เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

“เอกนิติ” เผยใกล้ตั้งคกก.ศึกษาลันด์บริดจ์

ในวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทยช่วงนี้ มีประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง นั่นคือ “เอกนิติ” เผยอยู่ช่วงตั้งคกก. ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ยันอยากทำให้เกิดประโยชน์ประชาชนมากที่สุด โครงการแลนด์บริดจ์ หรือทางบกเชื่อมทะเลอ่าวไทยกับมหาสมุทรอินเดีย ผ่านจังหวัดชุมพรและระนอง ถือเป็นเมกะโปรเจกต์ที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าพื้นที่ภาคใต้ของไทยไปตลอดกาล ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ให้สัมภาษณ์เปิดเผยความคืบหน้า ทำให้ประชาชนหลายฝ่ายตื่นเต้นกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่จะตามมา

“เอกนิติ” เผยอยู่ช่วงตั้งคกก. ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ยันอยากทำให้เกิดประโยชน์ประชาชนมากที่สุด

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 13.35 น. นายเอกนิติ ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวหลังจากนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล มอบหมายให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ โดยระบุว่า การตั้งคณะกรรมการยังไม่แล้วเสร็จสิ้น แต่ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมการชุดนี้จะศึกษาทุกมิติ ทั้งข้อดี ข้อเสีย และความเป็นไปได้ในภาพรวม โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของนายเอกนิติในฐานะ รมว.คลัง

กรอบการศึกษาภายใน 90 วัน และเป้าหมายเพื่อประชาชน

เมื่อสื่อสอบถามถึงกรอบระยะเวลา 90 วันว่าจะทำให้เห็นภาพชัดเจนหรือไม่ นายเอกนิติ ตอบว่า ต้องรอไปดูข้อมูลก่อน แต่ยืนยันชัดเจนว่า “เอกนิติ” เผยอยู่ช่วงตั้งคกก. ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน โดยเฉพาะชาวภาคใต้ที่จะได้รับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โครงการนี้จะช่วยลดระยะทางขนส่งสินค้าจากท่าเรือชุมพรตรงไปยังท่าเรือระนอง ระยะทางเพียง 360 กิโลเมตร แทนที่จะต้องอ้อมคอคอดกระหรือช่องแคบมาลัคคา ซึ่งจะประหยัดเวลาและต้นทุนมหาศาล คาดว่าจะช่วยเพิ่ม GDP ไทยได้หลายแสนล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) โดยจะพัฒนาท่าเรือน้ำลึก ทางรถไฟ ทางหลวง และนิคมอุตสาหกรรม สร้างงานนับหมื่นตำแหน่งให้คนไทย

ข้อดี-ข้อเสียของโครงการแลนด์บริดจ์

  • ข้อดี: ลดเวลาขนส่งจาก 5-7 วันเหลือไม่กี่ชั่วโมง สร้างศูนย์กลางการค้าอาเซียน เชื่อมจีน-อินเดีย-ตะวันออกกลาง เพิ่มรายได้ภาคใต้
  • ข้อเสียที่ต้องศึกษา: ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การย้ายถิ่นชาวบ้าน ค่าใช้จ่ายสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ต้องหาเอกชนร่วมลงทุน
  • ความเป็นไปได้ด้านเทคนิคและกฎหมาย โดยเฉพาะ EIA (รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม)

นายเอกนิติ ยิ้มเมื่อถูกถามว่ารับภาระร้อนแรงทั้งหมด แต่ไม่ตอบตรงๆ แสดงถึงความมุ่งมั่นในการผลักดัน โครงการนี้เคยถูกพูดถึงสมัยรัฐบาลก่อน แต่คราวนี้ดูจริงจังกว่า ด้วยการตั้งคกก.โดยเฉพาะ

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการแลนด์บริดจ์คือโอกาสทองของไทย หากศึกษาดีๆ จะช่วยยกระดับประเทศให้เป็นฮับโลจิสติกส์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จริง อย่าพลาดติดตามความคืบหน้า!

CTA: คิดเห็นอย่างไรกับโครงการนี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ และกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวเศรษฐกิจการเมืองล่าสุด

ที่มา – “เอกนิติ” เผยอยู่ช่วงตั้งคกก. ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ยันอยากทำให้เกิดประโยชน์ประชาชนมากที่สุด

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงนี้ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญวิกฤตหลายระลอก รัฐบาลไทยจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการ โดยเฉพาะนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ได้เปิดเผยแผนการชัดเจนหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569

“เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

ที่ประชุมครม. มีมติอนุมัติให้กระทรวงการคลังออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เพื่อกู้เงินจำนวน 400,000 ล้านบาท โดยลดลงจากกระแสข่าวเดิมที่ 500,000 ล้านบาท เพื่อรักษาวินัยการคลังและตอบสนองข้อกังวลจากทุกภาคส่วน แผนนี้ไม่ใช่แค่เยียวยาชั่วคราว แต่เน้นสร้างความยั่งยืนในอนาคต โดยแบ่งเงินกู้เป็น 2 ส่วนหลักๆ ส่วนละ 200,000 ล้านบาท

ส่วนแรก: เยียวยาผลกระทบโดยตรง

เงินส่วนแรกจะนำไปช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตปากท้อง ซึ่งเกิดจาก 5 ระลอกใหญ่ ได้แก่ วิกฤตสงคราม, ราคาพลังงานพุ่ง, ต้นทุนการผลิตสูง, ค่าครองชีพแพง และกำลังซื้อถดถอย มาตรการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนทันที เช่น โครงการช่วยเหลือค่าครองชีพหรือสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย

ส่วนที่สอง: เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ส่วนที่สองมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่าน (Transition) ไปใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวและป้องกันวิกฤตซ้ำรอย เช่น การลงทุนในโซลาร์เซลล์ ลม หรือพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ ทำให้ประเทศไทยมีพลังงานมั่นคงมากขึ้น

เหตุผลที่ต้องออก พ.ร.ก. เร่งด่วนเพราะงบประมาณปี 2569 คงเหลือไม่ถึง 50,000 ล้านบาท งบกลางเหลือ 20,000 ล้านบาทที่ต้องสำรองไว้ ส่วนงบปี 2570 ต้องรออีก 5 เดือน ซึ่งอาจช้าเกินไป หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่ Stagflation หรือเงินเฟ้อคู่กับเศรษฐกิจถดถอย

วินัยการคลังยังมั่นคง

นายเอกนิติ ยืนยันว่าการกู้ครั้งนี้จะกู้ภายในประเทศทั้งหมด โดยระบบธนาคารมีสภาพคล่องเกิน 1 ล้านล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ ไม่มีความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน สัดส่วนหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ 69% ของ GDP ต่ำกว่าเพดาน 70% ที่กำหนด ขั้นตอนต่อไปคือเสนอ พ.ร.ก. เข้าสภา 14 พฤษภาคมนี้ และตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองเงิน โดยปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน รัฐบาลตั้งเป้าเริ่มโครงการช่วยเหลือ 1 มิถุนายน

นอกจากนี้ โครงการอย่างคนละครึ่งหรือบัตรสวัสดิการอาจขอใช้เงินส่วนนี้ได้ หากผ่านการพิจารณา “เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก ถือเป็นมาตรการที่สมดุลระหว่างช่วยเหลือระยะสั้นและลงทุนระยะยาว ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ท่ามกลางความไม่แน่นอน

สำหรับประชาชน สิ่งสำคัญคือติดตามการดำเนินงานให้โปร่งใส และใช้โอกาสนี้ปรับตัว เช่น ลดการใช้พลังงานฟอสซิล หันมาใช้พลังงานสะอาดในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะช่วยลดค่าไฟฟ้าและสิ่งแวดล้อมในอนาคต

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “เอกนิติ” กางแผน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท รับมือวิกฤตโลก

“อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ตั้งเอกนิติแลนด์บริดจ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันดีกว่า นั่นคือ “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศตั้ง “เอกนิติ” นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแลนด์บริดจ์ นี่เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลกำลังปรับตัวรับมือกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

“อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ

ในวันที่ 4 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ได้ชี้แจงถึงกระแสความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างรัฐมนตรี 2 ท่าน คือ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคมนาคม กับนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีอุตสาหกรรม เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ โดยย้ำว่าไม่มีปัญหาอะไร เป็นแค่การพูดคนละมุมมองเท่านั้น สิ่งที่รัฐบาลจะทำคือตั้งคณะกรรมการนำโดย “เอกนิติ” เพื่อศึกษาทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นภูมิรัฐศาสตร์ ความคุ้มทุนด้านการลงทุน โลจิสติกส์ และผลกระทบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ทำไม “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ? เพราะบริบทโลกตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว สมัยก่อนผลศึกษาอาจจะมองแบบเก่า แต่ปัจจุบันมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามา เช่น ความมั่นคงพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียด การค้าที่เสี่ยงจากช่องแคบฮอร์มุซหรือช่องแคบมะละกา ถ้าปิดหรือเก็บค่าผ่านทางแพง ไทยจะเดือดร้อนแน่ ไทยต้องมียุทธศาสตร์ยืนด้วยตัวเอง ลดการพึ่งพิงเส้นทางทะเลที่ไม่แน่นอน

