เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

“เอกนิติ” นำภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โวคนละครึ่งพลัส

“เอกนิติ” นำภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โว กระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 พรรคภูมิใจไทยไม่รอช้า โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียงของพรรค นำทีมลงพื้นที่หาเสียงอย่างคึกคักที่ตลาดเมืองไทยภัทร เพื่อช่วยนายประเดิมชัย บุญช่วยเหลือ ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตห้วยขวาง-วังทองหลาง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น ประชาชนพ่อค้าแม่ค้าต่างมาร่วมให้กำลังใจจำนวนมาก แถมยังเข้ามาขอถ่ายรูปเซลฟี่กับทีมงานอย่างไม่ขาดสาย

“เอกนิติ” นำภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โว กระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2

การลงพื้นที่ครั้งนี้เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 08.00 น. นายเอกนิติเดินเคียงข้างนางสาวศุภมาส อิศรภักดี แม่ทัพหาเสียงกทม. นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ และนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย พบปะทักทายประชาชนในตลาด โดยทุกคนต่างชื่นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นพิเศษ เพราะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ พ่อค้าแม่ค้าบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอยากให้รัฐบาลใหม่นำโครงการนี้กลับมาทำเฟส 2 ต่อเนื่องทันที เพื่อให้เศรษฐกิจคืนชีพ

“เอกนิติ” นำภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โว กระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2 ที่ตลาดเมืองไทยภัทร
บรรยากาศคึกคัก “เอกนิติ” นำทีมหาเสียงเลือกตั้ง 2569
ประชาชนขอถ่ายรูปกับเอกนิติ ภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569

ทำไมประชาชนถึงเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2

นายเอกนิติ ให้สัมภาษณ์หลังลงพื้นที่ว่า จากการพูดคุยกับประชาชน พบกระแสเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2ชัดเจนมาก โครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งผู้บริโภคที่ลดรายจ่ายได้ และร้านค้าที่เพิ่มยอดขาย โดยเฉพาะฟู้ดเดลิเวอรี่ที่เข้าร่วมได้ ทำให้ยอดขายออนไลน์พุ่ง สร้างรายได้ยั่งยืนให้ผู้ประกอบการรายย่อย นี่คือหัวใจสำคัญของนโยบายพรรคภูมิใจไทยที่มุ่งช่วยเหลือประชาชนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

นอกจากนี้ ผู้สมัครอย่างนายประเดิมชัย ก็ได้รับการตอบรับดีเยี่ยม เพราะเป็นคนในพื้นที่ที่ทำงานจริงจังและเป็นที่รู้จักของชาวห้วยขวาง-วังทองหลางมานาน พรรคภูมิใจไทยจึงเน้นนำเสนอนโยบายที่จับต้องได้ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การกระตุ้นการบริโภคในชุมชน และการสนับสนุนผู้ประกอบการท้องถิ่น

เอกนิติ พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดเมืองไทยภัทร หาเสียงเลือกตั้ง 2569
ทีมภูมิใจไทยหาเสียงโค้งสุดท้ายเลือกตั้ง 2569

ประโยชน์ของโครงการคนละครึ่งพลัสที่ประชาชนชื่นชอบ:

  • ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน 50% จากค่าอาหารและของใช้
  • กระตุ้นยอดขายร้านค้าปลีกและตลาดสด เพิ่มรายได้ให้พ่อค้าแม่ค้า
  • ขยายรวมแพลตฟอร์มเดลิเวอรี่ เช่น Grab Food, LINE Man ช่วยธุรกิจออนไลน์
  • หมุนเวียนเงินในชุมชน สร้างเศรษฐกิจฐานรากที่ยั่งยืน
  • ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล ใช้งานง่ายผ่านแอปเป๋าตัง
“เอกนิติ” สัมภาษณ์หลังหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โวคนละครึ่งพลัส
ประชาชนให้การต้อนรับพรรคภูมิใจไทย ห้วยขวาง-วังทองหลาง

การหาเสียงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความใกล้ชิดของพรรคภูมิใจไทยกับประชาชน โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่ตรงใจคนไทยในช่วงฟื้นตัว “เอกนิติ” เน้นย้ำว่า พรรคพร้อมผลักดันโครงการดีๆ แบบนี้ หากได้เข้าไปบริหารประเทศหลังเลือกตั้ง 2569 เพื่อให้ทุกคนมีรายได้เพิ่มและค่าครองชีพถูกลง

ในมุมมองของเรา นโยบายอย่างคนละครึ่งพลัสคือตัวอย่างที่ดีของการช่วยเหลือที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่แจกเงินแต่กระตุ้นเศรษฐกิจจริง ถ้าประชาชนอยากเห็นโครงการนี้กลับมา ลองพิจารณาสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและผู้สมัครอย่างประเดิมชัยในการเลือกตั้ง 2569 นี้ครับ ไปใช้สิทธิ์กันเยอะๆ นะ!

