แถลงนโยบายรัฐบาล

“อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 รัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้า

สวัสดีครับทุกท่านที่ติดตามข่าวการเมืองไทย ล่าสุดมีข่าวดีจากนายกรัฐมนตรี “อนุทิน” ชาญวีรกูล ที่ประกาศชัดเจนว่า “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 เพื่อให้มีรัฐบาลใหม่ภายในสัปดาห์หน้า ซึ่งเร็วกว่าการรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อนุมัติงบประมาณให้รัฐบาลรักษาการอีก! ข่าวนี้มาจากเวที “Meet the Press” เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ทำให้หลายคนตื่นเต้นเพราะจะได้เห็นการเปลี่ยนผ่านที่รวดเร็ว สู่รัฐบาลชุดใหม่ที่พร้อมลุยเต็มสูบ

อนุทิน ชาญวีรกูล

“อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2

นายอนุทิน ยืนยันว่ารายชื่อรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเคลียร์เรียบร้อยแล้ว ตรวจสอบคุณสมบัติกันอย่างละเอียด ไม่มีปัญหาตรงไหนขัดรัฐธรรมนูญอีกต่อไป พรุ่งนี้วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม 2569 จะประชุมสรุปขั้นสุดท้าย แล้วรีบ ทูลเกล้าฯ ขึ้นไปให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชวินิจฉัย รัฐบาลชุดนี้จะเป็น “อนุทิน 2” ที่สานต่อจากชุดเดิม แต่พร้อมทำงานทันที ไม่มีทดลองงาน!

สิ่งสำคัญคือ รัฐบาลรักษาการปัจจุบันไม่สามารถออกมาตรการผูกพันรัฐบาลใหม่ได้ ต้องรอขั้นตอนตามกฎหมาย แต่พอได้รัฐบาลใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ก็จะแถลงนโยบายทันที ทำให้บริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบ รัฐมนตรีหลายคนยังอยู่ต่อ รับประกันความต่อเนื่องและรวดเร็วในการแก้ปัญหา

อนุทินแถลงข่าว

เร็วกว่ารอ กกต. อนุมัติงบ รัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้าแน่นอน

“อนุทิน” มองว่าการรอ กกต. อนุมัติงบกลางนั้นใช้เวลานาน แต่การทูลเกล้าฯ รายชื่อครม.จะเร็วกว่า รอได้ไม่เกินสัปดาห์หน้า! ตอนนี้รัฐบาลรักษาการถูกจำกัด เช่น ไม่อาจใช้งบกลางได้ง่ายๆ ต้องขออนุมัติ แต่พอได้รัฐบาลใหม่ ก็ไร้ข้อจำกัด จะเร่งแถลงนโยบายที่เตรียมไว้พร้อมแล้ว

นอกจากนี้ จะกราบท่านประธานรัฐสภาให้นัดประชุมทันทีหลังแถลงนโยบาย เพื่อให้รัฐบาลบริหารงบและนโยบายได้เต็มที่ โดยเฉพาะรับมือวิกฤตโลก เช่น สถานการณ์พลังงานที่ผันผวน

  • เน้นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน: ลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันโลก
  • ดูแลกลุ่มเปราะบาง: มาตรการช่วยเหลือคนจน เกษตรกร
  • พยุงเศรษฐกิจ: กระตุ้นการลงทุน ส่งออก ท่องเที่ยว
เวที Meet the Press

ข่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทีม “อนุทิน” ในการผลักดันประเทศให้ก้าวต่อไปท่ามกลางวิกฤต โดยเฉพาะในช่วงที่โลกเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การมีรัฐบาลที่พร้อมทำงานเต็มที่จะช่วยให้ไทยรับมือได้ดีขึ้น ในมุมมองของผม นี่คือสัญญาณบวกที่ประชาชนรอคอย เพราะจะได้เห็นนโยบายจริงจัง ไม่ใช่แค่รอเวลา

คุณคิดอย่างไรกับ “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2? รัฐบาลใหม่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้แค่ไหน คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – “อนุทิน” จ่อทูลเกล้าฯ ครม.อนุทิน 2 มอง มีรัฐบาลใหม่สัปดาห์หน้า เร็วกว่ารอ กกต. อนุมัติงบ

ปชน. ปัดวิจารณ์โผ ครม.อนุทิน 2 เตรียมอภิปรายนโยบาย

ปชน. ปัดวิจารณ์โผ ครม.อนุทิน 2 หลังโผล่ชุดใหม่ล่าสุด พรรคประชาชนยืนยันจะรอความชัดเจนก่อนแสดงจุดยืน ขณะที่เตรียม ส.ส. ขุนพลลงสนามอภิปรายนโยบายรัฐบาล คาดการแถลงนโยบายมีกำหนดวันที่ 7 เมษายน 2569 นี้ ถือเป็นโอกาสทองในการตรวจสอบว่ารัฐบาลใหม่จะทำตามสัญญาหาเสียงหรือไม่

ปชน. ปัดวิจารณ์ “โผ ครม.อนุทิน 2” รอให้สถานการณ์นิ่ง

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ได้ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธที่จะวิจารณ์ ปชน. ปัดวิจารณ์โผ ครม.อนุทิน 2 ที่เพิ่งออกมา เนื่องจากมองว่ายังมีความไม่ชัดเจนในรายละเอียดหลายประการ พรรคจึงเลือกที่จะรอให้ทุกอย่างนิ่งสนิทก่อนจึงจะแสดงความเห็นอย่างเป็นทางการ การตัดสินใจนี้สะท้อนถึงแนวทางของพรรคฝ่ายค้านที่ต้องการข้อมูลครบถ้วนเพื่อการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

โผครม.ชุดนี้ซึ่งมีชื่อว่า “อนุทิน 2” มาจากการปรับปรุงคณะรัฐมนตรีภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล โดยมีตำแหน่งสำคัญหลายจุดที่เปลี่ยนแปลง สร้างความสนใจในวงการการเมืองอย่างมาก แต่พรรคประชาชนเลือกที่จะไม่รีบร้อนแสดงท่าที

เตรียมขุนพล ส.ส. อภิปรายนโยบายรัฐบาล 7 เม.ย.

