แถลงนโยบายรัฐบาล

“อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

ในวงการการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยดราม่าร้อนๆ วันนี้เรามีเรื่องฮาๆ มาอัปเดตกันกับเหตุการณ์ล่าสุดที่ “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ชาวเน็ตพูดถึงกันสนั่นโซเชียล!

“อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจช่วงเช้า ก็เจอสื่อมวลชนรุมล้อมทันที เจ้าหน้าที่แจ้งว่าพี่ใหญ่จะให้สัมภาษณ์ที่ห้องโถง แต่สุดท้าย “อนุทิน” สับขาหลอก เดินอ้อมผ่านวงสื่อตรงไปที่รถเลย สั้นๆ แค่ว่า “ต้องรีบไปแถลงที่ ปปง.” ชุลมุนกันนิดๆ แต่ฮาสุดๆ

สื่อไม่ยอมแพ้ ถามถึงดราม่าที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย อภิปรายในสภา พาดพิงว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดนี้มีแต่ “ลูกเทพ” จะทำงานจริงจังได้เหรอ? คำตอบจาก “อนุทิน” มาแบบอารมณ์ดีสุดๆ “ก็ลูกเทพ ไม่มีลูกมาร” โอ้ย มุกนี้แซ่บมาก! ทำให้บรรยากาศคลายความตึงเครียดทันที ชาวเน็ตแชร์กันรัวๆ

บริบทเบื้องหลัง “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

ย้อนดูบริบท พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ชอบสไตล์ตรงไปตรงมา อภิปรายแรงๆ มาตลอด ส่วน “อนุทิน” ก็เป็นนักการเมืองรุ่นเก๋า จากพรรคภูมิใจไทย ที่ขึ้นแท่นนายกฯ หลังการเลือกตั้งล่าสุด คำว่า “ลูกเทพ” อาจหมายถึงบุคคลที่ถูกมองว่ามีแบ็คกราวด์ดีๆ แต่ “อนุทิน” สวนกลับแบบกวนๆ ว่าไม่มี “ลูกมาร” หรือคนชั่วร้ายผสม แสดงถึงความมั่นใจในทีมงานชุดนี้

นอกจากนี้ สื่อยังถามถึงความสัมพันธ์กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พรรคกล้าธรรม ที่เพิ่งทักทายกันในสภา ว่ายังเป็นเพื่อนดีกันอยู่มั้ย? แต่ “อนุทิน” ไม่ตอบตรงๆ หันไปบอกสื่อว่า “Car Pool” เพราะชวนนายอรรษิษฐ์ สัมพันธ์รัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นั่งรถยนต์ไฟฟ้าไปด้วยกัน แบบกรีนๆ สไตล์นายกฯ สมัยใหม่!

  • เหตุการณ์เกิดที่รัฐสภา 9 เม.ย. 2569
  • “อนุทิน” เลี่ยงสัมภาษณ์ แต่สวนมุกฮาเรื่อง “ลูกเทพ”
  • ชวนปลัด มท. Car Pool ด้วยรถ EV
  • เชื่อมโยงดราม่าอภิปรายของ “เสรีพิศุทธ์”

เหตุการณ์นี้สะท้อนภาพการเมืองไทยที่ผสมผสานระหว่างดราม่าและอารมณ์ขัน นายกฯ “อนุทิน” แสดงให้เห็นถึงสไตล์การรับมือสื่อที่คล่องแคล่ว ไม่เครียดกับคำวิจารณ์ แต่ตอบโต้ด้วยมุกตลกที่จดจำง่าย ทำให้ภาพลักษณ์ดูเข้าถึงง่ายขึ้น

ในมุมกว้างขึ้น คำพูดนี้ยังชี้ให้เห็นถึงความสามัคคีใน ครม. ชุดปัจจุบัน ที่ถูกมองว่ามีบุคลากรคุณภาพสูง แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้าน แต่ “อนุทิน” ยืนยันว่าไม่มีปัญหาภายใน ทีมนี้พร้อมลุยงานพัฒนาประเทศต่อไป

สำหรับแฟนข่าวการเมืองอย่างเราๆ คงต้องจับตาดูต่อไปว่านโยบายของ ครม. ชุด “ลูกเทพ” นี้จะออกมาอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องมหาดไทยและเศรษฐกิจที่กำลังร้อนแรง

คุณคิดยังไงกับมุกนี้? ลูกเทพหรือลูกมารกันแน่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกดราม่าร้อน!

