เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

เอกนิติ หารือ 10 CEO หวังดันเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามโลก

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญในวงการเศรษฐกิจไทยกันครับ เมื่อ เอกนิติ หารือ 10 CEO จาก 10 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก เพื่อรับฟังความเห็นแบบเปิดกว้าง ภายใต้แนวคิด “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งเป็นดำริของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นี่คือก้าวสำคัญที่รัฐบาลจะนำความเห็นจากภาคเอกชนมาผสานกับยุทธศาสตร์ยกเครื่องเศรษฐกิจไทย ให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงอย่าง AI เศรษฐกิจสีเขียว และการปฏิรูปโครงสร้าง

เอกนิติ หารือ 10 CEO เพื่อยกเครื่องเศรษฐกิจไทยอย่างไร

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เวทีนี้จัดขึ้นในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เชิญ CEO ระดับสูง 34-35 คนมาร่วมเสนอแนะ โดยจะสรุปประเด็นสำคัญเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ “ภูมิทัศน์ใหม่” ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม การ เอกนิติ หารือ 10 CEO ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ฟังเฉยๆ แต่จะนำไปรวมกับแผนที่เตรียมไว้ เพื่อผลักดันผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน หรือ กรอ. ที่จะปรับบทบาทให้ทันสมัย เปลี่ยนจากรัฐนำเป็นเอกชนนำ รัฐสนับสนุน โดยติดตามผลทุกเดือน เป้าเห็นผลใน 6 เดือน

ยุทธศาสตร์หลักจากเอกนิติ หารือ 10 CEO

จากข้อมูลที่ได้ รัฐบาลมียุทธศาสตร์หลักหลายด้านที่เน้นการลงทุนต่อยอดพัฒนาคนและเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่ไทยต้องเร่งตามให้ทัน นอกจากนี้ยังมี:

  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่: เน้นพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์ ลม และแก้กฎหมายอุปสรรค เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
  • พัฒนาทรัพยากรมนุษย์: ปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับอนาคต สร้างทักษะดิจิทัลและ soft skills
  • เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy): ส่งเสริมธุรกิจยั่งยืน ลดคาร์บอน เพื่อตอบโจทย์ ESG ที่นักลงทุนโลกให้ความสำคัญ
  • เทคโนโลยี AI: ต่อยอดการใช้ AI ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น การผลิต การแพทย์ และการเกษตร เพื่อเพิ่ม productivity
  • ปฏิรูประบบราชการ: ลดขั้นตอน ลด bureaucracy ให้เอกชนทำธุรกิจง่ายขึ้น

ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน จากปัจจุบันที่ GDP ยังชะงักงันหลังโควิด การ เอกนิติ หารือ 10 CEO จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ชาญฉลาด เพราะ CEO เหล่านี้รู้ปัญหาจริงจากภาคสนาม เช่น ขาดแรงงานมีฝีมือ กฎระเบียบล้าสมัย และการแข่งขันจากจีน เวียดนาม

กรอ. จะเป็นเครื่องจักรหลักในการขับเคลื่อน

กลไก กรอ. จะถูกฟื้นฟูให้กระฉับกระเฉง โดยเอกชนนำเสนอไอเดีย รัฐช่วยเคลียร์อุปสรรค เช่น แก้กฎหมายสิ่งแวดล้อมให้ยืดหยุ่นแต่ปลอดภัย หรือเร่งอนุมัติโครงการพลังงานทดแทน นี่คือการทำงานแบบ partnership ที่จะช่วยให้ไทยก้าวข้าม “middle income trap” ได้

ในมุมมองของผม การริเริ่มนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าใจว่าภาคเอกชนคือ engine หลักของเศรษฐกิจ หากทำสำเร็จ ไทยอาจเห็นการลงทุนพุ่ง งานใหม่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะใน AI ที่คาดว่าจะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไทยกว่า 1 ล้านล้านบาทใน 5 ปีข้างหน้า (อ้างอิงจากรายงาน PwC) นอกจากนี้ Green Economy ยังช่วยไทยเป็น leader ในอาเซียน ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จขึ้นกับการ execute จริง หากติดตามใกล้ชิดตามที่นายเอกนิติ บอก ก็น่าจะเห็นผลชัดในสิ้นปีนี้ สุดท้าย คุณคิดอย่างไรกับแผน เอกนิติ หารือ 10 CEO นี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลดีๆ กันครับ!

