แม่ทัพภาคที่ 2

แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน

เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีข่าวที่น่าสนใจและเป็นขวัญกำลังใจอย่างยิ่งสำหรับเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน เมื่อ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้จัดพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ณ ปราสาทคนา และปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งจัดมอบแม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน” ให้กับกำลังพลทุกนายเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติภารกิจพิทักษ์อธิปไตยของชาติไทย

ความเป็นมาของการจัดสร้าง แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน”

การจัดสร้างวัตถุมงคลในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากความตั้งใจอันแน่วแน่ของกองทัพภาคที่ 2 ที่ตระหนักถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงได้ร่วมมือกับสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการรังสรรค์วัตถุมงคลอันศักดิ์สิทธิ์และเปี่ยมด้วยคุณค่าทางจิตใจ

ความขลังและความเมตตาของ แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน”

ความพิเศษของเหรียญรุ่นนี้ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ที่สวยงามเท่านั้น แต่อยู่ที่ความตั้งใจในการทำพิธีอย่างถูกต้องตามตำรับโบราณ โดยมีเรื่องราวที่น่าสนใจดังนี้:

  • ได้รับความเมตตาจากพระเกจิอาจารย์ชื่อดังมากกว่า 108 รูปทั่วประเทศ มาร่วมลงอักขระเลขยันต์
  • หลวงปู่ศิลา สิริจันโท และพระอาจารย์ต้อม ปภัสสโร ได้เมตตาลงอักขระยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้า และยันต์ทิพมนต์ที่มีพุทธคุณเด่นด้านแคล้วคลาดและอุปถัมภ์
  • ชื่อรุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน” ซึ่งได้รับการเมตตาตั้งชื่อโดยหลวงปู่ศิลา สื่อถึงความเก่งกาจ ชัยชนะ และโชคลาภที่ไร้ขีดจำกัด

นอกจากนี้ ยังมีการทำพิธีพลีมวลสารอย่างศักดิ์สิทธิ์ ณ วัดสวนธรรมปีติ จ.กาฬสินธุ์ และวัดท่าสะแบง จ.ร้อยเอ็ด เพื่อให้เหรียญทุกองค์เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความมงคลสำหรับผู้ที่ได้รับไปบูชา

ผมเชื่อว่าการที่แม่ทัพภาคที่ 2 และคณะกรรมการจัดสร้างได้มอบเหรียญรุ่นนี้ให้กับทหาร ไม่ใช่แค่การแจกวัตถุมงคลทั่วไป แต่เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยและเป็นขวัญกำลังใจที่ล้ำค่าที่สุดสำหรับผู้ปฏิบัติงานแนวหน้า เพื่อให้ทุกคนมีจิตใจที่เข้มแข็งและปลอดภัยจากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินครับ

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 มอบเหรียญยุทธบดินทร์-ศตวรรษ รุ่น “หนุมานแผลงฤทธิ์ รวยรวย ล้านล้าน”

พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

วันนี้ขอพาทุกท่านไปติดตามประเด็นร้อนที่หลายคนสนใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ “ปราสาทคนา” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสันปันน้ำบนเทือกเขาพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ล่าสุดทางโฆษกกองทัพบกและแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการ พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว โดยยืนยันชัดเจนว่าบันไดไม้ดังกล่าวถูกทำลายไปแล้วบางส่วน และพื้นที่ทั้งหมดขณะนี้อยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ไทยอย่างเบ็ดเสร็จ

จากการลงพื้นที่เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 คณะเจ้าหน้าที่ได้พาไปดูจุดต่างๆ ที่เคยเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายกัมพูชาในช่วงการสู้รบที่ผ่านมา โดยสิ่งที่พบคือหลักฐานการรุกล้ำอธิปไตย ทั้งเสบียงอาหารกระป๋องมากมายใต้หน้าผา และโครงสร้างโรงครัวที่ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการเข้ายึดครองพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญนี้

รายละเอียดการพิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ย้ำว่าพื้นที่แห่งนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์สูงมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงที่ได้เปรียบ ซึ่งกองทัพไทยได้ดำเนินการยึดคืนพื้นที่ได้สำเร็จ โดยปัจจุบันมีการวางแนวรั้วลวดหนาม 2 ชั้น เพื่อป้องกันการรุกล้ำ โดยเฉพาะในประเด็นเรื่อง พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น ปราสาทคนา ไทยคุมเข้มตลอดแนว นั้น ทางกองทัพได้ดำเนินการทำลายบันไดไม้ในช่วงการสู้รบไปแล้วกว่า 250 เมตร จากระยะทางทั้งหมด 450 เมตร เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงหลักของฝ่ายตรงข้าม