ที่มา – “อนุทิน”สวน“เสรีพิศุทธ์” ครม. มีแต่ลูกเทพไม่มีลูกมาร

ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง 44 สส.ก้าวไกล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ ในแวดวงการเมืองไทยกันดีกว่า ที่กำลังเป็นกระแสเดือดๆ เลย นั่นคือกรณี ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง โยนศาลฎีกาพิจารณา 44 สส.ก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เรื่องนี้หลายคนคงสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่โตขนาดนี้ มาฟังกันแบบชิลๆ เลยนะ

ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง โยนศาลฎีกาพิจารณา 44 สส.ก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

อย่างที่ทราบกัน วันที่ 9 เมษายน 2567 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกมาชี้แจงแบบชัดๆ ว่าป.ป.ช. ได้มอบหมายให้ตัวแทนไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อดำเนินคดีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกับอดีต ส.ส. ก้าวไกลอีก 44 คน ในข้อหากระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ป.ป.ช. ย้ำหนักแน่นว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลยสักนิด แต่เป็นการพิจารณาตามหลักจริยธรรมของ ส.ส. ว่าเนื้อหาในร่างกฎหมายที่พวกเขานำเสนอ มีความสมควรหรือไม่

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูนะ ส.ส. มีสิทธิ์เสนอร่างกฎหมายได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ป.ป.ช. บอกว่าต้องดูที่ ‘เนื้อหา’ และ ‘การกระทำ’ ด้วย เช่น เนื้อหาร่างกฎหมายนั้นสมควรไหม สอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมของ ส.ส. หรือเปล่า โดยเฉพาะกรณีนี้ที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็น敏感มาก ป.ป.ช. ชี้ว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายไม่สมควร และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม

กระบวนการพิจารณาของป.ป.ช. เป็นอย่างไร

ป.ป.ช. ยืนยันว่าทุกขั้นตอนตั้งแต่รับเรื่อง วินิจฉัย จนยื่นศาล เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับจังหวะการเมืองเลย ส่วนว่าจะให้ ส.ส. เหล่านี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ นั่นเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะตัดสินเอง ศาลจะดูหลักฐานและพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

  • เหตุผลหลัก: ส.ส. ต้องรักษามาตรฐานจริยธรรม ไม่กระทำการอันเป็นที่รังเกียจ
  • ไม่ใช่การเมือง: พิจารณาเนื้อหาและการกระทำจริงๆ
  • อำนาจศาล: ตัดสินหยุดหน้าที่ ส.ส. หรือไม่
  • 44 คน: รวมพิธาและ ส.ส. ก้าวไกลที่เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว

เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามในสังคมเยอะมาก เช่น มันจะกระทบพรรคก้าวไกลยังไง? จะทำให้ ส.ส. ต้องพักงานไหม? หรือเป็นจุดเริ่มต้นของคดีใหญ่? เพื่อนๆ คิดว่าป.ป.ช. ทำถูกหรือเปล่าในการตรวจสอบจริยธรรมแบบนี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการเมืองไทย

ถ้าศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. 44 คนนี้ พรรคก้าวไกลอาจเสียกำลังหลักไปเยอะเลยนะ เพราะพิธาเป็นหัวหน้าที่มีบทบาทสำคัญ แถมพรรคนี้กำลังเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ถ้าคดีนี้จบยังไง ก็อาจกลายเป็นบทเรียนให้ ส.ส. ทุกพรรค ต้องระวังในการเสนอกฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่敏感ต่อสังคม

ส่วนตัวผมคิดว่าการมีป.ป.ช. มาควบคุมจริยธรรมเป็นเรื่องดีนะ มันช่วยให้การเมืองสะอาดขึ้น แต่ก็ต้องโปร่งใสและยุติธรรมด้วย ไม่งั้นคนจะมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองซะแล้ว

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณสนใจข่าวการเมืองแบบนี้ ลองติดตามบล็อกของเราเพิ่มเติมนะครับ เราจะอัปเดตทุกเรื่องร้อนให้ฟังแบบเป็นกันเอง มีความเห็นหรือมุมมองยังไง คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย! การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลง อย่าพลาดเด็ดขาด

ที่มา – ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง โยนศาลฎีกาพิจารณา 44 สส.ก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ

ในวันที่ 9 เมษายน 2567 การแถลงนโยบายของรัฐบาลกลายเป็นเวทีร้อนระอุ เมื่อเกิด ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ ขึ้นในสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายนโยบายแล้วโยงไปถึงพรรคเพื่อไทยว่าเป็นพรรคอันดับ 2 ที่ “ขายวิญญาณ” เข้าร่วมรัฐบาล สร้างความไม่พอใจให้ฝั่งเพื่อไทยทันที

ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ

เหตุการณ์เริ่มต้นจากนายณัฐพงษ์ อภิปรายโจมตีรัฐบาล โดยพูดถึงพรรคการเมืองที่เข้าร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 2 ในรัฐบาล โดยใช้คำว่า “ขายวิญญาณ” ทำให้ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ลุกใช้สิทธิ์ทันที ขอให้ถอนคำพูดดังกล่าว เพราะการเข้าร่วมรัฐบาลเป็นกระบวนการตามรัฐธรรมนูญและระบอบประชาธิปไตย