ที่มา – “เอกนิติ” เผย หารือ 10 CEO หวังดันเศรษฐกิจไทยก้าวข้ามการเปลี่ยนแปลงของโลก

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤตปากท้องที่รุนแรง รัฐบาลจึงออกมาตรการเร่งด่วนด้วย “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เพื่อเยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งสูงและค่าครองชีพที่แพงขึ้นทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเหตุผล ความจำเป็น และผลกระทบที่จะตามมา

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 12 พ.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันถึงความจำเป็นของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แม้ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ตาม โดยระบุว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและวิกฤตปากท้องของประชาชน ซึ่งทุกประเทศมีหน้าที่ดูแลประชาชนของตนเอง

นายเอกนิติ เปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีต เช่น วิกฤตปี 2540 ที่เป็นวิกฤตค่าเงินและธนาคารล้ม ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูง ส่งผลให้เป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพิจารณาอย่างรอบคอบในครม. และยืนยันความเร่งด่วน หากไม่ทำตอนนี้ วิกฤตจะถาโถมมาอีกหลายระลอก

วิกฤตค่าครองชีพ: ภัยคุกคามที่มองข้ามไม่ได้ ใน “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

“วันนี้เห็นแล้วว่า เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น และวิกฤตต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่สามารถหยุดวิกฤตนี้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และหากปล่อยให้เกิดนานขึ้น จะยิ่งแก้ไขยาก” นายเอกนิติ กล่าว

พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว โดยเงิน 4 แสนล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 2 แสนล้านเน้นเยียวยา ส่วนหลังรอพิจารณาในงบประมาณปกติได้ แต่ทั้งหมดมุ่งเป้า “ยิงนกสองตัว” คือทั้งบรรเทาผลกระทบและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ

  • เยียวยาประชาชนจากผลกระทบเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูง
  • สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กไม่ให้ล้มละลาย
  • ป้องกันวิกฤตว่างงาน大规模
  • เปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน

ไทยมีความเสี่ยงสูงจากวิกฤตพลังงาน เพราะนำเข้ามาก หากยังพึ่งพาน้ำมัน ต้องเผชิญราคาผันผวนจากสงครามที่ไม่รู้จุดจบ

“วันนี้ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานสูง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะหากยังต้องพึ่งพาน้ำมันมากขนาดนี้ ก็ต้องนำเข้า ขณะที่วิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ และจะกระทบประชาชนอีกหลายระลอก ตนคิดว่าประชาชนจะเดือดร้อน” นายเอกนิติ กล่าว

ประโยชน์ระยะยาวจาก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

มาตรการนี้ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่เป็นการลงทุนในอนาคต เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดการนำเข้า ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นการบริโภค หมุนเงินในระบบให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีทุนหมุนเวียน สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน

หากมองในมุมกว้าง วิกฤตปากท้องนี้คล้ายโรคระบาดที่ต้องรักษาแต่เนิ่นๆ หากรอให้ลุกลาม จะรักษายากและแพงกว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านจึงเป็นยาแก้ที่ถูกต้องเวลา

สุดท้าย มาตรการ “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง จะช่วยให้ประชาชนไทยผ่านพ้นช่วงวิกฤตได้อย่างมั่นใจ รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง หากคุณกำลังเผชิญค่าครองชีพสูง ลองติดตามการเยียวยาที่จะตามมา และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยได้แค่ไหน?

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

“เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายของประเทศไทย การถกเถียงเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทกลายเป็นประเด็นร้อน ล่าสุด “เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า ได้กลายเป็นหัวข้อที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะมันชี้ให้เห็นถึงหลักการปฏิบัติที่คล้ายคลึงกันในอดีต ไม่ว่าจะยุคไหนก็ใช้รูปแบบกฎหมายใกล้เคียงกันเพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างคล่องตัว

“เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า

วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยเอกสาร พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีเนื้อหายาวเพียง 5 หน้าเท่านั้น เธอตั้งข้อสังเกตว่าขาดความชัดเจนในส่วนของวิธีการกู้เงิน รูปแบบการใช้จ่าย และรายละเอียดโครงการต่างๆ ที่จะนำเงินไปใช้ ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสและการกำกับดูแล

อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ชี้แจงอย่างชัดเจน โดยย้ำว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้เป็นเพียงกฎหมายที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้ยืมเงิน ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดทุกโครงการไว้ในตัวกฎหมาย หากตรวจสอบย้อนอดีตจะพบรูปแบบเดียวกัน เช่น พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไทยเข้มแข็ง” ซึ่งสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ วงเงินกู้สูงถึง 4 แสนล้านบาทเช่นกัน แต่เอกสารมีความยาวเพียง 3-4 หน้า

หลักการของ พ.ร.ก.กู้เงิน: ให้อำนาจคลังแบบยืดหยุ่น

การใช้ พ.ร.ก.กู้เงินในลักษณะนี้เป็นกลไกที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถตอบสนองต่อวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอการอนุมัติรายละเอียดโครงการทั้งหมดจากรัฐสภา ซึ่งอาจใช้เวลานาน นายเอกนิติ เน้นย้ำว่าหลักการนี้ใช้มาตั้งแต่อดีต เพื่อให้กระทรวงการคลังมีอิสระในการบริหารจัดการ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการวินัยการเงินการคลังภาครัฐ