ที่มา – “เอกนิติ” นำภูมิใจไทยหาเสียงเลือกตั้ง 2569 โว กระแสคนเรียกร้องคนละครึ่งพลัส เฟส 2

“อนุทิน” ขอคนสงขลากาให้ 2 ใบ ชูผลงานแก้น้ำท่วม หาดใหญ่ฟื้นใน 1 เดือน

“อนุทิน” ขอคนสงขลากาให้ 2 ใบ ชูผลงานแก้น้ำท่วม หาดใหญ่ฟื้นใน 1 เดือน

ในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงเลือกตั้ง “อนุทิน” ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำทีมปราศรัยใหญ่ที่ลานสี่แยกสะพานดำ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2569 โดยชูผลงานเด่นในการแก้ปัญหาน้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่ฟื้นตัวได้ในเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น ชาวสงขลาและพี่น้องภาคใต้ต่างให้การตอบรับอย่างอบอุ่น

นายอนุทิน เปิดปราศรัยด้วยความยินดีที่ได้กลับมาพบชาวสงขลาอีกครั้ง หลังจากครั้งก่อนมาช่วงน้ำท่วมใหญ่ที่ทำให้ทุกคนหดหู่ แต่ตอนนี้ทุกอย่างเคลียร์หมดแล้ว พรรคภูมิใจไทยพิสูจน์ตัวเองว่าพูดแล้วทำจริง เมื่อชาวบ้านเรียกก็มาทันที แม้ต้องบินลัดชายแดนกัมพูชาจากอุบลราชธานี ก็ยังรีบมาถึง

ผลงานภูมิใจไทย เข้าใจคนใต้จริงๆ

“อนุทิน” ขอคนสงขลากาให้ 2 ใบ ชูผลงานแก้น้ำท่วม หาดใหญ่ฟื้นใน 1 เดือน โดยย้ำว่าพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคเดียวที่เข้าใจชาวใต้ลึกซึ้ง ช่วยเหลือทันทีที่น้ำท่วม ไม่ว่าจะจังหวัดไหนในภาคใต้ ทีมพรรคมาถึงคนแรก ภายใน 2 สัปดาห์ปัญหาคลี่คลาย หาดใหญ่กลับมาปกติใน 1 เดือน เงินเยียวยาจ่ายครบ แม้บางรายตกสำรวจแต่แก้ไขให้หมดแล้ว การซ่อมบ้านเรือนก็กรมโยธาธิการรับไปสำรวจเร็วๆ นี้

ไม่เคยชี้หน้าคนอื่น แต่ทำจริง พรรคอื่นวิจารณ์แต่ไม่เคยช่วย ชาวใต้เดือดร้อนแต่ไม่มีใครสนใจ นายอนุทิน ยังขอโทษที่เอาชนะธรรมชาติไม่ได้ แต่ไม่เคยนิ่งนอนใจ ครั้งนี้ขอ ส.ส. แค่ 2 เขตจากเดิม 9-10 เขต เพื่อให้พรรคอื่นได้หายใจหายคอ

ผู้สมัคร ส.ส. สงขลา พรรคภูมิใจไทย ครบ 9 เขต

  • เขต 1: นายสรรเพชญ บุญญามณี
  • เขต 2: นายศาสตรา ศรีปาน
  • เขต 3: นายสมยศ พลายด้วง
  • เขต 4: นายโยธิน ทองเนื้อแข็ง
  • เขต 5: นายอภิชาต ลาพินี
  • เขต 6: นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์
  • เขต 7: นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ
  • เขต 8: นายฆอซาลี ดุสะเหม๊าะ
  • เขต 9: พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร

ทีมใหญ่ นำโดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นายชลัฐ รัชกิจประการ, นายศุภชัย ใจสมุทร, นายธนกร วังบุญคงชนะ และน.ส.รัชดา ธนาดิเรก

เอกนิติ ลาออกราชการมาเล่นการเมือง ไม่เสียใจ

นายเอกนิติ เล่าประสบการณ์ลาออกจากราชการอายุเหลือ 6 ปี เพื่อตาม “อนุทิน” ฟื้นเศรษฐกิจไทย โครงการคนละครึ่งพลัสทำให้สงขลาเงินสะพัด 2,500 ล้านบาท จากลงทะเบียน 5 แสนคน พ่อค้าแม่ค้าสดชื่น ลดภาระครึ่งหนึ่ง ถ้าได้อีก 4 ปี จะทำให้ทุกคนสุขมากขึ้น รายได้เพิ่ม

ธนกร อ้อนรักลุงหนู หลังเคยรักลุงตู่

นายธนกร ชม “อนุทิน” เก่งที่สุด นักบริหารมือโปร ยึดชาติ ศาสนา กษัตริย์ ซัดพรรคส้ม (มีสส.ติดยาเสพติด), พรรคแดง (แคนดิเดตเป็นอาจารย์ไม่ใช่นายก), พรรคฟ้า (โจมตีน้ำท่วมแต่ไม่ช่วยจริง) โครงการคนละครึ่งสานต่อจากลุงตู่ ขอชาวสงขลาเคยรักลุงตู่ ขอรักลุงหนูด้วย เลือกทั้งคนทั้งพรรค

ศุภชัย เดือดอัด ปชป. สุจริตจริงหรือ

นายศุภชัย วิจารณ์พรรคประชาธิปัตย์ 30 ปีภาคใต้ไม่พัฒนา จ.ตรังมีนายกฯ ส.ส.เยอะแต่เหมือนเดิม สุพรรณบุรีเจริญเพราะเลือกดี ซัดนายอภิสิทธิ์ ไม่เอาทุนเทาแต่สงขลามีบ่อนพนัน นายชวนมีน้องชายยักยอกเงิน พี่ชายติดคดี ป.ป.ช. ยังอวดสุจริต ซัดย้อนแย้ง ไม่จับมือพรรคกล้าธรรมแต่คนบ้านขาวทองสองคน แยกพรรค

ปิดท้ายด้วยร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีร่วมกัน สร้างความประทับใจ ชาวสงขลาควรเลือกพรรคที่ทำจริง ไม่ใช่พูดเก่ง คุณคิดยังไงกับการปราศรัย “อนุทิน” ขอคนสงขลากาให้ 2 ใบ ชูผลงานแก้น้ำท่วม หาดใหญ่ฟื้นใน 1 เดือน ครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์เลย แล้วติดตามข่าวการเมืองอัปเดตต่อไป!

