แพทองธาร ชินวัตร

วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน

นักศึกษา วปอ. นำไม้กอล์ฟ “บิ๊กตู่” ประมูลสมทบช่วยทหารบาดเจ็บ ขณะที่ วปอ.บอ.รุ่นที่ 1 ของนายกฯ อิ๊งค์ มอบ 50,000 บาท รอง ผบ.ทสส. ยันนำไปตอบแทนทหารที่เสียสละ “บิ๊กกุ้ง” ย้ำ พระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยทหารทุกนาย

วันที่ 19 ส.ค. 2568 ที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ มีการจัดพิธีมอบความช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บ รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงของฐานที่มั่นในการปกป้องอธิปไตย จากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ.อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้รับมอบ รวมมูลค่ากว่า 14,800,000 บาท ขณะที่ในส่วนนักศึกษา วปอ. ในแต่ละรุ่น ได้มอบเงินช่วยเหลือ รวมกว่า 3 ล้านบาท โดย วปอ.64 ที่มี นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีต รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานรุ่น วปอ.64 ได้มอบเงินกว่า 776,000 บาท โดยรุ่นดังกล่าวได้มีการจัดระดมทุนหลายทาง เช่น มีการประมูลสิ่งของ หนึ่งในนั้นคือไม้พัตเตอร์ (ไม้กอล์ฟ) ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกฯ ขณะที่ วปอ.บอ.รุ่นที่ 1 รุ่นของ นส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และ รมว.วัฒนธรรม มอบเงิน 50,000 บาท นอกจากนี้ยังมีภาคเอกชน เครือข่ายต่างๆ เช่น มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง 1 ล้านบาท และบริษัท ปตท. 5 ล้านบาท เป็นต้น

พล.อ.อุกฤษฎ์ กล่าวว่า สิ่งที่เราร่วมใจในวันนี้เพื่อเชิดชูเกียรติตอบแทนคุณงามความดีของกำลังพลผู้เสียสละ โดยมอบสวัสดิการกำลังพลบาดเจ็บทุกท่าน โดยแต่ละนายมีอาการบาดเจ็บสาหัส และหลายนายสูญเสียอวัยวะส่งผลต่อการดำรงชีวิตในอนาคต รวมถึงการพัฒนาขีดความสามารถยุทโธปกรณ์เพื่อการปฏิบัติการพิเศษ เช่น เทคโนโลยีในการพิสูจน์ทราบ เพิ่มความทันสมัยเพิ่มประสิทธิภาพในการปกป้องอธิปไตยของฝ่ายเรา และสร้างบังเกอร์ความมั่นคงของฐานที่มั่น เส้นทางปรับปรุงก่อสร้างภูมิประเทศที่สำคัญเช่น ภูมะเขือ รวมถึงการจัดหาระบบโซลาร์เซลล์ กล้องส่องทางไกลอินฟราเรด เมื่อทหารได้รับจะเกิดเป็นสิทธิประโยชน์และเป็นความปลอดภัยในการปฏิบัติงานปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนต่อไป ความร่วมมือของทุกท่านแสดงให้เห็นถึงความรักความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ ช่วงเวลาสำคัญนี้

วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน

พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า รู้สึกชื่นชมและดีใจที่ประเทศชาติเราเป็นอย่างนี้ คนไทยไม่ทิ้งกัน เหตุการณ์ตลอดแนวชายแดนเกือบ 1,000 กิโลเมตร มีหลายเหตุการณ์ ลูกหลานทหารพยายามทำให้ดีที่สุด ทั้งนี้การสูญเสียพวกเราป้องกันอย่างเข้มงวดทุกระดับชั้น แต่การเข้าตีบางอย่างเราเป็นฝ่ายรุกอาจมีเหตุที่พวกเราบาดเจ็บบ้าง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยทหารทุกนายที่ได้รับผลกระทบ การปฏิบัติด้านยุทธการครั้งนี้ พระองค์ทรงรับเป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ทั้งหมด

รู้จักโครงการ วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน

โครงการ วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของคนไทยในการช่วยเหลือทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ การระดมทุนผ่านการประมูลสิ่งของต่างๆ เช่น ไม้กอล์ฟของอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นการสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

