แม่ทัพภาคที่ 2

ชันสูตรร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350 ก่อนส่งกลับ

นำร่าง 2 กำลังพล “วีรบุรุษเนิน 350” ตรวจชันสูตรที่ รพ.สุรินทร์ ก่อนทำพิธีส่งกลับภูมิลำเนาในวันพรุ่งนี้ ด้านครอบครัว “จ่าเริง” รีบเดินทางมารอรับ บอกดีใจมากที่นำร่างสามีออกมาได้

จากกรณีที่ กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์แนวชายแดน พื้นที่ปราสาทตาควาย บริเวณเนิน 350 ซึ่งหน่วยมีการจัดกำลังเข้ากวาดล้าง จำนวน 3 ที่หมาย ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เป็นต้นมา ผลการปฏิบัติขั้นต้นสามารถควบคุมได้ 2 ที่หมาย คือ ปราสาทตาควาย และที่รวมพลของทหารกัมพูชา และในทันทีที่เข้ากวาดล้างที่หมายสุดท้าย คือ เนิน 350 ได้ถูกฝ่ายกัมพูชา ตอบโต้อย่างรุนแรง จนทำให้ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ซึ่งเป็นกำลังพลจากหน่วย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 เสียชีวิตขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ และหลังจากที่หน่วยได้พยายามใช้ปฏิบัติการทหารเข้าควบคุมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 2568 หน่วยจึงสามารถควบคุมพื้นที่เนิน 350 ไว้ได้ และได้นำร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 2 นาย ออกจากพื้นที่การรบ เมื่อเวลาประมาณ 12.00 นาฬิกา ของวันนี้ นั้น

ต่อมา เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ เจ้าหน้าที่ได้นำร่าง จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา วีรบุรุษเนิน 350 ซึ่งเป็นกำลังพลจากหน่วย กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 23 ที่เสียชีวิตขณะเข้าปฏิบัติหน้าที่ มาชันสูตรพร้อมกับตกแต่งบาดแผล ก่อนจะนำกลับไปไว้ที่โรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน

ขณะเดียวกันครอบครัวของ จ.ส.อ. สำเริง คลังประโคน ก็ได้เดินทางจากจังหวัดบุรีรัมย์ เข้ามาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ โดย ภรรยา จ.ส.อ. สำเริง เผยว่า บนบานไว้ว่าขอให้เจอศพและนำออกมาให้ได้ซึ่งก็สำเร็จ ตนดีใจมากที่ได้ร่างสามีออกมาได้

จากนั้น เวลา 18.30 น. รถโรงพยาบาลค่ายวีรวัฒน์โยธิน มารับร่าง จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ไปเก็บไว้ เพื่อในวันพรุ่งนี้ จะมีพิธีกองทหารเกียรติยศ ส่งร่างผู้เสียชีวิตไปประกอบพิธีทางศาสนา ณ ภูมิลำเนาต่อไป โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธี

นำร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350 ตรวจชันสูตร ก่อนส่งกลับ

การเสียสละของ จ.ส.อ.สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา ในครั้งนี้ ถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพไทย และเป็นความสูญเสียของครอบครัวและคนใกล้ชิด การปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญและเสียสละของทั้งสองท่าน จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาติไทยตลอดไป

สิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวกับการชันสูตรร่าง 2 วีรบุรุษเนิน 350

การชันสูตรศพมีความสำคัญอย่างยิ่งในการหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง และเป็นกระบวนการที่จำเป็นเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว ในกรณีของ วีรบุรุษเนิน 350 การชันสูตรจะช่วยยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด และเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย

นอกจากนี้ การชันสูตรยังอาจนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการด้านความปลอดภัยและการฝึกอบรมของทหาร เพื่อป้องกันการสูญเสียในอนาคต การเรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนากองทัพให้มีความพร้อมและสามารถปกป้องประเทศชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พิธีส่งร่าง วีรบุรุษเนิน 350 กลับภูมิลำเนาในวันพรุ่งนี้ จะเป็นพิธีที่สมเกียรติและแสดงความเคารพต่อความกล้าหาญและความเสียสละของทั้งสองท่าน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและญาติมิตรของผู้เสียชีวิต

การจากไปของวีรบุรุษทั้งสองท่านเป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของความสามัคคีและความเสียสละเพื่อส่วนรวม การร่วมมือกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย คือสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดีของวีรชนผู้กล้าหาญเหล่านี้

ที่มา – นำร่าง 2 กำลังพล “วีรบุรุษเนิน 350” ตรวจชันสูตร ก่อนทำพิธีส่งกลับภูมิลำเนาพรุ่งนี้

สดุดี! พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ วีรบุรุษชายแดนใต้

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพจากเหตุปะทะเดือดบน “เนิน 677” ช่องอานม้า เดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด จ.นราธิวาส เพื่อร่วมปกป้องอธิปไตย สมัครรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระแม่

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 จากกรณีที่มีรายงานว่า บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า เนื่องจากฝั่งกัมพูชาพยายามจะเข้ามายึดพื้นที่เนิน 677 ทำให้มีเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นหลายนัด โดยทหารปืนใหญ่ ต้องยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (ปะทะหนักที่เนิน 677 ช่องอานม้า ทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย)

ล่าสุดทางด้านเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส ได้โพสต์ข้อความอาลัยหนึ่งในพลทหารผู้เสียชีวิตลูกหลานชาวนราธิวาส โดยระบุว่า พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี ตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม ผู้เสียสละชีวิตตน เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย ขณะปฏิบัติหน้าที่สู้รบ ณ บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

