แพทองธาร ชินวัตร

แพทองธารแจง! ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก ปมหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร ชินวัตร” คดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ขอศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก เพื่อข้อเท็จจริงรอบด้าน ชี้แจงคำพูดในคลิป พร้อมขอพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) โดยพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก หากไม่มาตามกำหนดนัดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาล หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่น โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ นัดฟังคำวินิจฉัย

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยรายละเอียดคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดย น.ส.แพทองธาร ยืนยันว่า การกระทำของตนเองตามข้อกล่าวหาของผู้ร้อง ไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 แต่อย่างใด และยังได้ขออนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ปากเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านความมั่นคงของประเทศและตามแนวชายแดนปัจจุบันและบางรายมีประสบการณ์ในอดีตทั้งความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้แก่

ขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ในฐานะผู้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่า และเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้สั่งการฝ่ายปกครองด้านชายแดน

พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชา ทำงานด้านปฏิบัติในกัมพูชามาตั้งแต่ยศ ร.ท. และทำงานอยู่กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการรบพิเศษอย่างต่อเนื่อง

พล.ท.พุฒิพงษ์ ชีพสมุทร รองเจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร ในฐานะผู้ชำนาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของทหารและเรื่องอำนาจอธิปไตยของประเทศ

นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ อดีตทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น, ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศรัสเซีย ในฐานะผู้ชำนาญด้านการต่างประเทศ และสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวิธีปฏิบัติทางการทูตในการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ

อีกทั้งพยาน 5 รายดังกล่าว ยังเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน เพื่อให้ศาลฯ ได้รับทราบถึงความคิดเห็นว่าการดำเนินการของตนในช่วงเหตุการณ์ ไม่ได้กระทำโดยมีเจตนาตามที่ผู้ร้องกล่าวหา หรือเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทั้งยังเป็นการดำเนินการตามข้อมูลและคำแนะนำของฝ่ายความมั่นคงที่ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน และเพื่อแสดงว่าเจตนาของตนมุ่งเพื่อรักษาเอกราชอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เจตนาดังที่ผู้ร้องกล่าวหา จึงขอศาลฯ โปรดพิจารณาอนุญาตให้มีการไต่สวนพยานบุคคลดังกล่าว เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรม โดยปราศจากข้อสงสัยอันอาจกระทบต่อความชอบธรรมและสถานะของตนในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศ

ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงความเป็นสัดส่วนในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กล่าวมา หากตนยังคงปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ต่อไป ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของชาติ อีกทั้งสามารถปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะบูรณาการเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายให้สนับสนุนการทำหน้าที่ของฝ่ายทหาร และแสดงถึงความเข้มแข็งภายในชาติ ซึ่งส่งผลเชิงจิตวิทยาแก่กัมพูชาในการรุกรานประเทศไทย

น.ส.แพทองธาร ขอศาลมีคำสั่งยกเลิกมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71 ตามที่ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพียง 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการ สมช.

ขณะเดียวกัน มีการยืนยันข้อมูลในเรื่องการใช้ถ้อยคำว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” เป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาเสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญ คือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ไม่ได้มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี

ส่วนถ้อยคำที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า “เป็นฝั่งตรงข้าม” เนื่องจาก นายเคลียง ฮวด คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน พยายามอธิบายมูลเหตุของการที่สมเด็จฮุน เซน สั่งการให้มีการปิดด่านชายแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องมาจากความไม่พอใจของสมเด็จฮุน เซน ที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 (พล.ท.บุญสิน พาดกลาง) เป็นการเฉพาะเจาะจง ตนจึงจำต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบหรือแสดงให้เห็นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการอธิบายสถานการณ์ต่อฝ่ายกัมพูชาในเชิงสร้างความเข้าใจว่าฝ่ายบริหารของไทยมีเจตนาที่จะรักษาสันติและไม่ได้เป็นการโอนอ่อนหรือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการดำเนินนโยบายโดยอาศัยหลักทางการทูตเพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศและป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ทำไมแพทองธาร ชินวัตรถึงขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก?