พล.ท.บุญสิน กล่าวว่า ขอขอบคุณสิ่งของที่มอบให้ในวันนี้ จะนำไปใช้กับน้องๆ ที่อยู่หน้าแนวตามวัตถุประสงค์ ที่ทุกท่านได้มอบให้โดยด่วน ซึ่งบางครั้งงบประมาณราชการ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก รัฐบาล ได้มอบให้เพียงพอ แต่บางรายการนั้นเร่งด่วน รอการจัดหาตามช่วงเวลาไม่ทัน จึงต้องขอบคุณทุกท่านที่สอบถามไปยังหน่วย ช่วงนี้สถานการณ์ยัง 50-50 ตามภาพข่าวประเทศกัมพูชา ก็เป็นไปตามที่เราเข้าใจ ไม่มีอะไรที่เราไว้ใจได้ ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด มีความห่วงใยได้ลงไปตรวจเยี่ยมเป็นประจำ รวมถึงผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเหล่าทัพมีความพร้อม ทั้งที่จะคุยกันแบบมิตรภาพ ถ้ามีเหตุจะปะทะกันอีก ก็พร้อม ขอให้พี่น้องทุกท่านสบายใจในการปฏิบัติของทหารเรา หวังว่าเหตุการณ์พวกนี้จะยุติโดยเร็ว ปลายเดือน ส.ค.นี้ ตนจะประชุมอาร์บีซี กับแม่ทัพกัมพูชา คงจะพูดคุยกันให้เข้าใจ เพื่อนำไปสู่การประชุมจีบีซีอีกรอบ จึงหวังว่าจะคุยกันเข้าใจ โดยทุกสิ่งทุกอย่างตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

การที่รุ่น วปอ.64 ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน นั้น แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการสนับสนุนการทำงานของทหาร และเป็นการส่งเสริมความรักชาติและความสามัคคีในสังคมไทย

โครงการ วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ ช่วยทหารชายแดน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การระดมทุน แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการรวมพลังของคนไทยในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามที่ประเทศชาติต้องการ การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้พวกเขามีขวัญและกำลังใจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่มา – วปอ.64 ประมูลไม้กอล์ฟ “บิ๊กตู่” ช่วยทหารชายแดน – วปอ.บอ. รุ่น “อิ๊งค์” มอบ 5 หมื่น

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบตอบศาล! อิงค์ยกเลิก

เกิดอะไรขึ้นที่พรรคเพื่อไทย? วันที่ 19 สิงหาคม 2568 มีเรื่องราวให้จับตามองมากมาย เริ่มต้นที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” ยกเลิกการเข้าร่วมประชุมพรรคแบบกะทันหัน ทำเอา ส.ส. และมวลชนที่เตรียมมาอวยพรวันเกิดล่วงหน้าต้องผิดหวังไปตามๆ กัน แต่ที่น่าสนใจคือการปรากฏตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมายังพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน

เดิมที ส.ส.พรรคเพื่อไทยเตรียมจัดงานเล็กๆ เพื่ออวยพรวันเกิดล่วงหน้าให้กับ น.ส.แพทองธาร ในวันที่ 21 สิงหาคม แต่เมื่อเจ้าตัวยกเลิกการเข้าร่วม มวลชนที่ทราบข่าวและเดินทางมาพร้อมดอกไม้และของขวัญก็ต้องผิดหวังไปด้วยเช่นกัน

ไฮไลท์อยู่ที่การเดินทางมาถึงของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางเข้ามายังพรรคเพื่อไทย และเดินทางกลับในเวลา 16.10 น. โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชนมากนัก เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงภารกิจในการมาพรรคเพื่อไทยในวันนี้ นายทักษิณตอบเพียงสั้นๆ ว่า “มาเจอแขก เจอเพื่อน เจอฝูง” เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลอาญาจะพิพากษาคดี 112 ในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ นายทักษิณกล่าวสั้นๆ ว่า “เรื่องศาลใครเขาพูดกัน” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในแวดวงการเมือง

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบตอบศาล! อิงค์ยกเลิก

ในส่วนของความเคลื่อนไหวอื่นๆ ภายในพรรค นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมพรรค โดยให้สัมภาษณ์ว่าการเดินทางมาในครั้งนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีวาระพิเศษใดๆ เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่ชื่อของตนเองถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษมตอบว่าพรรคเพื่อไทยยังไงก็ต่อได้อยู่แล้ว

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยในวันนี้เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ การยกเลิกการเข้าร่วมประชุมของ น.ส.แพทองธาร การปรากฏตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร และท่าทีของนายชัยเกษม นิติสิริ ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ทำไมการมาของ “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย ถึงเป็นที่สนใจ?

การเดินทางมายังพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณในครั้งนี้ แม้จะไม่มีการเปิดเผยถึงวาระที่ชัดเจน แต่ก็เป็นที่จับตาของสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์การเมือง ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้:

  • สถานการณ์การเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง: ในช่วงเวลาที่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัว การปรากฏตัวของนายทักษิณ ย่อมถูกตีความว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนและกำหนดทิศทางของพรรคเพื่อแก้ไขกับวิกฤตการเมือง
  • คดีความที่ยังคงอยู่: คำถามเกี่ยวกับการพิจารณาคดีมาตรา 112 ที่นายทักษิณถูกดำเนินคดี เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ การที่นายทักษิณไม่ตอบคำถามดังกล่าว ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและข้อถกเถียง
  • สัญญาณทางการเมือง: การปรากฏตัวของนายทักษิณ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความมั่นใจและการกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง แม้จะไม่ได้แสดงออกอย่างเปิดเผย

ไม่ว่าการมาของ “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทยกับเกี่ยวข้องกับอะไร การเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ยังคงเป็นที่สนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองไทย และอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคต

โดยรวมแล้วสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความซับซ้อนของการเมืองไทย การตัดสินใจและการกระทำของบุคคลสำคัญอย่าง น.ส.แพทองธาร และนายทักษิณ ชินวัตร จะมีผลกระทบอย่างมากต่อพรรคเพื่อไทยและอนาคตของประเทศ

ดังนั้นการจับตาดูความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจถึงทิศทางของการเมืองไทยและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบบอกเรื่องไปศาล-“อิ๊งค์” ยกเลิกเข้าประชุม มวลชนอดเบิร์ธเดย์

“อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งติด จับตาแจงศาล รธน.

สถานการณ์การเมืองไทยกำลังเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับหลายฝ่าย ท่ามกลางกระแสข่าวการเตรียมตัวชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ออกมา

“อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง จับตาแจงศาล รธน.

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แทนตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล การประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีหลายท่านแจ้งความประสงค์ขอลาประชุมด้วยเหตุผลส่วนตัว

มีรายงานว่ามีรัฐมนตรี 3 ท่านที่แจ้งลาการประชุม ได้แก่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งการลาประชุมของรัฐมนตรีหลายท่านในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลและความเหมาะสมในการบริหารราชการแผ่นดิน

ทำไม “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ถึงเป็นที่จับตา?

สิ่งที่น่าสนใจและเป็นที่จับตาเป็นพิเศษคือ การที่ น.ส.แพทองธาร ลาประชุม ครม. ถึง 2 ครั้งติดต่อกัน ในช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการนัดไต่สวนพยานบุคคลในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งมีกำหนดการในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ประเด็นนี้ยิ่งทำให้หลายฝ่ายตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างการลาประชุมกับการเตรียมตัวเพื่อไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่

ก่อนหน้านี้ มีกระแสข่าวว่า น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง แต่จนถึงขณะนี้ เธอยังไม่ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆ ต่อสื่อมวลชนเป็นเวลานานกว่า 3 สัปดาห์แล้ว การเก็บตัวเงียบของ น.ส.แพทองธาร ทำให้สถานการณ์ยิ่งดูคลุมเครือและเป็นที่จับตามากยิ่งขึ้น

สำหรับการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 สิงหาคม จะมีการเรียกพยานบุคคล 2 ปากเข้าให้ข้อมูล ได้แก่ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) ซึ่งการให้ข้อมูลของทั้งสองท่าน จะเป็นข้อมูลสำคัญในการพิจารณาคดีต่อไป

สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในรัฐบาลปัจจุบัน การลาประชุมของรัฐมนตรีหลายท่าน โดยเฉพาะการที่ “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง ยิ่งสร้างความกังวลให้กับประชาชนและนักวิเคราะห์การเมืองถึงเสถียรภาพและการดำเนินงานของรัฐบาล

ประเด็นนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าผลการไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร และ น.ส.แพทองธาร จะออกมาแสดงความเห็นหรือชี้แจงต่อสาธารณชนอย่างไรบ้าง เพราะทุกการเคลื่อนไหวของเธอ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตาดูการตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร การลาประชุม ครม. ติดต่อกันถึงสองครั้งนี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความท้าทายที่รัฐบาลกำลังเผชิญ และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญในอนาคตอันใกล้นี้

ที่มา – “อิ๊งค์” ลาประชุม ครม. 2 ครั้งต่อเนื่อง จับตาก่อนแจงศาล รธน. นัดไต่สวน 21 ส.ค.