น้องเดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด เพื่อร่วมปฎิบัติหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ร่วมปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่ วีรบุรุษจากชายแดนใต้ สู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารผู้กล้าของไทย

ประวัติของ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 บรรจุเข้ารับราชการทหารเมื่อ 1 พ.ย.2566 ในตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม มีภูมิลำเนา ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส พลอาสาฯ มุสตากีม ถือเป็นสายเลือดทหารหาญโดยแท้ เพราะมีแม่เป็นทหารหญิง ปัจจุบันรับใช้ชาติอยู่ที่ จังหวัดสระบุรี น้องรักและเป็นห่วงแม่มาก เหตุผลที่สมัครเป็นทหารไปรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระของแม่

หลับเถิดทหารผู้กล้า เราทุกคนจะจดจำความกล้าหาญและเสียสละของท่านตราบนิรันดร์…

กำหนดการพิธีฝั่งศพ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ กำหนดจัด ณ กุโบสะบือรัง (บ้านสุแฆ) ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เนิน 677 ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ชื่อของ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อชาติ เขาคือหนึ่งในทหารหาญที่พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทย

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ: ผู้เสียสละจากชายแดนใต้

เรื่องราวของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ เป็นเครื่องเตือนใจให้เรารำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้จะต้องจากบ้านเกิดที่นราธิวาสมาไกลถึงอุบลราชธานี เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

  • ความกล้าหาญ: พลฯ มุสตากีม แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับศัตรู
  • ความเสียสละ: เขาได้สละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องประเทศชาติ
  • ความรักชาติ: แรงจูงใจสำคัญในการรับราชการทหารของเขาคือความรักชาติและความต้องการที่จะแบ่งเบาภาระของมารดา

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป ความกล้าหาญและเสียสละของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมือง และความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อชาติ

การจากไปของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพไทยและประเทศชาติ แต่ความเสียสละของเขาจะไม่สูญเปล่า เพราะเขาได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติ และชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะวีรบุรุษผู้กล้าหาญ

ขอสดุดีวีรกรรมของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขา

ที่มา – สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ลูกปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน เป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของชาวบ้านในแถบแนวชายแดนที่อยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของการปะทะ เมื่อมองจากระยะไกล ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ดูเหมือนลูกไฟดวงเล็กเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจากฝั่งไทยมุ่งตรงไปยังฐานปฎิบัติการของทหาร มองเห็นได้อย่างชัดเจน หลังจากนั้น เสียงระเบิด ที่เกิดจากการยิง ถึงจะตามมา 

แรงระเบิดจากปากกระบอก ส่งเสียงตึงสนั่นได้ยินไปไกลเป็น 10 กิโลเมตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นกระสุนระเบิดแรงสูง (HE)  หรือแม้แต่กระสุนอัจฉริยะที่นำทางตัวเองด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดเพื่อค้นหาเป้าหมาย เมื่อมองจากระยะไกล ชาวบ้านจะเห็นลูกไฟกลมเล็กๆ เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ส่องสว่างท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดมิด ลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร เปลี่ยนค่ำคืนแถวช่องบก ช่องอานม้าและพื้นที่แถวพรมแดนทางฝั่งตะวันออกของไทยให้กลายเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจของเทคโนโลยีและประสิทธิภาพทางการทหารของกองทัพไทยทั้งสามเหล่าทัพ นั่นรวมถึงการผสานกำลังของทหารพรานและ กองกำลัง ตชด ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ที่เราเห็นเป็นแสงไฟจากกระสุน นั่นเป็นกระสุนต่อระยะแบบ Base Bleed ที่พ่นก๊าซออกมาท้ายกระสุน ลดความปั่นป่วนของกระแสอากาศและแรงต้าน ทำให้ยิงไกลขึ้น 

กระสุนระเบิดแรงสูง บางประเภท อาจมีแสงส่องนำวิถี ทำให้เส้นโค้งยาวของมันดูเหมือนเส้นสีส้มหรือสีแดงเรืองแสงพาดผ่านท้องฟ้าก่อนที่จะเกิดการระเบิดขนาดใหญ่และสว่างจ้า

กระสุนนำวิถี: กระสุน “อัจฉริยะ” เช่น SMArt 155 ใช้เซ็นเซอร์และสามารถสร้างรูปแบบเฉพาะตัว เมื่อปล่อยกระสุนย่อย บางครั้งนำวิถีด้วยอินฟราเรด ทำให้เกิดรูปแบบแสงหรือคลื่นกระแทกขณะพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วที่แตกต่างกัน

ตัวกระสุนเอง: กระสุนขนาด 155  มิลลิเมตร มีขนาดใหญ่ (ยาวประมาณ 2 ฟุต หนัก 100 ปอนด์) และเดินทางด้วยความเร็วสูงมาก (มากกว่า 1800 ฟุตต่อวินาที)  คิดเป็นประมาณ 548.64 เมตรต่อวินาที (m/s) หรือแปลงเป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) จะได้ความเร็วประมาณ 1,975 กิโลเมตรต่อชั่วโมง  โดยใช้ค่าประมาณ 1 ฟุต = 0.3048 เมตร และ 1 เมตร/วินาที = 3.6 km/h. ดังนั้น วิถีโค้งของลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรซึ่งตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกึกก้องเมื่อกระทบเป้าหมาย จึงเป็นทั้งภาพและเสียงที่ทรงพลังและน่าเกรงขามแม้จะมองสังเกตการณ์จากระยะไกล