นายจุลพันธ์ ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยตอบตกลงเข้าร่วมหลังพรรคอันดับ 1 เชิญมาร่วมหารือนโยบาย ซึ่งเป็นกลไกการเมืองปกติ ไม่ใช่การขายวิญญาณอย่างที่ถูกกล่าวหา คำพูดนี้จึงเป็นการใส่ร้ายที่ไม่เหมาะสมในสภา

ประธานสภา วินิจฉัยคำพูด “ขายวิญญาณ” ไม่เหมาะสม

นายโสภน ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้วินิจฉัยว่า คำว่า “ขายวิญญาณ” เป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรง ใส่ร้ายผู้อื่น จึงขอให้นายณัฐพงษ์ เปลี่ยนคำพูดเพื่อให้การประชุมดำเนินไปอย่างราบรื่น สุดท้าย “เท้ง” ยอมเปลี่ยนเป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม” ทำให้การอภิปรายเดินหน้าต่อได้

  • จุดโต้แย้งจากฝั่งประชาชน: นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ส.ส.ประชาชน มองว่าถ้าต้องถอนทุกคำกล่าวหา สภาจะไม่เดินหน้าได้ ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม ชี้ว่าประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินคำพูดเหล่านี้
  • การประท้วงของจุลพันธ์: ยกข้อบังคับที่ 69 ห้ามเสียดสีใส่ร้าย ขอให้ประธานบังคับใช้เพื่อความราบรื่น
  • ผลลัพธ์: คำพูดถูกเปลี่ยน สภาเดินหน้าต่อ

ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ นี้ สะท้อนถึงความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างพรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลที่พรรคเพื่อไทยเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทยและอื่นๆ แม้จะถูกมองว่าเป็น coalision ปกติ แต่ฝ่ายค้านมองว่าเป็นการทรยศอุดมการณ์เดิม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแถลงนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่ง ส.ส. แต่ละพรรคต่างใช้เวทีนี้โจมตีกันอย่างดุเดือด บรรยากาศในสภาเต็มไปด้วยการลุกหารือและประท้วง ทำให้การประชุมล่าช้า แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยที่ให้ทุกฝ่ายแสดงจุดยืน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องบรรทัดฐานการใช้คำพูดในสภา หากคำร้ายแรงต้องถอนทุกครั้ง อาจทำให้การอภิปรายอิสระลดลง แต่ถ้าปล่อยไว้ ก็อาจนำไปสู่การโจมตีส่วนตัวมากเกินไป ประธานสภาจึงต้องวินิจฉัยอย่างสมดุล

จากมุมมองของผู้สังเกตการณ์ เหตุการณ์ ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณ แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในเวทีการเมืองไทย โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งที่ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามคาดของหลายฝ่าย พรรคเพื่อไทยถูกวิจารณ์หนักเรื่องการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล แต่ตัวแทนยืนยันว่าเพื่อประโยชน์ชาติและเสถียรภาพ

สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนคำพูดของ “เท้ง” ถือเป็นการคลี่คลายสถานการณ์ได้ดี แต่ก็ทิ้งคำถามว่าบรรทัดฐานนี้จะถูกนำไปใช้อย่างไรในอนาคต คุณคิดว่าคำว่า “ขายวิญญาณ” ร้ายแรงเกินไปหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – แถลงนโยบาย ประท้วงวุ่น “เท้ง” พาดพิงเพื่อไทยขายวิญญาณร่วมรัฐบาล ทำ “จุลพันธ์” จี้ถอนคำพูด

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมืองคุมได้หมด

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด แบ่งตามมุ้งการเมือง ทำประชาชนไร้ความหวัง เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในการอภิปรายแถลงนโยบายรัฐบาลล่าสุด ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ เท้ง สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเปิดโปงโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนของรัฐบาลชุดนี้ ทำให้ประชาชนหลายคนรู้สึกสิ้นหวังกับอนาคตของประเทศ

“เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา หลังจากนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล แถลงนโยบายเสร็จ นายณัฐพงษ์ได้ลุกขึ้นอภิปรายทันที โดยชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีเสถียรภาพสูงสุดแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน เพราะควบคุมอำนาจได้เบ็ดเสร็จทั้งสภาฯ องค์กรอิสระ และแบ่งเป็น 5 คลัสเตอร์อำนาจตามมุ้งการเมืองต่างๆ ไม่ใช่คลัสเตอร์บริหารแผ่นดิน แต่เป็นการแบ่งสรรผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มอำนาจที่รวมตัวจัดตั้งรัฐบาล

