แม่ทัพภาคที่ 2

แม่ทัพภาค 2 หนุนสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

พลโทบุญสิน แม่ทัพภาคที่ 2 เห็นด้วยกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อลดปัญหารุกล้ำอธิปไตยในอนาคต แต่ย้ำว่าต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองประเทศและครม. ก่อน

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ณ โดมอเนกประสงค์ โรงเรียนปทุมวิไล จ.ปทุมธานี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางไปเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษในหัวข้อ “รักชาติ แผ่นดินไทย จิตวิญญาณ และหน้าที่พลเมือง” โดยมีคณะผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ผู้อำนวยการโรงเรียน คณาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนจากโรงเรียนปทุมวิไลและโรงเรียนใกล้เคียงเข้าร่วมรับฟังกว่า 4,000 คน

การบรรยายในครั้งนี้จัดขึ้นโดยศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ กลุ่มงานต่างๆ ของโรงเรียนปทุมวิไล และชมรมทูบีนัมเบอร์วันโรงเรียนปทุมวิไล มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติ เสริมสร้างความตระหนักถึงความเป็นไทย และส่งเสริมหน้าที่พลเมือง นอกจากนี้ ยังมีการแสดงความเคารพและปฏิญาณตนของนักศึกษาวิชาทหารของโรงเรียนปทุมวิไล เพื่อแสดงความพร้อมในการเป็นกำลังสำรองของชาติหากประเทศชาติต้องการ

ในระหว่างการบรรยาย แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนในปัจจุบัน และยังได้ตอบคำถามนักเรียนเกี่ยวกับการก่อสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกล่าวว่า กองทัพมีแผนที่จะสร้างกำแพงจริง ซึ่งเป็นข้อเสนอแนะจากผู้ใหญ่หลายท่าน โดยต้องมีความเห็นพ้องต้องกันของทั้งสองประเทศก่อน การสร้างกำแพงนี้จะเป็นการแสดงอาณาเขตให้ชัดเจน และช่วยลดปัญหาข้อขัดแย้งและการรุกล้ำอธิปไตยในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับมติของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นเรื่องระหว่างประเทศ แต่ในส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ทัพภาค 2 เห็นด้วยสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา

การสร้างกำแพงชายแดนเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน เช่น การลักลอบเข้าเมือง การค้ายาเสพติด และการรุกล้ำพื้นที่

ประโยชน์ของการสร้างกำแพงกั้นชายแดน

  • ลดปัญหาการรุกล้ำอธิปไตย: กำแพงที่ชัดเจนจะช่วยกำหนดเขตแดนที่แน่นอน ป้องกันการเข้าใจผิดและการรุกล้ำโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ควบคุมการเข้าออก: ช่วยให้การตรวจสอบและควบคุมบุคคลที่เดินทางข้ามพรมแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ: ลดโอกาสในการลักลอบขนยาเสพติด สินค้าผิดกฎหมาย และการค้ามนุษย์

ข้อควรพิจารณาในการสร้างกำแพง

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: การสร้างกำแพงอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้นจึงต้องมีการเจรจาและทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: การก่อสร้างอาจส่งผลเสียต่อระบบนิเวศบริเวณชายแดน ควรมีการศึกษาและวางแผนเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว
  • งบประมาณ: การสร้างและบำรุงรักษากำแพงมีค่าใช้จ่ายสูง ต้องพิจารณาความคุ้มค่าและความจำเป็นอย่างรอบคอบ

การสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นประเด็นที่ซับซ้อนและต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ว่าผลการตัดสินใจจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองฝ่าย

สำหรับท่านที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวได้จากแหล่งข่าวต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อทำความเข้าใจในประเด็นนี้อย่างถ่องแท้

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เห็นด้วยสร้างกำแพงกั้นชายแดนไทย-กัมพูชา ลดปัญหาล้ำเขตแดนในอนาคต

กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” จับตาประชุม RBC วันนี้

“จิรายุ” อัปเดตสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” จ.สระแก้ว เป็นพิเศษ เหตุชาวกัมพูชาพยายามรุกล้ำ วันนี้ถก RBC จ่อแถลงหลังประชุม