นอกจากนี้ คณะได้ร่วมไว้อาลัยแก่ ร.ต.เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ทหารกล้าที่เสียสละชีวิตในสมรภูมินี้ เพื่อแสดงความเคารพต่อวีรชนผู้ปกป้องอธิปไตยของชาติในภารกิจเจาะเส้นทางเข้าสู่ที่หมาย ซึ่งเต็มไปด้วยความยากลำบากท่ามกลางการตอบโต้ด้วยอาวุธหนัก

  • กองทัพติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง
  • พื้นที่ปราสาทคนาอยู่ในการควบคุมของหน่วยเฉพาะกิจทหารพราน กรมทหารบกที่ 26
  • กรมศิลปากรเข้าสำรวจและเตรียมบูรณะโบราณวัตถุที่พบ

ความมุ่งมั่นของกองทัพไทยในการเฝ้าตรวจและปกป้องอธิปไตยไม่ได้จบลงเพียงแค่การยึดพื้นที่คืน แต่ยังมีภารกิจสำคัญอื่นๆ อีก 3 ด้าน ได้แก่ การเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง การปรับปรุงที่มั่นให้ปลอดภัย และการเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อให้ประชาชนไทยมั่นใจได้ว่าชายแดนของเราจะมีความปลอดภัยและได้รับการดูแลอย่างเต็มกำลังความสามารถจากเหล่าทหารกล้าอย่างแน่นอน สำหรับใครที่เป็นห่วงสถานการณ์ชายแดน ก็สบายใจได้เลยครับว่าสถานการณ์ในตอนนี้เราคุมอยู่หมัดครับ

ที่มา – พิสูจน์บันไดไม้ 1,181 ขั้น “ปราสาทคนา” ทบ.ยืนยันถูกทำลายแล้ว ไทยยึดครองทั้งหมดตลอดแนว

จุดประทัดเตือน 3 นัด ทหารกัมพูชายั่วยุชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาใกล้จุดช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อจุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่ไม่ควรมี โดยทหารไทยยึดมั่นในหลักสันติวิธีและข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม

จากข้อมูลของกองทัพบกไทย เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้แถลงถึงเหตุการณ์ที่ชายแดนช่องจอม โดยระบุว่าหน่วยเฝ้าระวังได้รับแจ้งจากชุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ฝ่ายกัมพูชาจะนำคณะทูตเข้าตรวจพื้นที่ใกล้แนวรบของไทย เวลา 10.00 น. ทหารไทยจึงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

แต่แล้วทหารกัมพูชาก็ทำการยั่วยุ โดยเข้าใกล้แนวลวดหนามของฝ่ายไทย ซึ่งขัดต่อข้อตกลงที่เคยแจ้งเตือนและทำความเข้าใจกันไว้แล้ว แม้จะเตือนหลายครั้ง แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงกระทำซ้ำ ทางทหารไทยจึงต้องจุดประทัดเตือน 3 นัด ตามขั้นตอนมาตรฐาน เพื่อส่งสัญญาณให้ถอยห่าง ส่งผลให้ฝ่ายนั้นถอยออกจากพื้นที่ทันที

ขั้นตอนการตอบโต้เหตุการณ์จุดประทัดเตือน 3 นัด ทหารกัมพูชายั่วยุ

การจัดการของทหารไทยในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการรักษาความสงบ โดยมีขั้นตอนชัดเจน ดังนี้:

  • เฝ้าระวังล่วงหน้า: ได้รับแจ้งล่วงหน้าเรื่องคณะทูต จึงเตรียมพร้อมทันที
  • แจ้งเตือนด้วยวาจา: เตือนหลายครั้งก่อนดำเนินการขั้นต่อไป
  • จุดประทัดเตือน 3 นัด: ใช้สัญญาณไม่รุนแรงตามคู่มือปฏิบัติ
  • รายงานผู้บังคับบัญชา: ส่งข้อมูลให้กองกำลังสุรนารีและกองทัพภาคที่ 2
  • ออกหนังสือประท้วง: จัดการทางการทูตอย่างเป็นทางการ

