เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก “เอกนิติ”

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก เป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนกำลังกังวลในขณะนี้ จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง โดยเฉพาะการปิดกั้นเส้นทางสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งขนส่งน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของโลก รัฐบาลไทยจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก: สาเหตุหลักจากช่องแคบฮอร์มุซ

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ หากเกิดปัญหาขนส่ง น้ำมันดิบทั่วโลกจะขาดแคลนทันที ส่งผลให้ราคาน้ำมันในไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ไทยจะไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันหลัก แต่เรานำเข้ากว่า 80% ทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งค่าน้ำมัน ค่าไฟ และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ปรับขึ้นตาม

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงในงาน Meet the Press เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2566 ว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหานี้ดี และกำลังใช้ทุกกลไกเพื่อชะลอผลกระทบ โดยเริ่มจากดูแลความปลอดภัยคนไทยในพื้นที่เสี่ยงผ่านกระทรวงการต่างประเทศ

เอกนิติ แถลงวิกฤตพลังงาน

วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก รัฐใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคา

เครื่องมือหลักคือ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่เข้ามาช่วยรักษาเสถียรภาพราคา แม้กองทุนจะขาดทุน แต่รัฐยืนยันว่าจะบริหารอย่างรอบคอบ ไม่ฝืนตลาดจนเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตเศรษฐกิจแบบปี 2540 ที่ทุนสำรองระหว่างประเทศถูกกระทบหนัก รัฐจะค่อยๆ ลดการอุดหนุนลงตามสถานการณ์ เพื่อรักษาความมั่นคงทางการคลังระยะยาว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ทุกหน่วยงานรัดเข็มขัด เช่น งดดูงานต่างประเทศ สนับสนุน Work from Home เพื่อประหยัดพลังงาน ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นทั้งระบบ

  • พยุงราคาน้ำมันไม่ให้แพงเกินไป
  • รัดงบประมาณ ลดการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
  • ส่งเสริม Work from Home ประหยัดน้ำมัน
  • จัดการต้นทุนค่าขนส่งไม่ให้กระทบราคาสินค้า
มาตรการช่วยค่าครองชีพ

มาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางท่ามกลางวิกฤตพลังงาน

รัฐบาลให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้น้อย โดยเตรียมประชุมคณะกรรมการสวัสดิการแห่งรัฐวันที่ 30 มีนาคม 2566 เพื่อจัดสรรงบจำกัดผ่าน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ให้ถึงมือคนเดือดร้อนจริง กระทรวงคมนาคมก็จะควบคุมต้นทุนขนส่ง เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าพุ่ง

“เงินทุกบาททุกสตางค์คือเงินภาษีประชาชน รัฐต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด” นายเอกนิติ เน้นย้ำ รัฐจะใช้ทุกเครื่องมือชะลอผลกระทบ แต่ย้ำว่าวิกฤตนี้เป็นระดับโลก ต้องอาศัยความร่วมมือจากรัฐ เอกชน และประชาชน

เอกนิติ พูดถึงเงินภาษี

การลดอุดหนุนน้ำมันบางส่วน จะนำเงินไปช่วยกลุ่มที่ไม่ใช้รถโดยตรง เช่น ผู้สูงอายุหรือคนรายได้น้อย เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม สุดท้าย วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก ครั้งนี้เป็นบทเรียนให้ไทยเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามอัปเดตเศรษฐกิจไทยเพิ่มเติมจากบล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข่าวสำคัญ!

ที่มา – วิกฤตพลังงานโลกยืดเยื้อกระทบไทยหนัก “เอกนิติ” ยันรัฐเดินหน้าพยุงราคาน้ำมัน-ดูแลค่าครองชีพ

นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วย

สถานการณ์วิกฤติพลังงานกำลังเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนหลายคนกังวล โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวนในตลาดโลก ล่าสุด นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วย ประชาชนจากผลกระทบนี้แล้ว รัฐบาลเตรียมแผนรับมือครบถ้วน รอเพียงรัฐบาลชุดใหม่เพื่อดำเนินการทันที ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น

นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเร่งด่วนเพื่อแก้วิกฤติพลังงาน โดยมีรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมจำนวนมาก การประชุมนี้มุ่งเน้นหามาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพงขึ้นต่อเนื่อง

รายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมสำคัญ

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
  • พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
  • นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง
  • นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)
  • นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งคาดว่าจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลชุดใหม่

ก่อนเริ่มประชุม นายเอกนิติได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า ได้ขอหารือกับนายกรัฐมนตรีในประเด็นน้ำมันและมาตรการช่วยเหลือ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกกำลังผันผวนอย่างหนัก ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