ที่มา – “อนุทิน” ขอคนสงขลากาให้ 2 ใบ ชูผลงานแก้น้ำท่วม หาดใหญ่ฟื้นใน 1 เดือน

บวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ปีใหม่ 69

เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นผู้แทนในการลงนามถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี แสดงความจงรักภักดีและความเคารพอย่างสูงยิ่ง

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น. ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ด้านตะวันออก ในพระบรมมหาราชวัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบหมายให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2569 โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมในพิธีด้วย

ในพิธีอันเป็นมงคลนี้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ชุดที่ 1 ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคู่สมรส” เพื่อแสดงความเคารพและถวายพระพร

ต่อมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ทูลเกล้าฯ ถวายแจกันดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ชุดที่ 2 ในนาม “คณะรัฐมนตรี” เพื่อแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคล

จากนั้น รองนายกรัฐมนตรี บวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69 และถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เป็นอันเสร็จพิธี

บวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69

การที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แทนในการบวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69 แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่รัฐบาลให้ต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

ความสำคัญของการถวายพระพรชัยมงคล

การถวายพระพรชัยมงคลในวาระสำคัญต่างๆ เช่น วันขึ้นปีใหม่ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่แสดงถึงความเคารพและความปรารถนาดีที่ประชาชนมีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ การที่รัฐบาลเป็นผู้แทนในการดำเนินการดังกล่าว ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับประชาชน

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวไทยเสมอมา และทรงเป็นศูนย์รวมแห่งความรักและความสามัคคีของคนในชาติ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

การบวรศักดิ์ ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69 ถือเป็นกิจกรรมที่เป็นสิริมงคลในช่วงเริ่มต้นปีใหม่ และเป็นแบบอย่างที่ดีงามในการแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่มา – นายกฯ มอบ “บวรศักดิ์” ลงนามถวายพระพรชัยมงคลในหลวง-ราชินี ในวันปีใหม่ 69

เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า

“เอกนิติ” เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายนัดแรก เร่งบูรณาการความร่วมมือ ลุยตรวจเข้มสินค้านำเข้า คุมแพลตฟอร์มออนไลน์ และไล่ตรวจนอมินีเต็มรูปแบบ พร้อมปิดช่องโหว่การค้า รักษาความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทยและความปลอดภัยของผู้บริโภค

เมื่อวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย (คสธก.) นัดประชุมหน่วยงานภายใต้ คสธก. ครั้งที่ 1/2568 โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายธนพล ภู่พันธ์ศรี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายนภินทร ศรีสรรพางค์) พร้อมทั้งหัวหน้าส่วนราชการจาก 21 ส่วนราชการ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เป็นต้น เข้าร่วมหารือแนวทางการดำเนินการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมายให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

นายเอกนิติฯ ประธาน คสธก. เปิดเผยว่า “การแก้ไขปัญหาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน และการป้องปรามธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทน เป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกหน่วยงานทั้งด้านข้อมูลการบังคับใช้กฎหมาย และการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์” พร้อมเน้นย้ำว่า การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการร่วมกันวางแนวทางแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมทั้งด้านการค้า ความปลอดภัยผู้บริโภค และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อดำเนินการเชิงรุกในการติดตามและเร่งรัดมาตรการในการแก้ไขปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย สร้างความเป็นธรรมทางการค้า แก้ไขปัญหาและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย ให้ชัดเจน เป็นรูปธรรม ครบถ้วนในทุกมิติ

ที่ผ่านมา ได้ดำเนินมาตรการเข้มงวดตรวจสอบสินค้านำเข้าทะลัก โดยเพิ่มอัตราเปิดตู้สินค้า FCL จาก 20% เป็น 30%, ตรวจ X-ray แบบ 100% บริเวณด่านเสี่ยงสูง (นครพนม และมุกดาหาร) และดำเนินคดีผู้กระทำผิดกว่า 86,087 คดี นอกจากนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป กรมศุลกากรจะจัดเก็บอากรนำเข้าและภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับสินค้าที่มีมูลค่าตั้งแต่ 1 บาทขึ้นไป เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทยและ SMEs ที่ต้องแข่งขันกับสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศและป้องกันการนำเข้าสินค้าราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ ขณะที่การปราบปรามนอมินี ดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด 873 ราย และเตรียมให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตรวจเส้นทางการเงินธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินี พร้อมให้ตำรวจและดีเอสไอร่วมดำเนินคดีอย่างเป็นระบบ ด้านการกำกับแพลตฟอร์มออนไลน์ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ออกประกาศให้แพลตฟอร์ม e-Commerce ต้องเปิดเผยข้อมูลผู้ขาย ข้อมูลสินค้า และจัดทำระบบ notice & takedown โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับความปลอดภัยสินค้าออนไลน์และสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมในตลาดออนไลน์ไทย นอกจากนี้ ยังได้มีการเร่งบูรณาการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ สร้างความเชื่อมั่นทำให้ประเทศคู่ค้า ตลอดจนรักษามาตรฐาน ภาพลักษณ์ และชื่อเสียงของสินค้าไทยในตลาดโลก

นายเอกนิติฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้เห็นชอบแนวทางการดำเนินการภายใต้ คสธก. โดย

(1) จัดทำ (ร่าง) ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศ พ.ศ. …. เพื่อให้การกำหนดนโยบายและมาตรการในการบริหารจัดการปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสินค้าจากต่างประเทศและธุรกิจต่างประเทศเป็นไปด้วยความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

(2) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ฝ่าฝืนกฎหมาย โดยมีอธิบดีกรมศุลกากร และอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม และคณะอนุกรรมการป้องกันและป้องปรามธุรกิจอำพรางของคนต่างด้าว โดยมีอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เป็นประธานคณะอนุกรรมการร่วม เพื่อยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและบูรณาการการทำงานแบบเชิงรุก

(3) สนับสนุนการตรวจสอบเส้นทางการเงินธุรกิจกลุ่มเสี่ยงนอมินี โดยได้บูรณาการข้อมูลร่วมระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินตลอดจนพัฒนากลไกตรวจสอบผู้ถือหุ้น–เงินทุน–พฤติกรรมเสี่ยง เพื่อป้องกันต่างชาติใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง

นายเอกนิติฯ ย้ำชัดว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับความปลอดภัยสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ การคุ้มครองผู้บริโภค และการสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้ผู้ประกอบการไทย โดยใช้ทั้งกฎหมาย เทคโนโลยี และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเป็นเครื่องมือหลัก ทั้งนี้ การคุมเข้มนี้ไม่ใช่แค่บังคับใช้กฎหมาย แต่คือการฟื้นความเชื่อมั่นของประเทศ ปกป้องคนไทยและผู้ประกอบการไทยไม่ให้เสียเปรียบ ปิดช่องโหว่ที่ต่างชาติเข้ามาใช้ประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจไทยโดยไม่เป็นธรรม” พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดดำเนินมาตรการ เพื่อให้ผลลัพธ์เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ครอบคลุมทั้งด้านความปลอดภัยผู้บริโภค ความเป็นธรรมทางการค้า และเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า

การประชุม เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า ครั้งแรกนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมาย และการใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในธุรกิจต่างๆ การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจะช่วยให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทำไมการ “เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า” ถึงสำคัญ?

การที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี เรียกประชุม คสธก. เพื่อหารือแนวทางการจัดการปัญหาสินค้านำเข้าที่ผิดกฎหมายนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจและความเป็นธรรมทางการค้าของประเทศไทย การตรวจเข้มสินค้านำเข้าและสกัดนอมินีเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อปกป้องผู้ประกอบการไทยและผู้บริโภค นอกจากนี้ การกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ให้มีการเปิดเผยข้อมูลผู้ขายและสินค้ายังช่วยสร้างความโปร่งใสและความมั่นใจให้กับผู้ซื้อสินค้าออนไลน์อีกด้วย

มาตรการต่างๆ ที่ได้กล่าวมาข้างต้น จะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว การสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพ และยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติอีกด้วย นโยบาย เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า จึงเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาสินค้านำเข้าที่ไม่ได้มาตรฐานและการป้องปรามธุรกิจต่างชาติที่ใช้นอมินีเป็นตัวแทน ถือเป็นภารกิจสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและการปรับปรุงกฎระเบียบให้ทันต่อสถานการณ์ จะช่วยสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและปกป้องผลประโยชน์ของผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย

ดังนั้น การ เอกนิติเรียกถก คสธก. ลุยตรวจสินค้านำเข้า จึงเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนควรให้ความสนใจและสนับสนุน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “เอกนิติ” เรียกถก คสธก. นัดแรก ลุยตรวจเข้มสินค้านำเข้า สกัดนอมินีเต็มรูปแบบ

กนศ. เห็นชอบ “Quick Big Win” เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

“อนุทิน” มอบ “เอกนิติ” ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 7/2568 โดยมีคณะรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมด้วย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รองนายกฯ เอกนิติ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ฝากข้อสั่งการว่า ได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุภัยพิบัติได้คลี่คลายลง และเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูเมือง โดยช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ลงไปพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามเร่งรัดการฟื้นฟูเมือง รวมทั้งได้ไปที่จังหวัดสตูล เพื่อให้กำลังใจและรับฟังปัญหาจากประชาชน และคนทำงานในพื้นที่ ซึ่งที่นั่นก็มีผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมเช่นกัน และนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกระทรวงมหาดไทย เพื่อปรับปรุงเกณฑ์การจ่ายเงินผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท ขยายให้ครอบคลุมผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมทั้งหมด 9 จังหวัดภาคใต้ ด้วยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างนำเสนอ ครม. ตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับประชาชนที่กำลังมองหาโอกาสในการเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน มาตรการ “Quick Big Win” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

รับทราบ Quick Big Win

สำหรับที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้ง 3 ตัว ได้แก่ 1) ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค 2) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ 3) ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค ปรับเพิ่มขึ้นจาก 65.9 ในเดือนกันยายน 2568 เป็น 71.1 ในเดือนตุลาคม 2568 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มีการฟื้นตัวจาก 50.7 ในเดือนกันยายน 2568 มาอยู่ที่ 53.2 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs ปรับเพิ่มจาก 48.0 ในเดือนกันยายน 2568 เป็น 53.2 ในเดือนพฤศจิกายน 2568