หลังจากนั้น กองทัพบกได้ออกหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชา เรียกร้องให้เคารพข้อตกลงตามถ้อยแถลงร่วม โฆษกฯ เน้นย้ำว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าฝ่ายไทยรุนแรง ซึ่งไม่เป็นความจริง ไทยยึดหลักกติกาเสมอ แต่สงวนสิทธิ์ป้องกันตนเองตามกฎสากล

ชายแดนช่องจอมเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เชื่อมโยงการค้าชายแดนและประชาชนทั้งสองฝ่าย ปัญหานี้ไม่ใช่ครั้งแรก ในอดีตเคยมีข้อพิพาทปราสาทพระวิหารและพื้นที่ใกล้เคียงที่ทำให้เกิดความตึงเครียด การยั่วยุครั้งนี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของเกมการเมืองภายในกัมพูชา หรือทดสอบปฏิกิริยาของไทย แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ไทยต้องรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของพี่น้องชาวสุรินทร์

ประโยชน์ของการใช้ประทัดเตือนคือไม่ก่อให้เกิดการสูญเสีย แต่ส่งสัญญาณชัดเจน นอกจากนี้ยังช่วยลดโอกาสบานปลายเป็นความขัดแย้งใหญ่ ข้อตกลงชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีมานาน ต้องได้รับการเคารพจากทุกฝ่ายเพื่อสันติภาพในภูมิภาคอาเซียน

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม แสดงให้เห็นถึงความมืออาชีพของกองทัพไทย ที่เลือกใช้วิธีอ่อนนุ่มแต่เด็ดขาด หวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะเรียนรู้และหลีกเลี่ยงการยั่วยุในอนาคต เพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตชายแดนไทย-กัมพูชาได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – จุดประทัดเตือน 3 นัด “ทหารกัมพูชา” ยั่วยุฝ่ายไทย เข้าใกล้แนวลวดหนามชายแดนช่องจอม

ทหารเจ็บเพิ่ม เหยียบกับระเบิดขาขาด “ช่องระยี”

เกิดเหตุเศร้าอีกครั้งในพื้นที่ชายแดนใต้ เมื่อมีรายงาน ทหารเจ็บเพิ่ม เหยียบกับระเบิดขาขาดในพื้นที่ “ช่องระยี” จังหวัดสุรินทร์ ล่าสุดกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการว่า ไม่ใช่การวางระเบิดใหม่ แต่เป็นระเบิดเก่าที่ฝังตัวอยู่ในดินมานาน พร้อมใบไม้ทับถม ทำให้ตรวจจับได้ยาก สร้างความตื่นตัวให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเพิ่มมาตรการความปลอดภัย

ทหารเจ็บเพิ่ม เหยียบกับระเบิดขาขาดในพื้นที่ “ช่องระยี” ตรวจพบไม่ใช่การวางใหม่

จากโพสต์บนเพจเฟซบุ๊กของ กองทัพภาคที่ 2 เมื่อเวลา 08.52 น. วันที่ระบุเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 06.44 น. ณ พื้นที่ช่องระยี อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ กำลังพลของฝ่ายไทยที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของเรา ได้ประสบอุบัติเหตุเหยียบกับระเบิด จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยสูญเสียขาขวาไป 1 นาย

รายละเอียดการตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ

ทีมตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ระเบิดดังกล่าวเป็นทุ่นระเบิดที่ฝังอยู่ในดินลึก และถูกปกคลุมด้วยใบไม้ที่ทับถมมานาน ทำให้ยากต่อการตรวจพบในช่วงเวลาที่ผ่านมา ไม่ใช่การวางใหม่ อย่างแน่นอน ซึ่งอาจเป็นของตกค้างจากเหตุการณ์ในอดีตในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ช่องระยีถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ มีประวัติความขัดแย้งและการก่อเหตุในอดีต ส่งผลให้ยังมีวัตถุระเบิดตกค้างจำนวนมาก แม้หน่วยทหารจะมีการลาดตระเวนอย่างต่อเนื่อง

  • เวลาเกิดเหตุ: 06.44 น. วันที่ 27 ก.พ. 2569
  • สถานที่: ช่องระยี อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์
  • อาการบาดเจ็บ: สูญเสียขาขวา บาดเจ็บสาหัส
  • ผลตรวจสอบ: ระเบิดเก่า ฝังลึก มีใบไม้ทับถม
  • การช่วยเหลือ: นำส่งโรงพยาบาลใกล้เคียงทันที ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

