แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน

คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน

ในวงการการเมืองไทย คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ก่อนทำความเห็นเสนอ กกต. ชี้ขาด ได้กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการฮั้วประมูลและทุจริต คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่สะท้อนถึงความโปร่งใสในระบบการเมืองของประเทศ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ในการพิจารณาสำนวนคดีอย่างละเอียด โดยวันที่ 29 กันยายน 2568 สำนวนคดีนี้ได้เข้าสู่ชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2568 แล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 3 ในกระบวนการทั้งหมดของ กกต. ประธาน กกต. ย้ำว่าการดำเนินการต้องรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคดีนี้มีผู้ถูกร้องถึง 100 คน และเอกสารหลักฐานหนาแน่นหลายพันหน้า

“การให้ความยุติธรรมต้องอาศัยการศึกษาหลักฐานอย่างละเอียด ไม่ใช่การตัดสินด้วยความรู้สึก ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม” นายอิทธิพร กล่าว โดยเน้นย้ำว่ากรอบเวลา 90 วันนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนสรุปความเห็นเสนอต่อ กกต. เพื่อชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย

รายละเอียดกระบวนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.

คดีฮั้ว สว. เกิดจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการสมรู้ร่วมคิดในการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการทุจริตที่อาจส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสภาสูง กระบวนการสืบสวนของ กกต. แบ่งออกเป็น 4 ชั้นหลัก ดังนี้:

  • ชั้นที่ 1: การสืบสวนโดยคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ใช้เวลา 4 เดือนในการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำ
  • ชั้นที่ 2: การพิจารณาของเลขาธิการ กกต. ทำความเห็น เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ใช้เวลา 60 วัน
  • ชั้นที่ 3: คณะอนุกรรมการวินิจฉัย พิจารณาสำนวนคดี 90 วัน เพื่อสรุปความเห็น
  • ชั้นที่ 4: ที่ประชุม กกต. ชี้ขาดว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ใช้เวลา 90 วัน แต่ในทางปฏิบัติมักใช้ไม่เกิน 15 วัน

จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่าคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดย กกต. มุ่งมั่นที่จะรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม หากผลการวินิจฉัยออกมา จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคดีนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการส่งฟ้องศาลหรือการคลี่คลายข้อกล่าวหา

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นกว้างขึ้นในสังคมไทย เช่น การป้องกันทุจริตในการเลือกตั้ง และบทบาทของ สว. ในการกำหนดนโยบายรัฐ ประชาชนหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าหากไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวด อาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบันการเมือง การที่ กกต. กำหนดกรอบเวลาและขั้นตอนชัดเจน จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศกำลังก้าวไปสู่ความโปร่งใสมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การดำเนินคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน นี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐในการจัดการกับข้อกล่าวหาอย่างเป็นระบบ หากผลลัพธ์ออกมาอย่างยุติธรรม จะช่วยเสริมสร้างความศรัทธาให้กับประชาชนได้ไม่น้อย ในขณะเดียวกัน ก็เป็นบทเรียนสำหรับนักการเมืองทุกรุ่นในการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบ

สุดท้ายนี้ ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคือ กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาคดีเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูประบบเลือกตั้งของไทย หากคุณสนใจติดตามความคืบหน้าของคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน หรือประเด็นการเมืองอื่นๆ สามารถสมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ก่อนทำความเห็นเสนอ กกต. ชี้ขาด

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว.

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา เกิดเหตุการณ์ปะทะเดือดระหว่าง สส.พรรคเพื่อไทย กับ สว. ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาล นายอดิศร เพียงเกษ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายอย่างดุเดือด โดยยกประเด็นคดีฮั้วสว. ขึ้นมาพูดถึง โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ที่ถูกกล่าวหาลำดับที่ 187 เขาถามว่าทำไมถึงไว้วางใจได้ว่าจะไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในอีก 4 เดือนข้างหน้า

ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

ระหว่างการอภิปราย นายอดิศร ได้จวกหนักเรื่องอำนาจวุฒิสภาที่ถูกมองว่าปล้นมาจากประชาชน เขาพูดถึงนโยบายรัฐบาลที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย แต่ตัวเขาไม่เชื่อ เพราะเห็นหลักฐานการสมคบคิดในคดีฮั้วสว. นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา พยายามวินิจฉัยให้สรุปเพราะเนื้อหาซ้ำ แต่ นายอดิศร ไม่ยอมง่ายๆ เขาสวนกลับว่าประธานไม่ควรนั่งในตำแหน่งนี้เพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว

เหตุการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย สว. ลุกขึ้นประท้วง โดยบอกว่านายอดิศรพูดเกินไปที่บอกว่าอำนาจวุฒิสภาถูกปล้นมา และขู่ว่าถ้าไม่ถอนคำพูด เจอกันข้างนอก ประธานพยายามไกล่เกลี่ย แต่ นายอดิศร ไม่กลัว เขาโต้ว่าตัวเองมีเพื่อนเป็นนักมวยชื่อดังอย่าง ผุดผาน้อย วรวุฒิ และยอมถอนคำว่า ‘ปล้นมา’ แต่เปลี่ยนเป็น ‘สมคบกันอย่างละเอียดละออ’

ผลกระทบจากการปะทะคารมในสภา

การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. ครั้งนี้ สะท้อนถึงความขัดแย้งลึกๆ ในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นคดีฮั้วสว. ที่ยังค้างคาและรอการพิจารณาจาก DSI กกต. อัยการ และศาลฎีกา นายอดิศร ยังวิจารณ์ว่านายอนุทิน ควรลุกขึ้นรับผิดชอบและรับประกันว่าจะไม่แทรกแซง โดยเฉพาะกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จากบุรีรัมย์