นายพริษฐ์ ยังเผยว่า พรรคประชาชนกำลังเร่งเตรียม ส.ส. แต่ละคนเสนอตัวอภิปรายในประเด็นต่างๆ โดยยืนยันว่าจะตรวจสอบรัฐบาลในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเร่งด่วน เศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง การแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 7 เมษายน จะเป็นเวทีสำคัญที่ฝ่ายค้านจะ “ชำแหละ” นโยบายว่าตรงกับที่หาเสียงไว้กับประชาชนหรือไม่ รวมถึงจะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือวางแผนระยะยาว 4 ปี

ที่ประชุมพรรคฝ่ายค้านได้หารือเบื้องต้นกันแล้ว แต่ยังต้องรอรายละเอียดนโยบายฉบับเต็มเพื่อวิเคราะห์อย่างละเอียด ถือเป็นการเตรียมพร้อมที่เข้มข้น เพื่อให้การอภิปรายมีน้ำหนักและสร้างประโยชน์ให้ประชาชน

ความสำคัญของการอภิปรายนโยบายรัฐบาลใหม่

การอภิปรายนโยบายเป็นขั้นตอนสำคัญในรัฐธรรมนูญ ที่รัฐบาลต้องชี้แจงวิสัยทัศน์ต่อสมาชิกสภา สำหรับรัฐบาลชุดใหม่นี้ พรรคประชาชนมองว่าเป็นโอกาสตรวจ “การบ้าน” ว่าประชาชนจะได้รับการแก้ไขปัญหาหรือไม่ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจถดถอย การศึกษา สุขภาพ และสิ่งแวดล้อม

  • ตรวจสอบความสอดคล้องกับสัญญาหาเสียง
  • วิเคราะห์นโยบายระยะสั้น-ยาว
  • ชี้จุดอ่อนของโผ ครม.อนุทิน 2 ในภายหลัง
  • เสนอทางเลือกจากฝ่ายค้าน

นอกจากนี้ พรรคยังเปิดรับสมัคร ส.ส. ที่สนใจอภิปรายแต่ละด้าน เพื่อให้การตรวจสอบครอบคลุมทุกหัวข้อ สร้างสมดุลในสภา

มุมมองจากพรรคประชาชนต่อรัฐบาลอนุทิน

แม้จะยังไม่วิจารณ์โผครม. แต่พรรคประชาชนย้ำบทบาทฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง จะติดตามทุกการทำงานของรัฐบาล เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่โปร่งใส นี่คือกลไกประชาธิปไตยที่สำคัญ

ในมุมกว้างขึ้น โผ ครม.อนุทิน 2 สะท้อนการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พรรคฝ่ายค้านจึงต้องพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

สุดท้าย การเตรียมอภิปรายครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของพรรคประชาชนต่อประชาชน ผู้ติดตามการเมืองไม่ควรพลาด หากคุณสนใจข่าวการเมืองล่าสุด สมัครรับข่าวสารจากเราเพื่ออัปเดตทุกวัน!

ที่มา – ปชน. ปัดวิจารณ์ “โผ ครม.อนุทิน 2” เตรียมขุนพลอภิปรายนโยบายรัฐบาล คาดแถลง 7 เม.ย.

นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงนโยบาย ลุ้นเลือกตั้งศรีสะเกษ

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้ออกมาแสดงความมั่นใจในทีมคณะรัฐมนตรี ว่าทุกคนพร้อมที่จะชี้แจงทุกประเด็นเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาล ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย บอกลุ้นอยู่เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ จึงกลายเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันพรุ่งนี้

นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย

จากข้อมูลล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากการหารือกับรัฐมนตรีเศรษฐกิจ โดยเน้นย้ำว่าการแถลงนโยบายในวันพรุ่งนี้คือโอกาสสำคัญในการสื่อสารวิสัยทัศน์ของรัฐบาลต่อสมาชิกรัฐสภาและประชาชน นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย โดยไม่จำเป็นต้องกำชับเพิ่มเติม เพราะทุกคนทราบดีถึงบทบาทและหน้าที่ของตน รัฐมนตรีแต่ละคนได้เตรียมข้อมูลครบถ้วน เพื่อตอบคำถามจากสมาชิกรัฐสภาทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย

นายอนุทินยังชี้แจงว่าการแถลงนโยบายนี้ไม่ใช่เวทีการเมืองเพื่อรับมืออภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่เป็นการทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะตอบข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา หากคำถามอยู่ในกรอบนโยบาย รัฐมนตรีผู้รับผิดชอบจะชี้แจงให้ชัดเจนเพื่อคลายข้อกังวลของทุกฝ่าย นอกจากนี้ หลังการแถลงนโยบาย รัฐบาลยังวางแผนประชุมคณะรัฐมนตรีในเย็นวันที่ 30 กันยายน ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเร่งรัดการดำเนินงาน โดยมีเจ้าหน้าที่และเครื่องมือพร้อมครบ