กระตุ้นการออมประชาชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” การเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน โดยกระทรวงการคลัง (กค.) โดยจะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ มาตรการเพื่อเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชนดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนมีช่องทางในการออมที่หลากหลายและสะดวกมากขึ้น ประชาชนมีแรงจูงใจในการออม กระตุ้นให้ผู้ที่มีรายได้ปานกลางและมีรายได้น้อยมีการออมเพิ่มขึ้น มีภาวะทางการเงินที่ดี (Financial Well-being) มีรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพยามเกษียณอายุ และภาครัฐสามารถบรรเทาภาระงบประมาณด้านสวัสดิการกรณีชราภาพในการดูแลผู้ที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้

มาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน จะช่วยให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งล่าสุดได้ให้ความเห็นชอบมาตรการสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชน นั่นคือมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายที่น่าจับตามองและคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

“Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน คืออะไร?

มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสในการออมเงินมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงสำหรับอนาคต โดยเฉพาะในวัยเกษียณ นโยบายนี้จะสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงช่องทางการออมที่สะดวกและหลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการออมผ่านรูปแบบต่างๆ

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน นั้น นอกจากประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในการสร้างความมั่นคงทางการเงินแล้ว ยังคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมอีกด้วย การที่ประชาชนมีเงินออมมากขึ้นจะทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจต่างๆ และช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภาครัฐยังจะได้รับประโยชน์จากการลดภาระด้านสวัสดิการในระยะยาว เนื่องจากประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในวัยชรา ลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

มาตรการนี้จึงเป็น win-win situation สำหรับทุกฝ่าย ทั้งประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่มั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

ที่มา – คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

“เอกนิติ” ปัดเอี่ยว “เบน สมิธ” จริงหรือ?

จากกรณีที่มีการแชร์ภาพของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเฟรมกับนายเบน สมิธ บุคคลที่กำลังเป็นข่าวเรื่องการยึดทรัพย์ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเกี่ยวข้องของทั้งสองคน ล่าสุด นายเอกนิติได้ออกมา**ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ”** แล้ว โดยชี้แจงว่าภาพดังกล่าวเป็นภาพที่ถ่ายในงานหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

วันที่ 4 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภาพดังกล่าวถูกเผยแพร่ในโลกโซเชียลเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยเป็นภาพที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และบุคคลอื่นๆ ร่วมเฟรมเดียวกัน นายเอกนิติชี้แจงว่า ภาพดังกล่าวถ่ายไว้เมื่อประมาณ 5-6 ปีที่แล้ว ก่อนการระบาดของโควิด-19 ซึ่งในงานดังกล่าวมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก รวมถึงนายเบน สมิธ ซึ่งกำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ภาพที่ปรากฏนั้นเป็นภาพจากงานเลี้ยงในหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานหลายสิบคน ประกอบด้วยผู้บริหารระดับประเทศจากทั้งภาครัฐและเอกชนจากหลากหลายวงการ นายเอกนิติระบุว่าตนเองเป็นเพียงหนึ่งในผู้ร่วมงานเช่นเดียวกับแขกท่านอื่นๆ ที่ไปร่วมพบปะพูดคุยกันตามธรรมเนียมในโอกาสงานสังคมทั่วไป

“เอกนิติ” ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ”

ใจความสำคัญของการชี้แจง คือ นายเอกนิติยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายของกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี และสนับสนุนให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดกับผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการชี้แจง “เอกนิติ” ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ”

การออกมา**ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ”** ของนายเอกนิติในครั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อเคลียร์ข้อสงสัยและยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง หลังจากที่มีภาพปรากฏร่วมกับบุคคลที่เป็นข่าว ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชน

  • ภาพดังกล่าวเป็นภาพเก่าที่ถ่ายไว้เมื่อหลายปีก่อน
  • เป็นงานเลี้ยงที่มีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมากจากหลากหลายวงการ
  • นายเอกนิติยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมายใดๆ

ถึงเเม้ว่านายเอกนิติจะได้ออกมา**ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ”** แล้ว เเต่กระเเสวิพากษ์วิจารณ์ยังคงมีอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการปรากฏภาพร่วมกับบุคคลที่กำลังถูกดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติได้แสดงความชัดเจนในจุดยืนของตนเอง และพร้อมให้ความร่วมมือหากมีการร้องขอข้อมูลเพิ่มเติม

การออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนของนายเอกนิติในครั้งนี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาล และแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการทำงานของนักการเมือง

ที่มา – “เอกนิติ” ปัดเกี่ยวข้อง “เบน สมิธ” อ้างร่วมเฟรมภาพในหลักสูตรคอร์สของ สตช.