เหตุการณ์นี้ทำให้บรรยากาศในสภาตึงเครียด สว.หลายคนออกลูกผู้ชาย แต่ สส.ฝ่ายค้านอย่าง นายอดิศร ก็ไม่ยอมถอย เขาย้ำว่าพฤติกรรมฮั้วสว. มีหลักฐานชัดเจน และอำนาจวุฒิสภากำลังงุบงิบอยู่เบื้องหลัง การอภิปรายครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตำหนิรัฐบาล แต่ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความไม่โปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้งสว. ซึ่งส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย

  • ประเด็นหลัก: คดีฮั้วสว. และชื่อนายอนุทิน ลำดับ 187
  • การประท้วงจาก สว.บุญจันทร์ ที่ขู่อยากเจอข้างนอก
  • การโต้กลับของ นายอดิศร ที่อ้างเพื่อนนักมวย
  • ผลต่อนโยบายรัฐบาลและความไว้วางใจ

นอกจากนี้ การปะทะเดือดยังทำให้เกิดคำถามว่าประชาชนจะไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นคดีร้ายแรงค้างคา นายอดิศร ปิดท้ายด้วยการเสียดสีว่ารัฐบาลนี้ศรัทธาในประชาธิปไตยน้อยมาก แต่ก็ดีใจที่ได้เป็นนายกฯ สักสองสามวัน

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การอภิปรายครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในปี 2568 โดยเฉพาะประเด็นสว. ที่ถูกมองว่าไม่เป็นตัวแทนประชาชนแท้จริง หากรัฐบาลไม่แก้ไขปัญหานี้ อาจนำไปสู่ความไม่เสถียรในสภา

สุดท้ายนี้ การปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง หากคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อเข้าใจบริบทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และอย่าลืมแสดงความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง

ที่มา – ปะทะเดือด “อดิศร” อภิปรายฮั้ว สว. เจอ “สว.บุญจันทร์” ท้าไปเจอกันข้างนอก

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 การอภิปรายนโยบายรัฐบาลครั้งแรกในสภาฯ ดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยเฉพาะคำตอบของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่แจกคะแนนให้กับการอภิปรายของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะหัวหน้าพรรคประชาชาติ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ที่ได้รับคะแนนเต็ม 0 เลยทีเดียว นายกฯ อนุทินยังเหน็บแนมอย่างแรงว่า ผู้ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว จะมีหน้ามาอภิปรายอะไรกับคนที่กำลังทำงานจริงจัง เหมือนตัวอะไรตายแล้วมีเห็บกระโดดรุม

“อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

หลังการอภิปรายเสร็จ นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมา โดยบอกว่าการอภิปรายวันนี้ช่วยให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าข้อมูลไหนจริง ไหนปลอม ฝ่ายค้านบางคนเอาเรื่องปรุงแต่งมาพูดเพื่อหวังแอร์ไทม์เท่านั้น โดยเฉพาะการอภิปรายของนายอดิศร เพียงเกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ที่นายกฯ บอกว่ายิ่งมั่วใหญ่ คิดอะไรก็พูด แต่ก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นสไตล์เดิม

ส่วนกรณีที่นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ถามเรื่องนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ว่าเป็นของใคร นายอนุทินย้ำว่าตนตอบเพราะให้เกียรติในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และเคยหารือกันหลังเลือกตั้งปี 2566 เพื่อทำงานร่วมกัน ดังนั้นจึงต้องตอบให้สมเกียรติ

การวิจารณ์นโยบายยาเสพติดและภัยไซเบอร์

สำหรับประเด็นยาเสพติดและภัยไซเบอร์ที่ฝ่ายค้านบอกว่านโยบายรัฐบาลยังไม่ชัดเจน นายอนุทินชี้แจงว่าปัญหาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในคำแถลงนโยบาย เพราะเป็นเรื่องปฏิบัติ รัฐบาลจะเร่งรัดหน่วยงานอย่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กสทช. ป.ป.ส. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้เข้มข้นมากขึ้น ไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ

เมื่อถามถึงแผนรับมือฝ่ายค้านในวันถัดไป นายกฯ บอกว่าไม่กลัวดุเดือด แต่กลัวข้อมูลเท็จที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปรายซ้ำๆ เช่น เรื่อง สว. เขากระโดง กัญชา แม้จะแถลงข้อเท็จจริงไปแล้ว แต่พวกเขาก็ทำหูทวนลมเพราะหวังแอร์ไทม์ วาทกรรมจึงมากกว่าข้อเท็จจริง

  • การอภิปรายที่ได้คะแนนเต็ม: บางคนให้คะแนนเต็มเพราะมีสาระ
  • การอภิปรายที่ได้ 0 คะแนน: หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่นำเรื่องเท็จมาพูด
  • หลักการตอบของนายกฯ: ตอบเฉพาะคนที่มีเหตุผล จริยธรรม เพื่อประโยชน์ประชาชน

นายอนุทินย้ำชัดว่า ตนไม่ได้มารบกับใคร แต่มาฟังคำแนะนำที่ดี จดบันทึกทุกอย่าง และชี้แจงได้ทุกประเด็น สำหรับพวกที่สร้างวาทกรรมเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล ก็ไม่ตอบเพราะตอบไปหลายรอบแล้ว หน่วยงานราชการแสดงหลักฐานครบถ้วน

ที่เด็ดสุดคือคำเหน็บ พ.ต.อ.ทวี ที่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่ยังมีหน้ามาอภิปรายคนทำงาน นายกฯ บอกว่าประชาชนแยกแยะได้ ตอนนี้เขาคงทำใจอยู่เพราะหลุดจากตำแหน่งรัฐมนตรี สิ่งที่สั่งการไปผิดกฎหมาย ข้อมูลผิดหมด เหมือนตัวอะไรตายแล้วเห็บกระโดด

ในช่วงท้าย นายอนุทินร้องโอ๊ยเมื่อถูกถามแยกว่าใครเป็นฝ่ายค้าน ใครเป็นฝ่ายแค้น โดยบอกว่าประชาชนดูออกเอง ตนจะตอบเฉพาะเรื่องประโยชน์ประชาชน ไม่ตอบให้รกสมอง