วิกฤติพลังงานจากตลาดน้ำมันโลกผันผวน

ปัจจุบัน วิกฤติพลังงานเกิดจากปัจจัยหลายประการ เช่น ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามในยูเครน และปัญหาการผลิตน้ำมันในหลายประเทศ ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในประเทศไทย ส่งผลให้ราคาน้ำมันหน้าสถานีบริการปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กระทบต่อการขนส่ง สินค้าอุปโภคบริโภค และค่าครองชีพโดยรวม

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความกังวลของประชาชนเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือ นายเอกนิติย้ำว่า ตอนนี้เตรียมพร้อมทุกอย่างแล้ว เมื่อมีรัฐบาลใหม่จะดำเนินการทันที หากได้ข้อมูลเพิ่มเติมจากการประชุมวันนี้ จะแถลงให้ทราบทันที โดยมาตรการหลักจะมุ่งลดค่าครองชีพ ช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย และภาคธุรกิจที่พึ่งพาพลังงาน

มาตรการแก้ไขราคาสินค้าที่ลอยตัวตามน้ำมัน

สำหรับราคาสินค้าที่ปรับตามราคาน้ำมัน นายเอกนิติระบุว่า กระทรวงพาณิชย์จะรายงานสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ขณะที่กระทรวงคมนาคมจะดูแลภาคการขนส่ง เพื่อป้องกันการปรับราคาตามต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงกองทุนน้ำมันที่อาจต้องปรับโครงสร้างเพื่อความยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาพลังงาน โดยนายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน เอกนิติแจงมาตรการช่วยอย่างชัดเจน คาดว่าจะมีมาตรการเร่งด่วน เช่น ลดภาษีน้ำมัน ลดค่าไฟฟ้า หรือ补贴ตรงให้ประชาชนใน 1-2 สัปดาห์หลังรัฐบาลใหม่จัดตั้ง

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการเหล่านี้จะช่วยบรรเทาภาระประชาชนได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด การแก้ปัญหาพลังงานอย่างยั่งยืนต้องอาศัยทั้งมาตรการระยะสั้นและการส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และลม เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

CTA: คุณคิดว่ามาตรการช่วยเหลือพลังงานครั้งนี้จะเพียงพอหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ นำถกแก้วิกฤติพลังงาน “เอกนิติ” แจงเตรียมมาตรการช่วยแล้ว รอมีรัฐบาลใหม่ทำทันที

“เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่กำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก “เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊มที่เกิดขึ้น สาเหตุหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างหนัก รัฐบาลต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

“เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล

นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า การพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร แม้จะเป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น แต่กลับนำไปสู่ปัญหาการกักตุนน้ำมัน เพราะประชาชนแห่ไปเติมน้ำมันก่อนราคาขึ้น ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดีเซลพุ่งสูงจาก 67 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 80-100 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเกินกำลังการกลั่นสูงสุดที่ 76 ล้านลิตรต่อวัน และระบบขนส่งไม่ทัน รัฐบาลจึงต้องยอมรับความจริงและปรับตัวตามกลไกตลาด

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่น้ำมันขาด แต่เป็นวิกฤตซ้ำซ้อนที่ครอบคลุมก๊าซธรรมชาติและวัตถุดิบอื่นๆ สถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คาด ทำให้รัฐบาลต้องเร่งสั่งการแก้ไขหลายมาตรการ เพื่อให้ระบบจำหน่ายน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหา “เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล

จากคำชี้แจงของนายเอกนิติ มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมัน ดังนี้

  • พฤติกรรมการกักตุน: ประชาชนคาดว่าราคาจะขึ้น จึงรีบไปเติมน้ำมันจำนวนมาก
  • ช่องทางการขนส่งจำกัด: รถบรรทุก รถไฟ เรือ และท่อขนส่งถูกจำกัดเวลา ไม่สามารถเร่งส่งได้ทันความต้องการที่พุ่งสูงกะทันหัน
  • ปั๊มยี่ห้อรองขาดแคลน: Jobber ไม่ได้รับน้ำมัน ส่งผลให้ผู้บริโภคแห่ไปปั๊มใหญ่
  • กลุ่มผู้ใช้น้ำมันพิเศษ: เรือประมงใช้น้ำมันเขียวหรือลักลอบจากมาเลเซีย แต่ตอนนี้ราคาต่างประเทศแพงกว่า จึงหันมาแย่งเติมที่ปั๊มปกติ

รัฐบาลได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการกักตุนและเอาเปรียบประชาชน พร้อมติดตามข้อมูลการผลิตน้ำมันจากบริษัทต่างๆ ทุกวัน เพื่อยืนยันว่าน้ำมันดิบมีเพียงพอ

แนวทางแก้ไขวิกฤตน้ำมันที่รัฐบาลสั่งการทันที

เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน รัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วน ดังนี้