ในคำชี้แจง น.ส.แพทองธาร ยังระบุด้วยว่า การที่ตนเองกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ในบทสนทนาเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับแจ้งจากฝ่ายความมั่นคงว่าทางการกัมพูชาไม่พอใจการเคลื่อนย้ายกำลังทหารของไทย ณ ช่องบก ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าในวันที่ 4 มิถุนายน 2568 จึงจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง ซึ่งสมเด็จฮุน เซน รู้สึกว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกัมพูชาในขณะนั้น และเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจที่อาจนำไปสู่การเปิดเจรจาในระดับทางการต่อไปโดยไม่ใช้มาตรการทางทหาร และทางเศรษฐกิจ อันอาจส่งผลกระทบแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ในการขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากครั้งนี้ น.ส.แพทองธารหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

ความตั้งใจเดียวของข้าพเจ้าตลอดบทสนทนา จึงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยไม่มีเจตนาจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาว่าไม่มีข้อความตอนใดที่ตนเรียกร้องเอาผลประโยชน์ให้ตกเป็นของตนเองหรือครอบครัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดหรือได้ถือเอาประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ.

การขอไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถือเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร” ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก วอนพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

“ภูมิธรรม” ย้ำ ไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” พิสูจน์

“ภูมิธรรม” ย้ำไร้แผนสำรอง  “นายกฯ อิ๊งค์” ใช้ความตั้งใจจริงพิสูจน์ ศาล รธน. เชื่อ มีเจตนาดีกับประเทศ  ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ มั่นใจ“รัฐบาล-เพื่อไทย” ไม่ระส่ำ

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำตัดสินคดีคลิปเสียงคุยฮุนเซน 29 ส.ค.นี้ว่า เราเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี เราคิดว่าเรื่องนี้หากดูในเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้มีเจตนา ที่จะนำไปสู่สิ่งนั้น ซึ่งคิดว่าเราอาศัยความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี แสดงให้ศาลพิจารณาว่าเราตั้งใจจริงอย่างไร และที่ผ่านมาการที่บอกว่าจะมีปัญหาและทำลายความมั่นคง ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่หลายคนกังวลใจ เพราะหากฟังในเทปจริง ๆ กัมพูชามีการต่อรองให้เปิดด่านหลังเขาเปิด 5 ชั่วโมง และยืนยันว่าทำไม่ได้ และนายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกับผู้นำเหล่าทัพตลอดเวลา ว่าได้มีการพูดคุยอะไรกับฮุนเซนบ้าง เพราะฉะนั้นความจริงใจและความตั้งใจเป็นเรื่องที่สำคัญ 

ชี้แจงช้าเพราะชูข้อเท็จจริงสู้

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า หากพิจารณาในสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อประเทศกัมพูชาเลย เรายังถือว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่รุกรานเรา และเรายังสนับสนุนให้มีการรักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นนี่คือการแสดงออกที่ชัดเจน ส่วนสาเหตุที่เกิดความไม่เข้าใจบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามองเห็นต่างกัน ซึ่งก็มีหน้าที่ในการชี้แจงความเข้าใจหลายเรื่องที่ช้าก็เป็นเรื่องของกระบวนการที่ช้าจริง ซึ่งเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์มาก็จะรับฟังและแก้ปัญหา และหลายเรื่อง สิ่งที่ทำเราต้องการครองความเข้าใจของเวทีโลก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะพูดออกมาแต่ละครั้งต้องยึดมั่นข้อเท็จจริงเป็นหลัก เพราะทุกคำพูดและท่าทีของรัฐบาล ก็จะนำไปประกอบในกฎหมายระหว่างประเทศ

ลั่นไม่มีแผนสำรอง

เมื่อถามว่ามีแผนสำรองอย่างไรในเรื่องนี้หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับนายกรัฐมนตรี หรือลาออกก่อนในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้เราแสดงความจริงใจ ตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรีให้ทุกส่วนเข้าใจ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็มีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้วก็คงไม่ต้องเตรียมอะไร