ย้อนรอย พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง: บทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจ 2552

พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ออกมาในช่วงหลังวิกฤตการเงินโลกปี 2008 ที่กระทบเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก รัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงออกมาตรการนี้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ วงเงิน 4 แสนล้านบาทถูกนำไปใช้ในโครงการต่างๆ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การลดภาษี การจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชน และการสนับสนุน SME ทำให้ GDP โตขึ้นและช่วยพยุงเศรษฐกิจได้ แม้เอกสารจะสั้น แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพ

  • วงเงินกู้ใกล้เคียงกัน: ทั้งสองฉบับอยู่ที่ 4 แสนล้านบาท
  • ความยาวเอกสารคล้าย: 3-5 หน้า ไม่ลงรายละเอียดโครงการ
  • วัตถุประสงค์หลัก: ฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • ผู้รับผิดชอบ: กระทรวงการคลังเป็นหลัก

การเปรียบเทียบนี้ช่วยดับกระแสวิจารณ์ที่ว่าพ.ร.ก.ปัจจุบันขาดความโปร่งใส โดยแสดงให้เห็นว่านี่คือ “มาตรฐานปฏิบัติ” ที่ใช้มานาน ไม่ใช่เรื่องใหม่หรือผิดปกติ

มุมมองต่อสาธารณะและอนาคต

แม้จะมีหลักฐานจากอดีต แต่ฝ่ายค้านยังคงเรียกร้องความชัดเจนมากขึ้น เพื่อป้องกันการใช้เงินสุจริต ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจมองว่าการกู้เงินขนาดนี้จำเป็นในยุคโควิด-19 และสงครามการค้า แต่ต้องมีระบบติดตามผลที่เข้มงวด เช่น การรายงานทุกไตรมาสต่อสภา นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้เพิ่มบทลงโทษหากเบี่ยงเบนวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

สุดท้ายแล้ว “เอกนิติ” เทียบ พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง 4 หน้า เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลทุกรัฐต้องยึดหลักธรรมาภิบาล การกู้เงินไม่ใช่ปัญหา แต่การใช้เงินให้เกิดประโยชน์ต่างหากที่สำคัญ คุณคิดว่าพ.ร.ก.แบบนี้เหมาะสมหรือควรปรับปรุงอย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตข่าวเศรษฐกิจการเมืองจากบล็อกนี้เพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – “เอกนิติ” เทียบอดีต พ.ร.ก.กู้เงิน ไทยเข้มแข็ง ยุคประชาธิปัตย์ ก็มีเพียง 4 หน้า

“อภิสิทธิ์” ยันยื่นศาล รธน. พ.ร.ก.กู้เงิน

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อตรวจสอบว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและพลังงานสะอาดขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงเหตุผลว่าสถานการณ์ปัจจุบันไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจตามที่กฎหมายกำหนด และมีทางเลือกอื่นที่ดีกว่า

“อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 พฤษภาคม 2566 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีฝ่ายค้านเตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยยืนยันว่าเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ฝ่ายค้านจะยื่นหนังสือผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พรรคประชาธิปัตย์ได้หารือกับพรรคประชาชนแล้ว

ประเด็นหลักที่ฝ่ายค้านทักท้วงคือ การตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญที่ต้องเพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการพลังงานกว่า 2 แสนล้านบาทที่ไม่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน นายอภิสิทธิ์ ชี้ว่า รัฐบาลอ้างตัวอย่างการกู้ในอดีต แต่ต้องดูข้อเท็จจริงและมาตรฐานสากลในการวัด “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ”

เปรียบเทียบการกู้เงินในอดีตกับปัจจุบัน

นายอภิสิทธิ์ยกตัวอย่างการกู้ พ.ร.ก. ในอดีต 3 ครั้งเพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่าง:

  • ครั้งที่ 1: วิกฤตต้มยำกุ้ง ทุนสำรองเกือบหมด เศรษฐกิจหดตัวรุนแรง
  • ครั้งที่ 2: สมัยนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ การท่องเที่ยวและส่งออกติดลบ คาดตกงานจำนวนมาก เศรษฐกิจหดตัว แม้ใช้ทุกมาตรการแล้วยังไม่พอ
  • ครั้งที่ 3: โควิด-19 หยุดกิจกรรมเศรษฐกิจทั้งระบบ

แต่สถานการณ์ปัจจุบัน ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สิ้นเดือนมีนาคม ส่งออกบวก ลงทุนบวก บริโภคบวก เศรษฐกิจโดยรวมบวก การจัดเก็บรายได้ถึงกุมภาพันธ์ก็ตามเป้า ดังนั้นไม่เข้าข่ายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