  • ปรับลดสัดส่วนสำรองน้ำมันตามกฎหมายกลับมาเหลือ 1% เพื่อระบายน้ำมันจากคลังสู่หน้าปั๊ม
  • ยกเลิกข้อกำหนดเพิ่มสำรองน้ำมันที่ทำให้ผู้ค้าต้องเก็บสต็อก
  • ปลดล็อกให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • กำกับให้เรือประมงได้รับน้ำมันจากผู้ค้าโดยตรง ลดการแย่งซื้อที่ปั๊ม

นอกจากนี้ ยังเตรียมให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัวตามตลาดโลก โดยเทียบกับราคาในภูมิภาคอย่างมาเลเซีย ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตช่วยลดภาระประชาชน พร้อมปราบปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดูแลด้านนี้

มาตรการระยะยาวเพื่อรับมือความผันผวนราคาน้ำมัน

สำหรับระยะยาว รัฐบาลมุ่งผลักดันพลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล เอทานอล น้ำมันปาล์ม การประหยัดพลังงาน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับผลิตไฟฟ้า โครงการ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” จะเน้น Solar Farm, Solar ลอยน้ำ และ Solar Rooftop โดยมีสิทธิลดหย่อนภาษีและระบบซื้อคืนไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ

วิกฤตนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า “เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล จริงๆ การบอกความจริงและช่วยกันปรับตัวตามตลาดโลกคือทางออกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ขนส่ง อุตสาหกรรม และเกษตรกร

สุดท้ายนี้ ผู้บริโภคควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานให้ประหยัดมากขึ้น เพื่อช่วย國家ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาน้ำมันและพลังงานทางเลือก สามารถติดตามบล็อกของเราได้เลย!

ที่มา – “เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล ต้องบอกความจริงประชาชน

“เอกนิติ” รับจำเป็นปล่อย “ราคาน้ำมันดีเซล” ลอยตัว ทะลุ 33 บาทแน่

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่กำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก “เอกนิติ” รับจำเป็นปล่อย “ราคาน้ำมันดีเซล” ลอยตัว ทะลุ 33 บาทแน่ เพื่อให้สอดคล้องกับกลไกตลาดโลก นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 69 โดยยอมรับว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ไม่มีใครคาดคิด ทำให้ราคาน้ำมันผันผวนหนักหน่วง

“เอกนิติ” รับจำเป็นปล่อย “ราคาน้ำมันดีเซล” ลอยตัว ทะลุ 33 บาทแน่

นายเอกนิติ อธิบายว่าหลังเกิดวิกฤต รัฐบาลได้นำเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาผลกระทบให้ประชาชน แต่ตอนนี้สถานการณ์เลวร้ายกว่าที่คาดไว้ เพราะไม่เพียงน้ำมันดิบที่ราคาพุ่งสูง แต่ยังมีวิกฤตพลังงาน ก๊าซธรรมชาติ และปิโตรเคมีมาซ้ำเติม จากการพูดคุยกับรัฐมนตรีคลังของหลายประเทศ ก็เห็นตรงกันว่าวิกฤตครั้งนี้จะยืดเยื้อ

ปัญหาหลักคือเมื่อประชาชนทราบว่าราคาน้ำมันจะปรับขึ้น ก็เกิดการกักตุน ทำให้ความต้องการน้ำมันดีเซลพุ่งสูงเกินกำลังการกลั่นของประเทศ ส่งผลให้เกิดการขาดแคลน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องบริหารจัดการสองประการหลัก คือ 1) ป้องกันการขาดแคลนน้ำมัน และ 2) ดูแลไม่ให้ราคาขยับเร็วเกินไป โดยใช้กองทุนน้ำมันช่วยเหลือ

เหตุผลหลักที่ต้องปล่อยราคาน้ำมันดีเซลลอยตัว

นายเอกนิติ ยืนยันชัดเจนว่า “เอกนิติ” รับจำเป็นปล่อย “ราคาน้ำมันดีเซล” ลอยตัว ทะลุ 33 บาทแน่ เพราะหากฝืนตรึงราคาต่อไป จะยิ่งทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนรุนแรงขึ้น ไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถฝืนกลไกตลาดได้นาน จากประสบการณ์วิกฤตรัสเซีย-ยูเครนครั้งก่อน ก็เห็นแล้วว่าการตรึงราคานำไปสู่หายนะ

  • วิกฤตซ้อนวิกฤต: สงครามตะวันออกกลางกระทบน้ำมัน ก๊าซ และเคมีภัณฑ์ทั้งหมด
  • พฤติกรรมผู้บริโภค: การกักตุนทำให้อุปทานไม่พอ
  • กลไกตลาดโลก: ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุเพดาน ต้องปรับตาม ไม่ใช่ตระบัดสัตย์แต่ยอมรับความจริง

เป้าหมายคือชะลอผลกระทบ โดยปล่อยราคาลอยตัวแต่ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อยหรือเกษตรกร ผ่านมาตรการ补贴จากกองทุน เพื่อให้ทุกภาคส่วนปรับตัวร่วมกัน