ลุ้นผลเลือกตั้งซ่อม สส. ศรีสะเกษ

นอกจากประเด็นนโยบายแล้ว นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเลือกตั้งซ่อม สส. จังหวัดศรีสะเกษ ว่ายังอยู่ในช่วง ‘ตุ้มๆ ต่อมๆ’ และกำลัง ‘ปลุกพระ’ หรือพยายามเร่งให้เกิดความชัดเจน คืนนี้ นายกฯ จะลุ้นผลเลือกตั้งซ่อมควบคู่กับการตรวจความคืบหน้าการซ่อมถนนทรุดบริเวณหน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งเมื่อคืนไม่ได้ไปตรวจสอบ ก่อนออกจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินยังได้สอบถามความคืบหน้าการซ่อมถนนสามเสนจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งไปติดตามสถานที่จริงในวันนี้

การเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษถือเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับพรรครัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่นายอนุทินเป็นหัวหน้าพรรค ผลการเลือกตั้งนี้อาจส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐบาลในอนาคต หากพรรคร่วมรัฐบาลคว้าชัยชนะ จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในการแถลงนโยบายครั้งนี้ นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งเน้นแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนทรุด ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตประชาชน โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีโครงการก่อสร้างจำนวนมาก

ในมุมกว้างขึ้น การแถลงนโยบายรัฐบาลชุดนี้คาดว่าจะครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น เศรษฐกิจ การฟื้นฟูหลังโควิด การเกษตร และความมั่นคง ซึ่งสอดคล้องกับสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน รัฐมนตรีเศรษฐกิจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมข้อมูลเชิงลึกเพื่อตอบโต้ข้อสงสัยที่อาจเกิดจากฝ่ายค้าน นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใหม่พร้อมทำงานทันที โดยไม่เสียเวลาไปกับดราม่าการเมือง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามการถ่ายทอดสดการแถลงนโยบาย เพื่อรับทราบนโยบายที่ชัดเจนและตรวจสอบความคืบหน้าในอนาคต สำหรับการซ่อมถนน นายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงใยต่อความปลอดภัยของประชาชน โดยสั่งการให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพของคณะรัฐมนตรี นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย ทำให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้นในทิศทางของรัฐบาล การลุ้นเลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่แสดงออกมา คาดว่ารัฐบาลจะสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น

ในฐานะนักวิเคราะห์การเมือง มองว่านายกรัฐมนตรีได้วางกลยุทธ์ที่ดีในการสื่อสารโปร่งใส ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งในสภาและสร้างฐานสนับสนุนจากประชาชน หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่อข้อมูลล่าสุดและการวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – นายกฯ ยัน รมต. พร้อมแจงแถลงนโยบายทุกข้อสงสัย บอกลุ้นอยู่เลือกตั้งซ่อมศรีสะเกษ

“เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดสีส้ม อภิปรายรัฐบาลเข้มข้น

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ การเคลื่อนไหวของพรรคต่างๆ กำลังเป็นที่จับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนในหลายประเด็น ล่าสุด “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมืองในพื้นที่และการตรวจสอบรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นหัวข้อที่สร้างความสนใจให้กับสื่อและประชาชนจำนวนมาก

“เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม

วันที่ 27 กันยายน 2568 ที่ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” ได้ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยในโอกาสนั้นได้เรียกนายทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ ส.ส.อยุธยา จากพรรคประชาชน ขึ้นเวที และมีคำพูดที่ว่า “เลือกส.ส.เต้ แล้วให้ไปเลือกหนู” ซึ่ง “เท้ง” มองว่าคำพูดดังกล่าวอาจไม่เหมาะสมนัก และอยากให้นายกรัฐมนตรีระมัดระวังมากขึ้น โดยไม่ควรใช้เวทีที่มาพบปะประชาชนเพื่อช่วงชิงจังหวะทางการเมือง แต่ควรเน้นแก้ปัญหาของประชาชนเป็นหลัก

เมื่อถามถึงความมั่นใจในฐานะเสียงในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา “เท้ง” ยืนยันว่ายังแน่นปึก โดยตัวเขาเองก็ได้ลงพื้นที่ร่วมกับ “เต้” ทวิวงศ์ เพื่อติดตามปัญหาน้ำท่วม และเชื่อมั่นว่าการทำงานของส.ส.คนนี้จะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังยืนยันชัดเจนว่าไม่มีทางย้ายพรรคหรือย้ายพื้นที่แน่นอน โดยเฉพาะ “เต้” ที่ “เท้ง” มั่นใจว่าถ้ากรีดเลือดออกมาก็เป็นสีส้ม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคประชาชน และส.ส.คนอื่นๆ ในพื้นที่ก็เช่นกัน

ภาพข่าวการเมือง

ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้น ตั้งใจตรวจสอบจริง

เตรียมเนื้อหาอภิปรายแบบแน่นปึ้ก

นอกจากประเด็นในพื้นที่ “เท้ง” ยังพูดถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการอภิปรายการแถลงนโยบายรัฐบาลในวันที่ 29-30 กันยายน 2568 นี้ โดยระบุว่าได้เตรียมเนื้อหามาอย่างละเอียด หลักๆ จะโฟกัสที่การทำตาม MOU ในการกำหนดไทม์ไลน์แก้ไขรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี และนโยบายในช่วง 4 เดือนแรกที่ไม่ควรเป็นประชานิยมเพื่อหวังคะแนนเสียง โดยเฉพาะเมื่องบประมาณเหลือน้อย ซึ่งอาจเป็นภาระให้ประชาชนในอนาคต “เท้ง” เน้นว่านี่เป็นเพียงกรอบกว้างๆ และทีมส.ส.ที่จะอภิปรายมีจำนวนมาก ด้วยกรอบเวลา 2 วันเต็ม เนื้อหาจะเข้มข้นแน่นอน