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด มีความสงบเรียบร้อยปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทยที่เคยให้ที่พักพิงเป็นศูนย์อพยพกับชาวกัมพูชาเมื่อหลาย 10 ปีที่ผ่านมา แต่กลับถูกอ้างสิทธิ์จะรุกล้ำในอธิปไตยของไทย

นายจิรายุ กล่าวต่อไปถึงกรณีชาวกัมพูชาบุกรื้อลวดหนามและทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของไทยที่บ้านหนองจาน นั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้กองทัพภาคที่ 1 แจ้งความเอาผิด พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ย้ำว่าเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย และจะนำประเด็นนี้เข้าสู่การประชุม GBC ในเดือนกันยายน 2568

กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ ย้ำพื้นที่ไทย จับตาวันนี้ประชุม RBC

ขณะที่วันนี้ (27 สิงหาคม) จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ณ จุดผ่านแดนถาวร ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ตรงข้ามช่องจวม จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฝ่ายไทย และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฝ่ายกัมพูชา โดยภายหลังการประชุม เวลาประมาณ 12.15-12.45 น. จะมีการแถลงข่าวร่วม ณ ที่ทำการด่านศุลกากรช่องสะงำ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ “บ้านหนองจาน” จังหวัดสระแก้ว ที่มีความอ่อนไหวเนื่องจากประวัติศาสตร์การเป็นพื้นที่พักพิงผู้ลี้ภัยในอดีต การที่กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในวันนี้ (27 สิงหาคม) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งการให้แจ้งความเอาผิดและประท้วงอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการดำเนินการตามกฎหมายและปกป้องสิทธิอธิปไตยของไทย

ทางด้านการแถลงข่าวร่วมหลังการประชุม RBC จะเป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารผลการหารือและความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศให้สาธารณชนได้รับทราบ

ทำไมต้องเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม “บ้านหนองจาน” ถึงกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ สาเหตุหลักมาจากประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนในอดีต พื้นที่นี้เคยเป็นศูนย์อพยพสำหรับชาวกัมพูชาในช่วงสงคราม ทำให้เกิดความผูกพันและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

นอกจากนี้ การที่ชาวกัมพูชาบางส่วนพยายามรุกล้ำและทำร้ายเจ้าหน้าที่ของไทย ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการบานปลายของปัญหา

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด และการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแสหากพบสิ่งผิดปกติ เพื่อช่วยกันปกป้องอธิปไตยของชาติ

การที่กองทัพและรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างจริงจัง เป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน หากเราทุกคนร่วมมือกันและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เราจะสามารถรักษาอธิปไตยของชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ ย้ำพื้นที่ไทย จับตาวันนี้ประชุม RBC

“แม่ทัพภาค 2” เผยโอกาสปะทะรอบใหม่!

“แม่ทัพภาค 2” ชี้โอกาสปะทะรอบ 2 ขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้าม หากเริ่มก่อนไทยพร้อมตอบโต้ พร้อมมองผู้เจรจาต้องทันเกม นึกถึงผลประโยชน์ของชาติ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนและการเตรียมพร้อมของกองทัพ

“แม่ทัพภาค 2” กับมุมมองต่อสถานการณ์ชายแดน

พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญต่างๆ เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงการเตรียมพร้อมในการตอบโต้หากมีการยั่วยุจากฝ่ายตรงข้าม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาที่ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

สำหรับการตัดสินใจเข้ารับราชการทหาร พลโทบุญสินกล่าวว่า เป็นความใฝ่ฝันตั้งแต่เด็กที่อยากเป็นทหารตำรวจ เพราะเห็นพ่อเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย และความตั้งใจนั้นก็ไม่เคยลดน้อยลง แม้ในช่วงที่เป็นนักเรียนอาชีวะ