สถานการณ์นี้คล้ายกับมาเลเซียที่ราคาน้ำมันดีเซลอยู่ราว 33 บาท หากไทยฝืนต่อ อาจนำไปสู่การขาดแคลนหนัก รัฐบาลจึงเลือกทางสายกลาง คือ บริหารจัดการให้สมดุลระหว่างอุปสงค์-อุปทาน และปกป้องประชาชนจากผลกระทบรุนแรงที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีแผนสนับสนุนพลังงานทางเลือก เช่น รถยนต์ไฟฟ้า และส่งเสริมการประหยัดพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้าในระยะยาว ผู้ประกอบการขนส่งและธุรกิจที่ใช้น้ำมันดีเซลจำนวนมาก ควรเตรียมตัวปรับกลยุทธ์ เช่น ลดต้นทุนโลจิสติกส์หรือหันมาใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสให้ไทยเร่งพัฒนาโครงสร้างพลังงานให้ยั่งยืนมากขึ้น หากเราร่วมมือกันปรับตัว ผลกระทบจะไม่รุนแรงเกินไป สุดท้ายแล้ว การยอมรับกลไกตลาดคือทางออกที่สมเหตุสมผลที่สุด

คุณคิดอย่างไรกับการปล่อยราคาน้ำมันดีเซลลอยตัว? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตราคาน้ำมันล่าสุดเพื่อวางแผนการใช้จ่ายให้ดี!

ที่มา – “เอกนิติ” รับจำเป็นปล่อย “ราคาน้ำมันดีเซล” ลอยตัว ทะลุ 33 บาทแน่

รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ถึงมือ 8 หน่วยตรวจแล้ว

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวร้อนๆ เกี่ยวกับ รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ บรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลคึกคักมาก เมื่อทีมงานของว่าที่รัฐมนตรีหลายคนตบเท้าส่งเอกสารตรวจสอบคุณสมบัติและประวัติกันอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะวันที่ 23 มี.ค. 2567 ที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) มีผู้คนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน

รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ถึงมือ 8 หน่วยตรวจคุณสมบัติแล้ว

รายชื่อรัฐมนตรีทั้งหมดของ ครม.อนุทิน 2 ได้ถูกส่งไปยัง 8 หน่วยงานสำคัญเพื่อตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่ามีชื่อของน.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยรวมอยู่ด้วย นี่ถือเป็นก้าวสำคัญก่อนที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ทุกคนต่างรอคอยผลการตรวจสอบที่ต้องโปร่งใสและรวดเร็ว โดยสลค.ตั้งเป้าจะเสร็จก่อนเทศกาลสงกรานต์

ความคืบหน้าการยื่นเอกสารของพรรคต่างๆ

ฝั่งพรรคเพื่อไทยส่งเอกสารครบทีมแล้ว รวมถึงน.ส.สุดาวรรณ ที่คาดว่าจะนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นอกจากนี้ยังมีน.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย ในโผรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ ส.ส.กาญจนบุรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ส่วนพรรคภูมิใจไทยก็ไม่น้อยหน้า นายวัชระพล ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี ส่งเอกสารเพื่อนั่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เวลา 13.15 น. ตามด้วยนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เวลาต่อมา นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ยังมีรายชื่ออื่นๆ ที่ส่งทีมงานมาแล้ว เช่น นายสรรเพชญ บุญญามณี ส.ส.สงขลา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย ส.ส.อุบลราชธานี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

8 หน่วยงานหลักที่ตรวจสอบคุณสมบัติ

เพื่อให้มั่นใจในคุณสมบัติของรัฐมนตรีทุกคน สลค.ได้ส่ง รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ไปยังหน่วยงานตรวจสอบทั้ง 8 แห่ง ดังนี้

  • สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) – ตรวจประวัติอาชญากรรม
  • สำนักงานศาลยุติธรรม – ตรวจคดีความในศาล
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) – ตรวจทุจริต
  • สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ – ตรวจด้านรัฐธรรมนูญ
  • กรมบังคับคดี – ตรวจหนี้สิน
  • คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) – ตรวจคุณสมบัติการเลือกตั้ง
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) – ตรวจผลประโยชน์ทับซ้อน
  • สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) – ตรวจคดีอาญา

หากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น สลค.จะสอบถามความเห็นจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาทันที นี่เป็นกระบวนการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต ทำให้ประชาชนมั่นใจในรัฐบาลชุดใหม่

ครม.อนุทิน 2 นี้มาจากการเจรจาของพรรคการเมืองหลักอย่างพรรคเพื่อไทยและภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ การจัดสรรโควตารัฐมนตรีสะท้อนถึงพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ช่วยให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการแก้ปัญหาสังคม