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดในสภาฯ หลังรัฐบาลใหม่เข้ามา การอภิปรายนโยบายไม่ใช่แค่การโต้เถียง แต่เป็นเวทีตรวจสอบที่ควรสร้างสรรค์ นายกฯ อนุทินแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและหลักการชัดเจน ซึ่งน่าจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้รัฐบาลในสายตาประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตล่าสุดจากเรา

ที่มา – “อนุทิน” ให้ “ทวี” 0 คะแนน เหน็บถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ มีหน้ามาอภิปรายอะไร

รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. ฉุนหมอวาโย

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 บรรยากาศการอภิปรายนโยบายรัฐบาลของรัฐสภาไทยยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะเหตุการณ์รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน.ที่เกิดขึ้นระหว่างการประชุมร่วมรัฐสภา สส.จากพรรคประชาชน โดยเฉพาะ “หมอวาโย” หรือ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ได้ลากไส้ประเด็นฮั้วการเลือกตั้ง สว. อย่างละเอียดยิบ จนทำให้ สว. หลายคนไม่พอใจและเกิดการปะทะคารมดุเดือด

รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. จากประเด็นฮั้วเลือกตั้ง

การอภิปรายครั้งนี้เริ่มต้นขึ้นในช่วงบ่ายแก่ๆ เวลา 15.35 น. เมื่อ นพ.วาโย ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายเรื่องกระบวนการฮั้วเลือก สว. โดยเขาได้ชี้ให้เห็นพฤติกรรมน่าสงสัย เช่น การสวมเสื้อและเนคไทสีเหลืองที่ตรงกันอย่างน่าประหลาด รวมถึงโพยที่เหมือนกัน และความผิดปกติในการนับคะแนน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้มาจากการตรวจสอบที่ละเอียด ทำให้ สว.บางคนอย่าง นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ และ พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย รีบประท้วงทันที โดยอ้างว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายนโยบายรัฐบาล และเป็นประเด็นที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่ควรนำมาอภิปรายเพื่อชี้นำ

ทางด้าน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ซึ่งทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้วินิจฉัยว่าห้าม นพ.วาโย อภิปรายลงรายละเอียดลึก เพราะเรื่องอยู่ในขั้นตอน司法 ทำให้ สส.พรรคประชาชนหลายคนลุกขึ้นประท้วงอย่างดุเดือด พวกเขายืนยันว่าการอภิปรายนี้เกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องยึดหลักนิติธรรม และไม่ได้พาดพิงบุคคลใดโดยตรง สุดท้ายประธานก็ยอมให้อภิปรายต่อได้ แต่กำชับให้หลีกเลี่ยงรายละเอียดเฉพาะเจาะจง

บรรยากาศการอภิปรายในรัฐสภา

จุดเดือด: นายประเทืองขู่ “เดี๋ยวเจอกัน”

แม้จะได้รับคำเตือน แต่ นพ.วาโย ยังคงอภิปรายต่อในประเด็นฮั้วเลือก สว. จนเกิดการประท้วงต่อเนื่อง บรรยากาศในห้องประชุมเริ่มตึงเครียดสุดขีด โดยเฉพาะเมื่อ นายประเทือง มนตรี สว. ลุกขึ้นอภิปรายด้วยน้ำเสียงดังก้องว่า “จะอภิปราย สว. หรือนโยบายรัฐบาล ตอบมา เดี๋ยวได้เจอกัน” คำขู่这句话ทำเอา สส.พรรคประชาชนประท้วงขอให้ถอนคำพูดทันที แต่นายประเทืองยืนยันไม่ถอน สุดท้ายประธานรัฐสภาได้ขอร้องให้ถอน หากไม่ถอนจะไม่อนุญาตให้อยู่ในห้องประชุม นายประเทืองจึงยอมถอนคำพูด และ นพ.วาโย ได้รับโอกาสอภิปรายต่อ โดยเป็นโอกาสสุดท้าย หากยังลงลึกจะถูกห้ามพูด

ในช่วงท้ายของการอภิปราย นพ.วาโย ได้ตัดบทเพื่อฝากถึงนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้สร้างความมั่นใจว่าการปฏิบัติหน้าที่จะยึดหลักนิติรัฐนิติธรรม เพราะปัจจุบันยังไม่ได้รับคำมั่นสัญญาที่ชัดเจน จากพรรคประชาชนยังแจ้งด้วยว่า เวลา 17.00 น. นพ.วาโย จะให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมหลังจากไม่สามารถอภิปรายเรื่องฮั้วเลือก สว. ได้จนจบ

สว. และ สส. ปะทะคารม
ประธานรัฐสภาวินิจฉัย

เหตุการณ์รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน.ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งในระบบการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นการเลือกตั้ง สว.ที่ยังคงเป็นที่ถกเถียงมานาน นพ.วาโย ได้นำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ เช่น:

  • การสวมเสื้อผ้าสีเหลืองที่ประสานกันอย่างผิดปกติ
  • โพยคะแนนที่ตรงกันเป๊ะ
  • ความผิดปกติในการนับคะแนนที่อาจบ่งชี้ถึงการทุจริต

ข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงทำให้ สว.หลายคนโมโห แต่ยังจุดประกายให้สาธารณชนตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในกระบวนการเลือกตั้ง หากรัฐบาลไม่เร่งสร้างกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง ปัญหาเหล่านี้อาจลุกลามและกระทบต่อความเชื่อมั่นในสถาบันประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การปะทะคารมในครั้งนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของ สส.ฝ่ายค้านที่พยายามตรวจสอบอำนาจ โดยเฉพาะพรรคประชาชนที่เน้นประเด็นประชาธิปไตยและสิทธิพลเมือง ผู้สังเกตการณ์การเมืองหลายคนมองว่า เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่าการอภิปรายนโยบายไม่ควรจำกัดอยู่แค่ตัวนโยบาย แต่ต้องรวมถึงหลักธรรมาภิบาลด้วย

หมอวาโยอภิปราย
บรรยากาศตึงเครียด

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. ครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบเลือกตั้ง สว. ให้โปร่งใสยิ่งขึ้น หากปล่อยไว้โดยไม่แก้ไข อาจนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นจากประชาชนได้ ลองคิดดูสิว่าถ้าการเมืองไทยขาดความโปร่งใส เราจะก้าวหน้าอย่างไร? เราเชื่อว่ารัฐบาลควรรับฟังเสียงจาก สส.ฝ่ายค้านและเร่งดำเนินการตรวจสอบโดยทันที

คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดสาระสำคัญ!