ตั้ง “เอกนิติ” นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

โครงการแลนด์บริดจ์คืออะไร? 简单ๆ คือโครงการเชื่อมแผ่นดินทางบก โดยสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพร (ฝั่งอ่าวไทย) และสงขลา (ฝั่งอันดามัน) พร้อมรางรถไฟคาร์โกเชื่อมต่อ เพื่อขนสินค้าข้ามคอขานกระบี่ ลดระยะทางและเวลาจากเดิมที่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา แม้ต้นทุนคาร์โก้สูง แต่ต้องดูภาพรวมทั้งความสะดวก ความเร็ว และความมั่นคง รัฐบาลตั้งเป้าสรุปผลศึกษาใหม่ภายใน 90 วัน

นโยบายนี้ไม่ใช่ของใหม่สำหรับพรรคภูมิใจไทยนะครับ พูดมาตั้งแต่ปี 2562 สมัยนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ก็ผลักดันแล้ว ครั้งนี้เป็นการต่อยอด เพื่อให้ไทยแข็งแกร่งขึ้นในยุคที่เพื่อนบ้านแทบไม่มีแล้ว อย่างที่ “อนุทิน” บอกเอง

ส่วนผลโพลนิด้าในภาคใต้ที่บอกว่าประชาชนเห็นด้วยแต่ยังไม่เข้าใจรายละเอียด รัฐบาลต้องสื่อสารให้ชัด คุณประโยชน์ส่วนรวมสำคัญที่สุด แม้บางพื้นที่ 14 จังหวัดใต้จะมีคัดค้าน แต่ก็มีเห็นด้วย ทุกอย่างขึ้นกับข้อมูลจากการศึกษา

นายกฯ ยังย้ำถึงวิสัยทัศน์เก่า “ให้ไทยไม่มีน้ำมันแต่มีอาหาร” โดยแลนด์บริดจ์จะช่วยขนส่งอาหารไทยไปทั่วโลกได้เร็วขึ้น ไม่ต้องกลัวช่องแคบปิดหรือถูกขู่เก็บเงินแพง ไทยต้องเปลี่ยนรูปแบบ ลดการกินน้ำใต้คอ

และเรื่องที่หลายคนห่วง คือกลัวเอื้อนายทุน? “อนุทิน” ตอบชัด เอื้อใครไม่เคยเห็นสักคน 7-8 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพิสูจน์แล้วว่าทำเพื่อชาติ ไม่เอื้อพวกพ้อง ตอนนี้เหลือแต่ ส.ส. เพื่อนข้างนอกหายเกลี้ยง!

ประโยชน์ของโครงการแลนด์บริดจ์ที่ไม่ควรมองข้าม

  • เพิ่มความมั่นคงโลจิสติกส์: ลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางทะเล
  • กระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้: สร้างงาน สร้างรายได้ให้ 14 จังหวัด
  • ยกระดับไทยเป็นฮับภูมิภาค: ดึงดูดการลงทุน ค้าขายกับจีน อินเดีย
  • ส่งออกอาหารเร็วขึ้น: ไทยเป็นคลังอาหารโลก แต่ต้องขนส่งปลอดภัย
  • คุ้มทุนระยะยาว: ศึกษาใหม่ให้ตรงบริบทปัจจุบัน

จากมุมมองผม โครงการนี้มีศักยภาพสูงมาก ถ้าศึกษาดีและโปร่งใส จะช่วยให้ไทยยืนหยัดในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้จริงๆ ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นอนาคตของชาติ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับ “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ และโครงการแลนด์บริดจ์นี้? เห็นด้วยหรือกังวลเรื่องอะไร? คอมเมนต์มาบอกกันด้านล่างเลยครับ แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการ!

ที่มา – “อนุทิน” ชี้โลกเปลี่ยน ไทยต้องปรับ ตั้ง “เอกนิติ” นั่งประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์

นายกฯ เผย ไทยช่วยไทยพลัส แจก 4,000 บาท เริ่ม มิ.ย.

ข่าวดีกำลังมา! นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เผยความคืบหน้าของโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะช่วยเหลือประชาชนชาวไทยให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โครงการนี้จะแจกเงินช่วยเหลือคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และคาดว่าจะเริ่มจ่ายจริงในเดือนมิถุนายนนี้

ไทยช่วยไทยพลัส

โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นการต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งพลัสที่เคยประสบความสำเร็จอย่างมากในอดีต ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคภูมิใจไทยใช้หาเสียงเลือกตั้ง ครั้งแรกเริ่มต้นเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพียง 4 เดือน แต่ได้รับการตอบรับดีเยี่ยมจากประชาชน ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีเฟสต่อไป ทว่าแล้วการยุบสภาทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก วันนี้รัฐบาลใหม่จึงนำกลับมาพัฒนาใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อเน้นการช่วยเหลือโดยตรง แทนการแบ่ง 50:50 แบบเดิม