ความท้าทายที่ชายแดนไทย-กัมพูชา

พลโทบุญสินกล่าวถึงความท้าทายที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เกิดจากความต่างของความคิดที่ต่างฝ่ายต่างมองว่าแผ่นดินเป็นของตนเอง ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งและการปะทะกันได้ แต่ยังคงยืนยันว่าพร้อมที่จะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในส่วนของประเด็นยอดภูมะเขือ พลโทบุญสินกล่าวว่า ในยุคของตนต้องไปเอาคืนมา เพราะมีการเข้าอาศัยของคนกัมพูชามานานหลายสิบปีแล้ว และปัจจุบันภูมะเขือมีบรรยากาศที่ดี สามารถไปวิ่งเทรลหรือวิ่งมาราธอนได้

เมื่อถามถึงการตัดสินใจในสถานการณ์ที่มีแรงกดดัน พลโทบุญสินกล่าวว่า การรอคอยเป็นสิ่งที่ทรมาน แต่แม่ทัพต้องคิดอย่างรอบคอบ เพราะการปะทะจะส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม

สำหรับการปะทะที่ผ่านมา พลโทบุญสินเห็นว่าเหมาะสมแล้ว เพราะฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้เริ่มก่อน และในกรณีการปิดตาเมือนธม แม้จะเป็นเรื่องที่ลำบากใจ แต่ก็จำเป็นต้องทำเพื่อรักษาเอกภาพและศักดิ์ศรีของประเทศไทย

“แม่ทัพภาค 2” ยังกล่าวถึงการเจรจาว่า หากทำแล้วเสียผลประโยชน์ก็จะไม่เจรจา และผู้เจรจาต้องทันเกม รู้ว่าอะไรคือผลประโยชน์ของชาติ

ในส่วนของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพกับชุมชน พลโทบุญสินกล่าวว่า ทหารไม่ได้มีหน้าที่แค่รบ แต่ยังช่วยพัฒนาประเทศและช่วยเหลือประชาชนในยามยากลำบาก

สำหรับคำถามที่ว่า จะมีการปะทะกันอีกหรือไม่ และมีโอกาสที่ไทยจะยึดพื้นที่อย่างประสาทตาควายกลับมาได้หรือไม่ พลโทบุญสินตอบว่า ขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้นำประเทศของคู่ขัดแย้ง และท่าทีของทหารเขมรที่อยู่ตามแนวชายแดน หากเริ่มก่อนไทยก็มีสิทธิ์ตอบโต้

โดยสรุปแล้ว พลโทบุญสิน พาดกลาง “แม่ทัพภาค 2” ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ พร้อมทั้งยังคงเปิดโอกาสสำหรับการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี แต่หากถูกรุกรานก่อนก็พร้อมที่จะตอบโต้อย่างเต็มที่ เพื่อรักษาแผ่นดินไทยไว้

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของผู้นำและท่าทีของทหารตามแนวชายแดนจะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางในอนาคต ความรอบคอบและการคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

ที่มา – “แม่ทัพภาค 2” ชี้โอกาสปะทะรอบ 2 ขึ้นอยู่กับฝ่ายตรงข้าม หากเริ่มก่อนไทยพร้อมตอบโต้

ไทยสร้างไทยจี้รัฐบาล ปมIOด้อยค่าแม่ทัพภาค 2

พรรคไทยสร้างไทยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งชี้แจงกรณีที่มีปฏิบัติการ Information Operation (IO) โจมตีและด้อยค่า พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีนัยยะแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง

นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการโจมตีและด้อยค่าบุคคลในกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสังคมอย่างมาก นายปริเยศเน้นย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เนื่องจากบุคคลที่ถูกโจมตีดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพและมีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาชายแดน

ไทยสร้างไทยจี้รัฐบาล ปมIOด้อยค่าแม่ทัพภาค 2

โฆษกพรรคไทยสร้างไทยจึงตั้งคำถามสำคัญถึงรัฐบาลว่า เหตุใดจึงเลือกที่จะนิ่งเฉยและเพิกเฉยต่อกระแสการบ่อนทำลายเช่นนี้ หรืออาจมีเหตุผลอื่นแอบแฝงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว ไทยสร้างไทยจี้รัฐบาลให้เร่งดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นายปริเยศยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการ IO ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลทั่วไป แต่มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการจัดตั้งหรือสนับสนุนจากทีมงานของบางพรรคการเมือง ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งตรวจสอบและจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป อาจสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศชาติ และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเอง เนื่องจากประชาชนเริ่มตั้งข้อสงสัยตั้งแต่ที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวพาดพิงถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ในคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ออกมาว่า ท่านเป็นฝ่ายตรงข้าม

ทำไมไทยสร้างไทยจึงต้องออกมาเรียกร้องประเด็นนี้?