หลังเกิดเหตุ หน่วยที่เกี่ยวข้องได้เร่งนำตัวผู้บาดเจ็บส่งรักษาที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุดอย่างเร่งด่วน และกำลังติดตามอาการอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มมาตรการเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงสูงอย่างช่องระยี ซึ่งเป็นจุดผ่านแดนธรรมชาติระหว่างไทยกับกัมพูชา

บริบทพื้นที่ “ช่องระยี” และความเสี่ยงจากระเบิดตกค้าง

พื้นที่ช่องระยีในอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เป็นหนึ่งในจุดชายแดนที่สำคัญ มีลักษณะเป็นช่องเขาและป่าทึบ ทำให้การลาดตระเวนและตรวจค้นวัตถุระเบิดทำได้ยาก ในอดีตเคยมีเหตุการณ์ความขัดแย้งชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึงปัญหาชายแดนใต้ที่อาจมีการลักลอบก่อเหตุ ส่งผลให้มีระเบิดและทุ่นต่อต้านบุคคลเก่าตกค้างจำนวนมาก แม้กองทัพจะมีการกำจัดอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ซับซ้อน ยังคงมีความเสี่ยงอยู่

เหตุการณ์ ทหารเจ็บเพิ่ม เหยียบกับระเบิดขาขาดในพื้นที่ “ช่องระยี” ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความทุลักทุเลของเหล่าทหารไทยที่เสียสละเพื่อปกป้องชายแดน แม้จะต้องเผชิญความเสี่ยงสูง แต่พวกเขาก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ การชี้แจงจากกองทัพภาคที่ 2 ยังช่วยลดกระแสข่าวลือที่อาจเกิดขึ้น โดยยืนยันว่าไม่ใช่การก่อเหตุใหม่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีในการรักษาความสงบสุขในพื้นที่

เพื่อป้องกันเหตุการณ์ซ้ำรอย หน่วยทหารควรเพิ่มการใช้เทคโนโลยีตรวจจับระเบิด เช่น เครื่องตรวจจับโลหะขั้นสูง หุ่นยนต์สำรวจ หรือโดรนตรวจการณ์ รวมถึงการฝึกอบรมกำลังพลให้ตระหนักถึงอันตรายจากวัตถุระเบิดเก่า นอกจากนี้ การประสานงานกับหน่วยงานกัมพูชาเพื่อกำจัดทุ่นระเบิดร่วมกันก็น่าจะเป็นทางออกระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยทหารไทยที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล พวกเขาคือด่านหน้าในการปกป้องชาติ หวังว่าผู้บาดเจ็บจะหายดีเร็ววัน และขอให้มีมาตรการที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น หากคุณสนใจข่าวสารด้านความมั่นคงชายแดน ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตล่าสุด และอย่าลืมแชร์เพื่อสร้างความตระหนักให้สังคม

ที่มา – ทหารเจ็บเพิ่ม เหยียบกับระเบิดขาขาดในพื้นที่ “ช่องระยี” ตรวจพบไม่ใช่การวางใหม่

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวใช้อาวุธปืนช่องอานม้า

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องร้อนๆ ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาเลยครับ กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวใช้อาวุธปืนต่อกำลังพลกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า หลังจากมีข่าวลือแพร่กระจายในโซเชียลว่ามีการปะทะใช้อาวุธจริง แต่ทางกองทัพภาคที่ 2 ออกมาชี้แจงทันที ยืนยันว่าไม่มีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น ทหารไทยปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยับยั้งชั่งใจสุดๆ และยึดมั่นในกลไกความร่วมมือชายแดนอย่างเคร่งครัด

กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวใช้อาวุธปืนต่อกำลังพลกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า

จากเพจเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของ กองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ได้โพสต์ชี้แจงกรณีดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยระบุว่า "ไม่ปรากฏการใช้อาวุธปืนต่อกำลังพลกัมพูชาตามที่ถูกกล่าวอ้าง" หน่วยทหารในพื้นที่ยึดปฏิบัติตามกฎการใช้กำลังอย่างเคร่งครัด และพร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกัน นี่คือการแสดงออกถึงความโปร่งใสและรับผิดชอบของทหารไทยเลยครับ

รายละเอียดการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย

กองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่าทุกหน่วยปฏิบัติด้วย ความยับยั้งชั่งใจ สูงสุด เพื่อรักษาบรรยากาศความสงบสุขตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่敏感ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ การเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อนอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิด สร้างความตึงเครียดไม่จำเป็น และกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองชาติ

  • ไม่มีรายงานการใช้อาวุธปืนใดๆ ต่อฝั่งกัมพูชา
  • ทหารไทยยึดกลไกความร่วมมือชายแดน GBC (General Border Committee) อย่างเคร่งครัด
  • พร้อมเปิดเผยข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยกัมพูชา
  • ขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ

ช่องอานม้าคือพื้นที่อะไร ทำไมถึงเป็นประเด็น?