ครม. ถกมาตรการ ฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ พรุ่งนี้

ครม.เศรษฐกิจ เตรียมเสนอ 4 มาตรการใหญ่เพื่อฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้เข้าที่ประชุมครม. พรุ่งนี้ หวังดึงเงินจาก พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ มาช่วยเหลือ พักหนี้ และปล่อยซอฟต์โลน ช่วยเหลือประชาชนกว่า 2.9 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยที่ประชุมเห็นชอบมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้จำนวน 4 มาตรการหลัก และจะนำเสนอต่อที่ประชุมครม. ในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อเศรษฐกิจและทรัพย์สิน กระทบต่อประชาชนกว่า 2.9 ล้านคน และก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่รวมกว่า 5 แสนล้านบาท

สำหรับมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ทั้ง 4 ด้าน รัฐบาลเตรียมใช้เงินจากมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมาตรการที่จะนำเสนอต่อครม. แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ มาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. การลดภาระหนี้สิน: สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะดำเนินมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดยยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาพักชำระหนี้ (ดอกเบี้ย 0% ต่อปี) สำหรับลูกหนี้รายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ไม่ให้เป็นหนี้เสีย (NPL)

นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก และสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก

ธปท. และสมาคมธนาคารไทยจะผ่อนปรนเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME รวมถึงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อให้ภาคธุรกิจด้วย

2. การเติมเงินในกระเป๋า: นายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยตามเกณฑ์ครัวเรือนละไม่เกิน 9,000 บาท โดยกระทรวงมหาดไทยจะเสนอที่ประชุมครม. ในวันพรุ่งนี้ เพื่อขออนุมัติงบกลาง และจะเร่งเบิกจ่ายให้ถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้ขยายวงเงินทดรองราชการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถนำไปใช้จ่ายได้สะดวกมากขึ้น จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการเบิกจ่ายเพื่อให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่

สำหรับการประกันภัย ประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย บริษัทประกันจะเร่งจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนร้านค้าจะได้รับค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท และรถยนต์จะเร่งเคลมให้รวดเร็ว โดยสามารถถ่ายรูปรถยนต์ให้เห็นทะเบียนและระดับน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเคลมรถยนต์ได้ทันที

กระทรวงแรงงานได้ขยายระยะเวลาการนำส่งเงินประกันสังคมทั้งหมด และลูกจ้างจะได้รับการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในอัตรา 50% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 180 วัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ในกิจการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกินรายละ 15 ล้านบาท

3. การลดภาระค่าใช้จ่าย: จะมีการขยายเวลาชำระภาษีและค่าธรรมเนียม รวมถึงประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ประสบภัย พร้อมลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซ่อมแซมทรัพย์สินตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซ่อมแซมรถยนต์ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

ผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักได้ 2 เท่า นอกจากนี้ ผู้ที่บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยและองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

4. ด้านอื่นๆ: เช่น รัฐวิสาหกิจจะตรวจสอบความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้าง ระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและบริการต่างๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมาย เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัย ได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้มีการถอดบทเรียนจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานในการถอดบทเรียนต่างๆ ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและการเตรียมความพร้อมระยะยาว กระทรวงต่างประเทศจะขอความช่วยเหลือจากประเทศที่เคยประสบปัญหาอุทกภัย เช่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาวางระบบในการดูแล

นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว หลังจากฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ และให้หน่วยราชการต่างๆ จัดสัมมนาในจังหวัดที่ประสบภัย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อไป ส่วนมาตรการลดค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปดำเนินการต่อ

ฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้

มาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ครอบคลุมอะไรบ้าง

โดยสรุปแล้ว มาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ ครอบคลุมทั้งการลดภาระหนี้สิน การเติมเงินในกระเป๋า การลดภาระค่าใช้จ่าย และด้านอื่นๆ เช่น การตรวจสอบความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและธุรกิจได้ตามปกติ

ที่มา – ชงที่ประชุมครม. พรุ่งนี้ 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วมภาคใต้

เปิดงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ยิ่งใหญ่สู่สากล

เปิดงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” กลับมาอีกครั้ง ชวนเม้าท์เหล้า เม้าท์เบียร์ เม้ามันส์ หวังสร้างเศรษฐกิจฐานราก ผลักดันสุราเมรัยไทยสู่ระดับโลก งานเมรัยไทยแลนด์ 2025 ปีนี้จัดเต็มกว่าเดิมแน่นอน!

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 26 พ.ย. 68 “ไทยรัฐ” พร้อมพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ได้ร่วมกันจัดงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” มหกรรมสุราชุมชนและคราฟต์เบียร์ไทยครั้งยิ่งใหญ่ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 พ.ย. 68 ณ EM WONDER & SPHERE HALL ชั้น 5, Emsphere

โดยมี คุณวัชร วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ คุณจิตสุภา วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ คุณธนวลัย วัชรพล เจ้าหน้าที่บริหารสายงานคอนเทนต์ออนไลน์ ไทยรัฐออนไลน์ พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ร่วมเปิดงานในครั้งนี้ ซึ่งก่อนเริ่มงานได้มีพิธีถวายอาลัยแด่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการยืนสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที

คุณวัชร วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ไทยรัฐทีวี และไทยรัฐออนไลน์ กล่าวว่า งานเมรัยไทยแลนด์ 2025 ปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 จากการจัดงานในปีแรกที่ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เราจึงตัดสินใจจัดงานขึ้นอีกครั้ง ซึ่งปีที่ผ่านมา เราได้ร่วมกันผลักดันคุณค่าของเมรัยไทยสู่ระดับสากล เป็นพลังสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้กับหลายชุมชนทั่วประเทศ