เมื่อถูกถามถึงการที่พรรคเพื่อไทย (พท.) เปิดธีมอภิปราย แต่พรรคประชาชนไม่ได้ตั้งธีมล่วงหน้า บางคนมองว่าไม่ตั้งใจตรวจสอบ “เท้ง” ชี้แจงชัดว่าพรรคตั้งใจตรวจสอบรัฐบาลจริงๆ จะรอธีมหน้างานและอภิปรายเต็มที่ นอกจากนี้ ยังไม่กังวลว่าพรรคเพื่อไทยจะมาอภิปรายพรรคประชาชนเอง เพราะไม่อยากให้ฝ่ายค้านมาตรวจสอบกัน ควรโฟกัสที่รัฐบาลมากกว่า

เชื่อประชาชนพร้อมลงโทษหากพรรคภูมิใจไทยตระบัดสัตย์

ในส่วนของคำแถลงนโยบายที่ไม่มีคำว่ายุบสภาภายใน 4 เดือน “เท้ง” มองว่ายังมีประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญและประชามติ ซึ่งสำคัญกว่าคำสัญญาลายลักษณ์อักษรคือการจับตามองจากประชาชน โดยเฉพาะคำพูดของนายอนุทินในหลายเวทีตั้งแต่โปรดเกล้าฯ จนถึงแถลงนโยบาย หากมีการตระบัดสัตย์ “เท้ง” เชื่อว่าประชาชนพร้อมลงโทษพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งของพรรคประชาชนในการตรวจสอบอำนาจรัฐ โดย “เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้นตั้งใจตรวจสอบจริง ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับประชาชนที่ต้องการการเมืองที่โปร่งใสและรับผิดชอบ หากคุณกำลังติดตามสถานการณ์การเมืองไทย ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง เราอยากรู้ว่าคุณมองอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้

ที่มา – “เท้ง” ยัน “เต้” กรีดเลือดออกมาเป็นสีส้ม ยัน อภิปรายรัฐบาลเข้มข้นตั้งใจตรวจสอบจริง

อนุทิน ยัน 1 ต.ค. นับหนึ่งรัฐบาล 120 วัน เตรียม ครม.สัญจรชายแดนอีสานใต้

ในสถานการณ์การเมืองไทยที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ การประกาศนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่กำลังเป็นที่จับตามองจากประชาชนทั่วประเทศ ล่าสุด “อนุทิน ยัน 1 ต.ค. นับหนึ่งรัฐบาล 120 วัน เตรียม ครม.สัญจรชายแดนอีสานใต้” ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งไม่เพียงยืนยันกำหนดการเริ่มงานอย่างเป็นทางการ แต่ยังเตรียมแผนการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรเพื่อแก้ปัญหาชายแดนอีกด้วย

อนุทิน ยัน 1 ต.ค. นับหนึ่งรัฐบาล 120 วัน เตรียม ครม.สัญจรชายแดนอีสานใต้

วันที่ 27 กันยายน 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์หลังจากตรวจเยี่ยมพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะเริ่มนับหนึ่งการทำงานอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป โดยมีระยะเวลาการทำงานเบื้องต้น 120 วัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม กำหนดการนี้มาหลังจากเสร็จสิ้นการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29-30 กันยายน ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาล

การนับหนึ่ง 120 วันนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นกลยุทธ์ที่แสดงถึงความรวดเร็วและมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง นายอนุทิน เน้นย้ำว่ารัฐบาลจะมุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนเป็นหลัก โดยไม่มีนโยบายที่หุนหันพลันแล่นเหมือนอดีต

แผน ครม.สัญจรชายแดนอีสานใต้ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

หนึ่งในแผนงานที่นายอนุทินเปิดเผยคือการจัดประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจรอย่างเป็นทางการครั้งแรก โดยเล็งเป้าไปที่พื้นที่อีสานใต้ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบปัญหาโดยตรง เช่น การค้าชายแดน การค้ามนุษย์ และความมั่นคงบริเวณชายแดน ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ การประชุมสัญจรนี้จะช่วยให้รัฐบาลเข้าใจปัญหาจากมุมมองของประชาชนและข้าราชการในท้องถิ่น โดยจะเลือกจังหวัดที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความลำบากแก่ผู้เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. หลังการแถลงนโยบายจะจัดขึ้นที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้การดำเนินงานเข้าสู่ระบบอย่างเรียบร้อย สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจยอดนิยมอย่าง “คนละครึ่ง” นั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันแล้วว่ามีงบประมาณพร้อม ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ทันที เพื่อช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโต

รับประกันไม่มีการชำระแค้นทางการเมือง

ประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือการแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการ ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันชัดเจนว่าจะดำเนินการด้วยความเหมาะสม ตามสถานการณ์และภารกิจงานเท่านั้น ไม่มีเจตนาชำระแค้นหรือคับแค้นใจใดๆ ขอให้ประชาชนไว้ใจได้ รัฐบาลชุดนี้จะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการช่วยเหลือประชาชน ไม่ใช่การเมืองภายในที่อาจสร้างความขัดแย้ง

การประกาศเช่นนี้ช่วยคลายความกังวลของข้าราชการและประชาชนที่กลัวการเปลี่ยนแปลงที่ไม่โปร่งใส ในอดีต การโยกย้ายมักถูกวิจารณ์ว่าเป็นการชำระถ่วง แต่ด้วยแนวทางของนายอนุทิน ที่เน้นความโปร่งใสและมีเวลาเหลือเฟือ รัฐบาลนี้น่าจะสร้างความเชื่อมั่นได้มากขึ้น

