เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

“เอกนิติ” ชูกลยุทธ์ 3 ด้าน ดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวทั้งภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และเศรษฐกิจโดยรวม ล่าสุด “เอกนิติ” ชูกลยุทธ์ 3 ด้าน ดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยแนวทางสำคัญนี้ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นการเติบโตยั่งยืน

“เอกนิติ” ชูกลยุทธ์ 3 ด้าน ดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

กลยุทธ์ทั้ง 3 ด้านนี้ไม่เพียงช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่ยังมุ่งผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียวในภูมิภาคอาเซียน โดยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ที่กำลังย้ายฐานผลิตมาจากจีนและพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ มาดูรายละเอียดกัน

กลยุทธ์ที่ 1: การลงทุนด้านพลังงานสะอาด

รัฐบาลจะเป็นผู้นำในการลงทุนพลังงานหมุนเวียน โดยสนับสนุนการทำการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ หรือ Direct PPA ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานให้ภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาสายส่งไฟฟ้า ทำให้เม็ดเงิน FDI ไหลเข้าประเทศมากขึ้น เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติสนใจย้ายฐานมาอาเซียน โดยเฉพาะไทยที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อม

  • Direct PPA: ลดขั้นตอนกลาง ลดราคาไฟฟ้าให้ถูกกว่าเดิม
  • กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน: พัฒนาสายส่ง ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ
  • ประโยชน์: ช่วยอุตสาหกรรมลดต้นทุนพลังงาน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

กลยุทธ์ที่ 2: การปรับตัวด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI

รัฐบาลจะส่งเสริมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” โดยบริษัทขนาดใหญ่ช่วยเหลือ SMEs ในการอัพเกรดเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุนจากภาครัฐ สิ่งนี้จะช่วยให้ธุรกิจไทยแข่งขันได้ในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการใช้ AI ในการบริหารจัดการซัพพลายเชน ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

  • โครงการพี่ช่วยน้อง: Big Corp ช่วย SME
  • ลดหย่อนภาษีและเงินอุดหนุน: สนับสนุนการลงทุนเทคโนโลยี
  • ผลลัพธ์: ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก

กลยุทธ์ที่ 3: การก้าวสู่อุตสาหกรรมสีเขียว

เน้นการใช้เอทานอลจากผลผลิตเกษตรไทยอย่างอ้อยและมันสำปะหลัง ผสมในน้ำมันมากขึ้น เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันและยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ หรือ Solar Floating ซึ่งเหมาะกับพื้นที่น้ำมากของไทย ช่วยลดคาร์บอนและสร้างรายได้ใหม่ให้ชุมชน

  • เอทานอลจากอ้อย-มันสำปะหลัง: เพิ่มการใช้ในน้ำมัน ลดนำเข้า
  • Solar Floating: พลังงานแสงอาทิตย์จากทุ่นลอยน้ำ
  • ประโยชน์: สร้างอุตสาหกรรมสีเขียว ยั่งยืน สอดคล้อง ESG

นอกจากกลยุทธ์หลักแล้ว ประเทศไทยยังเผชิญความท้าทาย 3 ด้านใหญ่ ได้แก่ ความขัดแย้งภูมิศาสตร์ที่กระทบพลังงาน เทคโนโลยี AI ที่เปลี่ยนเร็ว และภัยพิบัติธรรมชาติอย่างภัยแล้งที่คาดว่าจะรุนแรงปีนี้ ขณะนี้รัฐบาลกำลังประชุมด่วนที่ทำเนียบ เพื่อปรับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยขยายมาตรการดูแลราคาน้ำมันในระยะสั้นและปานกลาง ให้ประชาชนและธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

“เอกนิติ” ชูกลยุทธ์ 3 ด้าน ดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว นี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลมองวิกฤตเป็นโอกาส จากประวัติศาสตร์ไทยเคยผ่านวิกฤตพลังงานมาแล้ว และครั้งนี้แม้รุนแรงจากสงครามตะวันออกกลาง แต่เราสามารถดึงดูดการลงทุนใหม่ได้ หากปรับตัวเร็ว

ในมุมมองของผู้เขียน กลยุทธ์เหล่านี้เป็นก้าวสำคัญสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเกษตรกับอุตสาหกรรม จะช่วยเกษตรกรไทยมีรายได้เพิ่ม หากภาคเอกชนร่วมมือ รัฐบาลสนับสนุน จะผลักดัน GDP เติบโตได้อีกขั้น คุณล่ะคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือติดตามข่าวเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – “เอกนิติ” เผยรับมือน้ำมันโลกราคาพุ่ง ชูกลยุทธ์ 3 ด้าน ดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสีเขียว

ภูมิใจไทยเล็งรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม แยกกีฬา

ภูมิใจไทยเล็งรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม แยกกระทรวงกีฬา นโยบายเด็ดที่กำลังจะเปลี่ยนโฉมการบริหารประเทศในสมัยรัฐบาลใหม่ พรรคภูมิใจไทยประกาศชัดเจนว่าจะเร่งผลักดันกฎหมายสำคัญหลายฉบับ เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนได้แบบรวดเร็วและตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างกระทรวงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือนโยบายลดค่าครองชีพอย่างเรื่องค่าไฟที่ทุกคนรอคอย

ภูมิใจไทย เล็งรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม แยกกระทรวงกีฬา

ตามรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2568 พรรคกำลังมุ่งเน้นงานฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อนำนโยบายรัฐบาลไปสู่การปฏิบัติจริง กฎหมายฉบับแรกที่เล็งผลักดันคือ พรบ.โอนกระทรวงการท่องเที่ยวมารวมกับกระทรวงวัฒนธรรม เพราะภารกิจทั้งสองสอดคล้องกัน เช่น การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การอนุรักษ์มรดกชาติ ที่จะทำให้การทำงานเชื่อมโยงไร้รอยต่อ ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ

ส่วนกระทรวงกีฬาจะแยกออกมาเป็นหน่วยงานเฉพาะ เพื่อมุ่งพัฒนากีฬาให้เป็นเลิศ สร้างนักกีฬาระดับโลก และจัดงานแข่งขันนานาชาติให้มากขึ้น คาดว่ากฎหมายนี้จะผ่านสภาฯ ภายใน 6 เดือนเท่านั้น นโยบายนี้จะช่วยให้แต่ละกระทรวงโฟกัสงานหลักได้ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน และประหยัดงบประมาณแผ่นดิน

ประโยชน์ของการรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม

  • เพิ่มประสิทธิภาพการโปรโมทท่องเที่ยวไทย เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น
  • ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้น สร้างรายได้เข้าประเทศ
  • อนุรักษ์วัฒนธรรมควบคู่ไปกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
  • แยกกีฬาให้พัฒนาอย่างมืออาชีพ สร้างความภาคภูมิใจให้ชาติ

นโยบายค่าไฟถูก ใช้ต่ำ 200 ยูนิต จ่ายแค่ 3 บาท

อีกนโยบายเร่งด่วนที่พรรคภูมิใจไทยเล็งรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม แยกกระทรวงกีฬา คือเรื่องค่าไฟฟ้าที่ประชาชนเดือดร้อนมานาน รัฐบาลจะออกประกาศกระทรวงพลังงานให้ใช้ไฟไม่เกิน 200 ยูนิตแรก จ่ายเพียง 3 บาทต่อยูนิต ส่วนเกินไปจะคิดแบบขั้นบันได เห็นผลภายใน 3 เดือนทันที ช่วยลดภาระค่าครองชีพสำหรับครอบครัวรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้ประกอบการรายย่อย

นอกจากนี้ ยังผลักดันให้เกิดการแข่งขันพลังงานไฟฟ้าแบบเสรี เหมือนค่ายมือถือที่เราคุ้นเคย มีผู้ให้บริการหลายรายให้ประชาชนเลือกบริษัทที่ถูกและดีที่สุด จะทำให้ราคาไฟถูกลง คุณภาพดีขึ้น และนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนเพิ่มพูน

กฎหมาย Super License และบ้านเกิดเมืองนอน

พรรคยังมีร่าง พรบ.การอำนวยความสะดวก หรือ Super License ที่ให้ขออนุญาตก่อสร้างโรงงาน โรงแรม สปา แบบ One Stop Service จบในที่เดียว ลดขั้นตอนยุ่งยาก ดึงดูดนักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ คาดเสร็จใน 6 เดือน จากข้อเสนอของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์

ส่วน พรบ.บ้านเกิดเมืองนอน จะช่วยท้องถิ่นหารายได้เอง โดยให้ประชาชนเลือกนำภาษี 30% ไปสนับสนุนบ้านเกิดหรือท้องถิ่นที่ต้องการ พร้อมกลไกตรวจสอบจากประชาชนที่เข้มแข็งกว่าป ป ช. และ ปปท. รวมถึงปลดล็อกอายุและวาระนายก อบจ. ไม่จำกัด 2 วาระ จะเสร็จใน 1 ปี

สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญ พรรคยังไม่เร่ง เพราะไม่ใช่เรื่องด่วนเท่าปัญหาประชาชน

โดยรวมแล้ว นโยบายของพรรคภูมิใจไทยดูเป็นรูปธรรมและตอบโจทย์ชีวิตคนไทยจริงๆ การปรับโครงสร้างกระทรวงและลดค่าไฟจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากทำสำเร็จจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น คุณคิดว่านโยบายไหนน่าสนใจที่สุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ภูมิใจไทย เล็งรวมกระทรวงท่องเที่ยว-วัฒนธรรม แยกกระทรวงกีฬา – ใช้ไฟต่ำ 200 ยูนิต จ่ายยูนิตละ 3 บาท

“เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” พบ สส. ดัน 10 พลัสรับมือสงคราม

คุณเคยสงสัยมั้ยว่าการเมืองไทยกำลังเดินหน้าไปทางไหน โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญพายุลูกใหญ่จากสงครามต่างประเทศ? วันนี้เราจะมาพูดถึงเหตุการณ์สำคัญ “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” พบ สส. ดันนโยบาย 10 พลัส-เผยแผนการค้ารับมือผลสงคราม กันแบบละเอียดยิบ เพื่อให้คุณเข้าใจชัดเจนว่ามันจะกระทบชีวิตเรายังไง

เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์ พบ สส.

“เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” พบ สส. ดันนโยบาย 10 พลัส-เผยแผนการค้ารับมือผลสงคราม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นวันที่ 8 มี.ค. 2567 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ในงานสัมมนา “พูดแล้วทำพลัส” ของพรรคภูมิใจไทย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ได้ขึ้นเวทีพูดคุยกับ ส.ส. อย่างใกล้ชิด เพื่อย้ำวิสัยทัศน์ “ทีมไทยแลนด์” ที่จะพาไทยเป็นแชมป์เวทีโลก

นโยบาย 10 พลัส: เครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่แชมป์โลก

นายเอกนิติ เน้นย้ำถึง นโยบาย 10 พลัส ที่จับต้องได้จริง เป้าหมายคือลดหนี้ให้ประชาชนตัวเล็ก ผู้สูงอายุ และ SME ยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่ สนับสนุนธุรกิจสีเขียว เพื่อแข่งขันระดับโลก โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต่างจากยุคบูม 10% ในปี 2540 ที่ไม่ยั่งยืน

  • ลดหนี้ประชาชน: ช่วยเหลือครัวเรือนรายย่อยให้พ้นกับดักหนี้
  • ดูแลผู้สูงวัย: สวัสดิการที่ยั่งยืนสำหรับวัยชรา
  • สนับสนุน SME: เงินทุน ดิจิทัล และตลาดใหม่
  • ธุรกิจสีเขียว: การลงทุนยั่งยืน ลดคาร์บอน สู่เวทีโลก

นอกจากนี้ ยังเตรียมรับมือพายุเศรษฐกิจจากตะวันออกกลาง โดยนายกฯ เรียกประชุมทุกวัน จัดการราคาน้ำมัน สินค้าจำเป็น เพื่อให้ประชาชนไม่เดือดร้อน ฝันใหญ่ 4 ปีข้างหน้าไทยต้องเป็นแชมป์!