กำหนดการไทยช่วยไทยพลัส เข้าครม. พฤษภาคม

ตามที่ นายกฯ อนุทิน ระบุไว้ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้ทันเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดสรรงบประมาณและกำหนดรายละเอียดการจ่ายเงิน

  • จ่ายเงินเดือนละ 1,000 บาท
  • รวมทั้งหมด 4 เดือน = 4,000 บาทต่อราย
  • เริ่มเสนอครม. พฤษภาคม 2567
  • เริ่มจ่ายจริง มิถุนายน 2567
  • เน้นช่วยเหลือประชาชนให้เงินไหลเวียนสู่เศรษฐกิจฐานราก

นายกรัฐมนตรียังย้ำว่าตนพร้อมสนับสนุนโครงการนี้ในหลักการ แต่รายละเอียดการลงทะเบียนและคุณสมบัติผู้รับสิทธิ์ ควรสอบถามโดยตรงจากกระทรวงการคลัง เพื่อให้การดำเนินงานราบรื่น

ประโยชน์ของโครงการไทยช่วยไทยพลัส

โครงการนี้ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก โดยเงินที่แจกจะไหลเข้าสู่ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย จากประสบการณ์โครงการคนละครึ่งเดิมที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 ได้อย่างดี ไทยช่วยไทยพลัส จะยิ่งตอบโจทย์มากขึ้นในยุคที่ราคาน้ำมันและสินค้าพุ่งสูงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ประชาชนจำนวนมากต่างรอคอย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและผู้ได้รับผลกระทบจากการว่างงาน คาดว่าโครงการนี้จะครอบคลุมผู้ที่มีคุณสมบัติคล้ายโครงการคนละครึ่ง เช่น บัตรประชาชนไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป และไม่จำกัดอาชีพ แต่ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ

วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส

ยังไม่มีการเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลเบื้องต้น คาดว่าจะใช้ระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.thaikhaothai.com หรือแอปพลิเคชันเป๋าตัง เหมือนโครงการก่อนหน้า ผู้สนใจควรเตรียมบัตรประชาชนและสมาร์ทโฟนให้พร้อม เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์ ติดตามอัพเดทได้ที่เว็บไซต์กระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนเชื่อมโยงกับมาตรการอื่นๆ เช่น ลดราคาน้ำมันหรือสินค้าจำเป็น เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส จึงเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ทันท่วงที และหากดำเนินการได้ดี จะเป็นต้นแบบสำหรับมาตรการช่วยเหลือในอนาคต อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรใช้เงินอย่างมีสติเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุด

เรียกร้องให้คุณ! แชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รู้ เพื่อไม่ให้ใครพลาดสิทธิ์ และติดตามบล็อกของเราเพื่ออัพเดทข่าวสารเศรษฐกิจล่าสุด

ที่มา – นายกฯ เผย ไทยช่วยไทยพลัส แจก 4,000 บาท เข้า ครม. ภายใน พ.ค. นี้ เริ่มจ่ายจริง มิ.ย.

“กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินสแกมเมอร์

สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนชาวไทยกันครับ นั่นคือเรื่อง “กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแถลงอย่างดุเดือดที่รัฐสภา ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินจากขบวนการสแกมเมอร์ที่โกงเงินประชาชนนับพันล้าน และแทรกซึมเข้ามาในระบบตลาดทุนไทย ซึ่งกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างรุนแรง

“กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา นายกรณ์ได้เกาะติดประเด็นปราบปรามทุจริตและกลุ่มทุนสีเทามาตั้งแต่แรก โดยชี้ให้เห็นขบวนการฟอกเงินที่กัดกินระบบตลาดทุนไทย ล่าสุด สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ยึดอายัดทรัพย์สินเพิ่มเติมกว่า 8,000 ล้านบาท รวมถึงหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ “ฟินันเซีย” (Finansia) ที่ถือครองโดยบริษัท “พิลกริม” (Pilgrim) ซึ่งมีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังรายหนึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง แม้เจ้าตัวจะอ้างว่าเป็นการยืมเงินมาซื้อหุ้น แต่ ปปง. วินิจฉัยชัดเจนว่าหุ้นเหล่านี้เป็นของนายเบน สมิธ นายทุนต่างชาติที่ถูกกล่าวหาเป็นหัวหน้าแก๊งสแกมเมอร์โกงเงินประชาชน

นายกรณ์ตั้งคำถามตรงๆ กับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ว่าคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เร่งสอบสวนหรือไม่ ว่ามีการรายงานเท็จหรือสมคบคิดช่วยฟอกเงินจากสแกมเมอร์ในตลาดหลักทรัพย์หรือเปล่า เพราะยังมีคนสำคัญอีกหลายคนที่หลักฐานมัดตัวแน่น แต่คดีกลับไม่คืบหน้า

