล่าวว่าเหมือนได้พบกัลยาณมิตร ชี้เป็นแหล่งระดมทุนสำคัญ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศชาติ

เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2568 ณ อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ร่วมหารือกับสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ในหัวข้อ “ข้อเสนอจากตลาดทุน เพื่อเสริมพลังภาครัฐ”

โดยก่อนเริ่มการประชุม นายอนุทินได้กล่าวว่า วันนี้ตั้งใจเดินทางมาพบปะกับทุกท่านถึงอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น รู้สึกตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ และเดินทางมาถึงตั้งแต่เวลา 09.00 น. เนื่องจากทราบดีว่าจะได้มาพบกับกัลยาณมิตรที่ดี เพื่อนที่หวังดีต่อกันเสมอมา และความสัมพันธ์ของเราก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทุกคนต่างมีหน้าที่ในการทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมือง แม้ว่าจะอยู่ในภาคเอกชน ตลาดทุน แต่พวกเราในฐานะรัฐบาลก็มีหน้าที่ในการสนับสนุน และให้ความช่วยเหลือในทุกวิถีทางที่จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

“ท่านเป็นแหล่งระดมทุนให้กับประเทศ เป็นกลไกในการสร้างการเจริญเติบโตกับทางเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความมั่นคงมั่งคั่งในระดับใด และเป็นตัวสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนในต่างประเทศ“

“อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย: เหมือนได้พบกัลยาณมิตร

การพบปะกับตลาดทุนไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของภาคเอกชนและความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและส่งเสริมตลาดทุนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการระดมทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ความสำคัญของการพบปะ “อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย

การที่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจให้ความสำคัญกับการพบปะกับผู้บริหารตลาดทุนไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน การหารือในครั้งนี้เป็นโอกาสอันดีที่ภาคเอกชนจะได้นำเสนอข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้รัฐบาลนำไปพิจารณาและกำหนดนโยบายที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศ

การที่นายอนุทินกล่าวว่ารู้สึกเหมือนได้พบกัลยาณมิตร แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและส่งเสริมความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน จะช่วยให้การดำเนินนโยบายต่างๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของทุกภาคส่วน

การที่ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุนที่สำคัญ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดทุนให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นที่น่าสนใจของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนเป็นสิ่งสำคัญในการดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนและสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้

โดยสรุปแล้ว การที่นายกฯ อนุทินและคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจได้พบปะกับตลาดทุนไทย ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและส่งเสริมการลงทุน การสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาตลาดทุนให้มีความเข้มแข็งและน่าสนใจ เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญในการระดมทุนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ การที่ “อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย ถือเป็นนิมิตหมายอันดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

การพบปะครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณบวกต่อตลาดทุนและเศรษฐกิจไทยโดยรวม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับภาคเอกชนและรับฟังความคิดเห็น จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์และส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน

ที่มา – “อนุทิน” ชื่นมื่นพบตลาดทุนไทย บอกเหมือนได้พบกัลยาณมิตร

แบ่งงานตรวจราชการ: ธรรมนัสคุมเหนือตอนบนและใต้

การแบ่งงานตรวจราชการของรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดปัจจุบันมีความชัดเจนมากขึ้น ครม.ได้มีการแบ่งพื้นที่ความรับผิดชอบให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีหลายท่าน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้การบริหารราชการในระดับภูมิภาคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ละท่านได้รับมอบหมายให้กำกับและติดตามการปฏิบัติราชการในเขตตรวจราชการที่แตกต่างกันไป

แบ่งงานตรวจราชการ ครั้งนี้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมและความเชี่ยวชาญของแต่ละท่าน เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่นและบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

แบ่งงานตรวจราชการ “ธรรมนัส” คุม 3 จชต.-เหนือตอนบน “พิพัฒน์” คุมโซนอันดามัน-อ่าวไทย

สรุปการแบ่งงานตรวจราชการที่สำคัญ:

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ: ดูแลภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย (ชุมพร, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สุราษฎร์ธานี) และฝั่งอันดามัน (กระบี่, ตรัง, พังงา, ภูเก็ต, ระนอง, สตูล)
  • นายโสภณ ซารัมย์: รับผิดชอบภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนและตอนล่าง
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ: กำกับดูแลเฉพาะจังหวัดสงขลา
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: ดูแลกลุ่มจังหวัดปริมณฑล (นนทบุรี, ปทุมธานี, นครปฐม, สมุทรปราการ)
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า: ควบคุมพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ (นราธิวาส, ปัตตานี, ยะลา) และภาคเหนือตอนบน (เชียงใหม่, แม่ฮ่องสอน, ลำปาง, ลำพูน, เชียงราย, น่าน, พะเยา, แพร่)
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น: รับผิดชอบภาคตะวันออก (ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, นครนายก, ปราจีนบุรี, สระแก้ว)
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล: ดูแลภาคกลางตอนบน (ชัยนาท, พระนครศรีอยุธยา, ลพบุรี, สระบุรี, สิงห์บุรี, อ่างทอง)
  • น.ส.ศุภมาศ อิสรภักดี: รับผิดชอบภาคเหนือตอนล่าง 2 (กำแพงเพชร, นครสวรรค์, พิจิตร, อุทัยธานี)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์: ควบคุมภาคกลางตอนล่าง (กาญจนบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร)
  • นายสันติ ปิยะทัต: ดูแลภาคเหนือตอนล่าง 1 (ตาก, พิษณุโลก, เพชรบูรณ์, สุโขทัย, อุตรดิตถ์)

ทำไมต้องแบ่งงานตรวจราชการ?

การแบ่งงานตรวจราชการมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแลและติดตามการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐในระดับภูมิภาค การแบ่งความรับผิดชอบที่ชัดเจนช่วยให้รัฐมนตรีแต่ละท่านสามารถโฟกัสและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ที่ตนเองรับผิดชอบได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ยังเป็นการกระจายอำนาจและส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ

การมอบหมายพื้นที่ให้รัฐมนตรีต่างๆ ดูแล สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม การที่รัฐมนตรีลงพื้นที่ไปรับฟังปัญหาและความต้องการของประชาชนโดยตรง จะช่วยให้การกำหนดนโยบายและการจัดสรรงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

การตัดสินใจของ ครม. ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน และสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชนในทุกภูมิภาค การแบ่งงานตรวจราชการ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานอย่างหนักของรัฐบาลชุดนี้ และประชาชนสามารถคาดหวังถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในอนาคตอันใกล้นี้

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ได้รับมอบหมายให้ดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้กับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงความเชื่อมั่นในความสามารถของ ร.อ.ธรรมนัส ในการนำพาความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่พื้นที่นี้

การแบ่งพื้นที่ตรวจราชการครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการดำเนินงานขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน การมีส่วนร่วมและให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน จะเป็นกุญแจสำคัญสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

ที่มา – แบ่งงานตรวจราชการ “ธรรมนัส” คุม 3 จชต.-เหนือตอนบน “พิพัฒน์” คุมโซนอันดามัน-อ่าวไทย

คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง หลังแบ่งงานรองนายกฯ

นายกฯ แบ่งงาน 6 รองนายกฯ ครม.อนุทิน 1 มอบ “บวรศักดิ์” คุม ยุติธรรม-คณะกรรมการคดีพิเศษ-สำนักพุทธฯ ขณะที่ “เอกนิติ” คุมพาณิชย์-สำนักงบฯ ด้าน “ธรรมนัส” คุมท่องเที่ยว-เกษตร คาดว่านายอนุทินจะคุมความมั่นคงเอง

วันที่ 24 กันยายน 2568 เวลา 19.15 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีการพิจารณา เรื่อง การมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตรวจพิจารณาร่างมติคณะรัฐมนตรีและกลั่นกรองเรื่องคดีและเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายก่อนเสนอนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี ดังนี้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ดูแลกระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพลังงาน

ด้านนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลด้านสังคม กระทรวงแรงงาน กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กรมประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สถาบันนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักงานบริหารจัดการที่ดิน (องค์การมหาชน) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ คณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย กำกับดูแล กระทรวงยุติธรรม กระทรวงวัฒนธรรม สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คณะกรรมการคดีพิเศษ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ขณะที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กำกับดูแลกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกฯ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงอุตสาหกรรม

ส่วนของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล กำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สำนักงบประมาณ (ยกเว้นที่เกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของนายกฯ ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ) รวมทั้งกำกับดูแลสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