ช่องอานม้า หรือที่รู้จักในชื่อ An Ma Pass ตั้งอยู่ในอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ เป็นช่องเขาธรรมชาติที่เป็นจุดผ่านแดนสำคัญระหว่างไทยกับกัมพูชา พื้นที่นี้เคยมีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนมาบ้างในอดีต แต่ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายร่วมกันดูแลเพื่อป้องกันการลักลอบและรักษาความสงบ โดยมีด่านตรวจชายแดนไทยประจำการอย่างต่อเนื่อง กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวใช้อาวุธปืนต่อกำลังพลกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า จึงเป็นการยืนยันชัดเจนว่าทุกอย่างยังปกติสุข

ในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวปลอมแพร่กระจายเร็วมาก สร้างความสับสนให้ประชาชนและอาจจุดชนวนความขัดแย้งได้ กองทัพภาคที่ 2 จึงรีบออกมาชี้แจงทันที เพื่อไม่ให้ข่าวลือบานปลาย นอกจากนี้ ยังเตือนว่าการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยันอาจมีผลกระทบร้ายแรงต่อความมั่นคงชายแดน

ความสำคัญของความร่วมมือชายแดนไทย-กัมพูชา

ไทยและกัมพูชามีประวัติศาสตร์ยาวนานในการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนผ่านกลไกทวิภาคี เช่น JBC (Joint Boundary Committee) และ GBC ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดได้หลายครั้ง เช่น กรณีปราสาทพระวิหารในอดีต การปฏิบัติของทหารไทยในครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ดี แสดงให้เห็นถึงวินัยและความเป็นมืออาชีพ

นอกจากช่องอานม้าแล้ว พื้นที่ชายแดนอื่นๆ อย่างตราด-เกาะกง หรืออุบลราชธานี-พระวิหาร ก็ต้องอาศัยความร่วมมือเช่นกัน หากทุกฝ่ายยึดมั่นในสันติภาพ เราจะมีชายแดนที่สงบสุขต่อไป

สำหรับผมแล้ว การโต้ข่าวแบบนี้ของกองทัพภาคที่ 2 เป็น insight ที่น่าสนใจมาก แสดงให้เห็นว่าทหารไทยไม่ใช่แค่รักษาชายแดน แต่ยังรักษาความจริงและความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านด้วย สุดยอดเลยครับ! ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือเห็นข่าวชายแดนแบบนี้ ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างนะ อย่าลืมติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 โต้ข่าวใช้อาวุธปืนต่อกำลังพลกัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า

ไฟป่าใกล้ปราสาทคนา เสียงปะทุคล้ายกระสุนปืนเล็ก

เกิดเหตุไฟป่าใกล้ปราสาทคนาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้เกิดเสียงปะทุคล้ายกระสุนปืนเล็กเป็นระยะ สร้างความตื่นตัวให้กับหน่วยงานทหารและประชาชนในพื้นที่ ล่าสุดกองทัพภาคที่ 2 ได้ออกแถลงการณ์แจ้งเตือนสถานการณ์นี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายติดตามอย่างใกล้ชิด

ไฟป่าใกล้ปราสาทคนา ฝั่งกัมพูชาเสียงปะทุไม่ขาดสาย

จากรายงานของเพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ระบุว่า เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 2569 เวลาประมาณ 21.00 น. เกิดเหตุไฟไหม้ป่าด้านทิศตะวันออกของปราสาทคนา ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ฝั่งกัมพูชาใกล้ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ของไทย ในระหว่างนั้นมีรายงานเสียงปะทุดังคล้ายกระสุนปืนเล็กดังเป็นระยะๆ

เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า สาเหตุของเสียงดังกล่าวน่าจะมาจากสรรพาวุธที่หลงเหลือเก่าแก่ในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถูกความร้อนจากไฟป่าทำให้เกิดการระเบิดขึ้นเอง พื้นที่ดังกล่าวเคยเป็นสมรภูมิรบในอดีต โดยเฉพาะช่วงสงครามเขมรแดงและความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้มีระเบิด มินส์ และกระสุนปืนฝังตัวอยู่ในดินมานานหลายสิบปี