ระยะยิงของกระสุนปืนใหญ่ขนาด 155 มิลลิเมตรในแต่ละชนิดนั้นแตกต่างกันอย่างมาก มีระยะตั้งแต่กระสุนระเบิดแรงสูงพื้นฐานที่ยิงได้ไกลประมาณ 24-30 กิโลเมตร ไปจนถึงกระสุนปืนใหญ่แบบนำวิถีระยะไกลขั้นสูง (ER-GAP) เช่น Excalibur ที่ยิงได้ไกล 40-50 กิโลเมตรขึ้นไป และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ให้ผลลัพธ์ 80-110 กิโลเมตร แรงระเบิดของมันนั้นมหาศาล  ใช้ระเบิดแรงสูง (HE) หรือกระสุนย่อยสำหรับเป้าหมาย ทำให้เกิดแรงระเบิดและการแตกกระจายของสะเก็ดระเบิด ระยะยิงจึงขึ้นอยู่กับชนิดของกระสุนและระบบปืน สำหรับลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตรแบบระเบิดแรงสูงมาตรฐาน (HE) : ทำระยะของการยิงวิถีโค้งประมาณ 24-30 กิโลเมตร จากปืนใหญ่ฮาวิตเซอร์สมัยใหม่ โดยใช้หน่วยฐานระบาย (BB) เพื่อระยะยิงที่ดีขึ้น

(HE) เป็นลูกปืนใหญ่ 155 มิลลิเมตร ที่ถูกใช้งานมากที่สุด บรรจุด้วย TNT หรือวัตถุระเบิดที่มีประสิทธิภาพคล้ายกัน ออกแบบมาเพื่อทำลายกำลังพล ยานพาหนะขนาดเล็ก และสิ่งก่อสร้าง ด้วยแรงระเบิดและการแตกกระจายที่รุนแรง

 DPICM (Dual-Purpose Improved Conventional Munition): บรรจุระเบิดขนาดเล็กหลายสิบลูกหรือที่เรียกว่า ลูกปราย เพื่อครอบคลุมพื้นที่การทำลายในวงกว้าง ทั้งกลุ่มทหาร/ยานเกราะเบา

แรงกระแทก : เมื่อกระสุนกระทบเป้าหมาย ดินระเบิดจะระเบิดอย่างรุนแรง  

ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อระยะและผลกระทบ

ระบบปืน: ความยาวลำกล้องปืนใหญ่ การออกแบบ

ปริมาณดินปืน : ปริมาณดินปืนที่แตกต่างกันของลูกปืนใหญ่แต่ละชนิด  ให้พลังงานที่แตกต่างกัน

การออกแบบตัวกระสุน : แน่นอนว่าต้องขึ้นตรงกับหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยรูปทรงเพรียวบาง ระบบระบายแรงดันจากฐาน/ระบบช่วยขับเคลื่อนด้วยจรวด ช่วยเพิ่มระยะยิงได้อย่างมาก

ระบบนำทาง : ระบบนำทางด้วย GPS/เลเซอร์ ช่วยให้โจมตีเป้าได้อย่างแม่นยำ ช่วยลดจำนวนกระสุนเพราะแม่นราวกับผีจับยัดเลยทีเดียว  

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

ข้อได้เปรียบทางยุทธวิธี แสงสว่างนำวิถีของลูกกระสุนปืน 155 มิลลิเมตร ช่วยให้ทหารราบซึ่งทำหน้าที่ตรวจการณ์หน้ามองเห็นได้ในขณะที่กระสุนพุ่งเข้าโจมตีเป้าหมายอย่างแม่นยำแม้ในเวลากลางคืน หรือในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณ GPS นั่นแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถของปืนใหญ่สมัยใหม่ที่กองทัพไทยมีประจำการ การผสมผสานระหว่างความเร็ว ขนาด และพลังงานในการทำลายล้าง สร้างการแสดงแสนยานุภาพทางทหารที่น่าจดจำ.

ลูกปืนใหญ่ 155 มม. ที่มีความทันสมัย ทำให้เกิดความได้เปรียบในการสู้รบ และปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]  
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom  
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/       

ที่มา – เมื่อลูกปืนใหญ่ไทยขนาด 155 มิลลิเมตร พุ่งแหวกอากาศในเวลากลางคืน

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนฝั่ง จ.สระแก้ว ระบุมีกำลังพลเสียชีวิต 2 คน ขณะที่การดำเนินกลยุทธ์ยึดพื้นที่ “บ้านคลองแผง-บ้านหนองจาน” ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางการระดมยิงจรวด BM-21 และปืนใหญ่จากกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญคือปัจจุบันกัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการปล่อยตัวคนไทยกลับประเทศ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ประจำวัน โดยกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 4 แล้ว สรุปการปฏิบัติที่สำคัญได้ดังนี้

สถานการณ์ล่าสุดตามพื้นที่ชายแดน: กองทัพภาคที่ 1 สรุป

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: การดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่ยังคงดำเนินอยู่ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สามารถยึดครองพื้นที่ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 และได้วางกำลังตั้งรับตามแนวอ้างสิทธิ์ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21 ประมาณ 40 นัด, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: อยู่ระหว่างการดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่เช่นกัน โดยฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ: มีการวางกำลังคุ้มครองพื้นที่ นอกจากนี้ บริเวณด่านถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ ฝ่ายไทยได้เตรียมการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากลับประเทศ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรับตัวและคัดกรองตามขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการคัดแยกและตรวจสอบหลักฐานการเข้า-ออกประเทศตามกฎหมายต่อไป ที่สำคัญคือจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาในการปล่อยตัวคนไทยกลับเข้าประเทศ ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาของทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ อ.คลองหาด: วางกำลังคุ้มครองพื้นที่

สถานการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บเดิม 14 นาย แต่มีกำลังพลสูญเสียเพิ่มเติมคือเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 20 นาย ทำให้สรุปยอดกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน มีผู้บาดเจ็บรวม 34 นาย และเสียชีวิต 2 นาย

กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติงานตามภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินการภายใต้กฎการปะทะและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จะยุติลง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย การติดตามข่าวสารและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่เราทำได้ในฐานะประชาชนคนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการส่งคนไทยกลับประเทศ การเจรจาและหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือส่งคนไทยกลับบ้าน

ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน: ทำลายล้าง!