เลขาฯ สมช. แจงศาล รธน. 21 ส.ค. จริงหรือ?

เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. จริงหรือ?

“ฉัตรชัย บางชวด” เลขาธิการ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวนพยาน 21 ส.ค. นี้ “หมอพรหมินทร์” บอกรอ “นายกฯ แพทองธาร” ไปเองหรือไม่… เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปไต่สวนในฐานะพยาน คดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ว่า ตนจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญเองในวันที่ 21 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่าเตรียมคำชี้แจงอย่างไรไว้บ้าง นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องรอฟังในวันนั้น

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ จะมีผลต่อรูปคดีอย่างไร และจะมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก

ทางด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร จะไปให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ ว่า “ให้รอถามนายกฯ เอง”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ค่อนข้างตึงเครียด การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าการให้ข้อมูลของเลขาธิการ สมช. จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่

  • ความสำคัญของพยานหลักฐาน: คลิปเสียงสนทนาที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถนำมาใช้ในการพิจารณาคดีได้อย่างไร
  • บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ: การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อย่างไร
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: คดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้หรือไม่

การที่ “หมอพรหมินทร์” โยนให้ไปถาม “อิ๊งค์” เองว่าจะไปหรือไม่ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่ามีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือไม่ หรือว่ามีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ในขณะนี้

การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้ ทุกฝ่ายจึงควรติดตามข่าวสารอย่างรอบคอบและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้

การที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกเลขาธิการ สมช. ไปให้ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ได้รับ และต้องการพิจารณาคดีอย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การที่เลขาธิการ สมช. เตรียมตัวเดินทางไปให้ข้อมูลด้วยตนเองก็แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

คดีนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระบวนการยุติธรรมของไทยว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและติดตามการดำเนินคดีได้อย่างใกล้ชิดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและส่งเสริมให้เกิดสังคมที่มีความยุติธรรมและเสมอภาค

ที่มา – เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. “หมอมิ้ง” โยนถาม “อิ๊งค์” ไปเองหรือไม่

เพื่อไทยไม่หวั่น! คดี “แพทองธาร” มั่นใจนายกฯ ไปต่อ

พรรคเพื่อไทยย้ำ ไม่กังวลคดี “แพทองธาร” ชินวัตร ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย 29 ส.ค. นี้ มั่นใจในเจตนาดีของนายกฯ แม้ผลออกมาไม่เป็นคุณ ก็ยังมี “ชัยเกษม” เป็นตัวสำรอง ปิดทางพรรคร่วมรัฐบาลที่จะเข้ามาเปลี่ยนตัวนายกฯ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี “แพทองธาร” ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า สส.เพื่อไทยทุกคนกำลังใจดี ไม่มีใครกังวลหรือหวั่นไหวต่อเรื่องนี้

“เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้พูดไปนั้น เป็นการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และเป็นการประวิงเวลาเพื่อรักษาชีวิตคนไทยในกัมพูชาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เราเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม และไม่จำเป็นต้องมีแผนสำรอง เพราะเรามั่นใจในเจตนาดีของนายกรัฐมนตรี” นายวิสุทธิ์ กล่าว

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวอีกว่า หากเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีก็ยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทย โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยรออยู่ ไม่ต้องกังวล คนอื่นต้องรอก่อน และไม่กลัวว่าจะมีการเปลี่ยนขั้ว เพราะทุกวันนี้ก็ยังอยู่กันได้ แม้ว่าเสียงในสภาฯ จะปริ่มน้ำก็ตาม

เมื่อถามถึงโอกาสที่อาจจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเป็นคนจากพรรคร่วมรัฐบาล นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ไม่มี วันนี้ พรุ่งนี้ ก็ยังยืนยัน” สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ไม่ได้กังวลเรื่องตัวนายกรัฐมนตรี และหากมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จะดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมาร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะวันนี้ไม่ได้คิดถึงเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงประเด็นเรื่องคลิปสนทนาที่อาจจะทำให้ความเชื่อมั่นของนายกรัฐมนตรีลดลง จากผลสำรวจโพลที่ออกมา นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ถึงจะมีโพลก็จริง แต่ประเทศไม่ได้เสียดินแดน ไม่ได้อ่อนแอ ความสามัคคีของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่น และนานาชาติเชื่อมั่นประเทศไทย” เขาไม่อยากให้ไปฟังคนที่ปลุกกระแส หรือไม่ใช่สื่อจริงๆ เพราะจะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเสียหาย

ส่วนการวิเคราะห์ที่ว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะรอดหรือไม่รอดคดี “แพทองธาร” ก็อยู่ต่อไปได้ยากนั้น นายวิสุทธิ์ยืนยันว่า “ไม่ยาก ทำไมต้องยาก ถ้าไม่ผิดจะกลัวอะไร อย่าไปสร้างกระแสให้วุ่นวาย ประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยความรักความสามัคคี”

คดี “แพทองธาร”

เพื่อไทยมั่นใจ คดี “แพทองธาร” ไม่กระทบ

สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้อาจดูเหมือนมีความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดและให้ความมั่นใจอย่างเต็มที่ต่อนายกรัฐมนตรี การที่พรรคกล้ายืนยันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การมี “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสำรอง ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นของพรรคเพื่อไทยในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรี แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับคดี “แพทองธาร” แต่พรรคก็ยังคงเชื่อมั่นในเจตนาดีและความสามารถในการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี

ที่มา – คดี “แพทองธาร” พื่อไทยไม่หวั่นไหว เชื่อนายกฯ ได้ไปต่อ แม้ผลเป็นลบยังมี “ชัยเกษม”

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

พรรคไทยสร้างไทยเรียกร้อง “อิ๊งค์” ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ชี้การจัดสรรงบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศ

ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้งบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

นายทิวากร สุระชน รองเลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ออกมาเรียกร้องให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธารฯ ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ในหลายด้าน ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงชายแดน ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นส่งผลเสียต่อเสถียรภาพของประเทศและกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาเศรษฐกิจของไทยที่กำลังอยู่ในภาวะตกต่ำ รัฐบาลยังไม่สามารถนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ หรือมีมาตรการที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนได้ รายได้ของเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยลดลง สวนทางกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาทางการเมืองและคดีความต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้นำรัฐบาล

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเผชิญกับปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และยังเพลี่ยงพล้ำในการจัดการด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในสถานะที่เปราะบางและถูกลดทอนความน่าเชื่อถือในเวทีนานาชาติ บทบาทของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ของชาติจึงถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม

งบประมาณปี 69 ไม่ตอบโจทย์?

นายทิวากรกล่าวถึงกรณีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ที่เพิ่งผ่านสภาไปว่า การจัดทำงบประมาณประจำปี 2569 ไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประเทศ การจัดสรรงบประมาณยังคงใช้วิธีการเดิมๆ ไม่ตอบโจทย์วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่กระตุ้นการลงทุน และไม่สร้างความมั่นคงทางสังคมตามที่ประชาชนคาดหวัง งบประมาณจำนวนมากยังคงถูกใช้อย่างไร้ประสิทธิภาพ และความเดือดร้อนของประชาชนยังไม่ได้รับการแก้ไข

“การลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศในเวลานี้ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีความพร้อมและได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนและสังคมไทยมากกว่าที่เป็นอยู่ การยื้ออยู่ในตำแหน่งจะยิ่งทำให้ปัญหาของประเทศทวีความรุนแรง และอาจนำไปสู่ภาวะวิกฤตทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ยากต่อการแก้ไขในอนาคตได้” นายทิวากรกล่าว

พรรคไทยสร้างไทยยังคงยืนยันว่า การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศต้องเริ่มต้นจากการมีผู้นำที่ได้รับการยอมรับและมีความสามารถในการบริหารจัดการประเทศอย่างแท้จริง การเปลี่ยนแปลงผู้นำจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การที่พรรคไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อการบริหารงานของรัฐบาลในปัจจุบัน และความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย

การเรียกร้องให้มีการลาออกของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่สิ่งสำคัญคือการพิจารณาถึงเหตุผลและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง การมีผู้นำที่เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนของสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อนำพาประเทศผ่านพ้นวิกฤตและสร้างอนาคตที่สดใสให้กับคนไทยทุกคน ดังนั้น การพิจารณาถึงความเหมาะสมของผู้นำประเทศจึงเป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม รวมถึงการมีผู้นำที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้ การเรียกร้องของพรรคไทยสร้างไทยครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเสียงที่สะท้อนถึงความต้องการการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