คลัสเตอร์ที่ 1: มุ้งการเมืองย้ายพรรคสวมเสื้อภูมิใจไทย

คลัสเตอร์แรกคือกลุ่ม สส. ที่ย้ายมาจากพรรคอื่นๆ สวมเสื้อพรรคภูมิใจไทย ทำให้พรรคนี้กลายเป็นอันดับหนึ่งเรื่อง สส.ย้ายพรรคแล้วชนะเลือกตั้ง เช่น จากบ้านสงขลา ชลบุรี สุพรรณบุรี สะท้อนถึงคณะรัฐมนตรีที่มาจากดีลมุ้งเหล่านี้

คลัสเตอร์ที่ 2: พรรคอันดับ 2 ยอมขายวิญญาณ

คลัสเตอร์ที่สองคือพรรคการเมืองอันดับสองที่ร่วมรัฐบาล โดย “เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ว่าพรรคนี้ยอมละทิ้งจุดยืนเดิม ไม่มีอำนาจต่อรองกับภูมิใจไทย แม้ขู่ถอนตัว รัฐบาลก็ยังมั่นคงเพราะมีเสียงเกิน 290 เสียง สามารถดึงพรรคฝ่ายค้านมาแทนได้ทันที

คลัสเตอร์ที่ 3: พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ

คลัสเตอร์สามคือพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ กว่า 20 เสียง ที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคอันดับสอง ทำให้ภูมิใจไทยสลับพรรคร่วมได้อิสระ

คลัสเตอร์ที่ 4: สว. และองค์กรอิสระ

คลัสเตอร์สี่คือ สว. และองค์กรอิสระที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง เป็นไพ่โจ๊กเกอร์คุมเกม เช่น รับรองผลเลือกตั้งสุพรรณบุรีเขต 2 ไวๆ หรือคดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ช่วยปกป้องพวกพ้อง

คลัสเตอร์ที่ 5: กลุ่มรักษาระเบียบเดิม

คลัสเตอร์สุดท้ายคือกลุ่มคนที่ต้องการรักษาสถานะเดิม ให้ความคุ้มครองรัฐบาล ส่งสัญญาณเชิญชวนมาร่วมค่าย

การแบ่ง 5 คลัสเตอร์นี้ทำให้ประชาชนไม่อยู่ในสมการ รัฐบาลเกิดจากดีลผลประโยชน์ ไม่มีเจตจำนงผลักดันนโยบายเพื่อชาติ นโยบาย 23 ข้อที่แถลงก็ไม่ให้ความหวัง ทิศทางไม่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องร่างรัฐธรรมนูญใหม่ สิทธิเสรีภาพประชาชน

นายณัฐพงษ์วิจารณ์ว่าปัญหาใหญ่คือวิกฤติภายใน รัฐบาลปกป้องพวกพ้องก่อนประชาชน เช่น วิกฤตน้ำมันไม่กำกับโรงกลั่น ฝุ่น PM2.5 ไม่ผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด ทุนเทา สแกมเมอร์ ความขัดแย้งเพื่อนบ้าน

ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ รัฐบาลทำอะไรก็ได้ ถ้ามีความกล้าหาญ แต่กลับรักษาระเบียบเก่า พรรคประชาชนจะอภิปรายต่อไป 2 วัน เพื่อชี้ทางสร้างอนาคตใหม่

หลังอภิปราย หัวหน้าพรรคเพื่อไทยประท้วงคำว่า “ขายวิญญาณ” จนนายณัฐพงษ์เปลี่ยนเป็น “ละทิ้งจุดยืนเดิม” ภายใต้การไกล่เกลี่ยของประธานรัฐสภา

ประเด็น “เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมืองนี้ สะท้อนปัญหาการเมืองไทยที่อำนาจรวมศูนย์ ประชาชนไร้หวัง คุณคิดอย่างไรกับโครงสร้างอำนาจนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่แท้จริง

ที่มา – “เท้ง ณัฐพงษ์” แฉ 5 คลัสเตอร์การเมือง คุมได้หมด แบ่งตามมุ้งการเมือง ทำประชาชนไร้ความหวัง

“เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถก 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่ม สส. อดีตพรรคก้าวไกล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาล โดยย้ำว่าทุกคนยังคงมุ่งมั่น ไม่เสียสมาธิ แม้จะมีประเด็นคดีจาก ป.ป.ช. มากดดันก็ตาม วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

“เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา

วันที่ 9 เมษายน 2567 ก่อนเริ่มการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ยาวนานถึง 2 วัน “เท้ง” ณัฐพงษ์ เปิดเผยว่าพรรคประชาชนได้เตรียม สส. กว่า 20 คน เพื่อขึ้นเวทีอภิปรายอย่างเข้มข้น โดยวันแรก (9 เม.ย.) จะไปจนถึงเวลา 02.00 น. และวันถัดไป (10 เม.ย.) จนถึง 23.00 น. เนื้อหาจะครอบคลุมปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนแบบครบถ้วน ไม่ซ้ำซ้อนกัน เช่น ฝุ่น PM2.5 ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพคนไทยมาหลายปี วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ และประเด็นอื่นๆ ที่กระทบชีวิตประจำวัน