การที่พรรคไทยสร้างไทยจี้รัฐบาลในประเด็นนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ และความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล พรรคเชื่อว่าการปล่อยปละละเลยให้มีการโจมตีและด้อยค่าบุคคลสำคัญในกองทัพ จะส่งผลเสียต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ และอาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ อาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดี และอาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศ

ส่วนในประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โฆษกพรรคไทยสร้างไทยได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า รัฐบาลปัจจุบันได้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปแล้วตั้งแต่ที่มีคลิปเสียงหลุดออกมา ดังนั้น ประชาชนจึงไม่ได้คาดหวังความรับผิดชอบใดๆ จากรัฐบาลและผู้นำชุดนี้อีกต่อไป

  • รัฐบาลต้องเร่งตรวจสอบที่มาของทีม IO ที่โจมตีแม่ทัพภาคที่ 2
  • รัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนการใช้ IO เพื่อโจมตีหรือด้อยค่าบุคคลใดๆ
  • รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าจะรักษาความมั่นคงของประเทศ

ในท้ายที่สุดแล้ว การที่รัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และรักษาความมั่นคงของประเทศชาติได้ การที่พรรคไทยสร้างไทยจี้รัฐบาลให้ดำเนินการในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่สมควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

ที่มา – ไทยสร้างไทย บี้รัฐบาลเหตุใดเพิกเฉย IO ถล่มด้อยค่าแม่ทัพภาค 2 หรือมีนัยแอบแฝง

ศิลปินวาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” ประมูลช่วยทหาร

เรื่องราวสุดประทับใจเกิดขึ้นเมื่อศิลปินวาดภาพ ได้วาดภาพของ “แม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง” และนำออกประมูลเพื่อนำเงินช่วยเหลือทหารแนวหน้า โดยสามารถระดมทุนได้ถึง 52,000 บาท!

ศิลปินใจดี วาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” ช่วยทหารแนวหน้า

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เรื่องราวดีๆ ถูกแชร์ต่อกันในโลกออนไลน์ เมื่อคุณวันศุกร์ ศิลปินนักวาดภาพจากเพจ วันศุกร์ – Wansook ได้สร้างสรรค์ภาพวาดของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในการวาด โดยไม่มีภาพต้นแบบอ้างอิง

หลังจาก完成ภาพ คุณวันศุกร์ได้เปิดประมูลภาพดังกล่าวเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พร้อมข้อความที่ระบุว่า รายได้ทั้งหมดจากการประมูลจะนำไปแบ่งปันให้กับเหล่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวชายแดน และจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป

ภาพวาดสีอะคริลิกบนผ้าใบขนาด 100*80 ซม. มีชื่อว่า “แม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง” ซึ่งศิลปินยกย่องให้ท่านเป็นหนึ่งในชายชาติทหารที่อยู่ในดวงใจของคนไทยทั้งชาติ โดยเริ่มต้นการประมูลที่ราคา 4,999 บาท และเพิ่มราคาครั้งละ 100 บาท กำหนดปิดประมูลในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 เวลา 9.00 น.

ผลปรากฏว่าการประมูลสิ้นสุดลงด้วยยอดเงินสูงถึง 52,999 บาท! ผู้ชนะการประมูลคือคุณตุ๊บ ซึ่งหลังจากนั้นคุณวันศุกร์ได้ทำการโอนเงินทั้งหมดให้กับมูลนิธิกันจอมพลัง เพื่อนำไปช่วยเหลือทหารแนวหน้าเป็นที่เรียบร้อย