นอกจากประเด็นหลักเหล่านี้ รัฐบาลยังมีแผนงานอื่นๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และภัยพิบัติ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่มักเผชิญความท้าทายจากทั้งภายในและภายนอก เช่น การบุกรุกชายแดนและปัญหาการค้าที่ไม่เป็นธรรม การลงพื้นที่อีสานใต้จึงเป็นก้าวสำคัญในการแสดงความรับผิดชอบ

โดยรวมแล้ว การเริ่มต้นของรัฐบาลชุดนี้ดูมีแนวโน้มที่น่าประหวัง ด้วยการนับหนึ่ง 120 วันที่ชัดเจนและแผนงานที่เป็นรูปธรรม หากดำเนินการได้ตามที่ประกาศไว้ ประชาชนน่าจะได้รับประโยชน์โดยตรง

คุณคิดอย่างไรกับแผนงานของรัฐบาลชุดใหม่นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองไทยจากเราต่อไป เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด

  • กำหนดการเริ่มงาน: 1 ตุลาคม 2567
  • ระยะเวลาเบื้องต้น: 120 วัน
  • แผนสัญจร: อีสานใต้ ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • โครงการเด่น: คนละครึ่ง

ที่มา – “อนุทิน” ยัน 1 ต.ค. นับหนึ่งรัฐบาล 120 วัน เตรียม ครม.สัญจรชายแดนอีสานใต้

อนุทิน ดักคอคนหวัง โครงการคนละครึ่งตก

“อนุทิน” หวัง แถลงนโยบาย 29 ก.ย.ผลักดัน “โครงการคนละครึ่ง” ดักคอคนเล่นการเมืองหวังให้โครงการนี้ตกไป บอกว่าไม่มีทาง ขอทุกคนสนับสนุน เพราะเป็นผลงานร่วมกัน ไม่ใช่ของรัฐบาลฝ่ายเดียว

เวลา 12.10 น. วันที่ 25 ก.ย. 2568 ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความจำเป็นที่ต้องการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันที่ 29 กันยายน 2568 ก่อนวันที่ 30 กันยายน 2568 เป็นเพราะสาเหตุอะไร รัฐบาลมีเวลาทำงาน 4 เดือน จึงต้องการเร่งทำงาน

ส่วนที่ต้องแถลงนโยบายก่อนวันที่ 29 กันยายน 2568 เพื่อให้ทันในการผลักดันงบประมาณในปี 2568 ใช่หรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นบางงบประมาณอาจจะตกไป นายอนุทิน กล่าวว่าอะไรที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมืองก็ทำทั้งหมด เราจะทิ้งงบไว้ทำไม ถ้าเกิดเราไม่เร่ง งบนี้ก็ตกไป ก็จะเอางบประจำไปใช้แทน ซึ่งงบประจำในเรื่องนโยบายคนละครึ่งต้องทำอยู่ดี ถ้าใครจะมาคิดเล่นการเมืองก็ให้ข้ามเดือนนี้ เดี๋ยวโครงการนี้จะตกไป ซึ่งไม่มีทาง

นายอนุทิน กล่าวว่า มันไม่ตกหรอก ตกไม่ได้ เพราะจะไปใช้งบอีกก้อนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ช้า เราเตรียมตัวอยู่แล้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เตรียมการเรื่องนี้เป็นอย่างดี ซึ่งเราคิดถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมาย จะได้ถือว่าทุกพรรคไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลมีส่วนร่วมกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างประโยชน์ให้พี่น้องประชาชน แก้ปัญหาปากท้องให้พี่น้องประชาชน ตนเองจะไม่มาบอกว่าเป็นผลงานฝ่ายรัฐบาลเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นผลงานของสมาชิกรัฐสภาทุกคนที่ตระหนักถึงความเดือดร้อนและต้องการที่จะแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน

ส่วนงบประมาณปี 2568 ที่เหลืออยู่คืองบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน บอกเพียงว่า เดี๋ยวรายละเอียดให้ไปสอบถาม

อนุทิน ดักคอคนหวัง โครงการคนละครึ่งตก

จากสถานการณ์ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับ โครงการคนละครึ่ง ทำให้เกิดความสนใจในวงกว้างเกี่ยวกับอนาคตของโครงการนี้ เรามาเจาะลึกถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้กัน

อนุทินย้ำ! โครงการคนละครึ่งไม่ตกแน่นอน

มีการยืนยันจากนายอนุทินว่า โครงการคนละครึ่ง จะไม่ถูกยกเลิกอย่างแน่นอน แม้ว่าจะมีความพยายามจากฝ่ายการเมืองบางส่วนที่ต้องการให้โครงการนี้สิ้นสุดลง โดยนายอนุทินได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงการนี้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน

สิ่งที่นายอนุทินกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายที่ส่งผลดีต่อประชาชนอย่างแท้จริง การที่โครงการคนละครึ่งยังคงดำเนินต่อไปได้นั้นถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคและผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

นอกจากนี้ นายอนุทินยังได้กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมของรัฐบาลในการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการนี้ โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นประชาชนจึงมั่นใจได้ว่า โครงการคนละครึ่ง จะยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

การที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันสนับสนุนโครงการนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโครงการคนละครึ่งไม่ใช่เพียงแค่ผลงานของรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นผลงานของทุกคนที่ต้องการเห็นประเทศชาติเจริญก้าวหน้าและประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ในขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจยังคงมีความท้าทาย การมีโครงการอย่างคนละครึ่งจึงเป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถประคับประคองชีวิตและธุรกิจของตนเองให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้