พรรคประชาธิปัตย์ยืนยันว่า เศรษฐกิจมีปัญหาจากสงครามทำให้น้ำมันแพง ต้นทุนผลิตแพง แต่เสนอทางเลือก เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน 4 เดือน ใช้เงินแค่ 60,000 ล้านบาท น้ำมันถูกลง 7 บาททันที ดีกว่ากู้ 200,000 ล้านบาท 4 เดือน และไม่ละเมิดรัฐธรรมนูญ

สวนกลับ “เอกนิติ” เรื่องแจกเงินไม่มุ่งเป้า

นายอภิสิทธิ์สวนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ที่บอกลดภาษีไม่มุ่งเป้าเพราะคนรวยก็ได้ประโยชน์ โดยยอมรับว่าการเติมเงินบัตรสวัสดิการฯ สามารถทำได้จากงบปกติ แต่ตั้งคำถามการแจกเงิน 30 ล้านคนผ่านแอป ที่คนมีมือถือดี สัญญาณดี มือไวถึงได้ นี่มุ่งเป้าตรงไหน? เป็นการช่วยแบบไม่ก่อหนี้สาธารณะมหาศาล และหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ

มีวิธีช่วยประชาชนอื่นๆ อีกมากโดยไม่ต้องกู้หนี้เพิ่ม และยืนยันจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ไม่ขัดขวางการช่วยเหลือ แต่ต้องถูกต้องตามกฎหมาย

เชื่อศาลรับคำร้อง สภายุติรอผล แม้พรรคก้าวไกลไม่ลงชื่อร่วม แต่เชื่อศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณา และสภาต้องหยุดพิจารณาร่างตามกฎหมาย ทันกำหนด 14 พฤษภาคม

ประเด็น “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน สะท้อนการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจที่สำคัญในระบบประชาธิปไตยไทย การตัดสินใจใช้งบประมาณมหาศาลต้องโปร่งใสและถูกต้องตามรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ประชาชนอย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกู้เงินหรือลดภาษี อะไรแก้ปัญหาได้ดีกว่า? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ยันฝ่ายค้านยื่นร้องศาล รธน. ตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน สวน “เอกนิติ” แจกเงินมุ่งเป้าตรงไหน

ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงินกับอดีต

ในสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจที่ตึงเครียด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมาแสดงความเห็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดย ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน กับวิกฤติในอดีต พร้อมเตือนถึงความเสี่ยงที่อาจพาประเทศไทยไปสู่หายนะทางการคลัง เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการถกเถียงเรื่องพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล

ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ออกมาตอบโต้พรรคประชาธิปัตย์ในการตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท น.ส.ศิริภา ยอมรับผลงานของนายเอกนิติในอดีต ทั้งในฐานะอธิบดีกรมสรรพากรและกรมสรรพสามิต ที่ช่วยจัดหาเงินให้รัฐได้อย่างมาก แต่ย้ำว่าการเป็นรัฐมนตรีคลังต้องคำนึงถึงเสถียรภาพการคลังมากกว่า

สิ่งที่น่าแปลกใจคือ นายเอกนิติกล้าเปรียบเทียบ พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้กับการกู้ในอดีต เช่น วิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ซึ่งตอนนั้น GDP ติดลบหนักและจำเป็นต้องกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ปัจจุบันสถานการณ์ต่างออกไป เศรษฐกิจไม่ได้ย่ำแย่ขนาดนั้น การกู้เงินเพิ่มจึงเสี่ยงทำให้ภาระหนี้สาธารณะระยะยาวพุ่งสูง แม้จะไม่เกินเพดานที่กฎหมายวินัยการเงินการคลังกำหนด แต่สุดท้ายประชาชนต้องแบกรับ

เตือนระวังพาประเทศไปสู่หายนะ

น.ส.ศิริภา เตือนว่ารัฐบาลควรหาทางเลือกอื่นในการรับมือวิกฤติพลังงาน แทนการกู้เงินเพื่อโครงการที่ไม่ชัดเจน เช่น ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน หรือปรับโครงสร้างราคาพลังงานให้เหมาะสมมากกว่า “หวังว่าวันนั้นมาถึงท่านจะสามารถหาทางออกได้ดีกว่าการขูดรีดภาษีจากพี่น้องประชาชนตามความเชี่ยวชาญของท่าน” เธอระบุ

ประเด็นนี้จุดประกายการถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะเรื่องการจัดการหนี้สาธารณะของไทยที่ปัจจุบันอยู่ที่ราว 60% ของ GDP การกู้เพิ่ม 4 แสนล้านบาทหรือ 0.8% ของ GDP อาจดูไม่มาก แต่เมื่อสะสมจะกระทบงบประมาณในอนาคต