ด้านนางสาวศุภมาส อิศรภักดี กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ และบริษัท อสมท. (จำกัดมหาชน)

นายนภินทร ศรีสรรพางค์ กำกับดูแล สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สำนักพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม

นายสันติ ปิยะทัต สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปองดอง สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการมอบหมายงานกำกับดูแลให้กับรองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 คน ไร้ซึ่งคำสั่งมอบหมายการกำกับดูแลด้านความมั่นคง คาดว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้กำกับดูแลด้วยตัวเอง

คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง

หลังจากมีการแบ่งงานให้รองนายกรัฐมนตรีทั้ง 6 ท่านแล้ว ประเด็นที่น่าสนใจคือการที่ไม่มีการมอบหมายงานด้านความมั่นคงให้กับรองนายกฯ ท่านใดเลย ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่านายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นผู้ที่คุมความมั่นคงเอง โดยควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นกระทรวงหลักในการดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ

ทำไมนายกฯ อนุทินถึงอาจคุมความมั่นคงเอง?

เหตุผลที่นายกฯ อาจตัดสินใจคุมความมั่นคงเองนั้นอาจมีหลายปัจจัย เช่น

  • ความสำคัญของงานด้านความมั่นคง: งานด้านความมั่นคงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารประเทศ การที่นายกฯ ดูแลเองอาจทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
  • ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์: นายกฯ อนุทินมีประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน การที่ท่านควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงเป็นการใช้ความรู้ความสามารถของท่านให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • การสร้างความเชื่อมั่น: การที่นายกฯ ลงมาดูแลงานด้านความมั่นคงด้วยตนเอง อาจเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม การที่นายกฯ ควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็อาจมีข้อเสียบ้าง เช่น ภาระงานที่หนักเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพในการบริหารงานด้านอื่นๆ ควรมีการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียของการตัดสินใจครั้งนี้

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อาจจะตัดสินใจคุมความมั่นคงเองนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับเรื่องความมั่นคงของประเทศเป็นอย่างมาก และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

ที่มา – คาด “อนุทิน” คุมความมั่นคงเอง หลังแบ่งงาน 6 รองนายกฯ ให้ “บวรศักดิ์” คุม​ ยุติธรรม​-DSI

เอกนิติสั่งทีม! หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย

“เอกนิติ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง สั่งปลัดกระทรวงการคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าประเทศไทยจำนวนมาก หลังถูกจับตาเป็นเงินสีเทา พร้อมดำเนินการทันทีหลังแถลงนโยบาย

วันที่ 22 กันยายน 2568 จากกรณีที่มีเงินทุนปริศนาไหลเข้าประเทศไทยจำนวนมาก ซึ่งถูกจับตาเป็นเงินสีเทา ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการกระทรวงการคลัง ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และหน่วยงานต่างๆ แล้ว

“ปลัดกระทรวงการคลังได้ตั้งทีมมาศึกษาเรื่องนี้แล้ว เพื่อตอบโจทย์การเชื่อมโยงข้อมูลให้เห็นว่า ตกลงเงินมาจากตรงไหน จะได้เกาให้ถูกที่คัน แก้ปัญหาให้ตรงจุด โดยหลังจากที่ถวายสัตย์ฯ และมีการแถลงนโยบายเสร็จ ก็จะดำเนินการเรื่องนี้ทันที”

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับที่มาของเงินทุนจำนวนมหาศาลนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญและเร่งดำเนินการตรวจสอบ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชนทั่วไป

เงินทุนที่ไหลเข้าประเทศไทยอย่างผิดปกติ อาจมีแหล่งที่มาจากหลากหลายช่องทาง ทั้งการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และการกระทำที่ผิดกฎหมาย เช่น การฟอกเงิน การหลีกเลี่ยงภาษี หรือการทำธุรกิจสีเทา การตรวจสอบที่มาของเงินทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน หรือเป็นที่พักพิงของธุรกิจผิดกฎหมาย

การที่นายเอกนิติ สั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน เพื่อตรวจสอบที่มาของเงินปริศนาไหลเข้าไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ

เอกนิติสั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย

ทำไมต้องตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนา?

การตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนาที่ไหลเข้าประเทศไทย มีความสำคัญอย่างยิ่งด้วยเหตุผลหลายประการ:

  • ป้องกันการฟอกเงิน: เงินที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมาย มักจะถูกนำมาฟอกเพื่อให้ดูเหมือนว่าได้มาอย่างถูกต้อง การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงิน
  • รักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ: เงินทุนที่ได้มาอย่างผิดกฎหมาย อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน: การที่ประเทศไทยมีระบบการตรวจสอบที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ
  • บังคับใช้กฎหมาย: การตรวจสอบที่มาของเงินทุน จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ

การดำเนินการตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนาไหลเข้าไทยอย่างรวดเร็วและโปร่งใส จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และจะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศไทยในระยะยาว

การที่นายเอกนิติ สั่งการให้เร่งดำเนินการเรื่องนี้ทันทีหลังจากการแถลงนโยบาย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

อนาคตของการตรวจสอบเอกนิติสั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทยจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

โดยรวมแล้ว การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่มาของเงินทุนปริศนา ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – “เอกนิติ” สั่งปลัดคลังตั้งทีมด่วน หาที่มาเงินปริศนาไหลเข้าไทย ถูกจับตาเงินสีเทา

อนุทินหารือหอการค้าฯ ชงมาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่”

“นายกฯอนุทิน” ขนว่าที่ครม.เศรษฐกิจ พบ หอการค้าไทย รับลูกนำข้อเสนอมาบรรจุเป็นนโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้าเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะสั้น ใจกว้างร่วมงานผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ไม่สนว่าใครเป็นคนคิด ย้ำใน 4 เดือนนี้ เศรษฐกิจไทยไม่ถดถอยแน่นอน ด้าน “เอกนิติ” สั่งธปท.จับตาเงินไหลเข้าผิดปกติป่วนบาทแข็ง ขณะที่ “หอการค้า” ชง 4 มาตรการเร่งด่วนรัฐบาลใหม่ฟื้นเศรษฐกิจ เชื่อ “ทีมใหม่” ขับเคลื่อนได้แน่

นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังนำคณะ เช่น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง , นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รมช.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รมว.พลังงาน , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์ มาหารือกับหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ถึงแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะเร่งด่วนว่า ได้มารับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต เพื่อทลายข้อจำกัดในการทำธุรกิจ โดยจะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปได้อย่างรวดเร็ว

“เราจะเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ หลังจากแถลงนโยบายแล้ว ยืนยันว่า เศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังแน่นอน จะพยายามเต็มที่ เพื่อทำให้ความเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น ผมใจกว้าง ไม่คิดหรอกว่า นโยบายที่ผลักดัน เป็นนโยบายของใคร กลุ่มใด หรือผมไม่ได้คิดเอง แต่ถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ต่อประเทศ ผมทำหมด เพราะเวลามีแค่นี้ ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดัง หรือได้เครดิต ไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจ”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง

ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รมว.คลัง กล่าวถึงกระแสข่าวมีเงินทุนไหลเข้าผิดปกติมายังประเทศไทย ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วว่า ประเด็นดังกล่าว ได้หารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว ส่วนประเด็นกระแสเงินไหลเข้าผิดปกติในขณะนี้ ระหว่างนี้ได้มอบให้ธปท.พิจารณา และหามาตรการรับมือแล้ว แต่การทำงานเต็มรูปแบบ จะต้องรอให้แต่งตั้งครม.อย่างเป็นทางการก่อน

นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นาย พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ส่วนพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการระยะเร่งด่วน 4 เดือนให้รัฐบาลใหม่เร่งทำทันที เริ่มจากเร่งรัดการเจรจาภาษีตอบโต้จากสหรัฐฯ ควบคู่กับการแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง, ธปท.ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ประมาณ 34–35 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก, เดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ เช่น คนละครึ่ง และอีซี่ อี-รีซีท รวมถึงรณรงค์ใช้ของไทย ฟื้นเอสเอ็มอี

พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 68 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน, ตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่, จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท บรรเทาความเสียหายจากหนี้เสียให้กับเอสเอ็มอี และเร่งผลักดันโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยใช้เอสเอ็มอีไทย , แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน, บรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี , เดินหน้าปราบคอร์รัปชัน ยาเสพติด พนันออนไลน์ ค้ามนุษย์