สาเหตุและความเสี่ยงจากไฟป่าใกล้ปราสาทคนา

ไฟป่าในบริเวณนี้มักเกิดจากปัจจัยธรรมชาติ เช่น ลมแรง ฟ้าผ่า หรือมนุษย์ เช่น การเผาเพื่อเตรียมพื้นที่เกษตรกรรม โดยเฉพาะในฤดูแล้งที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนภาคอีสานเผชิญภัยแล้งรุนแรง ทำให้ไฟลุกลามได้ง่าย เมื่อไฟกระทบวัตถุระเบิดเก่า จะเกิดการปะทุแบบ chain reaction สร้างอันตรายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สิน

  • ความเสี่ยงหลัก: เสียงปะทุคล้ายยิงปืน ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก คิดว่าเป็นการปะทะชายแดน
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: ทำลายป่าไม้ สัตว์ป่า และเพิ่มมลพิษทางอากาศ
  • อันตรายต่อเจ้าหน้าที่ดับไฟ: ต้องหยุดปฏิบัติการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย
  • ประวัติศาสตร์พื้นที่: ปราสาทคนาหรือ Ta Kan Temple เป็นโบราณสถานเขมรใกล้ปราสาทศรีโคเทะ ไทย อาจกระทบมรดกทางวัฒนธรรม

กองทัพภาคที่ 2 ย้ำให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากช่องทางอย่างเป็นทางการเท่านั้น และอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์ หากไฟลุกลามอาจต้องประสานงานข้ามพรมแดนกับกัมพูชาเพื่อดับไฟร่วมกัน

มาตรการป้องกันไฟป่าใกล้ปราสาทคนาในอนาคต

เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์เช่นนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเพิ่มมาตรการ ดังนี้

  • สำรวจและกำจัดวัตถุระเบิดเก่าในพื้นที่เสี่ยง โดยทีม EOD (หน่วยกำจัดวัตถุระเบิด)
  • รณรงค์ไม่เผาป่าในฤดูแล้ง และใช้เทคโนโลยีเฝ้าระวังไฟป่าด้วยโดรนและเซ็นเซอร์
  • สร้างแนวกันไฟกั้นบริเวณชายแดน และฝึกอบรมชุมชนในการรับมือภัย
  • ความร่วมมือระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้กรอบ ASEAN เพื่อจัดการปัญหาข้ามแดน

เหตุการณ์ไฟป่าใกล้ปราสาทคนาครั้งนี้เตือนใจให้เราตระหนักถึงความเปราะบางของพื้นที่ชายแดนที่เต็มไปด้วยมรดกสงคราม ในขณะที่โลกกำลังเผชิญวิกฤต气候变化 ไฟป่าจะยิ่งรุนแรงขึ้น การจัดการเชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็น

สุดท้ายนี้ ผู้เขียนเห็นว่าสถานการณ์นี้เป็นโอกาสดีในการเร่งรัดโครงการกำจัดระเบิดชายแดน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชนและนักท่องเที่ยว หากคุณอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง โปรดติดตามประกาศจากหน่วยงานราชการ และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณไฟป่าเพื่อความปลอดภัย สนับสนุนการอนุรักษ์ป่าไม้ชายแดนด้วยการแบ่งปันข้อมูลนี้ให้เพื่อนๆ ทราบนะครับ

ที่มา – เผยเหตุไฟป่าใกล้ “ปราสาทคนา” ฝั่งกัมพูชามีเสียงปะทุ คล้ายกระสุนปืนเล็กเป็นระยะ

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3 กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังเกิดเหตุลูกระเบิดขนาด 40 มม. จากฝั่งกัมพูชาตกลงใกล้ฐานปฏิบัติการทหารไทย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 โชคดีที่ไม่มีกำลังพลไทยบาดเจ็บ แต่เหตุการณ์นี้จุดประกายความกังวลให้ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะหมู่บ้านต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ที่ยังคงใช้ชีวิตตามปกติแต่จับตาข่าวสารทุกฝีก้าว