เชื่อ พท.เข้มแข็ง

ส่วนสภาพจิตใจของรัฐบาลและเพื่อไทย มีความระส่ำหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนรู้ว่าวันนี้ทุกคนมีความเข้มแข็งรู้ว่าวันนี้อะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราไม่อาจควบคุมหรือกำหนดได้ เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือทำความจริงให้ประจักษ์ แสดงความจริงใจ และความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเป็นสำคัญ

ไม่กังวลศาลไฟเขียวพยานแค่1 คน

เมื่อถามว่าการที่นายกรัฐมนตรี ขอเบิกพยานบุคคล 5 คน แต่ศาลให้เพียงแต่สวนพยานบุคคลเพียงหนึ่งคน เป็นผลบวกหรือผลลบกับนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่เป็นไร อยู่ในดุลพินิจของศาล ความมั่นคงท่านมุ่งเป้าไปที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็มีเหตุมีผล

เมื่อถามย้ำว่ายังคงเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะยังไม่ลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคมใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันไม่เคยมีการคุยเรื่องนี้

“ภูมิธรรม” ย้ำ ไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” พิสูจน์

ภูมิธรรมย้ำ “ไร้แผนสำรอง” กรณีศาลรัฐธรรมนูญ

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำตัดสินคดีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำว่ารัฐบาลไม่มีแผนสำรองใดๆ และยังคงเชื่อมั่นในการทำงานของนายกรัฐมนตรี

นายภูมิธรรมกล่าวว่า รัฐบาลเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าจะสามารถแสดงให้ศาลเห็นถึงเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติได้ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าถึงแม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น รัฐบาลก็พร้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไข

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงคือการที่รัฐบาลยึดมั่นในข้อเท็จจริงเป็นหลักในการสื่อสารกับต่างประเทศ เนื่องจากทุกคำพูดและท่าทีของรัฐบาลจะถูกนำไปประกอบในกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือการลาออกของนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรมตอบว่า รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะแสดงความจริงใจและความตั้งใจจริงในการทำงาน และหากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็จะมีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยรองรับอยู่แล้ว

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังแสดงความเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย และยืนยันว่าสมาชิกพรรคทุกคนรับทราบถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์ของประชาชน

แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอนุมัติให้เบิกพยานบุคคลเพียง 1 คนจากที่ร้องขอไป 5 คน นายภูมิธรรมกล่าวว่ารัฐบาลเคารพการตัดสินใจของศาล และเชื่อมั่นว่าเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นพยานที่ได้รับการอนุมัติ จะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีได้

โดยสรุปแล้ว นายภูมิธรรมได้ย้ำถึงความเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรี และยืนกรานว่าไม่มีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือความโปร่งใส ความตั้งใจจริง และการยึดมั่นในหลักการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ

ดังนั้น สิ่งที่เราควรติดตามคือการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทย การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ย้ำไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” ใช้ความตั้งใจจริงพิสูจน์ ศาล รธน.

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถรับใต้ดิน หลังศาล รธน. นัด 29 ส.ค.

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ เมื่อ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. สืบเนื่องจากกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดลงมติในคดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน”

“อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รายงานความเคลื่อนไหวของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ที่กระทรวงวัฒนธรรม และในเวลา 12.25 น. ได้เดินทางไปยังอาคารรัฐสภาเพื่อติดตามการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2 และ 3 ซึ่งเป็นการพิจารณาวันแรก โดยเธอได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องรับรอง

ต่อมาในช่วงเวลาประมาณ 16.00 น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าวเกี่ยวกับผลการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โดยศาลรัฐธรรมนูญได้นัดลงมติและฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารได้ออกจากอาคารรัฐสภาโดยให้รถยนต์ส่วนตัวไปรับที่ชั้นใต้ดิน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสื่อมวลชน

ทำไม “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน?