สิ่งที่เราประสบความสำเร็จในปีที่แล้ว พบว่ามีผู้คนเข้าร่วมงานตลอด 5 วันนับหมื่นคน สร้างรายได้หมุนเวียน 3.6 ล้านบาท ซึ่งปีนี้เราคาดหวังว่าตัวเลขจะดีขึ้นไปอีก และเมรัยไทยแลนด์ก็จะเป็นที่รู้จักมากขึ้น

สำหรับการจัดงานปีนี้ นอกจากจะจัดบูธแล้ว ยังมีกิจกรรมเพิ่มขึ้น เช่น กิจกรรม Merai Business Matching Day ที่เราได้เชิญผู้ประกอบการมาเจอกับผู้ผลิตสุราเมรัยไทย เพื่อแลกเปลี่ยน ทำความรู้จักกับสินค้า และนำสินค้าเข้าไปอยู่ในร้านอาหาร หรือโรงแรมชั้นนำต่างๆ เป็นการสร้างโอกาสให้กับนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการได้ลิ้มลองและเข้าถึงผลิตภัณฑ์ดีๆ ของไทย และยังมีการประกวด LOGO & LABEL DESIGN ซึ่งจะช่วยยกระดับภาพลักษณ์ ของผลิตภัณฑ์ไทยให้ดูสากลและน่าซื้อมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีไฮไลท์สำคัญอีกอันคือ “รสชาติ… ที่หายไป The Lost Taste” ซึ่งจะมีเชฟบุช-เลอชาญ โก๊ะแอ นำอาหารไทยที่หายไปกลับมาปรุงแจกให้กับผู้ที่ลงทะเบียนฟรีเข้างานได้ลิ้มลองในทุกวัน โดยมี 5 เมนูเปลี่ยนไปแต่ละวัน

สุดท้ายนี้ ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีทั้งภาครัฐและภาคเอกชน หวังว่าเราจะเป็นส่วนหนึ่งผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ไทย สุราไทย คราฟต์เบียร์ไทย เมรัยไทยก้าวไปสู่ระดับโลกได้

ด้าน ดร.เอกนิติ ติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ตอนจัดงานเมรัยไทยแลนด์ครั้งแรก ผมเคยบอกไว้ว่าเรามีแพชชั่นเดียวกัน ตอนนั้นผมเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต เราพยายามยกระดับกรมสรรพสามิตให้เป็นพันธมิตรกับกลุ่มที่ทำสุราชุมชน วันนั้นที่เคยจัดงานเมรัย ผมพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แม้วันนี้จะถูกย้ายจากกรมสรรพสามิตไปแล้ว ก็ยังมีความผูกพัน ซึ่งวันนี้ดีใจที่ได้มาเพราะผูกพันกับเรื่องนี้

วันนั้นกรมสรรพสามิต พยายามจากผู้คุมกฎเปลี่ยนมาเป็นคนที่ยกระดับส่งเสริม เราเลยเปลี่ยนกรมสรรพสามิตเป็นกรม ESG วันนั้นคนอาจจะยังไม่คุ้นกับคำว่า ESG คือเราจะเปลี่ยนจากกรมเหล้า กรมบุหรี่ที่คุมกฎ ห้ามโน่นห้ามนี่เป็นกรมที่ส่งเสริมพวกเขา

ทั้งนี้ เรามีวิสัยทัศน์ว่าจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน และงานชิ้นที่ทำให้ผมภูมิใจในชีวิต คือส่งเสริมสุราชุมชน ได้ร่วมจัดสุราเมรัย วันนั้นเราตั้งเป้าว่าจะเอาภาษีสรรพสามิตมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน

สำหรับงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงศักยภาพของสุราและคราฟต์เบียร์ไทย แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนจิตวิญญาณ ความคิดสร้างสรรค์ และภูมิปัญญาไทยที่พร้อมส่งต่อสู่สายตาโลกภายใต้เจตนารมณ์ของ “ไทยรัฐ” ที่มุ่งมั่นใช้พลังของสื่อผลักดันเศรษฐกิจฐานรากและวัฒนธรรมไทยให้เติบโตอย่างมีคุณค่า

เปิดงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025”

“เมรัยไทยแลนด์ 2025” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26–30 พ.ย. 68 ณ EM WONDER & SPHERE HALL ชั้น 5 ศูนย์การค้า The Emsphere กรุงเทพฯ เข้าฟรีตลอดงาน ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.meraithailand.com/ | Facebook: “เมรัยไทยแลนด์” | IG: meraithailand

ความสำคัญของงานเมรัยไทยแลนด์ 2025

งานเมรัยไทยแลนด์ 2025 ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทศกาล แต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย และส่งเสริมวัฒนธรรมการดื่มของไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล งานนี้เป็นโอกาสอันดีสำหรับทุกคนที่สนใจในสุราไทยและคราฟต์เบียร์ มาร่วมสัมผัสประสบการณ์และสนับสนุนผลิตภัณฑ์ของคนไทย

งานนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องติดตามกันดูครับ

ที่มา – เปิดงาน “เมรัยไทยแลนด์ 2025” กลับมาพร้อมความยิ่งใหญ่ ขับเคลื่อนสุราชุมชนไประดับโลก