ที่มา – รัฐสภาเดือด สว. ปะทะ สส.ปชน. ฉุน “หมอวาโย” ลากไส้ฮั้ว สว. ถูกขู่เดี๋ยวเจอกัน

พัฒนา ปัดความเห็นอนุทินตั้ง KPI ฟอกไตฟรี 2 เดือน

พัฒนา ปัดความเห็นอนุทินตั้ง KPI ฟอกไตฟรี 2 เดือน

ในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การเคลื่อนไหวล่าสุดจากผู้นำรัฐบาลได้สร้างกระแสให้กับนโยบายด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะเรื่อง “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก นโยบายฟอกไตฟรีนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยไตที่ต้องเผชิญกับค่าใช้จ่ายสูงในการรักษา

“พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการอภิปรายนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ชี้แจงและย้ำถึงนโยบายฟอกไตฟรีที่เคยเป็นวาระสำคัญ โดยตั้งเป้าหมาย KPI ชัดเจนว่าต้องทำให้เห็นผลภายใน 2 เดือน หากไม่สำเร็จก็จะกลับไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขด้วยตนเอง คำพูดนี้ไม่เพียงแต่สร้างความคึกคักในสภา แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาสุขภาพของชาติ

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวได้สอบถามนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในด้านนี้ ทว่าท่านเพียงหันมายิ้มและไม่ตอบคำถามใดๆ รวมถึงปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับการตั้ง KPI ที่อาจกดดันการทำงาน หรือนโยบาย Quick Win ในช่วง 4 เดือนข้างหน้า การกระทำเช่นนี้ทำให้เกิดคำถามในหมู่สื่อมวลชนและประชาชนว่าการไม่ตอบสนองนี้สะท้อนถึงอะไร

ผลกระทบของนโยบายฟอกไตฟรีต่อประชาชน

นโยบายฟอกไตฟรีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนมากกว่า 1 ล้านราย โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลมีจำกัด หากสามารถฟื้นฟูระบบฟอกไตฟรีได้จริงภายใน 2 เดือนตามที่ตั้ง KPI จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผู้ป่วยได้มหาศาล ส่งผลให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและลดอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคไต

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข พบว่าปีละมีผู้ป่วยไตวายระยะสุดท้ายใหม่กว่า 20,000 ราย และการฟอกไตแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 2,000-3,000 บาท หากนโยบายนี้สำเร็จ จะเป็น Quick Win ที่แท้จริงสำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม การตั้งเป้าภายใน 2 เดือนอาจเป็นความท้าทายใหญ่ เนื่องจากต้องปรับโครงสร้างระบบโรงพยาบาล เพิ่มบุคลากร และจัดสรรงบประมาณอย่างรวดเร็ว

  • ข้อดีของนโยบาย: ลดค่าใช้จ่ายผู้ป่วย สร้างความเท่าเทียมในการรักษา
  • ความท้าทาย: เวลาจำกัด 2 เดือน ต้องประสานงานข้ามกระทรวง
  • ผลกระทบทางสังคม: เสริมภาพลักษณ์รัฐบาลด้านสาธารณสุข

นอกจากนี้ “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน 2 เดือน ขู่ยึดเก้าอี้ ยังเชื่อมโยงกับการอภิปรายอื่นๆ ในสภา เช่น การยืมคำพูดของทักษิณ ชินวัตร เพื่อเหน็บแนมฝ่ายค้าน และกำหนดกรอบเวลา 4 เดือนสำหรับนโยบายสำคัญ ซึ่งรวมถึงการยุบสภาภายในเดือนมกราคม 2569 สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ทางการเมืองที่ผสมผสานระหว่างนโยบายประชานิยมและการบริหารจัดการ

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข นโยบายดังกล่าวหากทำได้จริงจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แต่ต้องระวังเรื่องคุณภาพบริการที่อาจลดลงหากรีบร้อนเกินไป ประชาชนควรติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายนี้ไม่ใช่แค่คำมั่นสัญญาในสภา

สุดท้ายแล้ว การที่นายพัฒนาเลือกที่จะไม่ให้ความเห็น อาจเป็นกลยุทธ์ในการหลีกเลี่ยงการโต้เถียงที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาล แต่ในทางกลับกัน มันก็กระตุ้นให้เกิดการถกเถียงในสังคมมากขึ้น หากคุณเป็นผู้ป่วยไตหรือมีญาติที่ได้รับผลกระทบ สามารถติดตามข่าวสารและแสดงความเห็นผ่านช่องทางของรัฐบาลเพื่อผลักดันนโยบายนี้ให้เกิดผลจริง

ที่มา – “พัฒนา” ปัดให้ความเห็น “อนุทิน” ตั้ง KPI ฟื้นฟอกไตฟรีใน​ 2 เดือน​ ขู่ยึดเก้าอี้