การที่นายอนุทินออกมาดักคอคนเล่นการเมืองที่หวังให้ โครงการคนละครึ่ง ตกไปนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและไม่ยอมให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงการดำเนินงานของโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ดังนั้น เราทุกคนจึงควรสนับสนุน โครงการคนละครึ่ง และร่วมกันผลักดันให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยของเรา

ที่มา – “อนุทิน” ดักคอคนเล่นการเมืองหวังให้โครงการ “โครงการคนละครึ่ง”ตก หวังแถลงนโยบาย 29 ก.ย.นี้

อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน

“อนุทิน” ไม่ไป UNGA หวั่นกลับไม่ทันแถลงนโยบายรัฐบาล อยู่ระหว่างประสานวัน 29-30 ก.ย. เชื่อไทยไม่เสียโอกาสเวทีโลก ไม่คุยดราม่าให้อำนาจทหารแก้ชายแดนมากไป เมิน “สันธนะ” แฉ 4 นักการเมืองภูมิใจไทย

วันที่ 23 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความชัดเจนในการเดินทางไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) หลังฝ่ายกฎหมายระบุว่าสามารถเดินทางไปได้หากเป็นเรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน ว่า หากพิจารณาจากเวลาแล้วคงไม่ทันวันแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเบื้องต้นจะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องของช่วงเวลาและเรื่องของอำนาจที่มีอยู่ด้วย บางคนบอกไปได้ บางคนก็บอกว่าไปไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามย้ำ คณะกรรมการกฤษฎีการะบุแล้วว่าสามารถไปได้ นายอนุทิน ตอบว่า เรามีแนวทางของเรา ทั้งนี้ เราไม่ได้ไปเพื่อลงนามข้อตกลงอะไร หากรัฐบาลของตนเข้ามาบริหารประเทศเรียบร้อยแล้ว เรามีความชัดเจนในการบริหารสถานการณ์ความขัดแย้งของไทย-กัมพูชาอย่างไร

ส่วนคำถามว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไปด้วยตัวเองจะทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการเรียกความเชื่อมั่นจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชานั้น นายอนุทิน ตอบว่า เรื่องความเชื่อมั่นอยู่ที่การจัดการของรัฐบาล และการสนับสนุนจากประชาชนและกองทัพ ไม่ได้อยู่ที่เวทีไหน ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบ้านเรา ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ประชาชนให้ความสนับสนุนแนวทางต่างๆ ของรัฐบาล นี่คือความเชื่อมั่น

ทางด้านกรณีคณะกรรมการกฤษฎีการะบุหากมีความจำเป็น เช่น เรื่องสถานการณ์ชายแดนสามารถที่จะเดินทางไปได้นั้น นายอนุทิน ถามย้อนว่าความจำเป็นคืออะไร หรือต้องชี้แจงอะไรกับใคร ประชาคมโลกรับทราบสถานการณ์ตลอดเวลาอยู่แล้ว ขณะที่คำถามว่าหากไม่ได้ไปเข้าร่วมประชุม UNGA จะทำให้ไทยเสียโอกาสอะไรบ้าง นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับแนวทางของรัฐบาลนั้นเรามีความชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นประชาคมโลกหรือใครก็ตาม รับทราบข่าวสารและแนวทางนโยบายที่กำลังจะเข้ามา ขณะนี้เราต้องการความสมบูรณ์แบบทุกรูปแบบ ดังนั้นเราต้องแถลงนโยบายให้เรียบร้อยก่อน

เมื่อถามอีกว่าประเทศไทยต้องทำเอกสารชี้แจงหรือไม่ จากกรณีที่กัมพูชาก็ร้องเรียนในเวที UN เช่นกัน นายอนุทิน ตอบว่า กัมพูชาก็กล่าวหาเราว่าละเมิดนั่นละเมิดนี่ แต่จริงๆ แล้วเราสามารถแถลงจากประเทศไทยก็ได้ ในคำถามว่าต้องมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ นายอนุทิน เผยว่า ก็ต้องมีการหารือว่าจะให้ไปหรือไม่ เมื่อเช้านี้มีการประชุมหลายหน่วยงาน เห็นสมควรว่าไม่ควรที่จะไปร่วมประชุม ซึ่งมีการตีความต่างๆ มากมาย หากไปเข้าร่วมแล้วไม่สามารถพูดได้เต็มที่ ไปพบคู่เจรจา หากถูกถามว่ามีอำนาจเต็มหรือไม่ แล้วจะพูดว่าน่าจะเต็ม ก็ทำให้เราเสียโอกาสแล้ว เราจะคุยกับใครก็รอให้เรียบร้อยก่อน การจะคุยกับใครก็ตามไม่จำเป็นต้องคุยที่ UN คู่กรณีมีเพียงไม่กี่ราย

ในประเด็นคำถาม มีความเป็นไปได้หรือไม่ ภายหลังจากแถลงนโยบายแล้วจะแถลงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการปกป้องอธิปไตยของไทยกับกัมพูชาอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า หากมีความจำเป็นก็ต้องดูว่าที่ UN มีข้อสงสัยอะไร สิ่งที่สำคัญคือต้องเข้าไปบริหารราชการแผ่นดินเต็มรูปแบบให้ได้ ในสัปดาห์หน้านี้จะมีการนัดแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งเรื่องนี้สำคัญกว่า หากไปแล้วเกิดเครื่องบินดีเลย์กลับมาแถลงนโยบายไม่ได้จะทำให้เกิดปัญหามากมาย ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานงานกับรัฐสภาเรื่องการแถลงนโยบายในวันที่ 29-30 กันยายนนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงดราม่าว่าให้อำนาจทหารในการจัดการปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชามากเกินไป นายอนุทิน ตอบสั้นๆว่า “ไม่เอา ไม่คุยเรื่องดราม่า” ส่วนกรณีที่ นายสันธนะ ประยูรรัตน์ อดีตตำรวจสันติบาล ออกมากล่าวหา 4 นักการเมืองพรรคภูมิใจไทยเอี่ยวผลประโยชน์บ่อนกาสิโนชายแดนไทย-กัมพูชานั้น นายอนุทิน ไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่ยิ้มตอบเท่านั้น.