ปืนไร้แรงสะท้อนกลับ หรือ ปรส. (Recoilless Rifle) คือปืนใหญ่ขนาดเบาที่ออกแบบมาเพื่อให้หน่วยทหารขนาดเล็กสามารถพกพาไปใช้งานได้สะดวก คล้ายกับบาซูก้า แต่ปืนไร้แรงสะท้อนสามารถยิงกระสุนได้หลากหลายชนิดมากกว่า

แรงสะท้อนของ ปืนไร้แรงสะท้อน ถูกออกแบบมาเพื่อชดเชยแรงถีบ ทำให้ลำกล้องปืนบางลงและเบาขึ้น เหมาะสำหรับการเป็นอาวุธหนักที่พลประจำการ 2-3 คนสามารถนำติดตัวไปได้ สามารถยิงจากไหล่โดยทหารราบเพียงคนเดียว ติดตั้งบนรถทหาร หรือติดตั้งในบังเกอร์ ปืน ปรส. มอบพลังโจมตีแบบปืนใหญ่ขนาดเล็กให้กับหน่วยทหารเคลื่อนที่มาตั้งแต่ต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังทหารที่นิยมใช้ปืนชนิดนี้คือ หน่วยพลร่ม หน่วยรบพิเศษ และหน่วยทหารที่ต้องรบบนพื้นที่ภูเขา

แม้จะถูกใช้งานมานานหลายทศวรรษ ปืนไร้แรงสะท้อน ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นอาวุธต่อต้านรถถังที่ทรงพลังและสามารถสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทหารฝ่ายตรงข้ามได้

อย่างไรก็ตาม เกราะรถถังในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ทำให้อาวุธต่อต้านรถถังโบราณอย่างปืน ปรส. ถูกมองว่าล้าสมัย แต่ด้วยการปรับปรุงลูกปืน ปรส. และเทคนิคใหม่ ๆ ทำให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อดีอย่างหนึ่งของปืนไร้แรงสะท้อน คือ ประโยชน์ใช้สอยในการทำลายเป้าหมายอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ปรส. มีกระสุนหลากหลายประเภท รวมถึง HEAT, HE, flechette และอื่น ๆ เพื่อใช้ยิงทำลายเป้าหมายที่หลากหลายในสนามรบ

ปืนไร้แรงสะท้อนบางรุ่นมีน้ำหนักเบาพอที่จะประทับบ่ายิง หรือติดตั้งในยานพาหนะทางทหารขนาดเล็ก มีขีดความสามารถในการทำลายบังเกอร์ หรือหยุดยั้งยานเกราะทหารราบได้ ในขณะที่มีระยะยิงไกลกว่าอาวุธติดตัวของทหารราบส่วนใหญ่ ตัวอย่างคือ SPG-9/9M ปรส. ของโซเวียต ซึ่งมีระยะยิงกระสุนแรงสูงไกลเกิน 4,000 เมตร

ปรส. นับเป็นอาวุธต่อสู้รถถังที่มีความมุ่งหมายทางยุทธวิธี 2 ประการคือ ภารกิจหลักใช้ยิงต่อสู้รถถัง ส่วนภารกิจรองใช้ยิงสังหารบุคคลและทำลายสิ่งกำบัง จัดเป็นอาวุธวิถีราบลำกล้องเรียบ ทำการเล็งด้วยวิธีการเล็งตรง มีการใช้งานมาอย่างยาวนาน และถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลากหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดลำกล้อง 57 มม. , 75 มม. , 84 มม. , 106 มม. เป็นอาวุธยิงสนับสนุนของทหารราบในการดำเนินกลยุทธ์ทั้งการตั้งรับและเข้าตี

ปืน ปรส. มีลูกกระสุนหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น High Explosive (HE) กระสุนระเบิดแรงสูงสังหารบุคคล High Explosive Anti Tank (HEAT) กระสุนระเบิดแรงสูงต่อต้านรถถัง High Explosive Dual Purpose (HEDP) กระสุนระเบิดแรงสูง

แรงสะท้อนกลับหรือแรงถีบจากระบบปืนที่ติดตั้งบนยานพาหนะ อาจทำให้รถจิ้บคันเล็กพลิกคว่ำได้ กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตัน กล่าวคือ ในทุกแรงกระทำจะมีแรงปฏิกิริยาที่เท่ากันเสมอ โมเมนตัมที่ปรากฏภายในระบบปืนในระหว่างการยิงอาวุธ จะเท่ากันและตรงข้ามกับผลรวมของโมเมนตัมที่ส่งไปยังกระสุนที่ยิงออกจากระบบปืน รวมถึงก๊าซขับดันที่ถูกขับออกจากระบบปืน การลดแรงถีบกลับให้น้อยที่สุด ช่วยลดอันตรายจากแรงสะท้อนที่เกิดจากการยิง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พันเอกเรเน อาร์. สตัดเลอร์ แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ ได้พัฒนาปืนไร้แรงถีบกลับน้ำหนักเบา ซึ่งส่งผลให้ได้ปืนยิงจากไหล่ที่สามารถขับเคลื่อนกระสุนระเบิดขนาด 3 ปอนด์ (1.36 กิโลกรัม) ด้วยความเร็วปลายปากกระบอกปืน 1,200 ฟุตต่อวินาที (366 เมตร/วินาที)