ศุภจี เผยแผนการค้า

ศุภจี ชูแผนการค้ารับมือสงคราม: ปุ๋ยไทยอยู่ได้ถึงสิงหา

นางศุภจี ขอ ส.ส. เป็นกระบอกเสียงรัฐบาล เปลี่ยนไทยให้แข็งแกร่ง รับมือความไม่แน่นอนจากตะวันออกกลาง โดยควบคุมราคาสินค้าผ่านกลไก ประสานผู้ประกอบการ ขนส่ง 60% ผ่านแหลมกู๊ดโฮป อาจล่าช้า 10-15 วัน แต่มีแผนสำรอง

  • ปุ๋ย: สำรองได้ถึงสิงหาคม หากพร่องดีลมาเลเซีย-บรูไน
  • ภาษีสหรัฐฯ: คง 15% ชั่วคราว 150 วัน จัดสรรต้นทุนด่วน
  • เกษตร: ปรับพืชเศรษฐกิจ 1 ล้านไร่ จัดการล้งกลาง แก้มะพร้าวน้ำหอม ดูปุ๋ยยั่งยืน

หากแก้เกษตรได้ ไทยจะยั่งยืนทั้งประเทศ ส.ส. ติดต่อได้เลย!

สีหศักดิ์ ย้ำศักดิ์ศรีชาติ

สีหศักดิ์: การต่างประเทศต้องเข้มแข็ง คำนึงศักดิ์ศรีชาติ

นายสีหศักดิ์ ชี้การต่างประเทศต้องขับเคลื่อนเศรษฐกิจ อำนวยประชาชน ท่ามโลกปั่นป่วน สหรัฐฉีกกติกา มีแผนอพยพจากตะวันออกกลาง ยุทธศาสตร์ชัดเจน คำนึงผลประโยชน์และศักดิ์ศรี เช่น กรณีกัมพูชา ต้องตอบโต้แต่อยู่ร่วมได้ ขอ ส.ส. ช่วยผ่าน กมธ. สภา

เหตุการณ์ “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” พบ สส. ดันนโยบาย 10 พลัส-เผยแผนการค้ารับมือผลสงคราม แสดงวิสัยทัศน์รัฐบาลชัดเจน จะช่วยให้ไทยเติบโตมั่นคง หากคุณเป็นเกษตรกร SME หรือประชาชนทั่วไป นโยบายนี้ตอบโจทย์แน่นอน

มุมมองของผม: นี่คือก้าวสำคัญสู่ไทยแกร่ง ลองติดตามและสนับสนุนนโยบายดีๆ แบบนี้ แล้วคุณจะเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 4 ปีข้างหน้า แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะ!

ที่มา – “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” พบ สส. ดันนโยบาย 10 พลัส-เผยแผนการค้ารับมือผลสงคราม

“เอกนิติ” นำ IMF พบนายกฯ เตรียมประชุม IMF-World Bank 2569

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวเศรษฐกิจ! วันนี้มีข่าวดีมาอัปเดตกันแบบสดๆ ร้อนๆ เลย เมื่อ “เอกนิติ” นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำผู้แทนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเช้าวันที่ 5 มีนาคม 2569 เวลา 09.30 น. เพื่อหารือเรื่องเตรียมความพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม IMF-World Bank 2569 ซึ่งจะจัดขึ้นที่ไทยในเดือนตุลาคมนี้ เรียกได้ว่าเป็นมหกรรมเศรษฐกิจระดับโลกที่ไทยเรากำลังรอคอยเลยทีเดียว!

การพบปะครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่ผู้แทน IMF จะไปตรวจสอบสถานที่จัดการประชุมจริงๆ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ทันสมัยสุดๆ หลังจากรีโนเวทเสร็จเรียบร้อย ไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2569 ซึ่งเป็นการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลก ที่จะมีผู้แทนจากกว่า 190 ประเทศ นักเศรษฐศาสตร์ นักลงทุน และผู้นำทางการเงินมาร่วมกว่า 10,000-20,000 คน ถือเป็นโอกาสทองสำหรับประเทศไทยในการแสดงศักยภาพบนเวทีโลก

“เอกนิติ” นำผู้แทน IMF พบนายกฯ เตรียมพร้อมจัดประชุม IMF-World Bank 2569

ในที่ประชุม “เอกนิติ” ได้รายงานความคืบหน้าการเตรียมการต่างๆ ให้ทราบ โดยเน้นย้ำถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน การบริการ และมาตรการด้านความปลอดภัย นายกฯ อนุทิน ก็ได้ให้โอวาทและแนวทางในการขับเคลื่อนให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจัดงาน แต่เป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียนและเอเชียเลยครับ

ตรวจสอบความพร้อมสถานที่สำหรับประชุม IMF-World Bank 2569

หลังการหารือ ผู้แทน IMF จะลงพื้นที่ตรวจศูนย์สิริกิติ์ทันที ซึ่งสถานที่แห่งนี้มีความจุขนาดใหญ่ รองรับผู้เข้าร่วมจำนวนมาก พร้อมระบบเทคโนโลยีล้ำสมัย ห้องประชุมย่อย โซนนิทรรศการ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ไทยเคยประสบความสำเร็จในการเป็นเจ้าภาพครั้งก่อนปี 2549 ที่กรุงเทพฯ ครั้งนี้เราจะยิ่งปังกว่าเดิมแน่นอน