ทำไม “อนุทิน” ถึงตัดสินใจไม่ไป UNGA หวั่นกลับมาแถลงนโยบายไม่ทัน?

จากกระแสข่าวที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจไม่เดินทางไปเข้าร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ทำให้เกิดคำถามมากมายถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ โดยเหตุผลหลักที่นายอนุทินให้ไว้คือ เกรงว่าจะเดินทางกลับมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภาไม่ทันตามกำหนดการที่วางไว้

ความสำคัญของการแถลงนโยบายรัฐบาล

การแถลงนโยบายรัฐบาลถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์และแนวทางการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนและนานาชาติต่างให้ความสนใจ การที่นายอนุทินตัดสินใจให้ความสำคัญกับการแถลงนโยบายมากกว่าการเดินทางไป UNGA แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเริ่มต้นการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน ยังสะท้อนให้เห็นถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น หากการเดินทางไป UNGA ทำให้การแถลงนโยบายต้องเลื่อนออกไป ซึ่งอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน

ถึงแม้ว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่เดินทางไป UNGA อาจทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสในการแสดงบทบาทในเวทีโลกบ้าง แต่รัฐบาลก็ยังคงยืนยันว่าจะใช้ช่องทางอื่นๆ ในการสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาคมโลกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน จึงเป็นการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์และความสำคัญของการบริหารราชการแผ่นดินภายในประเทศเป็นสำคัญ และแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจของนายอนุทินครั้งนี้ก็อาจถูกมองว่าเป็นการให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศมากเกินไป จนละเลยโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์และความร่วมมือกับนานาชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและหาแนวทางในการสร้างสมดุลระหว่างทั้งสองด้านต่อไป

สถานการณ์ที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารประเทศที่ต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเวลาและทรัพยากร การตัดสินใจของผู้นำจึงต้องมีความเฉียบคมและคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

โดยสรุปแล้ว การที่ อนุทินไม่ไป UNGA หวั่นแถลงนโยบายไม่ทัน เป็นการตัดสินใจที่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาภายในประเทศเป็นอันดับแรก แม้ว่าอาจมีข้อวิพากษ์วิจารณ์บ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องน้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไขต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” ไม่ไป UNGA หวั่นกลับมาแถลงนโยบายไม่ทัน ปัดตอบให้อำนาจทหารชายแดนมากไป

อนุทินบอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี จริงหรือ?

“อนุทิน” บอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี หวังได้เริ่มทำงานทันที ย้ำ บรรจุเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เรื่องนี้จริงหรือไม่? มาติดตามรายละเอียดกัน

วันที่ 23 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกำหนดวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่ากำลังประสานประธานรัฐสภาขอเป็นวันที่ 29-30 ก.ย.นี้ หากยิ่งเร็วยิ่งดี เพราะวันที่หนึ่งของการทำงานคือนับจากวันแถลงนโยบายเสร็จสิ้น เพื่อที่รัฐบาลจะได้ทำงานอย่างเต็มที่

เมื่อถามต่อว่าในวันที่ 24 ก.ย. นี้ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นำร่างนโยบายเข้าสู่การพิจารณาด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องให้ที่ประชุมรับทราบ จากนั้น จะนำร่างส่งให้สมาชิกรัฐสภาได้ศึกษาเพื่อที่จะอภิปรายได้ เหมือนการแถลงนโยบายทุกครั้งที่ผ่านมาโดยใช้เวลา 2 วัน ส่วนเรื่องระยะเวลาเป็นเรื่องที่วิป 3 ฝ่ายจะหารือ และทำข้อตกลงกัน

ส่วนพรรคประชาชนอยากให้ไทม์ไลน์ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในร่างแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี รัฐบาลจะมีกำหนดไว้ด้วยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องรัฐธรรมนูญอยู่ในข้อตกลง MOA อยู่แล้ว ก็เป็นไปตามนั้น ในการประชุมพรรคภูมิใจไทยวันนี้ก็จะพูดคุยเรื่องนี้ด้วย สำหรับการที่พรรคประชาชนไม่ค่อยเห็นด้วยกับโมเดล เรื่องการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ตอบสั้นๆเพียงว่าให้ เป็นไปตามระบบ

อนุทินย้ำ แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี โดยให้เหตุผลว่าการเริ่มต้นทำงานของรัฐบาลจะนับจากวันที่การแถลงนโยบายเสร็จสิ้น การเร่งดำเนินการจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้รัฐบาลสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อตกลง MOA และจะมีการหารือในพรรคภูมิใจไทย

ทำไมอนุทินถึงต้องการ แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี?