การตัดสินใจของนางสาวแพทองธารที่ให้รถไปรับที่ชั้นใต้ดินนั้น สอดคล้องกับช่วงเวลาที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ประกาศนัดลงมติในคดีสำคัญ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลให้เธอต้องการหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์หรือตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวในขณะนั้น

ทั้งนี้ มีรายงานว่าในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นางสาวแพทองธารจะเดินทางไปยังรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อติดตามการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณ 2569 ในวันที่สองของการพิจารณา

สถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีสำคัญที่มีผลกระทบต่อการบริหารประเทศ

การที่ “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค. เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสถานการณ์ที่ซับซ้อน ซึ่งต้องอาศัยการวิเคราะห์และพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

คดีนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองของประเทศหรือไม่ คงต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

การที่นางสาวแพทองธาร เลือกที่จะหลีกเลี่ยงสื่อ อาจตีความได้หลายนัยยะ ไม่ว่าจะเป็นการต้องการลดแรงกดดันทางการเมือง หรือเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในภายหลัง

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การตัดสินใจของเธอในครั้งนี้ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการกระทำของนักการเมือง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้สามารถตัดสินใจและเลือกผู้แทนที่เหมาะสมในการนำพาประเทศไปสู่อนาคตที่ดีกว่า

ที่มา – “อิ๊งค์” ออกจากสภาฯ ให้รถมารับชั้นใต้ดิน หลังศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตา 29 ส.ค.

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์” 21 ส.ค.นี้

ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาคดีสำคัญ โดยได้นัดไต่สวนพยานบุคคลสำคัญสองท่าน ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารสิ้นสุดลงหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์-เลขาฯ สมช.” 21 ส.ค. นี้

ตามกำหนดการที่ประกาศออกมา ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์-เลขาฯ สมช.” 21 ส.ค. หากพยานทั้งสองไม่มาตามนัด จะถือว่าไม่ประสงค์จะเป็นพยานในคดีนี้ นอกจากนี้ ศาลฯ ยังได้กำหนดวันลงมติและฟังคำวินิจฉัยในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

คดีนี้มีความเป็นมาจากการที่ประธานวุฒิสภา ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ สืบเนื่องจากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธารกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568

สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 36 คน ได้เข้าชื่อเสนอคำร้อง โดยอ้างว่าจากคลิปเสียงดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของนายกรัฐมนตรี และอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทำให้ต้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารสิ้นสุดลงหรือไม่

ประเด็นสำคัญของการไต่สวน “อิ๊งค์” และเลขาฯ สมช.

การไต่สวนพยานบุคคลทั้งสองท่านในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาคดี โดยศาลรัฐธรรมนูญจะรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีนี้ได้อย่างใกล้ชิด

หากผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดี จะต้องยื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายในวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 หากไม่ยื่นภายในกำหนดจะถือว่าไม่ติดใจยื่น

ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. จะมีการแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ก่อนจะมีการนัดฟังคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนและฟังคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคลเท่านั้น

การพิจารณาคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลกระทบต่ออนาคตของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์-เลขาฯ สมช.” 21 ส.ค. จึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

การที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์-เลขาฯ สมช.” 21 ส.ค. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในสังคม

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์-เลขาฯ สมช.” 21 ส.ค. พร้อมนัดฟังคำวินิจฉัย 29 ส.ค.นี้

ปชช. ส่งผู้สมัคร เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย แน่นอน!