ที่มา – ไทยสร้างไทย จี้ “อิ๊งค์” ลาออก ชี้สอบตกแก้ ศก.-มั่นคง ทำงบฯ 69 ไม่ตอบโจทย์

“สรวงศ์” เผย “นายกฯ อิ๊งค์” จะไปศาลเอง เพื่อไทยยันไม่มีแผนสำรอง

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนแรง เมื่อนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดไต่สวนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้

ใจความสำคัญที่นายสรวงศ์เน้นย้ำคือ “นายกฯ อิ๊งค์” หรือ นางสาวแพทองธาร จะเดินทางไปศาลด้วยตัวเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ นายสรวงศ์ยังกล่าวเสริมว่า ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดของคดี เนื่องจากมีทีมทนายความเป็นผู้ดูแลหลัก พรรคเพื่อไทยทำได้เพียงส่งกำลังใจให้นายกรัฐมนตรีเท่านั้น

“สรวงศ์” เผย “นายกฯ อิ๊งค์” จะไปศาลด้วยตัวเอง ยันเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องของแผนสำรอง หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันทางการเมืองขึ้น คำถามนี้ถูกถามไปยังนายสรวงศ์ ซึ่งได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีแผนสำรองใดๆ สำหรับสถานการณ์ดังกล่าว นายสรวงศ์แสดงความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของนายกรัฐมนตรี และกล่าวว่า “อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด” ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นและพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม นายสรวงศ์ยอมรับว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีความกังวลใจเช่นกัน เนื่องจากผลของการพิจารณาคดีอาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เขายืนยันหนักแน่นว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน เป็นการยืนยันถึงความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการทางกฎหมาย

ความพร้อมของแคนดิเดตนายกฯ สำรอง

ในส่วนของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำรองอย่างนายชัยเกษม นิติสิริ นายสรวงศ์กล่าวว่า นายชัยเกษมมีความพร้อมเสมอสำหรับการเป็นนายกรัฐมนตรี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น เป็นการเปิดโอกาสให้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในอนาคต หากเกิดความจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญอยู่ การเดินทางไปศาลด้วยตัวเองของ “นายกฯ อิ๊งค์” เป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใส และความตั้งใจที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ท่ามกลางความกังวลของสมาชิกพรรค และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดที่จะสนับสนุนนายกรัฐมนตรี และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติต่อไป

การที่พรรคเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง อาจถูกมองได้ทั้งในแง่ของความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี และความประมาทเลินเล่อในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การเมืองไทยมักมีเหตุการณ์พลิกผันอยู่เสมอ การมีแผนสำรองที่รัดกุม อาจเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยควรพิจารณาในอนาคต แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีความจำเป็นก็ตาม

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความผันผวน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ที่จะไปศาลด้วยตัวเอง เป็นการแสดงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม และเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่า รัฐบาลพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ และพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

สถานการณ์นี้จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย ว่าจะสามารถก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร การตัดสินใจทุกอย่างต่อจากนี้ จะส่งผลอย่างมากต่ออนาคตทางการเมืองของพรรค และต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล.

ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว และร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – “สรวงศ์” เผย “นายกฯ อิ๊งค์” จะไปศาลด้วยตัวเอง ยันเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ”อิ๊งค์” คว่ำงบฯ 69

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลแสดงออกถึงความสามัคคี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นำ สส.ประชาชาติ (ปช.) เข้าให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ที่กำลังถูกพิจารณาอย่างเข้มข้น

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตคว่ำงบฯ 69

น.ส.แพทองธาร หรือ “อิ๊งค์” ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจในอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นคำคมภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ทุกสิ่งที่คุณทำจะย้อนกลับมาหาคุณ จงทำดี จงเป็นคนดี” และ “ความเมตตาไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งถูกตีความไปต่างๆ นานา ในขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคมีมติให้โหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นวันที่สาม บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมี สส.จากพรรคฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทำไมพรรคประชาชาติถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้?