เหตุผลที่ปชป. ตรวจสอบ พ.ร.ก.กู้เงิน

  • สถานการณ์ต่างจากอดีต: GDP ไม่ติดลบ ไม่ใช่วิกฤติรุนแรง
  • ภาระหนี้ระยะยาว: เพิ่มดอกเบี้ยจ่าย สุดท้ายตกกับประชาชน
  • โครงการไม่ชัดเจน: เงินกู้ไปใช้อย่างไร ต้องตรวจสอบ
  • ทางเลือกอื่น: ลดภาษี ปรับนโยบายพลังงาน โดยไม่ต้องกู้

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจหลายคนเห็นด้วยกับปชป. ว่าการกู้เงินควรเป็นทางสุดท้าย และต้องมีแผนชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดฟองสบู่หนี้ การเปรียบเทียบกับอดีตอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าการกู้ครั้งนี้จำเป็นเท่ากับวิกฤติใหญ่

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยควรเน้นการตรวจสอบที่เข้มแข็งเพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน พรรคฝ่ายค้านอย่างปชป. มีบทบาทสำคัญในการเตือนภัย หากรัฐบาลฟังเสียงเตือนนี้ อาจช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคตได้

สุดท้ายแล้ว ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงิน สะท้อนถึงความกังวลต่ออนาคตเศรษฐกิจไทย คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การกู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็นจริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลกระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – ปชป. แปลกใจ “เอกนิติ” กล้าเทียบกู้เงินกับสถานการณ์ในอดีต เตือนระวังพาประเทศไปสู่หายนะ

“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่

“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ เป็นข่าวดีที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอน

“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่

วันที่ 7 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แสดงความยินดี หลังจากที่ มูดี้ส์ เรทติ้งส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำระดับโลก ได้เผยแพร่รายงานล่าสุดที่ยกย่องประเทศไทยให้อยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่มีความพร้อมสูงสุดในการรับมือกับภาวะช็อกทางเศรษฐกิจโลก ร่วมกับอินเดีย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเม็กซิโก

รายงานของมูดี้ส์ชี้ให้เห็นว่า ไทยมีจุดแข็งหลายประการที่ทำให้สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินทั่วโลกตึงเครียด ประเทศไทยได้พิสูจน์ความยืดหยุ่นของตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูดี้ส์มองว่าไทยพร้อมรับมือกับวิกฤตในอนาคตได้ดีกว่าหลายประเทศ

ปัจจัยหลักที่มูดี้ส์ยกย่องไทย

มูดี้ส์ได้ระบุปัจจัยสนับสนุนหลัก 4 ประการที่ทำให้“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ ได้แก่:

  • กรอบนโยบายที่แข็งแกร่ง: ไทยมีนโยบายการเงินที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่ามีความน่าเชื่อถือสูง สามารถจัดการเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การคาดการณ์เงินเฟ้อที่มั่นคง: ภาคธุรกิจและนักลงทุนมั่นใจว่าเงินเฟ้อของไทยอยู่ภายใต้การควบคุม ลดความเสี่ยงจากการตื่นตระหนกเมื่อเกิดช็อกจากภายนอก
  • อัตราแลกเปลี่ยนที่ยืดหยุ่น: สกุลเงินบาทสามารถปรับตัวได้ตามสถานการณ์ ช่วยดูดซับแรงกระแทกโดยไม่ต้องใช้มาตรการรุนแรง
  • การรับมือผ่านการปรับตัวของราคา: เศรษฐกิจไทยยืดหยุ่น สามารถรับมือความผันผวนผ่านการปรับราคาในตลาด เช่น ค่าเงิน ผลตอบแทนพันธบัตร และราคาหุ้น โดยยังคงเข้าถึงตลาดทุนได้ปกติ

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน มูดี้ส์ยังได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทย (Outlook) จาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับเครดิต (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 ซึ่งสะท้อนถึงสมดุลความเสี่ยงที่ดีขึ้นและความเชื่อมั่นในนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

การได้รับการยอมรับจากมูดี้ส์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับประเทศไทยในสายตานักลงทุนต่างชาติ แต่ยังช่วยดึงดูดการลงทุนโดยตรง (FDI) และกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ในบริบทของตลาดเกิดใหม่ ไทยโดดเด่นด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจที่หลากหลาย การส่งออกที่แข็งแกร่ง และระบบการเงินที่มั่นคง ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ช่วยให้เรานำหน้าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข่าวดี แต่รัฐบาลและ ธปท. ยังต้องเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยง เช่น สงครามการค้า ความผันผวนของราคาน้ำมัน และอัตราดอกเบี้ยโลกที่สูงขึ้น การรักษากรอบนโยบายที่แข็งแกร่งต่อไปจะเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาสถานะนี้

สำหรับนักลงทุน สัญญาณบวกจากมูดี้ส์นี้เป็นโอกาสทองในการพิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ไทย เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้น blue chip และกองทุนรวมที่เน้นตลาดเกิดใหม่ ลองศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและปรึกษาที่ปรึกษาการเงินเพื่อวางแผนการลงทุนที่เหมาะสม