“ณัฐพงษ์” ยัน พรรคประชาชนส่ง เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขต 7 ขอตรวจสอบประวัติก่อนเปิดตัว โยนถาม “แพทองธาร” กระแสชิงลาออกก่อนศาล รธน. วินิจฉัย ชี้ ยุบสภาหรือไม่ อยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจ

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา ถึงการส่งผู้สมัคร เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย เขตเลือกตั้งที่ 7 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี ว่า พรรคประชาชนจะส่งผู้สมัครอย่างแน่นอน ซึ่งนายสรายุทธ ใจหลัก เลขาธิการพรรค จะดำเนินการส่งเอกสารผู้รับสมัครด้วยตนเอง ส่วนรายชื่อของผู้สมัคร ขณะนี้กรรมการบริหารกำหนดรายชื่อแล้วแต่ขอรอการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในการตรวจสอบประวัติย้อนหลังเพื่อให้เกิดความรอบคอบมากที่สุด

ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ ยังยืนยันถึงความมั่นใจในทุกสนามการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ ว่าอย่างน้อยจังหวัดเชียงรายก็เป็นพื้นที่ที่มี สส.ของพรรคประชาชน 3 คน ตนคิดว่าจะเดินหน้าหาเสียงเลือกตั้งอย่างเต็มที่ และหวังว่าจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ผู้สื่อข่าวถามถึงการพูดคุยของพรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านจะไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า อาจจะไม่มีการพูดคุยในแบบนั้นว่าจะส่งหรือไม่ เพราะเป็นการตัดสินใจของแต่ละพรรค ทุกพรรคมีสิทธิลงชิงสนามของตนเองอย่างเต็มที่ ตนเชื่อว่าทุกสนามการเลือกตั้งทุกพรรคคงไม่ยอมถอยให้ใคร หากว่าเชื่อมั่นในพื้นที่นั้นๆ

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังตอบคำถามถึงกระแสข่าวการชิงลาออกของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า การตัดสินใจจะลาออกหรือไม่ลาออกต้องถามที่ตัวของนายกรัฐมนตรี ส่วนตัวตอบแทนไม่ได้ ขณะที่แนวทางคำวินิจฉัยจะออกมาอย่างไรก็คงอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องรอติดตามสถานการณ์กันต่อไป

เมื่อถามต่อไป มีการประเมินไว้หรือไม่ว่าหลังจากผ่านการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะมีการยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีชิงลาออก นายณัฐพงษ์ ระบุว่า การตัดสินใจจะยุบสภาหรือไม่ อยู่ที่ทางรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย หากประเมินตามสถานการณ์ในปัจจุบัน ส่วนตัวเชื่อว่าอาจมีการพยายามพยุงรัฐบาลแบบนี้ไปก่อน แต่ว่าจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล

เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย

พรรคประชาชนมั่นใจ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย

การเลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นสนามที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง พรรคประชาชนแสดงความมั่นใจอย่างเต็มที่ในการส่งผู้สมัคร และพร้อมที่จะแข่งขันกับทุกพรรคการเมือง เพื่อช่วงชิงความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวน การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ในการส่งผู้สมัคร รวมถึงกระแสข่าวต่างๆ ที่เกิดขึ้น ยิ่งทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการ เลือกตั้งซ่อม สส.เชียงราย สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากช่องทางต่างๆ ของพรรคการเมือง และสื่อมวลชนที่รายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ จะเป็นอย่างไรต่อไปต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “เท้ง” ยัน ปชน. ส่งผู้สมัครเลือกตั้งซ่อมเชียงราย โยนถาม “อิ๊งค์” กระแสชิงลาออก

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนคดีคืนอำนาจ “อิ๊งค์”

“หมอเชิดชัย” สส.เพื่อไทย หวังศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด หากเป็นลบยังมี “ชัยเกษม” เป็นแผนสำรอง

วันที่ 12 สิงหาคม 2568 นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการประชุมศาลรัฐธรรมนูญประจำสัปดาห์ในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 ที่อาจจะพิจารณานัดฟังคำวินิจฉัยคดีถอดถอน น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กรณีคลิปสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ว่า อยากให้ศาลรัฐธรรมนูญชะลอการพิจารณาคดีดังกล่าวไว้ก่อน พร้อมทั้งให้ยกเลิกคำสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อให้กลับมามีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินในช่วงภาวะวิกฤติทั้งปัญหาสงครามชายแดน กรณีภาษีการค้าสหรัฐอเมริกา และแก้ปัญหาภายในประเทศต่างๆ ทั้งการปราบยาเสพติด คดีเขากระโดง ควรหยุดคดีนายกรัฐมนตรีไว้สัก 6 เดือน เมื่อแก้ปัญหาต่างๆ ผ่านไปแล้วค่อยนัดตัดสินคดีอีกครั้ง