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รมว.พาณิชย์

ส่วนมาตรการระยะกลาง 8 เดือน เช่น เร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก, พัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด , ควรเร่งแก้ปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ลดต้นทุนเสริมสภาพคล่อง

“ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่คือแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน ที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าฯ เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย”

นอกจากนี้ ยังได้รวบรวมข้อเสนอจากหอการค้าทั่วประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม ต่อนายกฯ 7 ด้าน ประกอบด้วย 

1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นของประเทศ 

2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 

4.ส่งเสริมการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม สร้างความสามารถแข่งขันให้เอสเอ็มอี 

5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคม โดยเฉพาะชายแดน 

6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ 

และ7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว โดยหวังว่า รัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

อนุทินหารือหอการค้าฯ ชงมาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่”

มาตรการเร่งด่วนจากหอการค้าไทยเพื่อรัฐบาลใหม่

จากเนื้อหาข้างต้น จะเห็นได้ว่ารัฐบาลใหม่ได้รับข้อเสนอแนะมากมายจากภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหอการค้าไทย ซึ่งมีความคาดหวังว่ามาตรการเหล่านี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว การผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เป็นรูปธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน และนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจต้องการการฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน การที่นายกฯ อนุทินเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย และพร้อมที่จะผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ถือเป็นสัญญาณที่ดี

การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศนั้น ไม่สามารถทำได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การที่หอการค้าไทยเสนอมาตรการเร่งด่วน และรัฐบาลใหม่พร้อมที่จะรับฟังและนำไปพิจารณา ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไปข้างหน้า

อนาคตเศรษฐกิจไทย จะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่ การนำข้อเสนอจากหอการค้าไทยไปปฏิบัติจริง และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศ

ที่สำคัญคือการติดตามและประเมินผลของมาตรการต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการเหล่านั้นสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

ที่มา – “อนุทิน” นำทีมเศรษฐกิจ หารือ หอการค้าไทย ชง 4 มาตรการเร่งด่วน “รัฐบาลใหม่” ฟื้นประเทศ

“ศุภจี” ขอบคุณทุกกำลังใจ ทุ่มเททำงานให้เกิดประโยชน์

“ศุภจี” เปิดใจ ขอนำประสบการณ์ ทุ่มเททำงานระยะสั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอบคุณเสียงชื่นชม-ความคาดหวัง เป็นกำลังใจทำงาน

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 10 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเปิดใจถึงความมุ่งมั่นที่เข้ามารับตำแหน่งในครั้งนี้ว่า ตนมีความตั้งใจเหมือนนายกรัฐมนตรี พูดไปแล้วว่าระยะเวลาสั้น ๆ นี้ เป็นระยะเวลาที่มีความท้าทาย และมีความสำคัญมาก ประเทศเราต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ว่าจะระยะเวลาสั้นแค่ไหน

“ดิฉันในฐานะที่มีโอกาสได้ทำงานมาหลากหลาย รวมถึงงานระหว่างประเทศด้วย ตั้งใจจะนำเอาประสบการณ์ ความสามารถที่มีอยู่ทั้งหมด มาทุ่มเทให้ในระยะเวลาสั้น ๆ นี้ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีธงเดียวกับนายกฯ คือทำประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศชาติ และพี่น้องประชาชนให้ได้อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถ”

เผย “เอกนิติ” ว่าที่รองนายกฯ

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมชื่นชมและคาดหวังผลงานต่อจากนี้ นางศุภจี กล่าวว่า ขอบคุณที่ได้รับการชื่นชม และได้รับการคาดหวัง ถือเป็นกำลังใจที่ดีอย่างยิ่ง และจะยิ่งเป็นกำลังใจที่ทำให้ทุกคนไม่ผิดหวัง ดังนั้นก็จะประสานมือกับทีมงานทุกคนภายใต้นโยบายของนายกฯ และ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ในการทำเรื่องเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับมาให้ได้ ภายในระยะเวลาอันสั้น  ยอมรับเป็นความท้าทาย แต่ก็มีความตั้งใจที่จะสามารถทำได้ คงทำไม่ได้ทุกอย่าง แต่เราจะเลือกสิ่งที่ทำแล้วเกิดผลอย่างดีที่สุด ให้ได้มากที่สุดในระยะเวลาที่เรามี