ประโยชน์ที่ไทยจะได้รับจากการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2569

ทำไมประชุม IMF-World Bank 2569 ถึงสำคัญขนาดนี้? เพราะมันจะนำพาเงินสะพัดมหาศาลเข้าประเทศ ลอง来看ประโยชน์หลักๆ กันครับ:

  • กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว: ผู้เข้าร่วมจะพาครอบครัวมาด้วย โรงแรม ร้านอาหาร ช้อปปิ้งจะคึกคัก รายได้ท่องเที่ยวพุ่งกระฉูด
  • ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศ: แสดงให้โลกเห็นว่าไทยพร้อมเป็นฮับประชุมนานาชาติ สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน
  • โอกาส networking: ผู้บริหารไทยจะได้พบปะผู้นำ IMF World Bank ถกประเด็นเศรษฐกิจโลก การค้า การลงทุน
  • สร้างงานและรายได้: ต้องการแรงงานจำนวนมาก ตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟไปจนถึงไกด์ทัวร์ ช่วยลด失业
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: เร่งปรับปรุง BTS MRT สนามบิน สร้างมูลค่าระยะยาว

นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีให้ไทยนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจ เช่น การฟื้นตัวหลังโควิด การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการรับมือ climate change ซึ่ง IMF ก็ชื่นชมความก้าวหน้าของไทยอยู่แล้ว

การเตรียมการอื่นๆ และความคาดหวัง

กระทรวงการคลัง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกระทรวงการต่างประเทศไทย กรมสรรพากร กทม. และเอกชน กำลังเร่งมือเตรียมทุกอย่าง ตั้งแต่ตารางเวลาโปรแกรม ธีมงาน ไปจนถึง cultural show ที่จะโชว์ soft power ไทย เช่น มวยไทย อาหารไทย ดนตรีพื้นเมือง คาดว่าจะมี side events มากมายเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสวัฒนธรรมไทยแท้ๆ

ในมุมมองของผม การที่ “เอกนิติ” นำผู้แทน IMF พบนายกฯ แบบนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทำให้ประชุม IMF-World Bank 2569 สำเร็จลุล่วง เป็นโอกาสทองที่ไทยไม่ควรพลาด เพราะจะช่วยฟื้นเศรษฐกิจให้โตแบบก้าวกระโดดหลังวิกฤต คุณคิดยังไงกับการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

สุดท้ายนี้ เชื่อว่าไทยเราจะสร้างความประทับใจให้โลกได้อีกครั้ง ตามสไตล์เจ้าภาพที่อบอุ่นและมืออาชีพ

ที่มา – “เอกนิติ” นำผู้แทน IMF พบนายกฯ เตรียมพร้อมจัดประชุม MF-World Bank 2569 ที่ไทย ต.ค.นี้

ถกรับมือสงครามตะวันออกกลาง จ่องัดมาตรการน้ำมัน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องสถานการณ์ร้อนๆ ในตะวันออกกลางที่กำลังกระทบไทยโดยตรงเลยนะ สงครามที่ปะทุขึ้นทำให้ราคาน้ำมันพุ่งกระฉูด รัฐบาลไทยจึงไม่รอช้า รีบจัดการประชุมด่วนเพื่อถกรับมือสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเรื่องเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมันและประเมินผลกระทบทุกด้าน เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

ถกรับมือสงครามตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม กับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ร่วมเป็นประธานประชุมครั้งที่ 2/2569 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มีหน่วยงานสำคัญมาร่วมเพียบ เช่น กระทรวงพาณิชย์ พลังงาน ก.ล.ต. ตลท. แบงก์ชาติ สภาหอการค้า แม้ รมว.พลังงานอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ จะประชุมออนไลน์เพราะติดภารกิจต่างประเทศ

ถกรับมือสงครามตะวันออกกลาง ประชุมด่วนที่ทำเนียบ

นายพิพัฒน์ย้ำว่าสถานการณ์นี้กระทบราคาน้ำมันโดยตรง ส่งผลต่อค่าขนส่ง สินค้า และน้ำมันหน้าปั๊ม ไทยมีน้ำมันสำรองได้ 60 วัน แต่สามารถยืดได้โดยตัดส่งออกส่วนเกิน ใช้เรือลอย Floating Storage เก็บแทน และขอให้ผู้ประกอบการช่วยกันหาแท็งก์เพิ่ม ถ้าล้นก็ช่วยเก็บร่วมกัน

จ่องัดมาตรการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน

นอกจากนั้น ยังคุยปรับสูตรน้ำมัน เช่น ดีเซลจาก B5 เป็น B7 หรือ B10 ผสมไบโอดีเซลมากขึ้น แก๊สโซฮอล์ผสมแอลกอฮอล์เพิ่ม เพื่อรับมือภาวะช็อกน้ำมัน ฟังดูเป็นกันเองแต่จริงจังมาก รัฐบาลกำลังมองทุกทางเพื่อรักษาเสถียรภาพ

มาตรการสำรองน้ำมัน ถกรับมือสงครามตะวันออกกลาง

นายเอกนิติเสริมว่า ได้เชิญเอกชนจาก 3 สถาบันรัฐ-เอกชน หารือกับนายกฯ แล้ว กระทรวงการต่างประเทศเป็นศูนย์กลางเก็บข้อมูลอัปเดตสถานการณ์ แยกแยะข่าวจริง-ปลอม ป้องกันตื่นตระหนก และช่วยวอร์รูมประเมินผลกระทบเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน

  • น้ำมัน: กระทรวงพลังงานดูแลหลัก
  • ขนส่ง: กระทรวงคมนาคมรับผิดชอบ
  • ราคาสินค้า: กระทรวงพาณิชย์เฝ้าระวัง
  • ตลาดทุน: ก.ล.ต. และ ตลท. ประเมิน
  • ค่าเงิน: ธปท. วิเคราะห์
ประเมินผลกระทบ ถกรับมือสงครามตะวันออกกลาง

หลังประชุม นายกฯ จะสรุปมาตรการดูแลทุกมิติ สถานการณ์แบบนี้ทำให้เราต้องตื่นตัว น้ำมันแพงขึ้น ค่าครองชีพพุ่ง แต่รัฐบาลแสดงให้เห็นถึงความพร้อม ถกรับมือสงครามตะวันออกกลาง อย่างเป็นระบบ ไม่ปล่อยให้ลุกลาม

จากที่ติดตามมา สงครามตะวันออกกลางมักทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน ไทยนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด จึงเสี่ยงสูง แต่ด้วยสำรอง 60+ วัน และแผนปรับสูตรน้ำมัน ก็น่าจะผ่านไปได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ผู้ประกอบการช่วยเก็บน้ำมัน ประชาชนประหยัดใช้ รัฐควบคุมราคาให้ดี

การประชุมรองนายก ถกรับมือสงครามตะวันออกกลาง

ในมุมมองผม สิ่งสำคัญคือการสื่อสารโปร่งใส อัปเดตข้อมูลจริงจากกระทรวงต่างประเทศ จะช่วยลดความกังวลได้เยอะ ถ้าคุณเป็นเจ้าของรถหรือธุรกิจขนส่ง คงต้องวางแผนงบประมาณน้ำมันเพิ่มแล้วล่ะครับ

ติดตามอัปเดตมาตรการล่าสุดได้ที่นี่ และแสดงความเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับแผนเหล่านี้? รัฐบาลทำได้ดีแค่ไหน?

ที่มา – ถกรับมือสงครามตะวันออกกลาง จ่องัดมาตรการเพิ่มปริมาณสำรองน้ำมัน-ประเมินผลกระทบทุกมิติ

“อนุทิน” ประชุมสส.ภูมิใจไทย เปรียบสามแม่ครัวช่วยพรรคโต

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตสายการเมือง วันนี้มีเรื่องน่าติดตามจากวงในพรรคภูมิใจไทยเลยนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง “อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต หลังจากผลเลือกตั้งไม่เป็นทางการออกมา พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง สส. ไปถึง 193 คน บรรยากาศคึกคักสุดๆ เลยทีเดียว เรียกได้ว่าพรรคโตแบบก้าวกระโดดจากเดิมมากๆ

อนุทิน ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบสามแม่ครัว

“อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 12 ก.พ. 2569 ณ สำนักงานพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีมหาดไทย แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรค เป็นประธานการประชุมว่าที่ สส.ทั้ง 193 คนทันทีหลังทราบผลเลือกตั้ง บรรยากาศเต็มไปด้วยความดีใจและคึกคัก มีกรรมการบริหาร แกนนำพรรค และว่าที่ สส. ชื่อดังมาร่วมเพียบ เช่น นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาฯพรรค, นายวราวุธ ศิลปอาชา ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ, และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ว่าที่ สส.บัญชีรายชื่อ

สามแม่ครัวสุดยอดที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยโตระเบิด

นายอนุทิน กล่าวแสดงความยินดีกับผลงานพรรคที่ได้ สส. 193 เสียง แถมยังกวาดยกจังหวัดได้ถึง 20 จังหวัด จากเดิมปี 2566 ที่ได้แค่ 8 จังหวัดเท่านั้น ถือเป็นพัฒนาการชัดเจนสุดๆ เลยครับ โดยท่านหัวหน้าพรรคยังขอบคุณบุคลากรหลัก 3 ท่านที่เปรียบเหมือน สามแม่ครัว ช่วยปรุงรสชาติให้พรรคอร่อยถูกปากประชาชน ได้รับความเชื่อมั่น นิยม และศรัทธาเพิ่มขึ้น ได้แก่

  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้ช่วยหาเสียง
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้ช่วยหาเสียง

การเปรียบเทียบนี้ช่างน่ารักและเข้าถึงใจคนไทยจริงๆ แสดงให้เห็นถึงทีมเวิร์คที่เหนียวแน่น เหมือนครอบครัวใหญ่ที่ช่วยกันทำอาหารเลี้ยงพรรคให้เติบโตแข็งแรง

อนุทินกับว่าที่สส.ภูมิใจไทย
บรรยากาศประชุมพรรคภูมิใจไทย

ความหวังใหม่สู่ความสงบชายแดนใต้

นอกจากนี้ ในที่ประชุม “อนุทิน” ยังโวด้วยความมั่นใจว่ารอบนี้พรรคมี สส.มุสลิมเพิ่มขึ้นอีก 12 คน ซึ่งจะช่วยนำความสงบสุข สามัคคี และความเรียบร้อยมาสู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดีขึ้น เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่มีคำว่าแตกต่างเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ทุกคนคือคนไทยแทบทั้งสิ้น คำพูดนี้สะท้อนปรัชญาของพรรคที่เน้นความเป็นหนึ่งเดียวกันจริงๆ

ว่าที่สส.พรรคภูมิใจไทย

จากข่าว “อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต เราจะเห็นว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ได้โตเพราะดวง แต่มาจากกลยุทธ์หาเสียงดี ทีมงานเก่ง และนโยบายที่ประชาชนไว้วางใจ โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ สาธารณสุข และความมั่นคง จาก 8 จังหวัดเดิม สู่ 20 จังหวัดตอนนี้ แสดงถึงฐานเสียงที่กว้างขึ้นทั่วประเทศ นี่คือสัญญาณบวกสำหรับการเมืองไทยที่อาจจะมีพรรคใหญ่ใหม่เกิดขึ้น

ในมุมมองผมนะครับ การมีสามแม่ครัวแบบนี้สำคัญมาก เพราะการเมืองเหมือนครัวใหญ่ ต้องมีคนช่วยกันปรุงให้ลงตัว ถ้าทีมดี พรรคก็โตแบบยั่งยืน คุณล่ะคิดยังไงกับการเติบโตของพรรคภูมิใจไทยครั้งนี้? มีความหวังกับชายแดนใต้ไหม? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ จะได้แลกเปลี่ยนกันสนุกๆ หรือถ้าชอบข่าวการเมืองแบบนี้ อย่าลืมกดติดตามและแชร์ต่อนะครับ เพื่อให้เราอัพเดทข่าวร้อนๆ แบบเรียลไทม์!