ประเด็นสำคัญที่นายกรณ์ชี้ให้รัฐบาลฟัง

  • ปปง. ยึดทรัพย์ 8,000 ล้านบาท รวมหุ้นฟินันเซียที่โยงเบน สมิธ หัวหน้าแก๊งสแกม
  • อดีต รมช.คลัง ร่วมก่อตั้งบริษัทพิลกริม ถือหุ้นทุนเทา
  • ประธาน ก.ล.ต. ปัจจุบัน เคยเป็นปลัดกระทรวงดีอี ลงนาม MOU กับกองทุนของเบน สมิธ แม้ยกเลิกแล้ว แต่ถูก DSI กล่าวหาและ ป.ป.ช. กำลังพิจารณาชี้มูล
  • คนมีมลทินแบบนี้ยังเหมาะสมนั่งเก้าอี้ประธาน ก.ล.ต. หรือไม่ เป็นอุปสรรคปราบทุนเทาหรือเปล่า

นายกรณ์ย้ำว่าปัญหานี้กระทบความเชื่อมั่นเศรษฐกิจไทยรุนแรง รัฐบาลไร้การดำเนินการชัดเจน ถ้ายังเฉยเมย ฝ่ายค้านจะใช้มาตรการเข้มข้นขึ้นเพื่อทวงความรับผิดชอบและปกป้องประชาชนครับ

ทุนเทาและสแกมเมอร์ฟอกเงินในตลาดทุนไทยอย่างไร

คุณผู้อ่านหลายคนอาจสงสัยว่าทุนเทาคืออะไร ทุนเทาหมายถึงเงินที่มาจากแหล่งผิดกฎหมายหรือไม่แน่นอน เช่น เงินจากสแกมเมอร์ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือ pig-butchering scam ที่หลอกลงทุน crypto แล้วหายตัว ในไทย แก๊งเหล่านี้มักฟอกเงินผ่านการซื้อหุ้น บริษัทจดทะเบียน หรือกองทุน โดยใช้คนไทยหรืออดีตข้าราชการเป็นนอมินี ล่าสุด ปปง. สามารถติดตามเส้นทางเงินได้ถึงขั้นตอนนี้เพราะระบบติดตามดีขึ้น แต่การกำกับดูแลจาก ก.ล.ต. ยังล่าช้า ส่งผลให้ประชาชนสูญเงินไปมหาศาล นักลงทุนต่างชาติก็เริ่มหนีเพราะกลัวระบบไม่โปร่งใส

ในมุมเศรษฐกิจ การมีทุนเทาในตลาดทุนทำให้ราคาหุ้นผันผวนผิดปกติ สร้างความเสี่ยงให้ SET Index และเศรษฐกิจโดยรวม ถ้าปล่อยไว้ ไทยอาจถูก FATF จับตาเรื่องฟอกเงิน ซึ่งกระทบการค้าและการลงทุนต่างชาติหนักแน่นอนครับ

จากประเด็น “กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา นี้ แสดงให้เห็นว่าระบบกำกับดูแลต้องเข้มแข็ง ธรรมาภิบาลต้องมาก่อน หากรัฐบาลจริงจัง ต้องรีบสอบสวนและลงโทษให้เด็ดขาด เพื่อคืนความเชื่อมั่นให้ตลาดทุนไทย

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ? รัฐบาลควรทำอะไรต่อไป คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย แชร์บทความนี้เพื่อให้ประเด็นนี้ดังขึ้น และช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง สมัครรับข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองอัปเดตจากเราได้ที่ช่องทางด้านล่างนะครับ เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “กรณ์” จี้รัฐจัดการ อดีต รมช.คลัง โยงฟอกเงินให้สแกมเมอร์ จี้ “เอกนิติ” ฟันประธาน ก.ล.ต. พันทุนเทา

“ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐจ่าย 60:40 ไม่ถังแตก

สวัสดีครับชาวไทยทุกคน! วันนี้เรามีข่าวดีเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่หลายคนรอคอย นั่นคือ ไทยช่วยไทยพลัส หรือที่เรียกกันติดปากว่า “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายภราดร ปริศนานันทกุล ได้แย้มรายละเอียดล่าสุดมาแล้ว รัฐบาลจะจ่ายส่วนแบ่ง 60% ส่วนประชาชนจ่ายแค่ 40% ย้ำชัดว่ารัฐไม่ถังแตก มีงบกลางและ พ.ร.บ.โอนงบฯ พร้อมสนับสนุนเต็มที่!