ขอดูนโยบายหลักก่อนเดินหน้า

เมื่อถูกถามต่อว่าในระยะเร่งด่วนอยากจะทำอะไรเป็นลำดับแรก นางศุภจี กล่าวว่า ขออนุญาต เนื่องจากตนยังไม่ได้รับโปรดเกล้าฯ และต้องรอนายกรัฐมนตรี ในเรื่องของภาพใหญ่ด้วย ซึ่งรัฐมนตรีทุกคนก็ต้องรอดูว่านโยบายหลักภายใต้การนำของนายกฯ เป็นอะไร และเรามีหน้าที่เสริมในเป้าประสงค์เดียวกัน เพื่อทำประโยชน์สูงสุดให้ประเทศ ดังนั้นจึงขอยังไม่พูดว่าจะทำอะไรก่อนหลัง

“ศุภจี”ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอนำประสบการณ์ทุ่มเททำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมากล่าวขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้หลังจากได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง และยืนยันว่าจะนำประสบการณ์ทั้งหมดที่มีมาทุ่มเททำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน

สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบันนั้นมีความท้าทายเป็นอย่างมาก การเข้ามาดำรงตำแหน่งของนางศุภจีในครั้งนี้จึงได้รับความสนใจจากสังคมเป็นอย่างมาก หลายฝ่ายต่างคาดหวังว่าด้วยประสบการณ์และความสามารถของท่าน จะสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาฟื้นตัวได้ในระยะเวลาอันสั้น

ความมุ่งมั่นและตั้งใจของนางศุภจี

นางศุภจีได้กล่าวถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงานครั้งนี้ว่า จะนำประสบการณ์และความสามารถทั้งหมดที่มีมาใช้ในการทำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยจะทำงานร่วมกับทีมงานภายใต้นโยบายของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้ง

แม้ว่าระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งอาจจะไม่ยาวนาน แต่นางศุภจีก็ยืนยันว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างเต็มที่ โดยจะเลือกทำในสิ่งที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้มากที่สุดในระยะเวลาที่มีอยู่

การที่นางศุภจีออกมากล่าว “ศุภจี”ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอนำประสบการณ์ทุ่มเททำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด นั้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศอย่างจริงจัง การได้รับกำลังใจและการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยให้นางศุภจีสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นางศุภจียังกล่าวถึงนโยบายหลักในการทำงานว่า จะต้องรอให้นายกรัฐมนตรีประกาศนโยบายภาพรวมก่อน และรัฐมนตรีทุกคนก็จะมีหน้าที่ในการสนับสนุนและเสริมสร้างเป้าประสงค์เดียวกัน เพื่อ “ศุภจี”ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอนำประสบการณ์ทุ่มเททำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้กับประเทศชาติ

การที่นางศุภจีแสดงความกระตือรือร้นที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่าย และให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นและนำไปปรับใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

โดยสรุปแล้ว การออกมากล่าว “ศุภจี”ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอนำประสบการณ์ทุ่มเททำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ของนางศุภจีในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

สิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือการให้กำลังใจและสนับสนุนนางศุภจีให้สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติอย่างแท้จริง

ที่มา – “ศุภจี”ขอบคุณทุกกำลังใจ ขอนำประสบการณ์ทุ่มเททำงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

เปิดประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่ รมว.คลัง

“เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ประวัติไม่ธรรมดา เรียนดีได้ทุนตั้งแต่ปริญญาตรีจนถึงปริญญาเอก ผ่านทั้งงานธนาคารในไทยและธนาคารโลก ผลงานเข้าตา “อนุทิน” จนถูกคว้าตัว จากอธิบดีกรมธนารักษ์ ผงาดให้นั่งเป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใน ครม.อนุทิน 1

วันที่ 6 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะรัฐมนตรี ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เปิดให้คนนอกนั่งเก้าอี้รัฐมนตรี 3 ตำแหน่ง 1 ในนั้น คือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่จะมานั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะสามารถนำพาเศรษฐกิจของประเทศไปในทิศทางใด

ประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ”