สส.จิตติพจน์ ชี้การเมืองแทรกแซงเขากระโดง

สส.จิตติพจน์ ชี้การเมืองแทรกแซงเขากระโดง

ในแวดวงการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน ปัญหาที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนถึงการแทรกแซงของอำนาจการเมืองต่อกระบวนการยุติธรรม สส.จิตติพจน์ ชี้การเมืองแทรกแซงเขากระโดง อย่างชัดเจน โดยตั้งคำถามถึงกระทรวงมหาดไทยว่าทำไมจึงไม่ทราบแนวเขตที่ดินทั้งที่ได้มีการรังวัดใหม่แล้ว คดีนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อสิทธิ์ของรัฐเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงหลักนิติรัฐที่กำลังถูกบิดเบือน

สส.จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อจากพรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาการเมืองที่แทรกแซงคดีที่ดินเขากระโดง พื้นที่กว่า 5,083 ไร่ ซึ่งศาลยุติธรรมและศาลปกครองวินิจฉัยแล้วว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และยืนยันด้วยพระราชกฤษฎีกาสมัยรัชกาลที่ 6 ทำให้เป็นที่ดินรัฐสงวนหวงห้ามที่ไม่สามารถบุกรุกได้

สส.จิตติพจน์ ชี้ เขากระโดง มีการเมืองแทรกแซง ถาม มท. ไม่รู้แนวเขตได้อย่างไร

สส.จิตติพจน์ ชี้การเมืองแทรกแซงเขากระโดง โดยย้อนถึงคำพิพากษาศาลปกครองกลางเมื่อ 30 มีนาคม 2566 ที่อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาหลายฉบับ ยืนยันว่าการออกโฉนดทับที่ดินของ รฟท. เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลสั่งให้กรมที่ดินและอธิบดีกรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และตรวจสอบแนวเขตให้ชัดเจนร่วมกับ รฟท.

อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตอธิบดีกรมที่ดินกลับออกคำสั่งว่า “ไม่สมควรเพิกถอนโฉนด” ทั้งที่ศาลมีคำพิพากษาชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีท่าทีต้องการ “ยุติเรื่อง” โดยอ้างว่า “ไม่ทราบว่าที่ดินเขากระโดงเป็นของใคร ไม่ทราบแน่ชัด ไม่ทราบแนวเขต” ซึ่งฟังดูน่าประหลาดใจ เพราะมีการรังวัดแนวเขตใหม่ตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 และแล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2567 แต่ผลรังวัดเหล่านี้กลับไม่ถูกนำมาใช้

การเปลี่ยนแปลงนโยบายภายใต้นายภูมิธรรม

สถานการณ์พลิกผันเมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ท่านได้ผลักดันให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลอย่างเคร่งครัด โดยตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง สั่งให้กรมที่ดินร่วมกับ รฟท. ชี้แนวเขตให้ชัดเจน หลักการสำคัญคือ ต้องคืนที่ดินของรัฐให้แก่ รฟท. แต่ในขณะเดียวกันก็คุ้มครองประชาชนผู้สุจริตที่อยู่อาศัย โดยจัดระบบเช่าที่ดินในราคาเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อนโดยไม่จำเป็น

ปัญหานี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ที่ดินเขากระโดงเท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ในระบบการจัดการที่ดินของไทย ที่มักถูกอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง ทำให้สิทธิ์ของรัฐและประชาชนถูกคุกคาม ในอดีต มีกรณีคล้ายกันหลายครั้งที่ที่ดินสงวนถูกบุกรุก โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่การตรวจสอบยาก สส.จิตติพจน์ ชี้การเมืองแทรกแซงเขากระโดง เพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐยึดมั่นในหลักกฎหมายมากขึ้น

ผลกระทบต่อสังคมและเศรษฐกิจ

การแทรกแซงดังกล่าวส่งผลกระทบรุนแรงต่อสังคม โดยเฉพาะด้านความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม หากหน่วยงานอย่างกรมที่ดินเพิกเฉยต่อคำสั่งศาล อาจนำไปสู่การละเมิดหน้าที่ตามกฎหมาย สส.จิตติพจน์ตั้งคำถามสำคัญว่า การอ้าง “ไม่รู้แนวเขต” หลังจากรังวัดใหม่แล้ว ถือเป็นการละเว้นหน้าที่หรือไม่ เรื่องนี้กำลังได้รับการจับตาจากประชาชนและสื่อมวลชน

เพื่อให้เข้าใจปัญหาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ลองพิจารณาข้อเท็จจริงหลักดังนี้:

  • ที่ดินเขากระโดงเป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท. มาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
  • ศาลวินิจฉัยชัดเจนว่าการออกโฉนดทับซ้อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย
  • มีการรังวัดใหม่ในปี 2567 แต่ไม่นำผลมาใช้เพิกถอนโฉนด
  • นโยบายใหม่ภายใต้นายภูมิธรรมมุ่งคืนสิทธิ์ให้รัฐพร้อมคุ้มครองผู้อยู่อาศัย

จากประเด็นเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการเมืองมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางของคดี หากปล่อยให้อำนาจนอกระบบแทรกแซง อาจนำไปสู่ปัญหาการทุจริตที่ใหญ่กว่า

ในมุมมองของผู้เขียน คดีเขากระโดงนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนถึงความจำเป็นในการปฏิรูประบบยุติธรรมและการจัดการที่ดิน ประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส สส.จิตติพจน์ ชี้การเมืองแทรกแซงเขากระโดง เป็นการเตือนใจให้ทุกฝ่ายยึดหลักนิติรัฐ หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและที่ดิน สามารถติดตามบทวิเคราะห์เพิ่มเติมในบล็อกของเราได้

ที่มา – “สส.จิตติพจน์” ชี้ เขากระโดง มีการเมืองแทรกแซง ถาม มท. ไม่รู้แนวเขตได้อย่างไร