ที่มา – “อนุทิน” ประชุมว่าที่สส.ภูมิใจไทย เปรียบ “สีหศักดิ์-ศุภจี-เอกนิติ” เป็นสามแม่ครัว ช่วยให้พรรคโต

คลังไฟเขียว คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนและคนสนใจเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว! วันนี้เรามีข่าวร้อนจากกระทรวงการคลัง ที่กำลังยกระดับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ TFEX ให้ทันโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการไฟเขียวให้คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ตลาดทุนสีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สิ่งนี้จะช่วยให้ไทยมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่หลากหลาย ดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมาอย่างคึกคักเลยทีเดียว

คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าการปรับปรุงนี้มุ่งตอบโจทย์วิสัยทัศน์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยขยายสินค้าอ้างอิงภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ให้ครอบคลุมมากขึ้น ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่สินทรัพย์ใหม่ๆ เช่น คาร์บอนและสินทรัพย์ดิจิทัล ไทยจึงต้องตามให้ทัน เพื่อแข่งขันและเติบโตยั่งยืน

คลังไฟเขียว คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

จากเดิมที่คาร์บอนเครดิตเป็นแค่ตัวแปรอ้างอิง ตอนนี้ยกระดับเป็นสินค้าอ้างอิงที่สามารถส่งมอบได้จริง สามารถซื้อขายแบบส่งมอบหรือชำระเงินสดได้เลย ทำให้กลายเป็นกลไกตลาดที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่นโยบาย นอกจากนี้ยังเพิ่ม:

  • สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) และ ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อหนุน Net Zero
  • สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างคริปโตและโทเคน เพื่อครอบคลุมตลาดที่กำลังบูม
  • ดัชนีใหม่ๆ เช่น FX อัตราดอกเบี้ย ค่าระวาง และสินค้าอ้างอิงอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะทำให้ TFEX พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย สอดคล้องสากล ก.ล.ต. ก็กำกับดูแลเข้มงวด กำหนดสเปคสัญญาเพื่อคุ้มครองนักลงทุน ลดความเสี่ยงให้ตลาดทุนโดยรวม

ประโยชน์ของคาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ต่อนักลงทุนไทย

สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ คือโอกาสทองเลยครับ เพราะช่วยบริหารความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนที่ผันผวน บริษัทที่ทำธุรกิจสีเขียวสามารถใช้ hedging ได้ นักลงทุนรายย่อยก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สนับสนุน ESG investing ที่กำลังมาแรงทั่วโลก ไทยจะกลายเป็นฮับการเงินสีเขียวในอาเซียน ลองนึกภาพตลาด TFEX คึกคักด้วยสัญญาคาร์บอน น่าตื่นเต้นใช่ไหม?

นอกจากนี้ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่ไปด้วย สินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาเป็นสินค้าอ้างอิง ทำให้การกำกับดูแลครบวงจร รองรับการเติบโตของตลาดคริปโตในไทย

สรุปแล้ว การไฟเขียวครั้งนี้จากคลังและ ก.ล.ต. คือการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต

Insight สุดท้าย: นี่คือสัญญาณว่าตลาดทุนไทยพร้อมลุยเศรษฐกิจสีเขียวเต็มตัว ถ้าคุณสนใจลงทุนยั่งยืน ตอนนี้คือเวลาที่ดีที่สุด ลองศึกษาคาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ แล้วเริ่มวางแผนพอร์ต ESG กันเถอะครับ!

CTA: ติดตามข่าวอัพเดทการเงินและการลงทุนสีเขียวเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับข่าวนี้!

ที่มา – คลังไฟเขียว ตลาดทุนสีเขียว อนุญาต “คาร์บอนเครดิต” เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

นโยบายเศรษฐกิจภูมิใจไทย Thailand 10 Plus

พรรคภูมิใจไทยกำลังมาแรงหลังการเลือกตั้ง 2566 ด้วยคะแนนที่ไม่เป็นทางการบ่งชี้โอกาสสูงในการจัดตั้งรัฐบาล และหนึ่งในนโยบายเด่นที่ดึงดูดใจประชาชนคือ นโยบายเศรษฐกิจภูมิใจไทย Thailand 10 Plus ซึ่งมุ่งสร้างศักยภาพใหม่ให้ประเทศไทย แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำรวยกระจุกจนกระจายได้อย่างตรงจุด นโยบายนี้ไม่ได้มาจากการนั่งคิดเท่านั้น แต่เกิดจากการสำรวจปัญหาจริงในสังคมไทย โดยทีมเศรษฐกิจนำโดย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ได้รับโอกาสจากนายกรัฐมนตรีและพรรคในการออกแบบเอง

นโยบายเศรษฐกิจภูมิใจไทย Thailand 10 Plus

นโยบายเศรษฐกิจภูมิใจไทย Thailand 10 Plus แบ่งเป็น 2 ขาหลัก ขาละ 5 ด้าน รวม 10 Plus เพื่อให้การเติบโตเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างทั่วถึงและยั่งยืน โดยมุ่งแก้痛 point หลักของเศรษฐกิจไทย เช่น ความเหลื่อมล้ำ การเข้าถึงโอกาสที่ไม่เท่าเทียม และการแข่งขันที่อ่อนแอ