แนวคิดนี้ ถูกนำมาใช้ในปืน ปรส. ไร้แรงถีบกลับ M40AD ขนาด 106 มม. ของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งสามารถปล่อยก๊าซเชื้อเพลิงออกมาผ่านปลอกกระสุนแบบเจาะรูระหว่างหัวกระสุนและท้ายปืน ส่วนปืนฮาววิตเซอร์ไร้แรงถีบกลับ LG 42 ขนาด 105 มม. ของเยอรมัน ใช้จานระเบิดที่ท้ายปืน เพื่อกักเก็บเชื้อเพลิงไว้ด้วยการจุดระเบิด แทนที่จะใช้ห้องกระสุนแบบเจาะรูเพื่อระบายแรงระเบิด

ประสิทธิภาพอยู่ที่ความร้ายแรงของพลังการทำลาย ด้วยอัตราการยิงที่สูงกว่าระบบยิงขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถัง (ATGM) ส่วนใหญ่ที่ 5 นัดหรือมากกว่าต่อนาที ปรส. จึงมีประโยชน์ในฐานะอุปกรณ์สนับสนุนการยิงที่สามารถเพิ่มอำนาจการยิงของอาวุธอื่นๆ ไปยังเป้าหมายต่างๆ ได้

สามารถย่อยกระสุนได้หลายนัดเพื่อทำลายรถถัง จากนั้นก็สังหารกำลังพลที่กำลังออกจากพื้นที่ด้วยกระสุนหัวรบระเบิดแรงสูงขนาดใหญ่ ในการต่อสู้ระยะประชิดหรือการซุ่มโจมตี ปรส. สามารถทำลายยานพาหนะ นอกเหนือจากรถถังหลัก บางชนิดสามารถสร้างความเสียหายหรือทำลายรถถังหลัก (MBT) ทั้งจากด้านข้างหรือด้านหลัง

ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน

ข้อจำกัดของปืนไร้แรงสะท้อน คือ ความสามารถในการหลบเลี่ยงการตรวจจับ เนื่องจากการยิงทำให้เกิดควันและเสียงดังสนั่น ปรส. ส่วนใหญ่ติดตั้งค่อนข้างสูง พลยิงอาจโดนสอยร่วงได้ และต้องบรรจุกระสุนด้วยมือจากท่ายืนหรือคุกเข่า ซึ่งทำให้ต้องเสี่ยงกับการถูกยิงสวนกลับ

ปรส. รุ่นเก่ามีน้ำหนักมากจนต้องแยกชิ้นส่วนและบรรจุกระสุนใส่ยานพาหนะเพื่อเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการยิงและการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วหลังจากยิง ตัวอย่างหนึ่งของความคล่องตัวต่ำคือ B-10 รุ่นเก่าของรัสเซีย (มีน้ำหนัก 85 กิโลกรัมเมื่อลากจูง และ 72 กิโลกรัมเมื่อไม่ลากจูง) ด้วยระยะยิงต่อต้านเกราะ 400-1,000 เมตร การยิงครั้งแรกจะต้องแม่นยำและรุนแรงสูงสุด มิฉะนั้น พลประจำรถจะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง ทหารจึงใช้อาวุธรุ่นเก่าเหล่านี้เฉพาะในการป้องกันและซุ่มโจมตีแบบผสมผสาน เพื่อเสริมอำนาจทางการยิง

เครื่องยิงรุ่นเก่าบางรุ่นได้รับการดัดแปลงเพื่อลดน้ำหนัก และแยกชิ้นส่วนออกเป็นชิ้นส่วนสำหรับการเคลื่อนที่แบบถอดประกอบได้ Type 65 ของจีนเป็นรุ่นน้ำหนักเบากว่า B-10 ที่ 28 กิโลกรัม และใช้กระสุนที่ได้รับการปรับปรุง ส่วน M79 ของเซอร์เบียก็มีน้ำหนักน้อยกว่า 30 กิโลกรัมเช่นกัน ด้วยศูนย์เล็งที่ได้รับการปรับปรุง จึงมีระยะต่อต้านเกราะที่ 670-1,000 เมตร ระยะที่ไกลขึ้นช่วยเพิ่มความอยู่รอดของพลยิง ไม่ต้องเข้าไปใกล้เป้าหมาย ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกตรวจพบและถูกยิงสวนกลับ

สรุปเกี่ยวกับปืนไร้แรงสะท้อน

โดยรวมแล้ว ปืนไร้แรงสะท้อน เป็นอาวุธที่มีประโยชน์อย่างมากในสนามรบ ถึงแม้จะมีข้อจำกัดบางประการ แต่ด้วยความสามารถในการทำลายเป้าหมายที่หลากหลาย และความสะดวกในการพกพา ทำให้มันยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ทหารราบและหน่วยรบพิเศษ

ที่มา – ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน พี่จ่าจัดม้าทองไม่เหลือซาก