สรุปแล้ว“เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่ เป็นเครื่องยืนยันถึงศักยภาพของเศรษฐกิจไทยที่พร้อมลุยต่อในเวทีโลก

ที่มา – “เอกนิติ” ปลื้ม “มูดี้ส์” ยกไทยเป็นกลุ่มประเทศในตลาดเกิดใหม่

“เอกนิติ” ยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส เริ่ม 1 มิ.ย. 4,000 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนทุกคนเลยนะครับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันความคืบหน้าโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส หลังจากเป็นประธานเปิดงาน MONEY EXPO 2026 BANGKOK เรียบร้อยแล้ว โครงการนี้รวมทั้ง "คนละครึ่งพลัส" และ "บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ" เข้าด้วยกัน ใช้ชื่อเดียวว่า ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อให้ร้านค้า 1.4-1.5 ล้านร้านทั่วประเทศเข้าร่วมได้ง่ายขึ้น และช่วยกระตุ้นยอดขายให้ร้านค้ามากยิ่งขึ้นด้วย

เอกนิติ ประกาศไทยช่วยไทยพลัส

ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มลงทะเบียน 25 พ.ค. 2569 ใช้จ่าย 1 มิ.ย.

รัฐบาลยืนยันชัดเจนครับ เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เลย จำนวนผู้มีสิทธิ์กำลังประสานกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อรวมสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน กับผู้ที่เคยได้คนละครึ่งพลัสเดิม โครงการนี้เน้นช่วยบรรเทาค่าครองชีพเป็นหลัก ไม่ใช่กระตุ้นเศรษฐกิจแบบเต็มสูบ เพราะยังประเมินผล GDP ไม่ได้ในตอนนี้

สิทธิประโยชน์ไทยช่วยไทยพลัส สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการ

สำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จะได้เงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท แบ่งเป็นเงินสมทบเดิม 300 บาท + รัฐเพิ่มให้ 700 บาท โดยไม่ต้องสมทบเงินตัวเอง 40% เหมือนเดิม เพราะกลุ่มนี้รายได้น้อย อาจลำบาก

  • จ่ายเป็น 2 เฟส เฟสละ 2 เดือน เดือนละ 1,000 บาท รวม 4,000 บาท
  • เฟสแรก: โอนให้ผู้ถือบัตรเดิมทันที
  • เฟสสอง: เก็บตกผู้ที่ตกหล่น และทบทวนคุณสมบัติใหม่ (บางคนรายได้เกินเกณฑ์แล้ว)

การแบ่งเฟสแบบนี้ช่วยให้ครอบคลุมทุกคนตามเป้าหมายรัฐบาลครับ

รายละเอียดไทยช่วยไทยพลัส

ส่วนประชาชนทั่วไปที่ไม่ใช่กลุ่มบัตรสวัสดิการ จะได้สิทธิ์ ไทยช่วยไทยพลัส ในรูปแบบรัฐช่วย 60% ประชาชนสมทบ 40% แต่ย้ำชัดเลยนะครับ 1 คน 1 สิทธิ์เท่านั้น ถือบัตรสวัสดิการแล้ว ห้ามใช้สิทธิ์คนละครึ่งพลัสซ้ำซ้อน

สรุปคุณสมบัติและวิธีใช้ไทยช่วยไทยพลัส

โครงการนี้จะช่วยให้ประชาชนซื้อของกินของใช้ที่ร้านค้าที่เข้าร่วมได้ถูกลง โดยเฉพาะในช่วงค่าครองชีพสูงแบบนี้ หากเทียบกับโครงการเก่าๆ อย่างคนละครึ่ง มันรวมระบบเข้าด้วยกัน ทำให้สะดวกกว่าเดิมมาก ร้านค้าก็ดีใจเพราะลูกค้าเพิ่ม ยอดขายพุ่ง

  • ลงทะเบียน: 25 พ.ค. 2569 ผ่านแอปเป๋าตังหรือเว็บไซต์ที่กำหนด
  • เริ่มใช้: 1 มิ.ย. 2569
  • จำนวนเงิน: สูงสุด 4,000 บาทต่อคน (แบ่งจ่าย)
  • ร้านค้าเข้าร่วม: 1.4-1.5 ล้านร้านทั่วประเทศ

เพื่อนๆ ที่สนใจเตรียมเอกสารประจำตัวให้พร้อมเลยนะครับ ตรวจสอบสิทธิ์ล่วงหน้าได้ที่เว็บกระทรวงการคลังหรือแอปที่เกี่ยวข้อง

ในความเห็นของผม โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส นี้เป็นมาตรการที่ตรงจุด ช่วยผู้มีรายได้น้อยและประชาชนทั่วไปได้จริง โดยเฉพาะการไม่ต้องสมทบสำหรับกลุ่มบัตรสวัสดิการ มันแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหาคนจน ลองนึกภาพซื้ออาหาร ผักผลไม้ ถูกลง 1,000 บาทต่อเดือน ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ! อย่าลืมติดตามอัปเดต และแชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ

รีบเตรียมตัวลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัสตั้งแต่วันแรก เพื่อไม่พลาดสิทธิ์ 4,000 บาท!