ขาที่ 1: สร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง

ขานี้โฟกัส 5 กลุ่มเป้าหมายหลัก เพื่อกระจายความมั่งคั่งสู่ฐานราก

  • คนตัวเล็กตัวน้อย Plus: ดูแลมนุษย์เงินเดือนและกลุ่มเปราะบาง เช่น ลูกจ้างรายวัน ผู้มีรายได้น้อย ให้ได้รับการสนับสนุนที่ตรงจุด ไม่ใช่แจกกระจายแบบเก่า
  • คนสูงวัย Plus: เตรียมพร้อมสังคมสูงวัยที่กำลังมา โดยใน 5-10 ปีข้างหน้า สัดส่วนผู้สูงอายุจะแตะ 30% สร้างรายได้ให้ผู้เกษียณ ไม่เป็นภาระลูกหลาน ผ่านกองทุนหรือโครงการสร้างอาชีพ
  • SME Plus: สร้างแต้มต่อให้สินค้า Made in Thailand ด้วยการสนับสนุนเทคโนโลยี การตลาด และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ SMEs เติบโตแข่งขันระดับโลก
  • ชุมชน Plus: แก้ปัญหาหนี้สินเกษตรกร สร้างงานในท้องถิ่น ดึงลูกหลานกลับบ้าน ด้วยโครงการพัฒนาชุมชนยั่งยืน
  • การลงทุน Plus ระดับฐานราก: กระจายเม็ดเงินลงสู่ท้องถิ่น ผ่านกองทุนหมู่บ้านหรือโครงการชุมชน เพื่อให้เงินไหลเวียนในระดับรากหญ้า

ขาที่ 2: เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

ขานี้สร้าง “แก้วใบใหม่” รองรับน้ำที่ล้นแก้วเดิม เน้นนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน

  • การศึกษา Plus: สร้าง Skill Bridge เชื่อมทักษะการเรียนกับงานจริง เรียนฟรีแต่มีงานทำทันที ไม่ใช่แจกคูปองที่ไม่ได้ใช้
  • เศรษฐกิจสีเขียว Plus (Green Economy): ดึงดูดการลงทุนด้วยพลังงานสะอาด ลดคาร์บอน สร้างอุตสาหกรรมอนาคต
  • การลงทุน Plus: เปิดช่อง Investment Fast Pass ปลดล็อก 80 โครงการ BOI มูลค่า 480,000 ล้านบาทที่ค้างท่อ โดยนักลงทุนต้องลงเงินจริง 20% ภายในปีนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทันที
  • การค้า Plus: เจรจาการค้าเชิงรุก เปิดตลาดใหม่ให้สินค้าไทย สู่เวทีโลก
  • Thailand Plus: สร้างแบรนด์ไทยใหม่ ด้วย Regulatory Guillotine ตัดกฎเกณฑ์เก่า สร้างกติกาสากล โปร่งใส แรงงานมีทักษะ พลังงานสะอาด

นอกจากนี้ ยังมีคำถามยอดฮิตเรื่อง “คนละครึ่งพลัส เฟส 2” พรรคภูมิใจไทยย้ำว่าจะใช้เงินจริงจากงบกลางที่เหลือประมาณ 30,000 ล้านบาท ไม่เกินตัว ไม่ขายฝันเวอร์ๆ แต่ให้สิทธิ์คนตกหล่นก่อน ตรงไปตรงมาเพราะเป็นเงินภาษีประชาชน

เอกนิติ เน้นว่านโยบายนี้เป็น Quick Big Win ที่ทีมภูมิใจนำเสนอในการเลือกตั้ง 2566 และกลายเป็นนโยบายระดับชาติ สร้างความภูมิใจให้ทีมงาน

นโยบาย Thailand 10 Plus ภูมิใจไทย

นโยบายเศรษฐกิจภูมิใจไทย Thailand 10 Plus ถือเป็นแนวทางที่สมดุลระหว่างการกระจายรายได้และเพิ่ม productivity หากรัฐบาลใหม่นำไปใช้จริง จะช่วยลดช่องว่างรวย-จนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้คนไทยทุกคน

คุณคิดว่านโยบายนี้จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้จริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัปเดตนโยบายเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – นโยบายเศรษฐกิจภูมิใจไทย Thailand 10 Plus สร้างศักยภาพใหม่แก้ปัญหารวยกระจุก จนกระจาย

เลือกตั้ง 2569 เอกนิติ เปิดใจทิ้งราชการห่วงประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องการเมืองที่กำลังร้อนฉ่า นั่นคือ เลือกตั้ง 2569 เอกนิติ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคภูมิใจไทย ที่เพิ่งขึ้นปราศรัยใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนวันโหวต 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์สิริกิติ์ ธีมเจ๋งมาก “เลือกพรรคภูมิใจไทย ได้มืออาชีพ พลิกโฉมเศรษฐกิจ ฝ่าวิกฤติโลก #ทีมไทยแลนด์” เอกนิติเปิดใจตรงๆ เลยว่าทำไมถึงทิ้งชีวิตราชการที่ก้าวหน้าเหลืออีก 6 ปี โอกาสเป็นปลัดกระทรวงการคลังซะงั้น เหตุผล? ห่วงประเทศชิบหาย!