นพ.เชิดชัย เผยต่อไปว่า การมีนายกรัฐมนตรีตัวจริงบริหารประเทศในภาวะวิกฤติ ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศมากกว่านายกรัฐมนตรีรักษาการแน่นอน ที่การบริหารงานไม่ราบรื่น อย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญเดินหน้าพิจารณาคดีนายกรัฐมนตรี และคำวินิจฉัยออกมาในทางลบต่อพรรคเพื่อไทย ก็มีแผนสำรองคือผลักดัน นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

แต่ถ้ายังมีการต่อต้านนายชัยเกษมอย่างหนัก จนยื้อต่อไม่ไหวจริงๆ คงต้องยุบสภา จึงอยากให้การเมืองนิ่งที่สุดเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ แต่เชื่อว่าสถานการณ์คงไม่เลวร้ายถึงขั้นนั้น ยังมั่นใจศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยนายกรัฐมนตรีไม่มีความผิด เช่นเดียวกับกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรีจะลาออกก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำตัดสิน ก็ไม่เป็นความจริง เป็นข่าวลือ ในพรรคไม่เคยคุยกันเรื่องนี้

ขณะเดียวกัน นพ.เชิดชัย ยังกล่าวถึงการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ระหว่างวันที่ 13-15 สิงหาคม 2568 นั้น เชื่อว่าจะผ่านไปด้วยดี ที่ประชุมพรรคเพื่อไทยกำชับ สส. และรัฐมนตรีให้อยู่ร่วมการประชุมตลอดเวลา และทุกพรรคอยากให้กฎหมายผ่าน พรรคร่วมรัฐบาลพร้อมรักษาองค์ประชุมอย่างเต็มที่ ไม่จำเป็นต้องยืมจมูกพรรคฝ่ายค้านหายใจ ขอให้ฝ่ายค้านอภิปรายอยู่ในหลักเกณฑ์ข้อบังคับการประชุม.

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนแรง พรรคเพื่อไทยได้ออกมาแสดงความหวังว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาเลื่อนการตัดสินคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรีออกไปก่อน เพื่อให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ในช่วงเวลาที่ประเทศกำลังเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน นี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทำไมเพื่อไทยถึงหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ?

เหตุผลหลักที่พรรคเพื่อไทยแสดงความหวังดังกล่าว คือ สถานการณ์วิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสงครามชายแดน ผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมถึงปัญหาภายในประเทศที่ยังต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วน การมีนายกรัฐมนตรีที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และการที่ศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดีออกไป จะช่วยให้นายกฯ “อิ๊งค์” สามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยยังมั่นใจว่า น.ส.แพทองธาร ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ และหากผลการตัดสินออกมาเป็นลบ ก็ยังมี “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นตัวเลือกสำรองในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อย่างไรก็ตาม พรรคยังคงหวังว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายถึงขั้นต้องยุบสภา และทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้

การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญ โดยเชื่อว่าจะได้รับการอนุมัติจากรัฐสภาด้วยดี และทุกฝ่ายจะให้ความร่วมมือในการรักษาองค์ประชุมเพื่อให้กฎหมายผ่านไปได้ด้วยดี

การเมืองไทยในขณะนี้เต็มไปด้วยความท้าทายและความไม่แน่นอน การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความหวังเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันและความต้องการที่จะให้ประเทศสามารถก้าวผ่านวิกฤตไปได้ด้วยดี

แม้สถานการณ์จะมีความซับซ้อน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมีความหวังว่าทุกอย่างจะคลี่คลายไปในทางที่ดี และประเทศจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย

เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด และพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ที่มา – เพื่อไทยหวังศาล รธน. เลื่อนตัดสินคดี คืนอำนาจนายกฯ แก้วิกฤติ เชื่อ “อิ๊งค์” ไม่ผิด

“สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออก ยันเพื่อไทยกำลังใจดี

“สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” จ่อลาออก ยันเพื่อไทยไม่กังวล กำลังใจยังดี

จากกระแสข่าวลือเรื่องการลาออกจากตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี “อิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร หลังการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2569 เสร็จสิ้น นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาปฏิเสธข่าวลือดังกล่าว พร้อมยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลใดๆ และกำลังใจของทุกคนยังดีเยี่ยม

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ท้องสนามหลวง โดยกล่าวถึงกระแสข่าวที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เตรียมที่จะลาออกจากตำแหน่ง หากร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ผ่านการพิจารณาจากสภาผู้แทนราษฎร ว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง และไม่มีผลกระทบใดๆ ต่อพรรคเพื่อไทย โดยนายสรวงศ์กล่าวว่า “ไม่มี วันนี้นายกรัฐมนตรีเองก็ยังมาร่วมทำบุญตักบาตร” ซึ่งเป็นการยืนยันว่านายกรัฐมนตรียังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ

นายสรวงศ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า ทางพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลเกี่ยวกับข่าวลือดังกล่าว และไม่ได้มีการพูดคุยกันในประเด็นนี้เป็นการภายในแต่อย่างใด ทั้งยังยืนยันอย่างหนักแน่นว่าข่าวลือเรื่อง “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออกไม่ได้ทำให้พรรคเพื่อไทยเสียกำลังใจแต่อย่างใด และกำลังใจของสมาชิกพรรคยังคงดีเยี่ยม โดยนายสรวงศ์ได้แสดงท่าทีให้เห็นถึงความมั่นใจด้วยการยกนิ้วโป้งขึ้นทั้งสองข้าง

ความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยต่อข่าวลือ “นายกฯ อิ๊งค์” ลาออก

การออกมาปฏิเสธข่าวลือของนายสรวงศ์ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจของพรรคเพื่อไทยในการบริหารประเทศ และความเชื่อมั่นในตัวของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร แม้ว่าจะมีกระแสข่าวลือต่างๆ เกิดขึ้น แต่พรรคเพื่อไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

  • ความสำคัญของเสถียรภาพทางการเมือง: เสถียรภาพทางการเมืองเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ การปล่อยข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริง อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและประชาชน
  • การทำงานเป็นทีม: การที่พรรคเพื่อไทยออกมาสนับสนุนและให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันภายในพรรค
  • การมุ่งเน้นไปที่การทำงาน: พรรคเพื่อไทยให้ความสำคัญกับการทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า

ข่าวลือเรื่อง “นายกฯ อิ๊งค์”​ แพทองธาร ชินวัตร ลาออก จึงถือเป็นอีกหนึ่งบททดสอบความแข็งแกร่งของพรรคเพื่อไทย และเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่าพรรคยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะนำพาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

โดยสรุปแล้ว พรรคเพื่อไทยภายใต้การนำของ “นายกฯ อิ๊งค์” ยังคงเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนอย่างเต็มที่ แม้จะต้องเผชิญกับข่าวลือและการโจมตีต่างๆ นานา การออกมาแสดงความมั่นใจและปฏิเสธข่าวลือของนายสรวงศ์ เทียนทอง จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ และจะยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศต่อไป

สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์นี้คือ ข่าวลือและการปล่อยข่าวที่ไม่เป็นความจริง อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นขององค์กรหรือบุคคลได้ ดังนั้น การตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือเผยแพร่ข่าวสารใดๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การมีความสามัคคีและการทำงานเป็นทีม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้องค์กรหรือบุคคลสามารถก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ไปได้อย่างราบรื่น