ในมุมมองของผม การตรวจสอบคุณสมบัติที่รวดเร็วแบบนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทำงานโปร่งใส หวังว่ารัฐมนตรีทุกท่านจะผ่านฉลุยและเริ่มปฏิบัติหน้าที่ได้ทันที คุณคิดอย่างไรกับโผครม.ชุดนี้? คอมเมนต์มาบอกกันได้เลยนะครับ ติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – รายชื่อรัฐมนตรี ครม.อนุทิน 2 ถึงมือ 8 หน่วยตรวจคุณสมบัติแล้ว ยันมีชื่อ “สุดาวรรณ” ด้วย

ประวัติ เอกนิติ ผู้ผลักดันคนละครึ่งพลัส รองนายกฯ ควบคลัง

ประวัติ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อยู่เบื้องหลังนโยบายคนละครึ่งพลัสที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงโควิด ยังคงนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในคณะรัฐมนตรีอนุทิน 2 เหมือนเดิม เก้าอี้ยังเหนียวแน่นเพราะผลงานเด่นที่ได้ใจประชาชนและพรรคภูมิใจไทย!

ประวัติ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ

ประวัติ เอกนิติ

มาทำความรู้จัก ประวัติ เอกนิติ กันแบบละเอียดเลยนะครับ ชายคนนี้ไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่เป็นเทคโนแครตตัวจริง เรียนเก่งมากตั้งแต่เด็ก จบเศรษฐศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทุนสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ จากนั้นบินไปเรียนต่อปริญญาโทและเอกด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยดังในอเมริกา University of Illinois at Urbana-Champaign และ Claremont Graduate University ด้วยทุน ก.พ. ของรัฐบาลไทย

ประวัติ เอกนิติ ในด้านการศึกษาและรางวัล

เด็กเรียนดีขนาดนี้ ต้องมีรางวัลเพียบเลย! ได้รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นจากมหาวิทยาลัย Illinois รางวัลนักเรียนทุนดีเด่นจาก ก.พ. นักเศรษฐศาสตร์ดาวรุ่งปี 2552 นักเศรษฐศาสตร์ดีเด่นปี 2561 จากสมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ และล่าสุดรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นคณะเศรษฐศาสตร์ มธ. ปี 2567 นอกจากเรียนเก่ง ยังเป็นนักกีฬาด้วยนะ รักบี้ฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทย และเคยเป็นประธานชุมนุมรักบี้ฟุตบอล มธ. ด้วย

ประวัติ เอกนิติ การศึกษาและรางวัล

เส้นทางอาชีพของเขาเริ่มจากธนาคารโลกในสหรัฐฯ เป็น Senior Advisor to Executive Director แล้วกลับมาเป็นโฆษกกระทรวงการคลัง อัครราชทูตฝ่ายเศรษฐกิจการคลังประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป ที่ปรึกษาเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ

  • อธิบดีกรมสรรพากร (ยุครัฐบาลเศรษฐา)
  • อธิบดีกรมสรรพสามิต
  • อธิบดีกรมธนารักษ์ (ยุครัฐบาลแพทองธาร)

ยังเคยเป็นประธานกรรมการหลายแห่ง เช่น การบินไทย, ธนาคารกรุงไทย, ธนาคารธนชาต, EXIM Bank, SME Bank และอื่นๆ อีกเพียบ รวมถึงกรรมการ Tax Inspectors Without Borders (OECD & UNDP), กรรมการวชิราวุธวิทยาลัย, สภามหาวิทยาลัย NIDA

ประวัติ เอกนิติ ตำแหน่งงาน

ผลงานเด่นในประวัติ เอกนิติ

ผลงานที่ทำให้ดังกระฉ่อนคือการนำดิจิทัลมาปรับปรุงกรมสรรพากรและสรรพสามิต ได้รางวัลผู้นำองค์กรดิจิทัลดีเด่นปี 2566, Digital Government Award เอเชียโอเชียเนีย 2565, Thailand Digital Transformation Award 2564 ยังริเริ่มกองทุน Thailand Future Fund ลดหนี้รัฐ ปฏิรูปรัฐวิสาหกิจด้วย Skill Matrix และออกแบบระบบวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาคให้กระทรวงคลัง

ผลงาน ประวัติ เอกนิติ ดิจิทัล

เส้นทางสู่การเมือง

เข้าสู่วงการการเมืองปี 2568 ชวนโดยนายอนุทิน ลาออกอธิบดีสรรพสามิตมาร่วมครม.อนุทิน 1 ในตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.คลัง ผลงานคนละครึ่งทำให้คะแนนพรรคพุ่ง แม้ถูกเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ปฏิเสธ ในครม.อนุทิน 2 ยังนั่งตำแหน่งเดิม พรรคให้อิสระเต็มที่ ไม่มี รมช.

ประวัติ เอกนิติ การเมือง

จากประวัติ เอกนิติ จะเห็นว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริงที่ผสมผสานความรู้วิชาการกับการปฏิบัติได้ลงตัว ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตยั่งยืน คาดว่านโยบายใหม่ๆ จะช่วยฟื้นฟูประเทศหลังวิกฤตได้ดี คุณคิดอย่างไรกับการต่อยอดคนละครึ่งพลัส ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ ถ้าชอบบทความนี้!