เอกนิติ นำทีม BOI ดึงลงทุนไทยจากญี่ปุ่น

“เอกนิติ” เตรียมนำคณะบีโอไอ เยือนญี่ปุ่น 27–29 พ.ย. นี้ จัดงานสัมมนาใหญ่ “Thailand-Japan Investment Forum” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุนญี่ปุ่น พร้อมหารือแผนขยายการลงทุนในไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า วันที่ 27-29 พ.ย.นี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะนำคณะบีโอไอเดินทางไปเยือนญี่ปุ่น ซึ่งเป็นการเดินทางโรดโชว์ส่งเสริมการลงทุนกับประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นประเทศแรกหลังเข้ารับตำแหน่งของนายเอกนิติ โดยบีโอไอร่วมกับธนาคาร SMBC และพันธมิตรภาคธุรกิจญี่ปุ่นจัดสัมมนาใหญ่ “Thailand-Japan Investment Forum 2025” ณ Tokyo Kaikan กรุงโตเกียว เพื่อนำเสนอทิศทางนโยบายของรัฐบาลและมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต รวมถึงโอกาสการลงทุนในสาขาต่าง ๆ และปัจจัยสนับสนุนการลงทุนในประเทศไทย โดยขณะนี้มีนักลงทุนและผู้บริหารบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่นลงทะเบียนเข้าร่วมงาน 400 ราย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

“ในงานสัมมนา นายเอกนิติ จะนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ในขณะที่บีโอไอ จะชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงสิทธิประโยชน์และมาตรการสนับสนุนจากบีโอไอ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนญี่ปุ่น และนายเอกนิติจะพบกับรมว.เศรษฐกิจ การค้าและอุตสาหกรรม (METI) เพื่อหารือความร่วมมือด้านการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญ และการพัฒนาพลังงานใหม่ รวมถึงแนวทางสร้างความร่วมมือเพื่อรักษาฐานการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยให้มั่นคง”

ขณะเดียวกัน การโรดโชว์ครั้งนี้ จะมีการจัดประชุมร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น 6 ราย ซึ่งมีฐานการผลิตขนาดใหญ่ในประเทศไทย ได้แก่ โตโยต้า ฮอนด้า อีซูซุ มาสด้า มิตซูบิชิ และนิสสัน เพื่อรับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะจากค่ายรถยนต์ญี่ปุ่น พร้อมทั้งนำเสนอมาตรการสนับสนุนล่าสุดจากรัฐบาลและบีโอไอ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากยานยนต์สันดาปภายใน (ICE) ไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ (xEV) อย่างครบวงจร นอกจากนี้ จะพบหารือกับธนาคารรายใหญ่ของญี่ปุ่น และบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของโลก เพื่อเชิญชวนให้มาขยายการลงทุนในประเทศไทย

“ญี่ปุ่นถือเป็นพันธมิตรสำคัญและมีบทบาทในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยมายาวนาน ทั้งด้านการค้า การลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม และเป็นประเทศที่มีเงินลงทุนสะสมมากที่สุดในประเทศไทย การจัดโรดโชว์ครั้งนี้ จะสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนนักลงทุนญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง ทั้งกลุ่มที่มีฐานอยู่ในไทยแล้วและกลุ่มที่กำลังตัดสินใจโยกย้ายฐานการผลิต”

อีกทั้งจะยกระดับความร่วมมือในการต่อยอดอุตสาหกรรมที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในปัจจุบัน ไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ พลังงานใหม่ รวมถึงการดึงการลงทุนจากกลุ่ม เอสเอ็มอี และ สตาร์ทอัพ ของญี่ปุ่น ซึ่งมีศักยภาพที่จะออกไปลงทุนในต่างประเทศ

“5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2563 – 2568 ญี่ปุ่นได้ยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน จำนวน 1,493 โครงการ มูลค่า 420,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์และปิโตรเคมี ยานยนต์และชิ้นส่วน โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ มูลค่าขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว จาก 35,469 ล้านบาท เพิ่มเป็น 73,754 ล้านบาท”

อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

“เอกนิติ” นำทีม BOI ลุยญี่ปุ่น จัด Thailand-Japan Investment Forum ดึงลงทุนในไทย

การเดินทางไปญี่ปุ่นของ “เอกนิติ” นำทีม BOI ลุยญี่ปุ่น จัด Thailand-Japan Investment Forum ดึงลงทุนในไทย ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ

เป้าหมายหลักของการเดินทางครั้งนี้

  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนญี่ปุ่น
  • หารือแผนขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
  • นำเสนอนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล
  • ชี้ให้เห็นถึงโอกาสการลงทุนและสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ

การดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมล้ำสมัย การลงทุนจากญี่ปุ่นจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ให้กับประเทศ ทั้งนี้ การที่ เอกนิติ นำทีม BOI ลุยญี่ปุ่น จัด Thailand-Japan Investment Forum ดึงลงทุนในไทย จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ

โอกาสในการลงทุนในประเทศไทย

ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนของภูมิภาคในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุนหลายประการ ได้แก่:

  • ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวย
  • โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง
  • นโยบายส่งเสริมการลงทุนที่น่าสนใจ
  • แรงงานที่มีทักษะ

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง

การลงทุนในประเทศไทยจึงเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนญี่ปุ่นที่ต้องการขยายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยรวมแล้ว การที่ เอกนิติ นำทีม BOI ลุยญี่ปุ่น จัด Thailand-Japan Investment Forum ดึงลงทุนในไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ การดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการสร้างงาน สร้างรายได้ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

ที่มา – “เอกนิติ” นำทีม BOI ลุยญี่ปุ่น จัด Thailand-Japan Investment Forum ดึงลงทุนในไทย

Scroll to top