เลือกตั้ง 2569 เอกนิติ เปิดใจทิ้งชีวิตราชการเพราะห่วงประเทศ

เอกนิติเล่าว่าเดิมทีไม่คิดจะเล่นการเมือง แต่คุณแม่บอกว่าห่วงประเทศ เลยตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง ตนเคยเจอวิกฤติต้มยำกุ้ง เห็นคนตกงาน ธุรกิจเจ๊ง เพื่อนเลิกเรียน ไม่ปล่อยให้เกิดซ้ำแน่ คนไทยรู้ปัญหาแต่ไม่ค่อยมีใครทำ ตนเลยอาสา ถ้ามีแต่พูดไม่มีทำ ไทยเจอวิกฤติใหญ่แน่ๆ

ที่ห่วงสุดคือบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือโลก 3 เจ้าเตือนว่าเสถียรภาพการคลังไทยแย่ โอกาสวิกฤติสูง พอเข้ามารัฐบาล 73 วันแรก ทำอะไรบ้าง? สิ่งแรกคืนหนี้ ธ.ก.ส. ที่ค้างมานาน ไม่เคยมีใครทำ แผนความยั่งยืนคลัง เริ่ม 30 ก.ย. 2568 ขอนายกเอาเงินเหลือคืนหนี้เก่า 13 พ.ย. 2568 S&P อัพเกรดไทยเป็นเสถียรภาพ ไม่เสียใจเลยที่ทำให้ไทยรอด!

เลือกตั้ง 2569 เอกนิติ พาชาติพ้นวิกฤติด้วยผลงานจริง

ไม่หยุดแค่นั้น เศรษฐกิจไทยเหมือนรถติดหล่ม สภาพัฒน์บอกไตรมาส 4 โตแค่ 0.3% ชาวบ้านลำบาก รายได้ไม่พอจ่าย หนี้พะยุง แต่เอกนิติขอ PM ทำ “คนละครึ่งพลัส” “เที่ยวดีมีคืน” “เที่ยวเมืองรอง” เร่งเบิกจ่าย สุดท้ายไตรมาส 4 โต 1.8% ชาวบ้านยิ้มได้ มีตังค์ในกระเป๋า นี่แหละเหตุผลไม่เสียใจลาออกราชการ

ยังมีปิดหนี้ไวไปต่อได้ SME สภาพคล่อง คืนภาษี SME 60,000 ล้าน ไตรมาส 4 เม็ดเงินหมุนเวียน ไม่ก่อหนี้สักบาท ใช้เงินงบเดิมให้ตรงเป้า หมุนหลายรอบ รักษาวินัยการคลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ยันไม่ทำประชานิยม ก่อหนี้ทิ้งลูกหลาน ขอทุกพรรคอย่าทำ ดีใจยกเศรษฐกิจไทยจากหล่มได้

แต่ยังไม่สบายใจ ต่างชาติเรียกไทย “คนป่วยเอเชีย” รับไม่ได้ นำธุรกิจไทยจาก ICU ออกมา แต่ต้องแข็งแรงแข่งโลกยังไง? เอารถจากหล่มยังไง? นำทีมภาคเอกชน #ทีมไทยแลนด์ ไปดาวอส สวิส เห็นโลกแตกแยก ผู้นำมหาอำนาจดึงพวก ไทยต้องหาพันธมิตร นำทีมเจรจา ดึงนักลงทุน คำพูดสะเทือน “ไม่อยู่โต๊ะเจรจา จะเป็นอาหาร” พิสูจน์ 73 วัน นำทีมดึงลงทุน 500,000 ล้าน พัฒนาทักษะคนไทยด้วยเทคโนโลยีใหม่

นโยบายเด็ดจากเลือกตั้ง 2569 เอกนิติ: เศรษฐกิจ 10 พลัส ยา 10 เม็ด

ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ชู นโยบายเศรษฐกิจ 10 พลัส ทำให้คนป่วยหายแข็งแรง ยา 5 เม็ดแรก:

  • เทคโนโลยีสมัยใหม่ในเกษตร
  • อิเล็กทรอนิกส์ผลักดันสินค้าไทย
  • เศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด
  • AI พลัส สอนใช้ AI ฟรี
  • อนุมัติลงทุนไว ไม่กั๊ก (ปีก่อน BOI 1.8 ล้านล้าน โต 63%)

ยาอีก 5 เม็ด ลดความเหลื่อมล้ำ:

  • สอนทักษะขายออนไลน์ สร้างรายได้ตัวเล็ก
  • ชุมชนพลัส งานไปหาชุมชน
  • เพิ่มโอกาส SME ไทย ไม่ให้ต่างชาติเอาเปรียบ
  • ผู้สูงวัยพลัส ฝึก AI สร้างรายได้ ไม่เป็นภาระ
  • เข้าถึงยารักษาโรคสะดวก

นโยบายนี้ทำให้เศรษฐกิจโตทั่วถึง คุณภาพ เต็มศักยภาพ วินัยการคลัง รถไฟขบวนสุดท้ายมาแล้ว โอกาสสุดท้ายไทย อย่าให้เป็นคนป่วย ต้องเป็นคนแข็งแกร่งเอเชีย ทำไมเลือกพรรคภูมิใจไทย? ให้โอกาสทำงานให้ประชาชน คนทำได้จริงมีน้อย ขออาสา 73 วันพิสูจน์ ถ้ากลับด้าน 37 วัน สัญญาด้วยเกียรติ ทำเพื่อคนไทย!

เห็นภาพชัดไหมครับ? เลือกตั้ง 2569 เอกนิติ ไม่ใช่แค่พูด แต่พิสูจน์ผลงานแล้ว คุณล่ะพร้อมให้โอกาสพาชาติพ้นวิกฤติมั้ย? คอมเมนต์บอกความเห็นด้านล่างเลย หรือแชร์ให้เพื่อนๆ ช่วยตัดสินใจโหวต 8 ก.พ. นี้!

ที่มา – เลือกตั้ง 2569 “เอกนิติ” เปิดใจทิ้งชีวิตราชการเพราะห่วงประเทศ ขออาสาพาชาติพ้นวิกฤติ

Scroll to top