ที่มา – “สรวงศ์” ปัดข่าว “นายกฯ อิ๊งค์” จ่อลาออก ยันเพื่อไทยไม่กังวล กำลังใจยังดี

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 ลั่นไม่มีแผนสำรอง

“ภูมิธรรม” โต้ข่าว “แพทองธาร ชินวัตร” ชิงลาออกนายกฯ หลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 วาระ 3 บอกไม่เคยได้ยินใครพูด ถามสื่อเอาข่าวมาจากไหน ลั่นไม่มีแผนสำรองแคนดิเดต “ชัยเกษม” ทุกอย่างว่าตามกระบวนการ

วันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าว นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะลาออกหลังสภาผู้แทนราษฎรผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระ 3 โดยนายภูมิธรรม ถามกลับผู้สื่อข่าวว่าเอาข่าวมาจากไหน ไม่เคยมีกระแสข่าวนี้ และไม่เคยมีคนพูด น.ส.แพทองธาร ก็ไม่ได้พูด และก็พิสูจน์ตัวเอง จะไปเอาอะไรที่คนพูดกันนิดหน่อยมาเป็นกระแสในสังคมเพราะจะเป็นปัญหา

นายภูมิธรรม ยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดเรื่องนี้ และพรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นจะต้องเตรียมแผนอะไรรับมือเรื่องของศาล ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมปกติ ไม่ได้มีปัญหาอะไร ทุกอย่างก็เป็นไปตามกระบวนการ พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร อย่าไปทำให้มีประเด็นอะไรที่ทำให้เขารู้สึกว่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น

เมื่อถามย้ำว่าแผนสำรองแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียังเป็น นายชัยเกษม นิติสิริ อยู่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า “ไม่มีแผนสำรอง ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ”

“ภูมิธรรม” ย้ำชัด ไม่มีแผนสำรอง กรณี “อิ๊งค์” ลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569

จากกรณีที่มีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ภายหลังจากการที่สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ในวาระที่ 3 นั้น นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบโต้ข่าวลือดังกล่าวอย่างหนักแน่น โดยยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริงและไม่มีมูล

นายภูมิธรรม ได้กล่าวว่า เขาไม่เคยได้ยินข่าวลือนี้จากที่ใดมาก่อน และยังตั้งคำถามกลับไปยังผู้สื่อข่าวถึงแหล่งที่มาของข่าว พร้อมทั้งย้ำว่านางสาวแพทองธารเองก็ไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการลาออกจากตำแหน่งแต่อย่างใด นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้กล่าวถึงการทำงานของนางสาวแพทองธารว่า ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารประเทศ ดังนั้นการนำเอาข่าวลือที่ไม่มีมูลความจริงมากระพือในสังคมจึงเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดปัญหามากกว่า

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังได้ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมแผนการใดๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับศาล เนื่องจากทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใดๆ เป็นพิเศษ และขอให้ทุกฝ่ายอย่าสร้างประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความรู้สึกว่าจะมีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น

เมื่อถูกถามย้ำถึงความเป็นไปได้ที่นายชัยเกษม นิติสิริ จะเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำรอง นายภูมิธรรมได้ตอบอย่างชัดเจนว่า “ไม่มีแผนสำรอง ทุกอย่างว่าไปตามกระบวนการ” ซึ่งเป็นการยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยยังคงให้ความไว้วางใจในตัวนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป

การออกมาตอบโต้ข่าวลือของนายภูมิธรรมในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคเพื่อไทยในการสนับสนุนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร และเป็นการสยบข่าวลือที่อาจก่อให้เกิดความสับสนในสังคมได้เป็นอย่างดี การที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการข่าวสารได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุนได้เป็นอย่างมาก

ดังนั้น การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ข่าวลือที่ไม่เป็นความจริงส่งผลกระทบต่อสังคมโดยรวม

ที่มา – “ภูมิธรรม” โต้ข่าว “อิ๊งค์” ชิงลาออกหลังสภาผ่านงบประมาณ 2569 ลั่นไม่มีแผนสำรอง

Scroll to top