ที่มา – “เอกนิติ” ยืนยัน ไทยช่วยไทยพลัส เริ่มใช้ 1 มิถุนายน รวม 4,000 บาท ย้ำ 1 คน 1 สิทธิ์เท่านั้น

“เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล

“เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล โดยย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทย นี่คือข่าวสำคัญที่กำลังเป็นที่จับตามองในวงการเศรษฐกิจและการเมืองไทย วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าของโครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge ซึ่งเป็นโครงการยักษ์ใหญ่ที่จะเชื่อมโยงการขนส่งทางบกจากฝั่งอ่าวไทยไปยังทะเลอันดามัน

“เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล

หลังจากที่นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้แต่งตั้งนายเอกนิติเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการนี้ การดำเนินงานจะมุ่งสร้างความชัดเจนให้สังคม โดยเฉพาะในมิติเศรษฐกิจภาพรวม เพราะสถานการณ์โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นสงครามการค้า ภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาการขนส่งทางทะเลที่ติดขัด คณะกรรมการจะใช้กรอบเวลาเพียง 90 วันในการศึกษาอย่างเข้มข้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ จะไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ แต่จะนำผลการศึกษาจากหน่วยงานเดิม เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ มาอัปเดตให้ทันสมัย โดยเพิ่มปัจจัยใหม่ๆ เช่น ผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) สงครามในยูเครนและตะวันออกกลาง รวมถึงปัญหาช่องแคบซุเอซและปานามาที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกสะดุด

ทำไม “เอกนิติ” ถึงเน้นหลักโปร่งใสในการศึกษา “แลนด์บริดจ์”

นายเอกนิติย้ำชัดว่า การศึกษาครั้งนี้จะครอบคลุมทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และความพึงพอใจของชุมชนในพื้นที่ เพราะโครงการแลนด์บริดจ์เป็นเมกะโปรเจกต์ขนาดใหญ่ ประกอบด้วยท่าเรือน้ำลึกที่ชุมพรและสงขลา ทางรถไฟความเร็วสูงยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร เพื่อให้ไทยเป็นแลนด์บริดจ์ของเอเชีย สร้างรายได้มหาศาลจากการขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยว

  • ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: ลดเวลาขนส่งจาก 10-15 วันเหลือ 1-2 วัน สร้าง GDP เพิ่มหลายแสนล้านบาท
  • ด้านภูมิรัฐศาสตร์: ลดการพึ่งพาช่องแคบมะละกา ทำให้ไทยเป็นฮับสำคัญท่ามกลางความตึงเครียดจีน-สหรัฐ
  • สิ่งแวดล้อมและสังคม: ศึกษาผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและระบบนิเวศอย่างรอบคอบ
  • การลงทุน: ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะจีนที่เคยเสนอลงทุน

ในฐานะที่สภาพัฒน์ทำหน้าที่เลขานุการคณะกรรมการ นายเอกนิติมั่นใจว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส ตรงไปตรงมา เพื่อให้ผลศึกษานำไปสู่ประโยชน์สูงสุดของคนไทยทุกคน “ผมยืนยันว่าจะทำดีที่สุดในฐานะคนไทยคนหนึ่ง” เขากล่าว

โอกาสและความท้าทายของโครงการแลนด์บริดจ์ในยุคใหม่

โครงการนี้เคยถูกพูดถึงมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อนๆ แต่ถูกหยุดชะงักเพราะข้อกังวลเรื่องสิ่งแวดล้อมและผลประโยชน์ชาติ ปัจจุบัน ด้วยสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป เช่น การ blockade ช่องแคบต่างๆ ทำให้แลนด์บริดจ์กลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจยิ่งขึ้น หากศึกษาอย่างครบถ้วน โครงการนี้จะช่วยยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าของอาเซียน ลดต้นทุนโลจิสติกส์ลง 30-40% และสร้างงานนับล้านตำแหน่ง

อย่างไรก็ตาม ต้องระวังความเสี่ยง เช่น การแข่งขันกับโครงการอื่นในภูมิภาค และการจัดการหนี้สินจากการลงทุนขนาดใหญ่ นายเอกนิติและทีมจะนำข้อมูลจริงมาประเมิน เพื่อให้การตัดสินใจถูกต้อง