ภาพวาด “แม่ทัพภาค 2” ส่งถึงมือแม่ทัพ

เรื่องราวความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ยังไม่จบเพียงเท่านั้น เพราะคุณตุ๊บ ผู้ชนะการประมูล มีความประสงค์ที่จะมอบภาพวาดอันทรงคุณค่านี้ให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 เอง คุณวันศุกร์จึงได้เป็นธุระในการประสานงาน กระทั่งมีนายทหารท่านหนึ่งเข้ามาให้ความช่วยเหลือ และนำภาพวาดดังกล่าวส่งมอบให้กับ พลโทบุญสิน พาดกลาง เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สร้างความประทับใจให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

การกระทำของคุณวันศุกร์ ศิลปินผู้สร้างสรรค์ภาพวาด การสนับสนุนจากผู้เข้าร่วมประมูล และความตั้งใจของคุณตุ๊บที่ต้องการมอบภาพให้กับแม่ทัพภาคที่ 2 ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความรัก ความห่วงใย และความกตัญญูที่คนไทยมีต่อทหารผู้เสียสละที่ปกป้องประเทศชาติของเรา

เรื่องราวนี้เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สวยงามของการรวมพลังกันเพื่อช่วยเหลือสังคม และเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อพวกเราทุกคน เราขอชื่นชมทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์เรื่องราวดีๆ เช่นนี้

แน่นอนว่าเรื่องราวของศิลปินที่วาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” แล้วนำไปประมูล กลายเป็นแรงบันดาลใจให้หลายคนหันมาช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคเงิน สิ่งของ หรือแม้แต่การใช้ความสามารถของตนเองในการสร้างสรรค์ผลงานเพื่อการกุศล

การช่วยเหลือทหารแนวหน้า เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนสามารถทำได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพราะพวกเขาสมควรได้รับความขอบคุณและการสนับสนุนจากพวกเราทุกคน

สุดท้ายนี้ เราขอเป็นกำลังใจให้ทหารทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้า ขอให้ทุกท่านปลอดภัยและมีสุขภาพแข็งแรง

ที่มา – ประทับใจ ศิลปินวาดภาพ “แม่ทัพภาค 2” เปิดประมูลได้เงิน 5.2 หมื่นให้ทหารแนวหน้า

“แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุระเบิดที่ตาควาย

“แม่ทัพภาคที่ 2” ได้ออกมาเปิดเผยถึงเหตุการณ์เสียงระเบิดที่ปราสาทตาควาย โดยยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับกองทัพไทย และยังคงยืนยันว่าไม่เคยไว้ใจประเทศกัมพูชาในทุกสถานการณ์

“แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุระเบิดที่ปราสาทตาควาย

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ สโมสรร่วมเริงไชย กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางมารับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคจำนวนมาก ซึ่งเป็นน้ำใจจากประชาชนชาวไทยที่มอบให้กับทหารชายแดน

พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงกรณีที่มีเสียงระเบิดดังขึ้นที่ปราสาทตาควายว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในฝั่งกัมพูชา และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับกำลังทหารของประเทศไทย โดยรายงานเบื้องต้นระบุว่าเป็นกับระเบิดสังหารบุคคลที่ทางฝั่งกัมพูชาวางไว้ และอาจเกิดจากการที่ทหารกัมพูชาเผลอเหยียบกับระเบิดของตนเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูง ยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่มีผลกระทบต่อทหารไทยและไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกัน

ประเด็นสำคัญที่แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำ

  • เรื่องการรื้อถอนบริเวณช่องอานม้า: ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ไม่มีการรื้อถอนใดๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าฝ่ายกัมพูชาจะขอให้รื้อออก แต่ทางเราไม่ยินยอม เนื่องจากถือว่าเป็นอธิปไตยของไทยในการป้องกันการรุกล้ำซ้ำเดิม และจะยังคงตรึงกำลังไว้เช่นเดิม
  • การสร้างแนวป้องกันเพิ่มเติม: จะต้องมีการพูดคุยกับทางกัมพูชาเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกัน โดยแนวรั้วมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันการรุกล้ำของกองกำลังทางทหาร แต่ไม่ได้หมายความว่าแนวรั้วจะเป็นเส้นเขตแดน ทั้งนี้ การสร้างรั้วจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกัน
  • การประชุมพูดคุยกับแม่ทัพกัมพูชา: ทางกัมพูชาได้ตอบรับการประชุม แต่ขอเลื่อนไปเป็นวันที่ 27 สิงหาคม ที่ช่องสนั่ม เพื่อหารือถึงข้อตกลงต่างๆ ซึ่งผลลัพธ์สุดท้ายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำกัมพูชา การพูดคุยในระดับแม่ทัพอาจจะยังไม่มีผลเท่าที่ควร แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการหารือเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยโดยเร็วที่สุด