ที่มา – ประวัติ “เอกนิติ” ผู้ผลักดันคนละครึ่งพลัส ยังได้นั่งรองนายกฯ ควบ รมว.คลัง

รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ หลังขนส่งล่าช้า

สถานการณ์น้ำมันในไทยช่วงนี้กำลังเป็นที่กังวลของประชาชน หลังจากที่มีข่าวรัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ เพื่อแก้ปัญหาการขนส่งที่ไม่ทันความต้องการ โดยเฉพาะหลังประชาชนแห่ไปตุนน้ำมันตามปั๊มต่างๆ ทำให้บางแห่งน้ำมันหมดอย่างรวดเร็ว รัฐบาลยืนยันว่าสต็อกน้ำมันสำรองมีเพียงพอถึง 90 วัน แน่นอน วันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลสำคัญจากที่ประชุมให้ฟังกันแบบละเอียด

รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือ ด่วนแก้ปัญหาสต็อกและขนส่ง

เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงผลการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง (ศบก.) นัดพิเศษ โดยหนึ่งในประเด็นหลักคือราคาน้ำมันและปริมาณสำรองในประเทศ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งกระทรวงพลังงานยืนยันว่าน้ำมันดิบยังบริหารจัดการได้เพียงพอ

นายกรัฐมนตรีสั่งการเชิญผู้บริหารจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ซึ่งดูแลสถานีบริการทั่วประเทศ มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ทุกฝ่ายยืนยันว่าน้ำมันมีเพียงพอ ประชาชนไม่ต้องกังวล โดยรัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือครั้งนี้ เพื่อหาสาเหตุที่บางปั๊มน้ำมันไม่พอขาย ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากประชาชนตื่นตระหนกแห่ตุน ทำให้การกระจายไม่ทัน

สต็อกน้ำมันสำรองในไทยเพียงพอ 90-96 วัน

อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ เปิดเผยข้อมูลสต็อกล่าสุด ณ วันที่ 13 มี.ค. 2569 กรมได้ตรวจคลังน้ำมัน 53 คลัง 589 ถัง พบน้ำมันสำรองเพื่อการค้าประมาณ 1,400 ล้านลิตร และสำรองตามกฎหมาย 3,400 ล้านลิตร รวม 39 วัน บวกน้ำมันระหว่างขนส่ง 27 วัน และสัญญาจัดหา 30 วัน รวมทั้งสิ้น 96 วัน หรืออย่างน้อย 90 วัน

  • น้ำมันสำรองการค้า: 1,400 ล้านลิตร (เท่ากับการใช้วันที่ 20 วัน)
  • น้ำมันสำรองกฎหมาย: 3,400 ล้านลิตร
  • น้ำมันขนส่งเข้า: 27 วัน
  • น้ำมันสัญญา: 30 วัน

ปัญหาหลักอยู่ที่การขนส่งไม่ทันยอดขายพุ่งสูง นายกฯ จึงสั่งกระทรวงพลังงานเร่งหารือปรับปรุงการจัดส่งให้เร็วขึ้น

ผู้ค้าน้ำมันยืนยันพร้อมรับมือวิกฤต

ผู้บริหารบริษัทผู้ค้าน้ำมันยืนยันว่ามีเครือข่ายทั่วโลก สามารถนำน้ำมันจากแหล่งอื่นแทนที่ช่องแคบฮอร์มุซ เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาตะวันตก ละตินอเมริกา มีน้ำมันดิบสำรอง 60% เพียงพอแปรรูปเป็นน้ำมันสำเร็จรูป นอกจากนี้ รองประธานหอการค้าไทยแจ้งว่าหลังประชุมภาคใต้ 14 จังหวัด ยืนยันไม่มีขาดแคลน เพียงแต่บางพื้นที่ยอดซื้อพุ่งจากความกังวล

รัฐบาลมอบหมายกระทรวงพลังงานสื่อสารให้ประชาชนมั่นใจ โดยจะเร่งบริหารการขนส่งและจัดการสต็อกให้สมดุล สำหรับภาคอุตสาหกรรม ก็จะนัดหารือผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 และ 10 เพื่อให้ซัพพลายเพียงพอ

ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อน้ำมันไทย

สาเหตุหลักของความตื่นตระหนกมาจากความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก กระทรวงการต่างประเทศรายงานสถานการณ์ล่าสุด ทำให้ประชาชนไทยกังวลว่าราคาน้ำมันจะพุ่งหรือขาดแคลน แต่รัฐบาลย้ำว่าประเทศไทยมีการบริหารจัดการที่ดี มีสต็อกสำรองตามมาตรฐานสากล

นอกจากนี้ ยังมีแผนสำรอง เช่น การนำเข้าน้ำมันทางอื่นๆ และการกลั่นจากน้ำมันดิบในประเทศ ทำให้ไม่กระทบการใช้ในชีวิตประจำวัน