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3

จากรายงานของกองทัพบกผ่านกองทัพภาคที่ 2 เหตุเกิดเวลาประมาณ 10.20 น. ลูกระเบิดตกใกล้ฐานไทย ทหารไทยเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ตามกฎการใช้กำลังทันที พร้อมประสานผู้บังคับบัญชากัมพูชาในพื้นที่ ฝั่งกัมพูชาอ้างว่าเป็นความผิดวินัยของกำลังพลชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ามาประจำการ และได้ตักเตือนแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันว่า ยังไม่มีคำสั่งอพยพจากหน่วยงานราชการหรือฝ่ายความมั่นคง ทำให้ทุกคนยังอยู่ที่เดิม แต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเคยปะทะกันมาแล้ว 2 รอบใหญ่ โดยเฉพาะกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ทำให้ชาวบ้านหวั่นเกรงว่าจะลุกลามเป็นรอบที่ 3 โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งใหญ่ของไทย ชาวบ้านมองว่ากัมพูชาอาจฉวยโอกาสช่วงที่ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านการเมือง

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน ชื่นชมทหารไทยใจสู้

นายศักดิ์ชัย เถาว์คำ ชาวบ้านในพื้นที่ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวอย่างตรงไปตรงมา “ผมไม่พอใจมากที่กัมพูชาทำแบบนี้กับไทย ควรต่างฝ่ายต่างอยู่ดีกว่า ทหารไทยควรโต้ตอบบ้าง เพื่อแสดงว่าเรารักชาติ รักแผ่นดิน มีประชาธิปไตย และไม่เคยรุกรานใครก่อน” เขาไม่เชื่อคำอธิบายฝั่งกัมพูชาว่าเกิดจากไฟไหม้โดนระเบิดที่วางไว้ มองว่าเป็นการจงใจทำลายขวัญกำลังใจทหารไทย

นายศักดิ์ชัยยังชื่นชมทหารไทยว่า “อดทนและใจสู้มาก ดีกว่านักการเมืองที่พูดอย่างเดียวแต่ไม่ทำอะไร ขอให้กำลังใจทหารเต็มที่ อย่านิ่งเฉย อย่าเชื่อนักการเมืองทำตามคำพูด” เขาคาดว่าปะทะรอบ 3 อาจเกิดหลังเลือกตั้งไทย เพราะกัมพูชาควรรอให้ไทยเลือกผู้นำเสร็จ หากไม่รอแสดงถึงไร้จริยธรรมและคุณธรรม

  • จุดสำคัญของเหตุการณ์: ลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐานไทย ไม่มีผู้บาดเจ็บ
  • ไทยประสานกัมพูชาเรียบร้อย ฝั่งตรงข้ามรับผิดชอบ
  • ชาวบ้านไม่ अพยพ แต่เฝ้าดูสถานการณ์ใกล้ชิด
  • คาดปะทะรอบ 3 หลังเลือกตั้งไทย
  • ชื่นชมทหารไทยอดทน เรียกร้องให้แสดงจุดยืน

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงจุดยืนชัดเจนต่อกัมพูชา เพื่อปกป้องอธิปไตยแผ่นดิน โดยเฉพาะพื้นที่พิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน สถานการณ์แบบนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของกองทัพไทยที่คอยปกป้องชาติอย่างเงียบๆ แต่หนักแน่น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ชายแดนนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสงบสุขของเราขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของทหารและความสามัคคีของประชาชน อย่าปล่อยให้ปัญหาถูกมองข้าม คุณคิดอย่างไรกับ ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3 นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัพเดทข่าวสารชายแดนไทย-กัมพูชาเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3 คาดอาจเกิดหลังเลือกตั้ง

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” บาดเจ็บจาก BM-21

จากเหตุการณ์ปะทะชายแดนที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินเรื่องราวของ “พลทหารปรียวัฒน์ จงทิพย์” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ วันนี้เราจะพาไป เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า และเจาะลึกเรื่องราวชีวิตของเขา

พลทหารลี่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 สะเก็ดระเบิด BM-21 ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณคอ แม้จะได้รับบาดเจ็บหนัก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีกำลังใจดีเยี่ยมและพร้อมที่จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

หลังจากการรักษาตัวเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสุรินทร์ พลทหารลี่ได้รับข้อเสนอให้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ในกรุงเทพฯ แต่เขาตัดสินใจที่จะอยู่รักษาตัวที่สุรินทร์ต่อไป เพราะเป็นห่วงครอบครัวที่บ้านเกิด ไม่อยากให้แม่และน้องๆ ต้องลำบากเดินทางไกลมาเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านของพลทหารลี่ ที่บ้านหนองซำ ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ พบว่าเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว สภาพค่อนข้างทรุดโทรม หลังคารั่ว ฝาบ้านทำจากแผ่นยิปซั่ม ห้องครัวยังใช้เตาฟืนในการประกอบอาหาร สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก

นางอร อินทร์สำราญ ลูกพี่ลูกน้องของแม่พลทหารลี่ เล่าว่า พลทหารลี่เป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และเป็นเสาหลักของครอบครัว เมื่อได้รับเงินเดือนก็จะส่งให้แม่ใช้จ่ายเสมอ

ความเสียสละของพลทหารลี่ นักรบแนวหน้า

น.ส.นวล มหาวงศ์ แม่ของพลทหารลี่ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ลูกชายเป็นคนดี เสียสละเพื่อชาติ และเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องอธิปไตยของไทย เธอบอกว่ารู้สึกเสียใจและตกใจมากเมื่อทราบข่าวว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายปลอดภัย

พลทหารลี่ยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับบาดเจ็บว่า รู้สึกชาไปทั้งตัวและคิดว่าจะไม่รอด แต่โชคดีที่เพื่อนทหารเข้ามาช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที เขาต้องเย็บแผลกว่า 200 เข็ม และยังต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาไทรอยด์เป็นพิษอีก

ถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นทหารต่อไป เขาได้สมัครเข้าโรงเรียนนายสิบ และตั้งใจที่จะกู้เงินมาซ่อมแซมบ้านให้แม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย

พลทหารลี่ยังฝากขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้เขาและทหารไทยทุกคน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

เรื่องราวของ พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ เป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ความเสียสละและความมุ่งมั่นของเขาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นหลัง

ทุกคนสามารถร่วมเป็นกำลังใจและส่งแรงใจให้กับพลทหารลี่และทหารกล้าทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติของเราได้

พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ที่บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งและความรักชาติอย่างเต็มเปี่ยม

ที่มา – เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนตามาเรีย–สัตตะโสม

พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ติดตามสถานการณ์ ให้กำลังใจ พร้อมพักค้างคืนกับกำลังพลที่หน้าแนว

วันที่ 7 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เฟซบุ๊กเพจ “กองทัพภาคที่ 2” เผยแพร่ภาพของ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ขณะลงพื้นที่แนวตามาเรีย–สัตตะโสม อยู่ร่วมกับกำลังพล ใช้ชีวิตเรียบง่าย ให้กำลังใจ และกำชับการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย เพราะเป็นพื้นที่ที่เคยทำงานและปฏิบัติการมาก่อน

ทั้งนี้ พลโทวีระยุทธ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจเยี่ยมกำลังพลแนวตามาเรีย–สัตตะโสม ติดตามสถานการณ์จริง เข้าใจภูมิประเทศจากประสบการณ์ตรง พร้อมกำชับการปฏิบัติภารกิจอย่างรอบคอบและปลอดภัยสูงสุด

แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม

การลงพื้นที่ของแม่ทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างใกล้ชิด การที่ผู้นำระดับสูงลงมาสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของทหาร ทำให้เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงานมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งมีประสบการณ์ในพื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม มาก่อน ได้กำชับการปฏิบัติงานด้วยตนเอง ย่อมเป็นการเพิ่มความมั่นใจและความปลอดภัยในการปฏิบัติภารกิจ

ความสำคัญของพื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม

พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ การรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ดังกล่าวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด การที่กองทัพภาคที่ 2 ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติงานในพื้นที่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการดูแลความมั่นคงของประเทศ

นอกเหนือจากการตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจกำลังพลแล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกับประชาชนในพื้นที่ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาและความมั่นคงในระยะยาว การที่ทหารและประชาชนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จะทำให้การปฏิบัติภารกิจต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การที่ แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม ไม่ใช่แค่การตรวจเยี่ยมตามปกติ แต่เป็นการแสดงออกถึงความผูกพันและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา การกระทำเช่นนี้ย่อมสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้กับกำลังพล และเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้ใต้บังคับบัญชานำไปปฏิบัติตาม

การลงพื้นที่ครั้งนี้ของ พลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 สะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน และการให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของทหารกล้าที่เสียสละเพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

หากคุณต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานของกองทัพภาคที่ 2 สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมต่างๆ ได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” เพื่อเป็นกำลังใจให้พวกเขาเหล่านั้นที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม เป็นภาพที่น่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชาที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างแท้จริง

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ค้างคืนอยู่กับลูกน้องในฐานปฏิบัติการ พื้นที่ตามาเรีย–สัตตะโสม

Scroll to top