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวภายหลังการเข้าพบ น.ส.แพทองธาร ว่าได้ไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านมีกำลังใจดี และยังฝากความคิดถึงและความห่วงใยไปยังประชาชน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พูดคุยกับ สส.พรรคประชาชาติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสภาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ อีกด้วย

ในส่วนของการพิจารณางบประมาณนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ให้เหตุผลว่า แม้ สส.พรรคประชาชนจะให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นำข้อเสนอแนะเหล่านั้นไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำให้พรรคตัดสินใจที่จะโหวตคว่ำร่างงบประมาณในวาระสาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือการอภิปรายของนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. ที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. ยังได้อภิปรายถึงความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการบ้านพักข้าราชการตำรวจที่ใช้งบประมาณในการตกแต่งภายในสูงถึง 23.9 ล้านบาท

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังมีประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่น่าจับตามอง เช่น การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง และความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้สมัคร สว. อีก 1,200 คน เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแสดงออกถึงความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาล และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นจากภาคส่วนต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ท่าทีของพรรคประชาชาติในการให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. ทุกคนในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า พวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนได้อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่ เพราะงบประมาณปี 2569 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – ประชาชาติตบเท้า ให้กําลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตควํ่างบฯ 69

“หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ แจงศาล รธน.

“พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” คาดแนวโน้ม “นายกฯ อิ๊งค์” เดินทางแจงศาลปมคลิปเสียง 21 ส.ค. นี้เอง ยันทุกอย่างทำด้วยเจตนาดี เพื่อประเทศชาติ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติมจำนวน 2 ปาก คือ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว. วัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรณีคลิปเสียง ในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค. นายกฯ จะไปเองหรือไม่ ว่า ถึงเวลาก็รู้เอง เชื่อว่านายกฯ ตัดสินใจเอง ซึ่งแนวโน้มคงไป

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่า “นายกฯ อิ๊งค์” จะตัดสินใจอย่างไรในการเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง การปรากฏตัวของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในวันที่ 21 ส.ค. จะเป็นการแสดงความโปร่งใสและความตั้งใจที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ศาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณาคดีในภาพรวมได้

เมื่อถามว่า ในฐานะทีมงานของนายกรัฐมนตรีมั่นใจหรือไม่ นพ. พรหมินทร์ กล่าวว่า เราด้วยความบริสุทธิ์ใจทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ และเจตนาดี ตนเชื่อว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญ

เมื่อถามว่า จะมีปัญหาหรือไม่หลังพยานเสนอไป 5 คนแต่ศาลรับให้ไต่สวนเพียงเลขา สมช. เพียงคนเดียว นพ. พรหมินทร์ กล่าวว่า ตนว่าแล้วแต่ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างนั้น

“หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ มีแนวโน้มไปแจงศาล รธน. เอง 21 ส.ค. นี้

การที่ นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ออกมายอมรับว่า “นายกฯ อิ๊งค์” มีแนวโน้มที่จะเดินทางไปแจงศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในครั้งนี้จะเป็นที่จับตาของสาธารณชนอย่างใกล้ชิด และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลได้

ทำไมการตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” จึงมีความสำคัญ

การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในการเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก:

  • เป็นการแสดงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม
  • เป็นการเปิดโอกาสให้ “นายกฯ อิ๊งค์” ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยตนเอง
  • เป็นการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

หาก “นายกฯ อิ๊งค์” ตัดสินใจที่จะไม่เดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง อาจถูกมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลได้

นอกจากนี้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกไต่สวนพยานเพิ่มเติมเพียง 2 ปาก จากที่เสนอไป 5 ปากนั้น อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าศาลต้องการข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นต่อการพิจารณาคดีเท่านั้น การที่ศาลเลือกที่จะไต่สวนเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แสดงให้เห็นว่าประเด็นด้านความมั่นคงอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาคดีนี้

อย่างไรก็ตาม การที่ นพ. พรหมินทร์ ยืนยันว่าทุกอย่างทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและมีเจตนาดีต่อประเทศชาติ เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับศาลรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ และหวังว่าการพิจารณาคดีจะเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นไปตามข้อเท็จจริง

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงของ “นายกฯ อิ๊งค์” ยังคงมีความไม่แน่นอนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในการเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 ส.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของ “นายกฯ อิ๊งค์” และเสถียรภาพของรัฐบาลได้

การที่ “หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ มีแนวโน้มไปแจงศาล รธน. เอง 21 ส.ค. นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมและแสดงความโปร่งใสในการดำเนินการของรัฐบาล.

ที่มา – “หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ มีแนวโน้มไปแจงศาล รธน. เอง 21 ส.ค. นี้

Scroll to top