ด่วน! กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชา

“กองทัพภาคที่ 2” อัปเดตสถานการณ์ชายแดน การสู้รบขยายวงกว้าง รุนแรงด้วยจรวดหลายลำกล้อง “ฝ่ายกัมพูชา” เสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความโดยระบุว่า “ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2568 (เวลา 17.00 น.) สถานการณ์ตั้งแต่เวลา 09.00 ถึง 17.00 ของวันนี้ ทหารกัมพูชาโจมตีฝ่ายเราอย่างหนัก การสู้รบขยายวงกว้างและมีความรุนแรงด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ประมาณ 125 ครั้ง กระสุนลูกจรวด 5,000 นัด โดรนพลีชีพหรือโดรน FPV จำนวน 33 พื้นที่ ใส่ฐานและที่มั่นของฝ่ายเราในหลายแนวรบ โดยเฉพาะในพื้นที่ช่องอานม้าและช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี, เถียงตาม็อก จังหวัดศรีสะเกษ และช่องคนา ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ฝ่ายเราตอบโต้ด้วยอาวุธอย่างได้สัดส่วน

ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อยู่ตลอดแนวการวางกำลัง จากผลการปะทะกันอย่างหนักตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายเราได้สูญเสียนักรบกล้าสละชีพเพื่อพิทักษ์ชาติไปจำนวน 4 นาย บาดเจ็บรวม 68 นาย ฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิต 61 นาย บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

กองทัพภาคที่ 2 จะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อความมั่นคงปลอดภัย และรักษาอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชาเสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น การปะทะครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายกัมพูชาที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 61 ศพ และยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถประเมินได้

รายละเอียดสถานการณ์ล่าสุดจากกองทัพภาคที่ 2

จากข้อมูลที่ กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทหารกัมพูชาได้ทำการโจมตีอย่างหนักหน่วง โดยมีการใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 จำนวนมากถึง 125 ครั้ง และกระสุนลูกจรวดอีกกว่า 5,000 นัด นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนพลีชีพหรือโดรน FPV โจมตีฐานและที่มั่นของฝ่ายไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณช่องอานม้าและช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี, เถียงตาม็อก จังหวัดศรีสะเกษ และช่องคนา ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีการตอบโต้ด้วยอาวุธอย่างได้สัดส่วนแล้วก็ตาม การโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย

ความสูญเสียที่เกิดขึ้น:

  • ฝ่ายไทย: เสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 68 นาย
  • ฝ่ายกัมพูชา: เสียชีวิต 61 นาย บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง การอัปเดตสถานการณ์อย่างต่อเนื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

การสู้รบที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้นและหาทางออกร่วมกัน เพื่อนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชาเสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

แจ้งเลี่ยง! ถนนโนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

ขอแจ้งให้ทราบและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า หากคุณมีแผนจะเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติ

จากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แขวงทางหลวงบุรีรัมย์ได้แจ้งให้ประชาชนเลี่ยงการเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ โดยตลอดทั้งวันยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้อพยพไปยังบ้านญาติและศูนย์อพยพแล้วกว่า 80% ส่วนที่เหลือยังคงเป็นห่วงทรัพย์สินและมีผู้นำชุมชนพร้อมชุด ชรบ. คอยดูแลความปลอดภัย

นายประเสริฐ แต่งพลกรัง ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่าได้จัดเวรยามเฝ้าระวังในแต่ละหมู่บ้าน โดยมีผู้นำชุมชนและชุด ชรบ. คอยดูแลเพื่อให้ลูกบ้านที่อพยพไปแล้วรู้สึกอุ่นใจว่าทรัพย์สินจะไม่สูญหาย และยังดูแลสัตว์เลี้ยงโดยการจัดหาอาหารให้

สำหรับชาวบ้านที่ยังไม่ได้อพยพ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัยของหมู่บ้าน จากการตรวจสอบพบว่ามีไม่เกิน 10 หลังคาเรือนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ ผู้นำชุมชนเข้าใจถึงเหตุผลของแต่ละครอบครัวที่ไม่สามารถอพยพได้ จึงให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกทั้งกลางวันและกลางคืน

นายอิ๊ว จันทร์ประโคน อายุ 62 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัย เล่าว่าเขาพักอาศัยอยู่ที่หลุมหลบภัยเป็นคืนที่สองแล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านและเป็นพื้นที่ปลอดภัย สามารถเดินทางไปกลับได้สะดวก เขาและชาวบ้านประมาณ 20 คนจะมาหลบภัยที่นี่ในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่สถานการณ์รุนแรง

เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังตั้งแต่เที่ยงคืน และดังอีกครั้งในช่วงตีสี่ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืนใหญ่ ผู้ที่อยู่ในหลุมหลบภัยจะต้องตื่นขึ้นมาเพื่อตรวจสอบชนิดของปืน แต่โดยส่วนตัวเขามองว่าสถานการณ์เริ่มคุ้นชินแล้วและไม่ค่อยตื่นตระหนก

เส้นทางเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยัง สระแก้ว, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด สามารถใช้เส้นทางเลี่ยงดังนี้:

  • ใช้ทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม)
  • ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 304 (ปักธงชัย-กบินทร์บุรี)

ทางเลือกนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยและเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โปรดติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อรับทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์และเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง

โปรดตรวจสอบสภาพรถและเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกล หากจำเป็นต้องใช้เส้นทางเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

การหลีกเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) ในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้ร่วมเดินทาง ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จากเหตุปะทะแนวชายแดน

แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิด สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลและประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ให้การสนับสนุนภารกิจในพื้นที่อย่างเต็มที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิประเทศที่อาจเป็นอุปสรรค หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่แล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ และรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกต้องหากพบเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมถึงพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายของทุ่นระเบิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชน

ความคืบหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ถึงแม้ว่าการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำจัดทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ออกไปให้หมดสิ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จได้

  • การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน
  • การรายงานข้อมูลเมื่อพบเจอวัตถุต้องสงสัย

ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่ชายแดนที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

“ทรัมป์” สักขีพยาน ไทย-กัมพูชา ถกสันติภาพ

“อนุทิน” บินมาเลเซีย ลงนามสันติภาพ “ไทย- กัมพูชา” มี “ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยาน ขณะเดียวกัน มอบ “สีหศักดิ์” ร่วมวงเอเปกแทน ด้านแม่ทัพภาคที่ 2 หารือผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 กัมพูชา เห็นพ้องปรับอาวุธหนักออกจากพื้นที่ขัดแย้ง สร้างเสถียรภาพชายแดน เตรียมตั้งกลไก AOT และนัดหารือวันเริ่มปฏิบัติอีกครั้งหลัง 26 ต.ค.นี้

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 15.15 น. วันที่ 26 ต.ค.นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ว่า คืนวันที่ 25 ต.ค.ตนเดินทางไปที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อลงนามในถ้อยแถลงไทย-กัมพูชา ช่วงเช้าวันที่ 26 ต.ค. ได้ประสานงาน และแจ้งถึงเหตุผลที่ขอร่นเวลาลงนามมาเป็นช่วงเช้า ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ (เอเปก) ที่ประเทศเกาหลีใต้ ตนขอเป็นมติ ครม.คลุมไว้ก่อนหากไม่สามารถไปได้ จะมอบหมายให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมแทน แต่มีเรื่องที่จะหารือกับผู้นำหลายประเทศ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเหมือนกัน ดังนั้น พยายามจะบริหารเวลาให้ดีที่สุด เพราะนอกจากกลุ่มอาเซียนและกลุ่มเอเปก จะมีการเชิญผู้นำที่อยู่นอกกลุ่มมาด้วย และในส่วนของประเทศไทยช่วงนี้ได้รับการร้องขอในระดับผู้นำแบบทวิภาคีหลายราย ล้วนก่อให้เกิดการพัฒนาความร่วมมือด้านต่างๆ ตนจะพยายามบริหารเวลาให้ดีที่สุด

ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน พร้อมคณะ เดินทางถึงท่าอากาศยานกรุงกัวลาลัมเปอร์ เวลา 21.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ เร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง) มีดาโต๊ะ ซรี โมฮาเม็ด คาเล็ด นอร์ดิน รมว.กลาโหมมาเลเซีย ต้อนรับ ภารกิจวันที่ 26 ต.ค. นายอนุทินจะเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง และพิธีลงนามเอกสารรับติมอร์ เลสเต เข้าเป็นสมาชิกอาเซียนอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ นายกฯมีกำหนดหารือกับนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เพื่อกระชับความร่วมมือในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการพัฒนาที่ยั่งยืนในภูมิภาค ก่อนเข้าร่วมพิธีลงนาม “Joint Declaration by the Prime Minister of the Kingdom of Cambodia and the Prime Minister of the Kingdom of Thailand” ว่าด้วยแนวทางการดำเนินการบริหารจัดการชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยของสองประเทศ มีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนถึงความจริงใจของไทยต่อการผลักดันกระบวนการสันติภาพชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

ส่วนการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ที่เกาหลีใต้ ระหว่างวันที่ 29 ต.ค.-1 พ.ย. นายอนุทิน กล่าวว่า ได้ขอมติคณะรัฐมนตรีว่า ถ้าไม่มีประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งยวด ที่จะต้องให้ผู้นำประเทศร่วมหารือ จะให้นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ ทำหน้าที่แทน ส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วว่าจะต้องอยู่ในประเทศ

ด้านนายนิกรเดช พลางกูร โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า การลงนามในคำประกาศที่จะนำไปสู่การสร้างสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชา เป็นการย้ำความตกลงเรื่องเดิมที่ไทยและกัมพูชามีการประชุม JBC-GBC ได้หารือข้อตกลง 4 ข้อของฝ่ายไทยที่เสนอไปยังกัมพูชา ทั้งการถอนอาวุธหนัก การกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามคอลเซ็นเตอร์ และการจัดระเบียบชายแดน ซึ่งทั้ง 4 เรื่องได้เริ่มแล้ว ไทยหวังว่าการมีสหรัฐฯมาร่วมสังเกตการณ์จะทำให้ฝ่ายกัมพูชามีความจริงใจ ตั้งใจจริง มีสปิริตของการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และยังไม่ใช่ข้อตกลงสันติภาพ

ขณะเดียวกัน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงผลการประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ณ จุดผ่านแดนช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 ต.ค.ในประเด็นการเห็นชอบ “แผนปฏิบัติการ (Action Plan)” ว่าด้วยการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้ง เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อันเป็นผลจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Com mittee: GBC) ไทย-กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-23 ต.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ว่า การหารือเป็นไปด้วยบรรยากาศแห่งความร่วมมือ ทั้งสองฝ่ายยืนยันความเห็นชอบในการจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เพื่อนำไปสู่ผลการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมแท้จริง