“จุลพงศ์” จี้ พิพัฒน์ สั่ง รฟท. ฟ้อง 2 แปลงคดีเขากระโดง

“จุลพงศ์” จี้ พิพัฒน์ สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตาของสังคมไทย นั่นคือ “จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง ซึ่งเป็นคดีที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ที่คาราคาซังมานานหลายสิบปี คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดินธรรมดา แต่สะท้อนถึงปัญหาการบังคับใช้กฎหมายและนิติธรรมในประเทศไทยที่หลายคนตั้งคำถาม

“จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ระหว่างการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่ภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประกาศยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และธรรมาภิบาล ซึ่งเหมาะสมมากเพราะประชาชนกำลังจับตาการแก้ไขปัญหาคดีที่ดินเขากระโดงที่ควรจบไปนานแล้ว

คดีเขากระโดงเริ่มต้นจากข้อพิพาทที่ดินกว่า 995 แปลง รวมกว่า 5,000 ไร่ ซึ่งศาลทั้งยุติธรรมและปกครองยืนยันว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แต่กลับถูกเตะถ่วงมานับสิบปี ทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ว่าจะสมัยยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เศรษฐา ทวีสิน หรือแพทองธาร ชินวัตร ล้วนปล่อยให้ค้างคา โดยกรมที่ดินไม่เพิกถอนโฉนด รฟท. ก็ไม่ฟ้องศาลโดยตรง แต่หันไปฟ้องศาลปกครองแทน ทำให้เรื่องยืดเยื้อและถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

จุดเริ่มต้นของคดีเขากระโดง: 2 แปลงที่ต้องเพิกถอนก่อน

นายจุลพงศ์เสนอทางออกที่ชัดเจน โดยจี้ให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สั่งการ รฟท. ดำเนินการฟ้องเพิกถอนโฉนด 2 แปลงที่เป็นจุดเริ่มต้นของคดีนี้ นั่นคือแปลงที่ 3466 และ 8564 รวม 44 ไร่ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้ตั้งแต่ปี 2554 ว่าการออกโฉนดทั้งสองแปลงนี้มิชอบด้วยกฎหมาย เพราะทับซ้อนที่ดินของ รฟท. แต่กรมที่ดินกลับไม่เพิกถอน กลับถามอัยการสูงสุด ซึ่งแนะนำให้ รฟท. เป็นผู้ฟ้องเอง ทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น

แทนที่จะฟ้องทั้ง 995 แปลงพร้อมกัน ซึ่งอาจสร้างความขัดแย้งกับชาวบ้าน นายจุลพงศ์แนะนำให้เริ่มจาก 2 แปลงนี้ก่อน เพราะมีพยานหลักฐานชัดเจน และ รฟท. เคยชนะคดีในศาลฎีกาแล้วตามคำพิพากษาที่ 8027/2561 การฟ้องนี้สามารถทำได้ทันทีภายใน 4 เดือน หลังแถลงนโยบาย หากชนะ จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐบาลจริงใจกับนิติธรรม หากแพ้ เรื่องก็จบไม่ต้องวนเวียนอีก

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องที่ดิน แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม กรมที่ดินไม่ทำหน้าที่ รฟท. ไม่กล้าฟ้อง และข้าราชการบางส่วนออกมาปกป้องโดยอ้างรอคำสั่งศาลปกครอง แม้รัฐบาลใหม่จะมีท่าทีจริงจัง แต่ก็ยังต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ

  • ประเด็นหลัก: คดีเขากระโดงควรจบด้วยการฟ้อง 2 แปลงก่อน เพื่อสร้างความโปร่งใส
  • บทบาทของ รฟท.: ต้องกล้าฟ้องศาลยุติธรรมโดยตรง ไม่ใช่รอศาลปกครอง
  • ผลกระทบ: หากไม่แก้ไข จะเป็นเครื่องมือต่อรองการเมืองต่อไป

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นโอกาสทองให้รัฐบาลชุดใหม่แสดงศักยภาพ หากจัดการได้จริง จะช่วยฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชน และป้องกันไม่ให้เกิดคดีคล้ายๆ กันในอนาคต การเริ่มจากจุดเล็กๆ อย่าง 2 แปลงนี้ จะนำไปสู่การแก้ปัญหาใหญ่ได้อย่างยั่งยืน

สุดท้ายนี้ อยากเชิญชวนทุกท่านติดตามพัฒนาการของคดีนี้ เพราะมันสะท้อนถึงอนาคตของนิติธรรมในไทย หากคุณมีมุมมองอย่างไร สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – “จุลพงศ์” จี้ “พิพัฒน์” สั่ง รฟท. ฟ้องเพิกถอน 2 แปลงจุดเริ่มต้นคดีเขากระโดง

“จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร”

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวอภิปรายต่อที่ประชุมอย่างน่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังอยู่ในสถานะ “หนูตกถังข้าวสาร” จากการที่ได้เก้าอี้รัฐมนตรีแบ่งกันเหลือเฟือ และมีงบประมาณพร้อมใช้ทันที นายจุรินทร์ ยังบอกว่านายกรัฐมนตรี “นายแน่มาก” ที่กล้าตั้งรัฐมนตรีบางคน ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วยังไม่กล้าตั้งด้วยซ้ำ

“จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร” บอกแน่มากกล้าตั้ง รมต.