การเตรียมทีมอภิปรายของฝ่ายค้าน

ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ แม้จะไม่ได้แบ่งเวลาแบบอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ต้องยื่นครั้งเดียวต่อสมัย แต่ทุกคนเตรียมเนื้อหาเองเพื่อความแน่นปึ้ก “เท้ง” เชื่อมั่นว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการตรวจสอบนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะเนื้อหาที่ไม่ทับซ้อนกัน ทำให้ สส. แต่ละคนได้โชว์ศักยภาพเต็มที่

  • วันแรก: เน้นปัญหาความเดือดร้อนประชาชน เช่น PM2.5 และวิกฤตพลังงาน
  • วันสอง: ขยายประเด็นอื่นๆ ที่เตรียมมาอย่างละเอียด
  • จำนวน สส.: 20 คน จัดทัพพร้อมรบ ถกยาว 2 วันเต็ม

คดี ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา ปมแก้ ม.112

ในวันเดียวกันนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้หอบสำนวนคดี สส. 44 คน จากพรรคก้าวไกลเดิม ปมเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หมิ่นพระบรมเดว) ไปยื่นต่อศาลฎีกาแผนตุลาการ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติ คาดว่าผลจะออกหลังเทศกาลสงกรานต์ “เท้ง” ยืนยันว่าไม่เสียกำลังใจ ไม่ประมาท และพร้อมรับมือหากมีคำสั่งเร่งรัด สส. ทุกคนยังคงทำหน้าที่ในสภาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ สส. อย่าง นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร, นายธีรัจชัย พันธุมาศ, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ที่ยังสู้เพื่อประชาชน

แม้บางคนจะมองว่าเป็น “การอภิปรายครั้งสุดท้าย” แต่ “เท้ง” ชี้แจงว่าทุกคนพูดคุยกันมาโดยตลอด ไม่มีใครท้อ ถือเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองที่ต้องเผชิญ แต่จุดยืนคือการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อประชาชน สำหรับโครงสร้างพรรค พรรคประชาชนยืนยันว่าจะประชุมใหญ่ตามข้อบังคับภายในสิ้นเมษายน ไม่ว่าจะมีคำสั่งศาลหรือไม่

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการเมืองไทย ที่ฝ่ายค้านยังคงยืนหยัดตรวจสอบอำนาจ แม้เผชิญแรงกดดันจากคดีจริยธรรม มันคือสัญญาณว่าการต่อสู้เพื่อประชาชนยังไม่จบสิ้น และประชาชนอย่างเราคือผู้จับตา

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดทุกมุมมองสำคัญ!

ที่มา – “เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา

เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามีเรื่องราวน่าสนใจในแวดวงการเมืองไทยมาอัปเดตกันอีกแล้ว โดยเฉพาะเรื่อง เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ที่กำลังเป็นกระแสฮือฮา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนล่าสุดที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสายมูเต็มตัว ได้แวะกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกรุงเทพฯ ก่อนเข้าปฏิบัติหน้าที่สำคัญ นี่คือสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความศรัทธาของผู้นำบ้านเมืองในพลังแห่งโชคลาภและความเป็นสิริมงคล

เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 9 เมษายน 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่งข่าว แต่เชื่อว่าน่าจะเป็น 2567) ที่ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาสักการะศาลหลักเมืองอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยศรัทธา เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยก่อนที่จะนำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เดินทางไปยังรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายต่อสมาชิกรัฐสภาในเวลา 08.30 น. เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของผู้สื่อข่าวที่มารอติดตาม ทำให้กลายเป็นภาพที่ประทับใจหลายคน

อนุทิน สักการะศาลหลักเมือง

นอกจากนายอนุทินแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญร่วมคณะด้วย เช่น พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ปลัดกระทรวงกลาโหม และนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีของคณะทำงานชุดใหม่ ที่พร้อมลุยงานหนักเพื่อประชาชน

ทำไมการเอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ถึงสำคัญ?

ศาลหลักเมืองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองมานานตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงอัญเชิญหลักเมืองจากอยุธยามาตั้งไว้เพื่อคุ้มครองเมืองหลวง นักการเมืองหลายคนจึงนิยมมากราบไหว้เพื่อขอพรให้การบริหารงานราบรื่น ปราศจากอุปสรรค โดยเฉพาะก่อนวันสำคัญอย่างการแถลงนโยบาย ซึ่งเป็นภารกิจแรกๆ ของรัฐบาลใหม่ การกระทำของนายอนุทินนี้ จึงไม่ใช่แค่พิธีกรรม แต่เป็นการสร้างกำลังใจและความมั่นใจให้กับทีมงานและประชาชน

นายกฯ สายมู “อนุทิน” กับวัฒนธรรมการเมืองไทย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นที่รู้จักในฐานะนักการเมืองสายมูตัวยง ไม่ว่าจะเป็นการสักการะพระพุทธรูปดังๆ หรือไหว้หลวงพ่อโสธรที่บ้านเกิด จังหวัดฉะเชิงเทรา ล่าสุดคือ เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ก่อนวันแถลงนโยบาย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ท่านแสดงศรัทธาแบบนี้ สายมูในวงการการเมืองไทยมีมานาน เช่น:

  • นายกรัฐมนตรีคนก่อนๆ ที่แวะไหว้ศาลพระพรหมก่อนประชุมครม.
  • การจุดธูปไหว้พระแม่ลักษมีขอพรเรื่องเศรษฐกิจ
  • สักการะท้าวมหาพรหมที่สวนลุม เพื่อความสำเร็จทางการเมือง
  • รวมถึงการสวมเสื้อสีมงคลตามวันเกิด

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนวัฒนธรรมไทยที่ผสมผสานระหว่างความเชื่อทางศาสนากับการบริหารประเทศ ทำให้การเมืองไทยมีสีสันและใกล้ชิดกับประชาชนที่ศรัทธาในสิ่งเหล่านี้

นโยบายรัฐบาลที่กำลังรอฟัง

หลังจากพิธีสักการะเสร็จ นายกรัฐมนตรีอนุทินและคณะก็มุ่งหน้าไปรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบาย 20 ด้านหลักๆ ที่คาดว่าจะครอบคลุมเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง โดยเฉพาะนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตที่เป็นไฮไลต์ และการแก้ปัญหายาเสพติดที่นายอนุทินถนัดจากประสบการณ์เก่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นแนวทางสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า

การเอาฤกษ์เอาชัยครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมดวงให้ตัวเอง แต่ยังเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมทำงานเต็มที่ หากนโยบายออกมาดีและตรงใจประชาชน ก็น่าจะเอาฤกษ์เอาชัยได้จริงๆ

ในมุมมองของผม การผสมผสานระหว่างศรัทธาและการทำงานจริงคือกุญแจสู่ความสำเร็จ คุณคิดอย่างไรกับ เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ล่ะ? เชื่อในพลังสายมูหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะครับ และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย!

ที่มา – ​เอาฤกษ์เอาชัย “อนุทิน” แวะสักการะศาลหลักเมือง ก่อนนำ ครม. แถลงนโยบายรัฐสภา

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้านหลัก วันนี้ 9 เมษายน 2568 ตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ประชาชนสามารถติดตามรับชมได้ทางสถานีโทรทัศน์และช่องทางออนไลน์ต่างๆ อย่าพลาดเหตุการณ์สำคัญที่กำหนดทิศทางประเทศในปีข้างหน้า

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง ในวาระด่วนตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน คือ 9-10 เมษายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานนำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบาย โดยก่อนหน้านี้ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2568 ตามรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องแถลงนโยบายก่อนปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ เว้นแต่กรณีจำเป็นเร่งด่วน

ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำแถลงนโยบายแก้ปัญหา 5 ด้าน

เอกสารคำแถลงนโยบายรัฐบาลมีความยาว 19 หน้า ครอบคลุมนโยบายหลักที่มุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนของชาติ โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้านสำคัญ ซึ่งรัฐบาลอนุทินตั้งใจจะเร่งดำเนินการทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ สร้างความมั่นคง และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นโยบายหลัก 5 ด้านของรัฐบาลอนุทิน

  • ด้านเศรษฐกิจ: มุ่งกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ สนับสนุน SME และเกษตรกร ผ่านมาตรการลดภาษี จัดสรรงบประมาณช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหลักให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น
  • ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง: เสริมสร้างความมั่นคงชายแดน เจรจาข้อพิพาทกับประเทศเพื่อนบ้าน ปรับปรุงนโยบายการค้าต่างประเทศให้ได้เปรียบ และเพิ่มขีดความสามารถกองทัพในการรับมือภัยคุกคามสมัยใหม่
  • ด้านสังคม: พัฒนาการศึกษา สุขภาพ และสวัสดิการสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มงบประมาณโรงเรียนและโรงพยาบาลชุมชน รวมถึงโครงการช่วยเหลือผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า
  • ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม: เตรียมรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และปัญหาฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะภาคเหนือ สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า พัฒนาเขื่อนและระบบชลประทาน รวมถึงส่งเสริมพลังงานสะอาด ลดการปล่อยคาร์บอน
  • ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย: ลดความซับซ้อนของระบบราชการ ดิจิทัลทรานสฟอร์มการบริการสาธารณะ ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดการทุจริต

นโยบายเหล่านี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเร่งด่วนที่ประชาชนเผชิญ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากโควิดและสงครามการค้าโลก

ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายเข้มข้น

ฝ่ายค้านไม่ยอมแพ้ โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน เตรียมผู้อภิปรายกว่า 20 คน โฟกัสปัญหาวิกฤตน้ำมันแพงและฝุ่น PM2.5 ที่กระทบประชาชนภาคเหนือ นอกจากนี้ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคกล้าธรรม ระบุว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะช่วยสะท้อนปัญหาทุกภูมิภาค อาจขึ้นอภิปรายสรุปหากมีเวลา

กำหนดการอภิปรายรวม 32.30 ชั่วโมง แบ่งเป็น ประธานที่ประชุม 1.30 ชม., นายกฯ แถลง 1.30 ชม., ครม.ชี้แจง 6 ชม., สว. 4 ชม., ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล 5.30 ชม., ส.ส.ฝ่ายค้าน 14.30 ชม. คาดว่าจะเข้มข้นและอาจยืดเยื้อ

การแถลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่มาจากพรรคภูมิใจไทยนำโคไลอิชั่น ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน เพื่อติดตามว่ารัฐบาลจะนำนโยบายไปปฏิบัติจริงได้อย่างไร โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจผันผวน เรามีความเห็นว่านโยบายเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมน่าจะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน หากทำได้จริงจะช่วยพลิกฟื้นประเทศได้แน่นอน

เชิญชวนทุกท่านติดตามรับชมถ่ายทอดสดและแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง ว่าคุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้บ้าง!

ที่มา – ชมถ่ายทอดสด การประชุมรัฐสภา รัฐบาลอนุทิน นำ ครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายรัฐบาล แก้ปัญหาเร่งด่วน 5 ด้าน

ป.ป.ช. ยืนยันส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล พรุ่งนี้

ข่าวใหญ่ทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส ป.ป.ช. ยืนยันส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล พรุ่งนี้ ทำให้หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด คดีนี้เกี่ยวข้องกับปมการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมาแดง ซึ่งถูก ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง วันนี้เราจะมาสรุปทุกอย่างให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ กันเลย

ป.ป.ช. ยืนยันส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล พรุ่งนี้

ตามที่นายสุรพงษ์ อินทนถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แถลงเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 ว่า ในวันพรุ่งนี้ 9 เมษายน เวลา 09.00 น. จะมอบหมายให้นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. นำคำร้องคดีดังกล่าวไปยื่นต่อศาลฎีกา หลังจากตรวจสอบเอกสารแล้วว่าครบถ้วนสมบูรณ์ คำร้องนี้มีถึง 56 ชุด เอกสารร่วม 200 ลัง หรือเกือบ 1 แสนแผ่น ต้องใช้รถตู้ 3 คันขนของไปยื่นด้วยซ้ำ

ปมขัดจริยธรรมร้ายแรงจากมาตรา 112

คดีนี้เริ่มต้นจากกรณีที่ 44 อดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ซึ่ง ป.ป.ช. เห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อจริยธรรมอันร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 112 ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือปราบปรามทางการเมืองมานาน การแก้ไขจึงเป็นประเด็น敏感ที่จุดชนวนการเมืองหลายครั้ง พรรคก้าวไกลเคยผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่สุดท้ายถูก ป.ป.ช. สอบสวนและมีมติชัดเจน

ขั้นตอนการยื่นฟ้องและการดำเนินคดี

  • วันที่ 9 เม.ย. 2567 เวลา 09.00 น.: ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
  • ศาลฎีกาจะตรวจสอบสำนวนว่าครบถ้วนหรือไม่ ก่อนตั้งคณะกรรมการไต่สวน
  • อาจมีคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากเห็นว่ามีมูล
  • ยังไม่ทราบวันที่มีคำสั่งชัดเจน ต้องรอขั้นตอนทางกฎหมาย

ป.ป.ช. ย้ำชัดว่าเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกระแสการเมือง โดยเฉพาะวันที่ 9 เม.ย. ซึ่งตรงกับวันแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ต่อรัฐสภา เลขาธิการ ป.ป.ช. ปัดทันทีว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะการแถลงนโยบายเป็นเรื่องของรัฐสภา ส่วน ป.ป.ช. ดำเนินการอิสระ

ผลกระทบทางการเมืองและสังคม

คดี ป.ป.ช. ยืนยันส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล พรุ่งนี้ สร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ในวงการเมืองไทย พรรคก้าวไกลที่เคยเป็นฝ่ายค้านหลัก อาจได้รับผลกระทบด้านภาพลักษณ์ แม้บุคคลเหล่านี้จะเป็นอดีต ส.ส. แล้ว แต่ชื่อเสียงและบทบาทในพรรคยังสำคัญ นอกจากนี้ ยังจุดประเด็น辩论เรื่องเสรีภาพในการเสนอกฎหมายของ ส.ส. กับจริยธรรมการเมือง