สำหรับนายเอกนิติ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์ และยังพ่วงตำแหน่ง กรรมการ และประธานกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด รวมถึงเป็นกรรมการบริหาร Tax Inspectors Without Borders (TIWB) , OECD & UNITED NATIONS DEVELOPMENT PROGRAMME (UNDP) กรรมการและกรรมการบริหารวชิราวุธวิทยาลัย และยังเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย NIDA ด้วย

ส่วนการศึกษา นายเอกนิติ จบเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ทุนสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์) จากนั้นได้ทุนรัฐบาลไทย ก.พ. ไปเรียนปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ จาก University of ILLINOIS at Urbana-Champaign และได้ทุนเดียวกันเรียนปริญญาเอก ในสาขาเศรษฐศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัย Claremont Graduate University ประเทศสหรัฐ ขึ้นชื่อว่าเป็นเด็กเรียนดี ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของมหาวิทยาลัย Illinois และยังได้รางวัลนักเรียนทุนดีเด่น ของสำนักงาน ก.พ. รางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งแห่งปี 2552 และรางวัลนักเศรษฐศาสตร์ดีเด่นแห่งปี 2561 สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ และรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นของคณะเศรษฐศาสตร์ และของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประจำปี 2567 นอกจากนี้นายเอกนิติ ยังเป็นนักรักบี้ฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทย และประธานชุมนุมรักบี้ฟุตบอลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ด้วย

ขณะที่ประสบการณ์ทำงาน เริ่มต้นการทำงานที่ ธนาคารโลก ในสหรัฐอเมริกา ในตำแหน่ง Senior Advisor to Executive Director ต่อมาได้เป็น โฆษกกระทรวงการคลัง ก่อนจะถูกไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอัครราชทูต (ฝ่ายเศรษฐกิจการคลัง) ประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป อีกทั้งยังเคยเป็น ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

จากนั้นในยุครัฐบาล เศรษฐา ทวีสินได้ถูกแต่งตั้งให้นั่งอธิบดีกรมสรรพากร ก่อนจะถูกสั่งเด้งลงมาให้นั่งในตำแหน่งอธิบดีกรมสรรสามิต กระทรวงการคลัง โดยให้นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรสามิต ไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากร ต่อมาในรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ถูกสั่งย้ายอีกครั้งไปนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมธนารักษ์

ส่วนประสบการณ์ในฐานะประธานกรรมการ เคยเป็นทั้ง ประธานกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) ประธานกรรมการ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) ประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) และประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) (KTAM) กรรมการและกรรมการบรรษัทภิบาลของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กรรมการ บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และกรรมการบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน)

นายเอกนิติยังมี ผลงานที่โดดเด่นคือการนำระบบ Digital มายกระดับกรมสรรพากรและกรมสรรสามิต ในการบริการประชาชนจนได้รับ รางวัลผู้นำองค์กรดิจิทัลดีเด่นจากรัฐบาล ประจำปี 2566 และรางวัลระดับ นานาชาติ Digital Government Award ในเอเชียโอเชียเนีย ในปี2565 รับรางวัล Thailand Digital Transformation Award ในปี 2564 และยังเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งกองทุน Thailand Future Fund ซึ่งเป็นแหล่งระดมทุนใหม่ของภาครัฐ ช่วยลดภาระหนี้ของประเทศ เป็นผู้นำในการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจโดยการนำระบบสรรหาและคัดเลือกกรรมการ โดยนำสมรรถนะ Skill Matrix มาใช้ รวมถึงยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งและออกแบบระบบการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค และประมาณการเศรษฐกิจ ให้แก่ กระทรวงการคลัง

อนาคตของเศรษฐกิจไทยภายใต้การนำของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

การเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นความหวังใหม่ของหลายฝ่าย ด้วยประสบการณ์และความสามารถที่สั่งสมมา ทำให้หลายคนเชื่อมั่นว่าเขาจะสามารถนำพาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความท้าทายอีกมากมายที่รออยู่ข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อ หรือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

การจับตาดูนโยบายและมาตรการต่างๆ ที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ จะนำมาใช้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ เพราะนั่นจะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคน

ในภาพรวมแล้ว การได้รับการแต่งตั้งของนาย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย และเป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดว่าเขาจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้หรือไม่

ที่มา – เปิดประวัติ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ว่าที่ รมว.คลัง ใน ครม.อนุทิน 1

Scroll to top