นายจุรินทร์ เริ่มต้นด้วยการยินดีกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอนุทินและคณะรัฐมนตรีทั้งหมด โดยมองว่านี่คือ “นโยบายควิกวิน” ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังไม่แถลงนโยบายเสียด้วยซ้ำ พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะฝ่ายค้าน จะทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเป็นกลาง ไม่มีอคติหรือความแค้นใดๆ แต่จะค้านตามเนื้อผ้าเพื่อประโยชน์ของประชาชน ร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค

นโยบายรัฐบาลชุดนี้มี 7 หน้า 5 หมวด ซึ่งเขียนกว้างๆ เหมือนมหาสมุทร ไม่เฉพาะเจาะจงมากนัก เพราะเป็นรัฐบาลเฉพาะกิจที่วางรากฐานไว้สำหรับอนาคต แต่สิ่งที่น่าสะดุดใจคือ นโยบายหาเสียงก่อนเลือกตั้งหลายเรื่องหายตัวไปจากนโยบายนี้ ทำให้ต้องตั้งคำถามและข้อเสนอแนะเพื่อประโยชน์ภาพรวม

ดักทางรัฐบาล ไม่ใช่ 3 ข้อจำกัด แต่มี 4 แต้มต่อ

ประเด็นแรกที่นายจุรินทร์ชี้ให้เห็นคือ คำตัดพ้อของรัฐบาลในนโยบายหน้าที่ 2 ที่ระบุข้อจำกัด 3 ข้อ ได้แก่ เวลาจำกัด ไม่ได้จัดทำงบประมาณ และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยหรือ “รัฐบาลเป็ดง่อย” จากการเมืองที่พิสดาร รัฐบาลนี้โทษใครไม่ได้เพราะเลือกทางนี้เอง นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นนักธุรกิจ คงคำนวณแล้วว่าคุ้มค่า เพราะแลกกับตำแหน่งนายกฯ และการจัดตั้งรัฐบาล ฝ่ายหนึ่งได้นายกฯ อีกฝ่ายได้ยุบสภาและแก้รัฐธรรมนูญ

ถึงเวลาจะเป็นข้อจำกัด แต่รัฐบาลนี้อาจอยู่ได้ถึง 9 เดือน ไม่ใช่แค่ 4 เดือน นายจุรินทร์มองว่ามี 4 แต้มต่อมากกว่า: 1. ผู้ที่ลงคะแนนให้นายกฯ โดยไม่ขอเก้าอี้รัฐมนตรี ทำให้ “หนูตกถังข้าวสาร” มีเก้าอี้เหลือเฟือ 2. มีงบเหลือปี 2568 กว่า 60,000 ล้านบาท และงบ 2569 อีก 3.78 ล้านล้านบาท รวมงบฉุกเฉิน 98,000 ล้านบาท 3. มีนโยบายสำเร็จรูปจาก MOA 5 ข้อที่ทำได้ทันที 4. เหลือแค่คิดเอง 3 เรื่อง คือ นโยบายแถลง การจัดครม. และการทำให้สำเร็จ MOA อาจลืมปัญหาประชาชน แต่ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา

ชม รมต.คนนอก ติ โควตา กลุ่มการเมืองหวยล็อก

การจัดคณะรัฐมนตรีเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบาย ครม.ชุดนี้มีเก้าอี้เหลือเฟือ แบ่งเป็นคนในจากโควตาพรรค และคนนอก นายจุรินทร์ชมว่านายกฯ แน่มากที่กล้าตั้งรัฐมนตรีที่รัฐบาลที่แล้วไม่กล้า เพราะกลัวซ้ำรอยอดีตนายกฯ สำหรับคนนอก หลายตำแหน่งดีเยี่ยม ถูกฝาทุกตัว แต่บางตำแหน่งทำให้ครม.กระดำกระด่าง นายกฯ คงรู้ในใจ จากการเปิดตัวคนนอกเกือบทุกคน แต่บางตำแหน่งทำลับๆ ล่อๆ จนสุดท้ายหวยล็อกออกมา

สำหรับนโยบาย 7 หน้า 5 หมวด นายจุรินทร์ติง 6 ประเด็นหลัก: 1. โจทย์ประเทศลืมภัยที่ 5 คือคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นต้นตอ 2. แก้รัฐธรรมนูญ ถ้าศาลให้แก้ทั้งฉบับแต่ไม่แตะหมวด 1-2 รัฐบาลจะสนับสนุนไหม และมาตรา 60 เรื่องคุณสมบัติซื่อสัตย์ ถ้ากลับหลังหน้ากาก รัฐบาลจะสนับสนุนหรือไม่ 3. ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา จะเอาของที่เสียไปคืนยังไง จัดการบ่อนเขมรล้ำแดนอย่างไร และ MOU 43 หรือ 44 จะทำประชามติเมื่อไหร่ 4. เกษตรกร 9 เดือนพอคลายทุกข์ไหม นโยบายข้าวเกวียน 12,000 บาท มัน 4 บาท/กก. หายไป ต้องจัดการราคาข้าว มันสำปะหลัง ปาล์ม ข้าวโพด ผลไม้ที่ตกต่ำ

5. รักษานิติธรรมเคร่งครัด เจ้าพนักงานใช้กฎหมายเพื่อการเมืองผิดวินัยและอาญา รัฐบาลจะจัดการเด็ดขาดไหม รวมถึงกรมราชทัณฑ์และ DSI ที่ค้างคดีนักการเมือง ถ้ายังทำต่อจะผิดนโยบายนี้หรือไม่ 6. ฝาก 5 คาถา: 6.1 อย่าลืมคำถวายสัตย์ อย่าโกง อาวุธมีไว้รบเขมรไม่ใช่ทิ้งก่อนยุบสภา 6.2 อย่าเล่นพรรคเล่นพวกโยกย้ายขรก. ทำลายอนาคตประเทศ 6.3 อย่าเลือกปฏิบัติ พัฒนาทุกพื้นที่ไม่ใช่แค่ที่เลือกเรา 6.4 อย่าลุแก่อำนาจซ้ำรอยอดีต 6.5 อย่าแทรกแซงยุติธรรม เป็นของแสลงยิ่ง ถ้าทำได้ รัฐบาลจะรอด

การอภิปรายของนายจุรินทร์นี้สะท้อนมุมมองฝ่ายค้านที่ต้องการตรวจสอบเพื่อประชาชน หากรัฐบาลนำไปปรับใช้ จะช่วยให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณคิดว่านโยบายชุดนี้จะแก้ปัญหาประเทศได้จริงหรือไม่ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – “จุรินทร์” ชี้ รัฐบาลอนุทิน “หนูตกถังข้าวสาร” บอกแน่มากกล้าตั้ง รมต. ที่รัฐบาลที่แล้วยังไม่กล้า