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการ “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล นี้คือก้าวสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม หากทำด้วยความโปร่งใส จะเป็นมรดกทางเศรษฐกิจให้รุ่นหลัง คุณคิดอย่างไรกับโครงการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้คนไทยรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง

ที่มา – “เอกนิติ” พร้อมเดินหน้าศึกษา “แลนด์บริดจ์” 90 วันรู้ผล ย้ำหลักโปร่งใสเพื่อประโยชน์สูงสุดคนไทย

“อนุทิน” ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์

สวัสดีครับทุกคน! วันนี้มีข่าวใหญ่จากวงการการเมืองและเศรษฐกิจไทยที่น่าสนใจมาก นายกรัฐมนตรี อนุทิน ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ เรียบร้อยแล้วนะครับ โครงการนี้เป็นเมกะโปรเจกต์ที่หลายคนรอคอย เพราะจะเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์โลกผันผวนแบบนี้

อนุทิน ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ เพื่อประเมินผลกระทบรอบด้าน

ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 133/2569 ลงวันที่ 5 พ.ค. 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เซ็นตั้งคณะกรรมการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบของโครงการแลนด์บริดจ์อย่างเป็นทางการ เป้าหมายหลักคือให้ทุกอย่างรอบคอบ คิดถึงผลกระทบทุกมิติ ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม และความมั่นคง เพื่อให้โครงการเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศ

ใครเป็นประธานและกรรมการบ้าง?

คณะกรรมการชุดนี้รวมหัวกะทิจากทุกภาคส่วนเลยครับ

  • ประธาน: นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง
  • รองประธาน: นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ
  • รัฐมนตรีจากกระทรวงต่าง ๆ เช่น การต่างประเทศ คมนาคม ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน อุตสาหกรรม
  • ปลัดกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • เลขาธิการกฤษฎีกา, BOI, ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ทางทะเล, สภาความมั่นคง
  • ตัวแทนภาคเอกชน: ประธานสภาอุตสาหกรรม, หอการค้า, หอการค้าภาคใต้ทั้งสองฝั่ง
  • ผู้แทนประชาชนในพื้นที่ ไม่เกิน 3 คน และผู้ทรงคุณวุฒิด้านขนส่งโลจิสติกส์
  • เลขานุการ: จาก สศช. และสำนักงานนโยบายการขนส่ง

เห็นมั้ยครับ รวบรวมทุกฝ่ายแบบครบครัน ไม่ปล่อยให้ใครตกหล่น

หน้าที่หลัก 5 ข้อที่ต้องทำ

คณะกรรมการมีภารกิจชัดเจน 5 ด้าน เพื่อให้โครงการแลนด์บริดจ์เดินหน้าอย่างมั่นใจ

  1. ประเมินความเป็นไปได้และผลกระทบทุกมิติ สอดคล้องกับสถานการณ์โลก เพื่อเสนอ ครม.
  2. รับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน รวบรวมไอเดียดี ๆ
  3. ตั้งอนุกรรมการหรือผู้เชี่ยวชาญช่วยงาน
  4. เชิญหน่วยงาน 专家 มาชี้แจงข้อมูล
  5. ทำหน้าที่อื่นที่นายกฯ มอบหมาย และเบิกเบี้ยประชุมจากงบ สศช.

นอกจากนี้ โครงการแลนด์บริดจ์ยังเป็นทางเลือกยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับไทยเลยครับ ปกติสินค้าจากอินเดียหรือตะวันออกกลางต้องลัดผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเสี่ยงต่อความขัดแย้ง แต่ถ้ามีแลนด์บริดจ์ จะสร้างเส้นทางใหม่ผ่านภาคใต้ สร้างท่าเรือน้ำลึกสองฝั่ง รถไฟความเร็วสูง และระบบโลจิสติกส์ครบวงจร คาดว่าจะลดเวลาขนส่งจาก 10-15 วันเหลือแค่ 2-3 วัน!

แต่ก็ต้องระวังผลกระทบนะครับ เช่น ผลต่อสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง สังคมชุมชนท้องถิ่น และงบประมาณมหาศาล การตั้งคณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี รับฟังทุกเสียง ทำให้โครงการยั่งยืน

ในมุมมองผม โครงการนี้มีโอกาสสำเร็จสูง ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน จะเป็นตัวเปลี่ยนเกมให้ไทยเป็นฮับโลจิสติกส์อาเซียนตัวจริง สร้างงาน สร้างรายได้ให้คนใต้ และแข่งขันกับจีนได้สบาย อย่าลืมติดตามความคืบหน้าครับ ถ้ามีอัพเดทใหม่จะมาบอกต่อ!

คุณคิดยังไงกับโครงการนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลยนะ

ที่มา – “อนุทิน” ลงนามตั้ง คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์ แล้ว เป้าหมายประเมินผลกระทบ รับฟังทุกฝ่าย

Scroll to top