หลายฝ่ายมองว่า ป.ป.ช. กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างโปร่งใส แต่บางเสียงก็ตั้งคำถามถึงการตีความจริยธรรมร้ายแรง หากศาลฎีกาสั่งไต่สวนจริง อาจนำไปสู่การพักงานหรือโทษหนัก ซึ่งจะกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของบุคคลเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้ ส.ส. ทุกพรรคในการเสนอร่างกฎหมายที่敏感

จากข้อมูลที่ ป.ป.ช. เผย เอกสารมหาศาลแสดงถึงความรอบคอบในการสอบสวน คดีนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย การแก้ มาตรา 112 เคยถูกถกเถียงในสภาและสังคมมานับไม่ถ้วน ป.ป.ช. จึงต้องพิสูจน์ว่าการตัดสินใจมีน้ำหนัก

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้สะท้อนถึงความสมดุลระหว่างเสรีภาพวาจากับการรักษากฎหมายเก่าแก่ หากศาลมีคำสั่งเด็ดขาด อาจเปลี่ยนโฉมหน้าศาลฎีกาแผนกคดีจริยธรรมของนักการเมือง ชาวเน็ตและนักวิชาการกำลังจับตา หากคุณสนใจข่าวการเมืองแบบนี้ อย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับคดีนี้

ที่มา – ป.ป.ช. ยืนยันส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล พรุ่งนี้ ปัดโยงวันแถลงนโยบายรัฐบาล

“เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ พรรคประชาชนภายใต้การนำของ “เท้ง” หรือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เตรียมระดม 20 ขุนพล ส.ส.ปากกล้า เพื่อชำแหละนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 อย่างไม่ยั้ง ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ngày 9 เมษายนนี้ โดยเน้นปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อพวกพ้อง และการฟันกำไรจากวิกฤตพลังงาน โดยไม่เจาะจงบุคคล แต่ชี้ให้เห็นปมปัญหาที่กระทบประชาชนตรงๆ

“เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยระบุว่าพรรคได้จัดทัพผู้อภิปรายกว่า 20 คน แบ่งสรรเนื้อหาอย่างละเอียด เพื่อใช้เวทีสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะวิกฤตน้ำมันแพงและฝุ่น PM2.5 ที่กำลังครอบคลุมภาคเหนือ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

สิ่งที่พรรคประชาชนเน้นย้ำคือ ไม่ได้มุ่งเป้าล่อเฉพาะบุคคล แต่ชำแหละปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกตั้งคำถาม รัฐบาลมีนโยบายดีๆ ในเล่ม แต่ขาดเจตจำนงทางการเมืองที่แท้จริงในการแก้ไข โดยไม่มีเอื้อพวกพ้องหรือฟันกำไรจากวิกฤต นโยบายทางออกหลายข้อมาจากภาควิชาการและภาคส่วนต่างๆ แล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงต่างหากที่ต้องจับตา

ประเด็นร้อนที่พรรคประชาชนจะชำแหละ

  • วิกฤตพลังงาน: น้ำมันแพงกระทบค่าครองชีพ ทำไมรัฐไม่เร่งแก้ไขให้ประชาชนได้รับประโยชน์ตรงๆ
  • ฝุ่น PM2.5: ชาวเหนือเดือดร้อนหนัก รัฐบาลมีแผนอะไรบ้าง หรือปล่อยให้ปัญหาลุกลาม
  • ผลประโยชน์ทับซ้อน: เอื้อพวกพ้องหรือไม่ ต้องชัดเจนเพื่อความโปร่งใส
  • นโยบายอื่นๆ: ตรวจสอบเจตจำนงจริง ว่าสนับสนุนประชาชนหรือกลุ่มทุน

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังแสดงความกังวลต่อกรณีที่ ป.ป.ช. เตรียมยื่นคดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลให้ศาลฎีกาในวันเดียวกัน โดยชี้ว่าการเร่งรัดคดีผิดปกติ สะท้อนการเมืองที่เลือกปฏิบัติ บางคดีช้า บางคดีไว ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง

“ผมไม่อยากเห็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลชุดนี้ ที่รวบอำนาจทั้งหมด กลับถูกตั้งคำถามตั้งแต่แรก ว่าจะใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่” นายณัฐพงษ์กล่าวอย่างหนักแน่น

การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโจมตี แต่เป็นการตรวจสอบเพื่อให้รัฐบาลทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ พรรคประชาชนยืนยันจะใช้สิทธิในสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยควรเน้นแก้ปัญหาเร่งด่วนอย่างวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเมืองส่วนตัว คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลาย

ที่มา – “เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

Scroll to top