ไทยช่วยไทยพลัส คืออะไร? รายละเอียดเบื้องต้น

นโยบาย ไทยช่วยไทยพลัส นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ จากข้อมูลที่นายภราดรเปิดเผยเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 อัตราการจ่ายจะเป็น 60:40 นั่นคือ รัฐบาลออกเงิน 60% ประชาชนจ่ายเอง 40% ซึ่งคล้ายกับโครงการคนละครึ่งรุ่นก่อน แต่คราวนี้ชื่อ ไทยช่วยไทยพลัส และอาจปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

ส่วนจะจ่ายเป็นก้อนเดียวหรือทยอย 4 เดือนนั้น ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา คุณสมบัติผู้รับสิทธิ์ก็ง่ายๆ คืออายุ 18 ปีขึ้นไป และจำนวนผู้เข้าร่วมจะขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มี เช่น ถ้าจะครอบคลุม 20-30 ล้านคน รวมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน ก็ต้องคำนวณเงินให้พอ

แหล่งเงินมาจากไหน? งบกลางและ พ.ร.บ.โอนงบฯ

หลายคนกังวลว่ารัฐจะเอาเงินมาจากไหน นายภราดรยืนยันชัดเจนว่า มีแหล่งเงินหลากหลาย เช่น งบกลางปี 2569 และ พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่จะออกในเดือนมิถุนายน ซึ่งมีเงินจำนวนมากพอสมควร ไม่ต้องห่วงเรื่องถังแตกแน่นอน!

ไทยช่วยไทยพลัส รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40

ในที่ประชุมกรอบงบประมาณปี 2570 เมื่อ 22 เมษายน ก็ไม่ได้พูดถึง พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท แต่เป็นแผนระยะกลางที่เน้นภาพรวมเศรษฐกิจ ส่วนเรื่อง พ.ร.ก.กู้เงินนั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง จะเป็นคนแจงว่าจะเข้าครม.วันไหน ประชุมครม.เศรษฐกิจ 27 เมษายนนี้ยังไม่มีวาระชัดเจน

ประโยชน์ของไทยช่วยไทยพลัส ต่อประชาชนและร้านค้า

  • ช่วยลดภาระค่าครองชีพ: ประชาชนจ่ายน้อยลง รับสิทธิ์ทันที
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก: ร้านค้าปลีกรับเงินหมุนเวียนเร็ว
  • ครอบคลุมกว้าง: รวมบัตรคนจนและประชาชนทั่วไป
  • ยั่งยืนด้วยงบจริง: ไม่ใช่กู้เพิ่มแบบเสี่ยง

นโยบายนี้จะช่วยให้เงินไหลเวียนในระบบมากขึ้น โดยเฉพาะ SME และร้านค้าท้องถิ่นที่เดือดร้อนจากโควิด คาดว่าจะเป็นตัวช่วยฟื้นเศรษฐกิจปีนี้ได้ดี

สรุปแล้ว ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ใช่แค่มาแก้เผ็ดชั่วคราว แต่เป็นมาตรการที่รัฐบาลวางแผนมาดี มีงบพร้อม รอติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้เลยครับ

คุณคิดยังไงกับนโยบายนี้? คอมเมนต์บอกกันหน่อย และอย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆ ที่อาจได้สิทธิ์นะ! ติดตามข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐเพิ่มเติมที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40 ย้ำรัฐบาลไม่ถังแตก มีงบกลาง-พ.ร.บ.โอนงบฯ

นายกฯ เผย งบประมาณปี 2570 เรียบร้อยดี หลังถกร่วม 4 หน่วยงาน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวดีจากวงในรัฐบาลมาอัปเดตกันนะครับ เมื่อ นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาเผยหลังจากประชุมสำคัญเรื่องการจัดทำงบประมาณปี 2570 ว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ไม่มีปัญหาอะไรเลย สายการเมืองอย่างเราต้องไม่พลาดเลยครับ เพราะงบประมาณปีนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางประเทศในอีก 1 ปีข้างหน้า

นายกฯ เผย งบประมาณปี 2570 เรียบร้อยดี

เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.32 น. วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 ร่วมกับ 4 หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้อง นายกฯ ยืนยันชัดเจนว่า นายกฯ เผย งบประมาณปี 2570 เรียบร้อยดี ทุกอย่างเป็นไปตามนโยบายที่วางไว้ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ไม่มีสะดุดอะไรเลยครับ

หลังจากถกกันเสร็จ นายกฯ อนุทินยังมอบหมายให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมให้สื่อและประชาชนได้รับทราบ ก่อนที่นายกฯ จะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าต่อไป คำพูดสั้นๆ แต่หนักแน่น “เรียบร้อยดีทุกอย่าง” ทำให้หลายคนโล่งใจ เพราะงบประมาณเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบทุกภาคส่วน

4 หน่วยงานหลักที่ร่วมถกงบประมาณปี 2570

การประชุมครั้งนี้มีหน่วยงานสำคัญเข้าร่วม 4 แห่ง ซึ่งเป็นหัวใจในการจัดทำงบประมาณ ดังนี้