สรุปแล้ว การที่รัฐบาลเชิญบริษัทผู้ค้าน้ำมันหารือครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดี แสดงถึงการทำงานเชิงรุกเพื่อความมั่นคงพลังงาน ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการตุนน้ำมันเกินจำเป็น เพราะจะยิ่งทำให้ปัญหาการกระจายหนักขึ้น แนะนำให้ติดตามข้อมูลจากกระทรวงพลังงานและกรมธุรกิจพลังงานอย่างเป็นทางการ หากมีอัปเดตเราจะนำมาอัปเดตให้ทราบต่อไป สนับสนุนด้วยการแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงกันนะครับ!

ความเห็นส่วนตัว: สถานการณ์แบบนี้เป็นบททดสอบการบริหารจัดการพลังงานของไทย หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน โดยประชาชนไม่ตื่นตระหนก ผู้ประกอบการเร่งขนส่ง รัฐบาลสื่อสารชัดเจน เราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างราบรื่น

ที่มา – “รัฐบาล” เชิญ “บริษัทผู้ค้าน้ำมัน” หารือ หลังขนส่งไม่ทันความต้องการประชาชน

นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ

นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและการ供水ทั่วโลก วันนี้เรามีข้อมูลอัปเดตล่าสุดจากที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์ (ศบก.) ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อคลายกังวลให้ประชาชน

นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน

เมื่อเวลา 11.55 น. วันที่ 15 มี.ค. 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้เป็นประธานการประชุมสำคัญ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองผู้อำนวยการศบก. เข้าร่วม พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และคณะกรรมการศบก. ต่างมาร่วมประชุมกันเต็มที่ ส่วนนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศบก. ที่กำลังตรวจราชการที่จังหวัดพัทลุง ก็วิดีโอคอนเฟอเรนซ์เข้ามาร่วมด้วย

สถานการณ์น้ำมันดิบ: พอใช้ได้ 90 วันสบายๆ

ในที่ประชุม นายเอกนิติ ได้ยืนยันชัดเจนว่าน้ำมันดิบของไทยยังมีเหลือเฟือ โดยนำน้ำมันดิบมากลั่นได้สบายๆ ถึง 90 วัน กระทรวงพลังงานรายงานว่าสต็อกยังเยอะมาก สิ่งที่เกิดปัญหาขึ้นตอนนี้ไม่ใช่ขาดแคลน แต่เป็นเรื่องการบริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์ต่างหาก ทำให้หน้าปั๊มบางแห่งดูวุ่นวาย เปรียบเหมือนที่เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) เคยบอกว่าตู้ ATM เงินจะหมด แต่จริงๆ แล้วเงินยังมีเพียบเลย

นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าประชาชนต้องรู้สึกมั่นใจว่าน้ำมันมีเยอะ ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้ง ปั๊ม PTT ปั๊มบางจาก และผู้ค้าอื่นๆ ยืนยันหมดแล้วว่าน้ำมันยังไม่หมด ยังเหลืออีกมาก ปัญหาคือการขนส่งที่ต้องเร่งจัดการ โดยเฉพาะช่วงที่ภาคอุตสาหกรรมหันมาเติมน้ำมันหน้าปั๊มมากขึ้น ทำให้คิวยาวและคนตื่นตระหนก

มาตรการเร่งด่วน 3 ข้อจากที่ประชุม

สรุปสิ่งที่ต้องทำทันทีจากที่ประชุม นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน มีดังนี้:

  • 1. การสื่อสารกับประชาชน: ให้ผู้ค้าน้ำมันออกมายืนยันว่าน้ำมันเพียงพอ ช่วยลดความตื่นตระหนก ลดการแห่ไปเติมน้ำมันเกินจำเป็น
  • 2. บริหารจัดการขนส่งและโลจิสติกส์: กระทรวงพลังงานต้องรายงานจุดที่สต็อกใกล้หมด แล้วรีบส่งไปเติมทันที เหมือนกรณี ATM ที่เงินยังมีพอ ต้องกระจายให้ทั่วถึง
  • 3. จัดการภาคอุตสาหกรรม: สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเสนอทางออก โดยนายพิพัฒน์ แนะนำให้ภาคอุตสาหกรรมมีช่องทางเติมน้ำมันแยก ไม่แย่งกับประชาชนทั่วไป เพื่อไม่ให้หน้าปั๊มแออัด

นอกจากนี้ ยังมีการกำชับให้ทุกฝ่ายทำงานประสานกัน เพื่อให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพสูงสุด สถานการณ์แบบนี้เกิดจากปัจจัยภายนอก แต่ไทยมีสต็อกน้ำมันดีพอที่จะรับมือได้ หากทุกคนเข้าใจและไม่ตื่นตระหนก