เหตุผลหลักที่นายอนุทินต้องการให้มีการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี คือเพื่อให้รัฐบาลสามารถเริ่มต้นทำงานได้อย่างรวดเร็ว การแถลงนโยบายถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการประกาศแนวทางการทำงานของรัฐบาลต่อรัฐสภาและประชาชน การเร่งดำเนินการในส่วนนี้จึงเป็นการส่งสัญญาณถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลสามารถเริ่มทำงานได้เร็วขึ้นยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลมีความชัดเจนในนโยบายและการดำเนินงานจะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งถูกบรรจุไว้ในร่างแถลงนโยบายของรัฐบาล การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นประเด็นที่มีความสำคัญและมีความละเอียดอ่อน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้และพร้อมที่จะดำเนินการแก้ไขถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประชาธิปไตยในประเทศ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจต้องเผชิญกับความท้าทายและความเห็นที่แตกต่างกัน การที่รัฐบาลสามารถสร้างความเข้าใจและหาจุดร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

โดยสรุปแล้ว การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี ถือเป็นความพยายามที่จะเร่งการทำงานของรัฐบาลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาประชาธิปไตยและแก้ไขปัญหาที่สำคัญของประเทศ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่รัฐบาลสามารถแปลงนโยบายที่แถลงไว้ให้เป็นรูปธรรมและสร้างผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง การติดตามและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลจึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในสังคม

ที่มา – “อนุทิน” บอก แถลงนโยบายยิ่งเร็วยิ่งดี บรรจุเรื่องแก้รัฐธรรมนูญในร่างแถลงนโยบายรัฐบาลเรียบร้อย

“วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.นี้

“วันนอร์” ประธานสภาฯ คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.นี้ ชี้ อยู่ที่รัฐบาลพร้อม ย้ำ ต้องส่งคำแถลงให้สมาชิกรัฐสภาทราบก่อน 3 วัน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 22 กันยายน 2568 นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวที่รัฐสภา ถึงวันแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า ขึ้นอยู่กับการกำหนดของรัฐบาล หลังจากวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่รัฐบาลจะเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ และประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ก็จะแจ้งมายังสภาฯ ว่ารัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายวันใด เมื่อรัฐบาลแจ้งมาแล้วทางสภาฯ จะหารือวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันและชั่วโมงในการอภิปราย คาดว่าน่าจะเป็นต้นสัปดาห์หน้าหรือปลายสัปดาห์

ทั้งนี้ สภาฯ จะต้องแจ้งล่วงหน้าให้สมาชิกทราบไม่น้อยกว่า 3 วัน เพราะรัฐบาลต้องส่งนโยบายที่แถลงมาให้สมาชิกได้อ่านก่อนวันประชุม ถ้าหากทุกอย่างพร้อม ไม่มีอะไรติดขัด อาจจะเป็นวันที่ 1-2 ตุลาคม 2568 โดยจะใช้เวลาทั้ง 2 วัน ซึ่งจะเท่ากับรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับข้อตกลงของวิปทั้ง 3 ฝ่าย

ส่วนการแบ่งเวลาที่ฝ่ายค้านมีเสียงมากกว่ารัฐบาลจะแบ่งได้ลงตัวหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของวิปไปจัดการได้ ต้องมีการประชุมหารือเพื่อหาข้อตกลง แต่อย่างไรก็ต้องรอให้รัฐบาลแจ้งความพร้อมในการแถลงนโยบายมาก่อน ถ้าทุกอย่างมีความพร้อมก็คงจะเรียบร้อย.

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับกำหนดการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ที่กำลังจะมาถึงนี้ ได้รับความสนใจจากหลายฝ่าย ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป ทุกคนต่างเฝ้ารอที่จะรับฟังนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ ว่าจะมีทิศทางและแนวทางในการบริหารประเทศอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแจ้งกำหนดการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ให้สมาชิกสภาฯ ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน เพื่อให้สมาชิกมีเวลาเพียงพอในการศึกษาและทำความเข้าใจนโยบายต่างๆ อย่างละเอียด ก่อนที่จะมีการอภิปรายและลงมติ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในกระบวนการประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของสมาชิกสภาฯ ในการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลต้องส่งนโยบายที่จะแถลงให้สมาชิกสภาฯ ได้อ่านล่วงหน้า ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบของรัฐบาล การเปิดเผยข้อมูลนโยบายให้สาธารณชนได้รับทราบก่อนที่จะมีการแถลงอย่างเป็นทางการ จะช่วยให้ประชาชนมีโอกาสในการวิพากษ์วิจารณ์และแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงและพัฒนานโยบายให้ดียิ่งขึ้น

“วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.

การคาดการณ์ว่าการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. จะใช้เวลา 2 วันเต็ม ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ รัฐบาลชุดใหม่คงต้องการที่จะนำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายของตนอย่างละเอียด ครอบคลุมทุกด้าน และตอบข้อซักถามจากสมาชิกสภาฯ ได้อย่างชัดเจน การให้เวลาอย่างเพียงพอสำหรับการอภิปราย จะช่วยให้สมาชิกสภาฯ สามารถตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในการดำเนินนโยบายต่างๆ ในอนาคต

ความสำคัญของการแถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค.

การ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการทางการเมือง แต่เป็นโอกาสสำคัญที่รัฐบาลจะได้แสดงความมุ่งมั่นตั้งใจในการบริหารประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การที่รัฐบาลสามารถนำเสนอนโยบายที่ชัดเจน เป็นรูปธรรม และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้ จะช่วยสร้างความหวังและกำลังใจให้กับประชาชนในการเผชิญกับความท้าทายต่างๆ

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการ แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. จึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประชาชนทุกคน การทำความเข้าใจนโยบายของรัฐบาล จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบว่าเราจะสนับสนุนหรือคัดค้านนโยบายเหล่านั้น และเราจะสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศได้อย่างไรบ้าง

การแถลงนโยบายที่จะเกิดขึ้นจึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่เราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่ออนาคตที่ดีของประเทศเรา

ที่มา – “วันนอร์” คาด แถลงนโยบายรัฐบาล 1-2 ต.ค. ย้ำต้องให้สมาชิกรัฐสภาทราบก่อน 3 วัน

Scroll to top