  • สำนักงบประมาณ: รับผิดชอบร่างกรอบวงเงินหลัก
  • กระทรวงการคลัง: ดูแลด้านรายได้และหนี้สาธารณะ
  • สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี: ประสานนโยบายรัฐบาล
  • หน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆ: เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อวิเคราะห์ภาพรวมเศรษฐกิจ

การถกร่วมกันแบบนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลปัจจุบันทำงานเป็นทีมเวิร์กดีมากครับ โดยเฉพาะในยุคที่เศรษฐกิจโลกยังผันผวนจากโควิด-19 และปัญหาโลกาภิวัตน์

ความสำคัญของงบประมาณปี 2570 ต่อประชาชน

งบประมาณปี 2570 หรือปี财政 2027 จะเป็นเครื่องมือหลักที่รัฐบาลใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวเต็มที่ คาดว่าจะเน้นเรื่องเหล่านี้

  • กระตุ้นการท่องเที่ยวและ SME หลังท่องเที่ยวกลับมาบูม
  • โครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง
  • สวัสดิการประชาชน เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค และเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ
  • เกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือโลกร้อน

ที่เจ๋งคือ นายกฯ เผย งบประมาณปี 2570 เรียบร้อยดี แสดงว่ารัฐบาลมั่นใจในตัวเลขรายได้ที่สมจริง ไม่ต้องกู้หนี้มากเกินไป ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพการคลังในระยะยาว

จากมุมมองของผมในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง รัฐบาลอนุทินกำลังวางรากฐานที่ดีสำหรับปีหน้า โดยเฉพาะการกระจายงบไปยังท้องถิ่นผ่านกระทรวงมหาดไทยที่นายกฯ ดูแลเอง ทำให้การใช้จ่ายมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่รั่วไหลเหมือนอดีต

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาการอนุมัติจากสภาผู้แทนราษฎรต่อไป เพราะพรรคฝ่ายค้านอาจมีข้อเสนอปรับเปลี่ยน หากเพื่อนๆ สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ลองติดตามการชี้แจงจากนายเอกนิติดูนะครับ คาดว่าจะมีตัวเลขกรอบงบออกมาเร็วๆ นี้

สรุปแล้ว นายกฯ เผย งบประมาณปี 2570 เรียบร้อยดี เป็นสัญญาณบวกที่ทำให้เรามั่นใจในอนาคตเศรษฐกิจไทยมากขึ้น คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ หรือกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ จะได้ช่วยกันติดตามพัฒนาการ!

Insight สุดท้าย: งบประมาณปีนี้หากใช้ถูกจุด จะช่วยให้ไทยก้าวสู่ GDP เติบโต 4-5% ได้สบายๆ รัฐบาลต้องพิสูจน์ด้วยผลงานจริง!

ที่มา – ทุกอย่างเรียบร้อยดี “นายกฯ” เผยหลังถกร่วม 4 หน่วยงาน จัดทำงบประมาณปี 2570

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 ดึงงบค้างท่อ

ในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ผันผวนหนักหน่วงจากสงครามตะวันออกกลางและวิกฤติพลังงาน นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 เพื่อเตรียมพร้อมรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเร่งวางแผนงบประมาณปี 2570 ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยดึงงบค้างท่อจำนวนมหาศาลมาใช้เป็นกระสุนสำรอง

นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570

เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมสำคัญระหว่าง 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีผู้เข้าร่วมชั้นนำอย่างนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท.

นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 รวมถึงประมาณการรายรับ-รายจ่ายและฐานะการคลังล่วงหน้าอย่างน้อย 3 ปี ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กระทบราคาพลังงานและเศรษฐกิจไทยโดยตรง รัฐบาลจึงต้องปรับวิธีทำงานให้ประหยัดทรัพยากร ปรับลดงบที่ไม่จำเป็น เช่น ศึกษาดูงานต่างประเทศ ก่อสร้างอาคารใหม่ที่ไม่เร่งด่วน และโครงการพัฒนาจังหวัดที่เลื่อนได้

เอกนิติ เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า นี่คือขั้นตอนที่ 2 ในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยใช้ข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 เป็นฐานในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น โยกงบก่อสร้างไปติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารราชการ เพื่อลดค่าไฟระยะยาวและสร้างสำรองทางการเงิน

ปัจจุบันหนี้สาธารณะไทยอยู่ที่ 66% ของ GDP เพดาน 70% ยังเหลือช่องว่าง 4% หรือราว 800,000 ล้านบาท แต่ก่อนกู้เพิ่ม รัฐบาลจะบริหารงบที่มีอยู่ให้คุ้มค่าก่อน โดยแผนหลัก 2 ส่วน:

  • งบปี 2569: ดึงงบค้างท่อที่ยังไม่ทำสัญญาภายใน 30 เมษายน ได้ 70,000-100,000 ล้านบาท บวกงบกลางเหลือ 25,000 ล้านบาท รวม 95,000-125,000 ล้านบาท
  • ร่างงบ 2570: ทบทวนปรับโครงสร้างใหม่ให้มีวินัย

จะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ คล้ายสมัยโควิด-19 นำเข้าสภาช่วงกลางมิถุนายน เพื่อใช้ได้ทันปีงบ 2570

การ นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาวินัยการคลัง สร้างความเข้มแข็งรับมือวิกฤติ ประชาชนจะได้ประโยชน์จากงบที่ใช้อย่างคุ้มค่า ลดภาษีหรือเพิ่มสวัสดิการในอนาคตได้มากขึ้น

ในมุมมองผู้เขียน การวางแผนนี้ฉลาดมาก เพราะไม่พึ่งกู้อย่างเดียว แต่ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการลงทุนพลังงานทดแทนที่ยั่งยืน ท่ามกลางราคาน้ำมันผันผวน หากทำสำเร็จ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวเศรษฐกิจอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบฯ 2570 “เอกนิติ” เผยดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤติ

“เอกนิติ” เผย Moody’s เปลี่ยนมุมมองความน่าเชื่อถือไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ”

“เอกนิติ” เผย Moody’s เปลี่ยนมุมมองความน่าเชื่อถือไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” เป็นข่าวดีที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ การปรับมุมมองนี้มาจากบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน

“เอกนิติ” เผย Moody’s เปลี่ยนมุมมองความน่าเชื่อถือไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดเผยเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ว่า Moody’s ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จาก “เชิงลบ” (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) ขณะที่คงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ Baa1 การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นว่าสมดุลความเสี่ยงทางเศรษฐกิจไทยดีขึ้น และมีความเชื่อมั่นในทิศทางนโยบายที่ชัดเจน

เหตุผลหลักที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือไทย

Moody’s ได้ชี้แจงเหตุผลสำคัญหลายประการ โดยสามารถสรุปได้ดังนี้:

  • เสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยกดดันเศรษฐกิจ รัฐบาลมีแผนปฏิรูปเศรษฐกิจชัดเจน เช่น ปรับกฎระเบียบให้ยืดหยุ่น เปิดเสรีตลาดพลังงาน ส่งเสริมภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการเติบโตและปรับปรุงฐานะการคลัง
  • ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกคลี่คลาย โดยเฉพาะนโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ที่ลดลงหลังการเจรจา ทำให้อัตราภาษีสินค้าไทยใกล้เคียงเพื่อนบ้าน แม้ราคาพลังงานโลกจะกดดัน แต่ยังอยู่ในระดับที่รับมือได้เมื่อเทียบกับประเทศ peers
  • การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัว จากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น และมาตรการ Thailand Fast Pass ที่ช่วยเร่งการลงทุนในไตรมาส 4 ปีก่อน ซึ่งเป็นจุดแข็งใหม่ของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
  • หนี้ภาครัฐต่อ GDP คาดเพิ่มเป็น 60% ในปี 2569 และ 62% ใน 2571 จากนโยบายคลังขาดดุลกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไทยยังชำระหนี้ได้ดี ตลาดทุนลึก โครงสร้างหนี้ยาว อายุเฉลี่ยนาน สัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐต่ำเพียง 6%
  • ฐานะการเงินต่างประเทศแข็งแกร่ง เงินสำรอง 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รองรับนำเข้า 7 เดือน สัดส่วนหนี้ครบกำหนดต่อสำรอง 45-50% เพียงพอรับมือความผันผวน
  • ปัจจัยที่ Moody’s จะติดตาม เช่น ศักยภาพเติบโตเมื่อเทียบ peers ความคืบหน้าปฏิรูปโครงสร้าง การบริหารคลังและหนี้

การปรับมุมมองนี้ยืนยันว่ารัฐบาลใช้มาตรการคลังแบบมุ่งเป้าเพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น ขณะเร่งลงทุน ปรับโครงสร้าง ยกระดับผลิตภาพ สร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ นายเอกนิติ เน้นว่านี่คือพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แนวทางนโยบายถูกต้อง ต้องเดินหน้าต่อเนื่องให้เกิดผลจริง

ในมุมมองของเรา การเปลี่ยนมุมมองนี้ไม่เพียงเพิ่มความน่าเชื่อถือ แต่ยังดึงดูดการลงทุนต่างชาติมากขึ้น หากรัฐบาลปฏิบัติตามแผนได้ จะช่วยให้ GDP เติบโตยั่งยืน ชาวไทยควรติดตามและสนับสนุนนโยบายเหล่านี้ เพื่อเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ที่มา – “เอกนิติ” เผย Moody’s เปลี่ยนมุมมองความน่าเชื่อถือไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ”

Scroll to top