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบการสื่อสารของรัฐบาล ถ้าทำดี ประชาชนจะมั่นใจมากขึ้น ราคาน้ำมันไม่พุ่ง และเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ลองนึกภาพถ้าทุกคนใจเย็น รอเติมตามปกติ สถานการณ์คงคลี่คลายเร็วมาก

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองอัปเดตทุกวัน ที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ถก ศบก. “เอกนิติ” ยืนยันน้ำมันดิบยังมีเยอะ เร่งทำความเข้าใจกับประชาชน

“อนุทิน” ถก “เอกนิติ” หารือราคาน้ำมัน สงครามตะวันออกกลาง

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกกำลังผันผวนอย่างหนักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ชาวไทยจำนวนไม่น้อยต่างกังวลกับค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูงขึ้น ล่าสุด “อนุทิน” ถก “เอกนิติ” หารือสถานการณ์ราคาน้ำมัน เพื่อหามาตรการช่วยเหลือประชาชนให้ทันท่วงที การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวสงครามที่รุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานทั่วโลก

“อนุทิน” ถก “เอกนิติ” หารือสถานการณ์ราคาน้ำมัน

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสร็จสิ้นพิธีรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในรัฐพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ได้เชิญนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าหารืออย่างเป็นส่วนตัวที่ห้องทำงานชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล หัวข้อหลักคือสถานการณ์ราคาน้ำมันที่กำลังปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบหนักสุดจากราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่พุ่งทะยาน นายกรัฐมนตรีอนุทินได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการหามาตรการบรรเทาภาระ โดยคาดว่าจะมีการประกาศมาตรการใหม่ในเร็วๆ นี้

สงครามตะวันออกกลาง : สาเหตุหลักของราคาน้ำมันพุ่ง

สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล-ฮามาส และการขยายวงของกลุ่มฮูธีในทะเลแดง ได้ก่อให้เกิดการหยุดชะงักของเส้นทางการขนส่งน้ำมันสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และเวสต์เท็กซัสพุ่งสูงเกิน 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งกระทบไทยโดยตรง เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 90% จากภูมิภาคนี้

ไม่เพียงเท่านั้น การโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดงทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้น 20-30% สะท้อนสู่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในปั๊มน้ำมันไทยที่ปรับขึ้นเกือบสัปดาห์ละครั้ง ชาวบ้านหลายพื้นที่เริ่มประสบปัญหาค่าขนส่งอาหารและสินค้าจำเป็นที่แพงขึ้นตามไปด้วย

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนไทย

ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลกระทบเป็นโดมิโน่ต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคการผลิต การขนส่ง และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะ SME ที่มีต้นทุนพลังงานสูง คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นอีก 0.5-1% หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย ประชาชนทั่วไปต่างเดือดร้อนกับค่าน้ำมันรถ ค่าเดินทาง และค่าอาหารที่ปรับราคาตาม

มาตรการช่วยเหลือประชาชนที่รัฐบาลเตรียมไว้

จากข้อมูลที่รั่วไหลจากการประชุม “อนุทิน” ถก “เอกนิติ” หารือสถานการณ์ราคาน้ำมัน รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการหลายประการเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ดังนี้

  • ลดภาษีน้ำมันชั่วคราว: เตรียมลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลและเบนซิน 1-2 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 3-6 เดือน
  • วงเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ: สำหรับผู้ประกอบการขนส่งและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ
  • แจกคูปองน้ำมัน: สำหรับผู้มีรายได้น้อยและผู้ขับขี่แท็กซี่-มอเตอร์ไซค์รับจ้าง
  • เร่งเจรจากับผู้ผลิตน้ำมัน: เพื่อล็อกราคานำเข้าล่วงหน้าและสำรองน้ำมันในสต็อก
  • ส่งเสริมพลังงานทางเลือก: ผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าและ NGV มากขึ้นในระยะยาว

มาตรการเหล่านี้หากประกาศใช้จริง จะช่วยให้ประชาชนถอนหายใจได้บ้าง แต่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

บทบาทสำคัญของนายกฯ อนุทินในการแก้ปัญหา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้แสดงศักยภาพในการนำทีม โดยใช้ความชำนาญด้านการเมืองและเศรษฐกิจในการประสานงานระหว่างกระทรวง การหารือกับนายเอกนิติ ซึ่งเป็นมือฉมังด้านการคลัง ช่วยให้เกิดแนวทางที่ครอบคลุมทั้งระยะสั้นและยาว นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับมาตรการให้เหมาะสม

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระประชาชน แต่ยังเสริมความเชื่อมั่นในรัฐบาลท่ามกลางวิกฤตพลังงาน สุดท้ายแล้ว ชาวไทยควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานให้ประหยัด เพื่อฝ่าฟันวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – “อนุทิน” ถก “เอกนิติ” หารือสถานการณ์ราคาน้ำมัน-ช่วยประชาชนในสงครามตะวันออกกลาง

Scroll to top