โฆษกกองทัพบกกล่าวอีกว่า ส่วนของการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team: AOT) ที่จะเป็นกลไกสำคัญในการเข้าสังเกตการณ์ผลการปฏิบัติตาม “แผนปฏิบัติการ” ในการปรับอาวุธหนักและอาวุธที่มีการยิงทำลายออกจากพื้นที่ขัดแย้งของทั้งสองประเทศ ฝ่ายไทยได้ยืนยันความพร้อมว่าสามารถให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ตั้งแต่วันที่ 26 ต.ค.นี้เป็นต้นไป ส่วนฝ่ายกัมพูชาแจ้งว่าอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อม คาดว่าจะจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์ได้ในวันที่ 26 ต.ค.นี้ และหลังจากนั้นจะเชิญฝ่ายไทยเข้าร่วมประชุมเพิ่มเติมภายใน 1-2 วัน เพื่อหารือในการกำหนดวันเริ่มปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้คณะทำงานร่วมประสานงาน อย่างใกล้ชิด เพื่อให้ข้อตกลงที่มีระหว่างกันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ และคงไว้ซึ่งบรรยากาศแห่งความร่วมมือระหว่างกัน

วันเดียวกัน สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เผยกับผู้สื่อข่าวถึงการเดินทางไปยังกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงสันติภาพกับกัมพูชา ในวันที่ 26 ต.ค. และเดินทางกลับประเทศไทย จากนั้น เพื่อเตรียมงานพระบรมศพของสมเด็จพระนาง เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน รวมทั้งยกเลิกการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเปก ที่เมืองคยองจู เกาหลีใต้ มีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย.

ต่อมาช่วงเย็น ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 25 ต.ค. ณ เวลา 17.00 น. ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว ที่น่าสนใจคือสืบเนื่องจากการลงนามข้อตกลงของการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-กัมพูชา และคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา เกี่ยวกับการจัดการพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว โดยกำหนดให้มีการสำรวจร่วมและการวางหลักเขตชั่วคราวในพื้นที่สำคัญระหว่างหลักเขต แดนหมายเลข 42 ถึง 47 นั้น เมื่อวันที่ 24 ต.ค.กกล.บูรพา โดย ฉก.12 พร้อมด้วย พ.อ.ยุทธพล สุจริต แม่กองสนามสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจให้ประชาชน บ.หนองจาน และ บ.หนองหญ้าแก้ว เกี่ยวกับการกำหนดให้มีการปักหมุดชั่วคราว และในวันนี้ พ.อ.ยุทธพล จะปักหมุดชั่วคราว ซึ่งจากการคำนวณจากหลักหมุดที่ 42 ถึง 47 ต้องวางหมุดชั่วคราวทั้งหมด 838 หมุด จากหลักเขตทั้งสองพื้นที่ต้องปักหมุดทุก 25-50 เมตร เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ จากนั้นจะเป็นหน้าที่ระดับนโยบายที่จะปรับการถือครองพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะมีการคำนวณในโปรแกรม GPS เมื่อลงพื้นที่จริง หากเดินครบ 25 หรือ 50 เมตร จะมีสัญญาณดังขึ้นแล้วปักหมุดชั่วคราว เพื่อให้เห็นแนวของแต่ละฝ่ายที่อ้างสิทธิ์ และหลักหมุดอาจจะมีการทำสัญลักษณ์ เช่น กัมพูชาทาสีแดง ไทยทา สีน้ำเงิน ที่ปักหมุด ซึ่งการลงไปปักหมุดชั่วคราว จะไปพร้อมกันทั้งสองฝั่ง

สำหรับการจัดสร้างบังเกอร์และหลุมหลบภัยประชาชน ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ในการสร้างหลุมหลบภัย จำนวน 3 จุด และบังเกอร์ จำนวน 10 จุด ปัจจุบันได้ดำเนินการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 30 และได้เริ่มดำเนินการสร้างบังเกอร์เพิ่มเติมตามแผนอีก 2 จุด โดยเริ่มต้นก่อสร้างในพื้นที่ ต.ป่าไร อ.อรัญประเทศ ปัจจุบันก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว ประมาณร้อยละ 70

การลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในภูมิภาคต่อไป

“ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

“ทรัมป์” มีบทบาทสำคัญในการลงนามสันติภาพ ไทย-กัมพูชา

การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน ในการลงนามสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่นานาชาติให้กับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การมีส่วนร่วมของบุคคลระดับโลกอย่าง “ทรัมป์” จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการดำเนินการตามข้อตกลงสันติภาพ

การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่พิธีการ แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันของทั้งสองประเทศในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน การมีกลไกและมาตรการที่ชัดเจนในการบริหารจัดการชายแดน จะช่วยลดความตึงเครียดและป้องกันการเกิดความขัดแย้งในอนาคต

ความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องความมั่นคงชายแดน แต่ยังครอบคลุมถึงด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว การสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ในทุกมิติ จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นกระบวนการที่ยาวนานและซับซ้อน แต่การลงนามสันติภาพครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นในอนาคต การที่ “ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน

“ทรัมป์” สักขีพยาน การสร้างสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์ต่อสองประเทศเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หากทุกประเทศในภูมิภาคร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสสำหรับลูกหลานได้

การเดินทางไปมาเลเซียเพื่อร่วมลงนามสันติภาพ “ไทย-กัมพูชา” โดยมี “ทรัมป์” สักขีพยาน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลปัจจุบันในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในระดับภูมิภาค

ที่มา – “ทรัมป์” สักขีพยาน ลงนามสันติภาพ นายกฯบินถกมาเลย์ หย่าศึกไทย-กัมพูชา

Scroll to top