สำหรับเรื่องของ MOU นั้น เป็นเรื่องของรัฐบาล หรือกลุ่มพลังมวลชนที่จะพิจารณาข้อดีข้อเสีย ส่วนทางทหารจะยึดถือแผนที่ 1 ต่อ 50,000 และยึดถือเส้นเขตแดนเพื่อผลประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ความน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับการปะทะตามแนวชายแดนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ภายในกัมพูชาเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการยั่วยุต่างๆ หากมีการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ทางเราก็มีสิทธิ์ที่จะตอบโต้ไปตามสมควร

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของกำลังทหารฝ่ายตรงข้าม หากมีการเพิ่มเติมทดแทนกำลังที่สูญเสียไป หรือมีการถอนกำลังออกไป ถือเป็นเรื่องปกติ ขอย้ำว่ายังคงไม่สามารถไว้ใจได้ และยังต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ยืนยันว่าไม่เคยไว้วางใจ และไม่มีความหนักใจหรือกดดันใดๆ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และทำงานตามหน้าที่ด้วยความสุข

หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว ก็พร้อมที่จะรับใช้ประเทศชาติในส่วนที่สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชาชั้นสูงว่าจะมอบหมายให้ช่วยเหลือในด้านใดบ้าง จะเป็นพลเมืองดี และพร้อมที่จะทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศชาติในส่วนที่ทำได้ต่อไป

ทหารไทยทุกคนมีขวัญและกำลังใจที่ดี ได้รับแรงหนุนจากพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน และขอให้ไว้วางใจในการป้องกันอธิปไตยของกองทัพทั้ง 4 เหล่าทัพ ในส่วนของแนวชายแดนที่อยู่ในเขตรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 ขอให้พี่น้องประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง ทางเราจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ขอบคุณสำหรับกำลังใจและสิ่งของที่ทุกท่านส่งมาด้วยน้ำใจ จะน้อมรับและนำไปมอบให้กับน้องๆ ทหารตามแนวชายแดนต่อไป

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมและความไม่ประมาท ถึงแม้ว่าสถานการณ์ปัจจุบันจะดูสงบ แต่การรักษาความมั่นคงของชาติเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง

ที่มา – “แม่ทัพภาคที่ 2” เผยเหตุเสียงระเบิดที่ประสาทตาควาย ยืนยันไม่เคยไว้ใจกัมพูชา

แม่ทัพภาค 2 เตือนภูมิธรรม: เขมรไว้ใจไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาประเมินสถานการณ์พร้อมทั้งแสดงความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการระมัดระวังในการติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เคยเตือน “ภูมิธรรม” แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้

แม่ทัพภาค 2 บอกเคยเตือน “ภูมิธรรม”แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์หลังรับมอบทุนสนับสนุนกำลังพลแนวหน้า โดยประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่ายังอยู่ในระดับ 50/50 พร้อมยืนยันว่ากองทัพไทยมีความพร้อมทั้งการเจรจาและหากจำเป็นต้องปะทะ พลโทพูนสินกล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาแสดงพฤติกรรมยั่วยุต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่ช่องอานม้าว่าเป็นการกระทำที่ “ไม่มีมารยาท” ซึ่งจะไม่ส่งผลต่อการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) เพราะฝ่ายไทยทราบพฤติกรรมดังกล่าวเป็นอย่างดี

สำหรับเรื่องปัญหาการรุกล้ำของร้านค้ากัมพูชาบริเวณชายแดน แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่าจะนำเข้าที่ประชุม RBC เพื่อเจรจาให้ฝ่ายกัมพูชารื้อถอนเอง เนื่องจากเป็นการก่อสร้างที่ผิดหลักการ และย้ำว่าการล้อมรั้วระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