นายกฯ ยืมคำทักษิณ เหน็บชลน่าน ยุบสภา 31 ม.ค. 69

นายกฯ ยืมคำทักษิณ เหน็บชลน่าน ยุบสภา 31 ม.ค. 69

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 บรรยากาศในสภาผู้แทนราษฎรคึกคักไม่น้อย เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นตอบโต้การอภิปรายนโยบายรัฐบาลจากฝ่ายค้าน โดยเฉพาะคำถามจาก นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย การแลกเปลี่ยนนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องที่นายกรัฐมนตรียืมคำพูดของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร มาจิกกัดคู่สนทนา และย้ำกำหนดการยุบสภาให้ชัดเจน

นายกฯ ยืมคำพูด “ทักษิณ” เหน็บ “ชลน่าน” ย้ำ 4 เดือนนับ 1 ต.ค.นี้ ยุบสภา 31 ม.ค. 69

นายอนุทิน เริ่มต้นด้วยการให้เกียรติคู่สนทนาที่เคยร่วมงานกันมา โดยยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้พร้อมทำได้ ทำเป็น และทำดีตามที่แถลงนโยบายไว้ นายกฯ เน้นย้ำว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกคนถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน มีประสบการณ์หลากหลาย แม้บางคนจะเพิ่งเข้าสู่ตำแหน่ง แต่ทุกคนผ่านการตรวจสอบประวัติการทำงานและการศึกษาแล้ว เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ

ส่วนคำถามเรื่องอนาคตประชาธิปไตย นายอนุทิน มองว่ารัฐบาลนี้จะวางรากฐานที่ดี โดยไม่มีใครบงการ ตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเท่านั้น และที่สำคัญ นายกฯ ประกาศชัดเจนว่า รัฐบาลนี้เป็นแบบเฉพาะกิจ มีเวลาแค่ 4 เดือน นับจาก 1 ตุลาคม 2568 จนถึงวันยุบสภา 31 มกราคม 2569 ตามพันธะที่ลงนามไว้กับพรรคประชาชน ซึ่งเป็นเวลาที่เหมาะสมในการคืนอำนาจสู่ประชาชน

ยืมคำพูดทักษิณ สะท้อนมุมมองผู้ชนะ-ผู้แพ้

ไฮไลต์สำคัญคือตอนที่นายอนุทิน ยืมคำพูดเก่าแก่กว่า 20 ปีจากสมัยรัฐบาล นายทักษิณ ชินวัตร มาพูดในสภา คำพูดที่ว่า “Loser see problem in every solution” หรือ “ผู้แพ้จะเห็นปัญหาในทุกทางออก” และ “Winner see solution in every problem” หรือ “ผู้ชนะจะเห็นทางออกในทุกปัญหา” นายกฯ ระบุว่าตัวเองและครม. 36 คน คือผู้ที่มองหาทางออกในทุกปัญหา แม้จะไม่รู้ว่าจะชนะหรือแพ้ แต่เจตนารมณ์ชัดเจนในการแก้ไขความเสียหายที่รัฐบาลก่อนหน้าเหลือไว้ ทั้งเศรษฐกิจ เกียรติภูมิ และขวัญกำลังใจของประชาชน

การยืมคำพูดนี้เหมือนเป็นการเหน็บแนมโดยอ้อมต่อนายแพทย์ชลน่าน ที่ตั้งคำถามถึงความสามารถของรัฐบาล นายอนุทิน ยังชื่นชม นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค ของพรรคเพื่อไทย แต่ยืนยันว่าโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นผลงานของตัวเองสมัยเป็น รมว.สาธารณสุข โดยจะนำกลับมาดำเนินการอีกครั้ง ผ่านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุขคนใหม่ ภายใน 2 เดือน มิเช่นนั้นจะทำเอง

นอกจากนี้ นายกฯ ยังปฏิเสธนโยบายเสี่ยงๆ อย่างคาสิโนหรือเงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยเลือกแนวทางที่โปร่งใสและมีส่วนร่วม สร้างความเชื่อมั่นว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยถูกเชิญออกจากรัฐบาลก่อนหน้าเพราะไม่เห็นด้วยกับแนวทางเหล่านี้

  • รัฐบาลทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
  • คืนอำนาจประชาชนตามกำหนด 4 เดือน
  • แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมอย่างรวดเร็ว
  • ยึดหลักผู้ชนะที่หาทางออกในทุกปัญหา

ต่อมา นายแพทย์ชลน่าน ขอชี้แจงกรณีถูกพาดพิง โดยยืนยันว่านโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นของพรรคเพื่อไทยสมัยรัฐบาลเศรษฐา-แพทองธาร และตัวเองเพียงดำเนินการในฐานะ รมว.สาธารณสุข ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประชุมครม. สมัยทักษิณในฐานะเลขาฯ

เหตุการณ์นี้สะท้อนถึงการเมืองที่เข้มข้นในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยรัฐบาลใหม่มุ่งมั่นแสดงผลงานในเวลาจำกัด หากคุณสนใจติดตามพัฒนาการการเมืองล่าสุด แนะนำให้ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อเข้าใจมุมมองทั้งสองฝ่ายและผลกระทบต่อประชาชน

สุดท้าย การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ รัฐบาลนี้จะสามารถทำตามสัญญาได้หรือไม่ คงต้องรอพิสูจน์จากผลงานจริงใน 4 เดือนข้างหน้า คุณคิดอย่างไรกับคำพูดยืมมาของนายกฯ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะ

ที่มา – นายกฯ ยืมคำพูด “ทักษิณ” เหน็บ “ชลน่าน” ย้ำ 4 เดือนนับ 1 ต.ค.นี้ ยุบสภา 31 ม.ค. 69

Scroll to top