ความกังวลเรื่องกัมพูชาและคำเตือนถึงภูมิธรรม

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการที่แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยว่าเคยเตือนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวว่า “อย่าไว้ใจเขมร” ซึ่งตอกย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงของชาติ การออกมาเตือนเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของกองทัพต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและต้องการให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

นอกจากนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยเผยว่ามีแนวคิดที่จะเชิญประเทศจีนเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักสากล ซึ่งในตอนท้ายพล.ท.บุญสินระบุว่าจะไม่เปิดด่านชายแดนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จนกว่าตนเองจะเกษียณราชการอย่างแน่นอน พร้อมยอมรับว่าเคยเตือนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวว่า “อย่าไว้ใจเขมร” ซึ่งความจริงก็คือความจริง แม้จะมีการสูญเสีย แต่ขวัญและกำลังใจของทหารยังคงเต็มเปี่ยมในการรักษาอธิปไตยของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความท้าทายและต้องการการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาแสดงความเห็นและให้ข้อมูลต่างๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนและรัฐบาลได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ แต่การรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียด แต่กองทัพไทยก็ยังคงพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันถึงความพร้อมของกองทัพ ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารและเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ

ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้ การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ถือเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการตัดสินใจของรัฐบาลและการเตรียมพร้อมของประชาชน การรักษาความสามัคคีและความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่แม่ทัพภาคที่ 2 กล้าออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และความตั้งใจที่จะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง เราประชาชนคนไทยควรให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 บอกเคยเตือน “ภูมิธรรม”แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้ ยันไม่เปิดด่านจนกว่าเกษียณ

แพทองธารแจง! ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก ปมหยุดปฏิบัติหน้าที่

เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร ชินวัตร” คดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ขอศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก เพื่อข้อเท็จจริงรอบด้าน ชี้แจงคำพูดในคลิป พร้อมขอพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

จากกรณีคดีคลิปเสียงสนทนาของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญกำหนดนัดไต่สวนพยานบุคคลจำนวน 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขาธิการ สมช.) โดยพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียก หากไม่มาตามกำหนดนัดถือว่าไม่ติดใจเป็นพยานบุคคล และให้ผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องที่ประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีให้ยื่นเป็นหนังสือต่อศาล หากไม่ยื่นภายในกำหนดถือว่าไม่ติดใจยื่น โดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ นัดฟังคำวินิจฉัย

ทั้งนี้ มีการเปิดเผยรายละเอียดคำชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดย น.ส.แพทองธาร ยืนยันว่า การกระทำของตนเองตามข้อกล่าวหาของผู้ร้อง ไม่เป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2564 แต่อย่างใด และยังได้ขออนุญาตให้ไต่สวนพยานบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ปากเป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากมีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านความมั่นคงของประเทศและตามแนวชายแดนปัจจุบันและบางรายมีประสบการณ์ในอดีตทั้งความมั่นคงและการต่างประเทศ ได้แก่

ขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปาก

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ในฐานะผู้ทำงานร่วมกับผู้บัญชาการเหล่าทัพทุกเหล่า และเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้สั่งการฝ่ายปกครองด้านชายแดน

พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ ในฐานะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกัมพูชา ทำงานด้านปฏิบัติในกัมพูชามาตั้งแต่ยศ ร.ท. และทำงานอยู่กับ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาตั้งแต่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการรบพิเศษอย่างต่อเนื่อง

พล.ท.พุฒิพงษ์ ชีพสมุทร รองเจ้ากรมพระธรรมนูญทหาร ในฐานะผู้ชำนาญด้านกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของทหารและเรื่องอำนาจอธิปไตยของประเทศ

นายธนาธิป อุปัติศฤงค์ อดีตทูตไทยประจำประเทศญี่ปุ่น, ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศรัสเซีย ในฐานะผู้ชำนาญด้านการต่างประเทศ และสามารถให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวิธีปฏิบัติทางการทูตในการเจรจาแบบไม่เป็นทางการ

อีกทั้งพยาน 5 รายดังกล่าว ยังเป็นบุคคลที่ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของตนเองในการสนทนากับสมเด็จฮุน เซน เพื่อให้ศาลฯ ได้รับทราบถึงความคิดเห็นว่าการดำเนินการของตนในช่วงเหตุการณ์ ไม่ได้กระทำโดยมีเจตนาตามที่ผู้ร้องกล่าวหา หรือเป็นการละเมิดบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ทั้งยังเป็นการดำเนินการตามข้อมูลและคำแนะนำของฝ่ายความมั่นคงที่ประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน และเพื่อแสดงว่าเจตนาของตนมุ่งเพื่อรักษาเอกราชอธิปไตย และความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่เจตนาดังที่ผู้ร้องกล่าวหา จึงขอศาลฯ โปรดพิจารณาอนุญาตให้มีการไต่สวนพยานบุคคลดังกล่าว เพื่อให้การพิจารณาคดีมีความครบถ้วน รอบด้าน และเป็นธรรม โดยปราศจากข้อสงสัยอันอาจกระทบต่อความชอบธรรมและสถานะของตนในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศ

ดังนั้น เมื่อคำนึงถึงความเป็นสัดส่วนในความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการหยุดปฏิบัติหน้าที่ของตนตามที่กล่าวมา หากตนยังคงปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ต่อไป ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอธิปไตยของชาติ อีกทั้งสามารถปฏิบัติหน้าที่ในลักษณะบูรณาการเจ้าหน้าที่รัฐทุกฝ่ายให้สนับสนุนการทำหน้าที่ของฝ่ายทหาร และแสดงถึงความเข้มแข็งภายในชาติ ซึ่งส่งผลเชิงจิตวิทยาแก่กัมพูชาในการรุกรานประเทศไทย

น.ส.แพทองธาร ขอศาลมีคำสั่งยกเลิกมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการวินิจฉัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 71 ตามที่ผู้ร้องมีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพียง 2 ปาก คือ น.ส.แพทองธาร และเลขาธิการ สมช.

ขณะเดียวกัน มีการยืนยันข้อมูลในเรื่องการใช้ถ้อยคำว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” เป็นเพียงเจตนาที่ต้องการให้คู่เจรจาเสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ โดยการใช้เทคนิคสำคัญ คือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง ไม่ได้มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณี

ส่วนถ้อยคำที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ว่า “เป็นฝั่งตรงข้าม” เนื่องจาก นายเคลียง ฮวด คนสนิทของสมเด็จฮุน เซน พยายามอธิบายมูลเหตุของการที่สมเด็จฮุน เซน สั่งการให้มีการปิดด่านชายแดนของฝ่ายกัมพูชา เนื่องมาจากความไม่พอใจของสมเด็จฮุน เซน ที่มีต่อแม่ทัพภาคที่ 2 (พล.ท.บุญสิน พาดกลาง) เป็นการเฉพาะเจาะจง ตนจึงจำต้องใช้เทคนิคการเจรจาที่แยกปัญหาออกจากตัวบุคคล ไม่ได้เป็นการตำหนิติเตียนในทางลบหรือแสดงให้เห็นว่าแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไทยแต่อย่างใด แต่เป็นการอธิบายสถานการณ์ต่อฝ่ายกัมพูชาในเชิงสร้างความเข้าใจว่าฝ่ายบริหารของไทยมีเจตนาที่จะรักษาสันติและไม่ได้เป็นการโอนอ่อนหรือเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากแต่เป็นการดำเนินนโยบายโดยอาศัยหลักทางการทูตเพื่อรักษาเสถียรภาพของประเทศและป้องกันความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

ทำไมแพทองธาร ชินวัตรถึงขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก?

ในคำชี้แจง น.ส.แพทองธาร ยังระบุด้วยว่า การที่ตนเองกล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ในบทสนทนาเกิดขึ้นภายหลังจากที่ได้รับแจ้งจากฝ่ายความมั่นคงว่าทางการกัมพูชาไม่พอใจการเคลื่อนย้ายกำลังทหารของไทย ณ ช่องบก ซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้าในวันที่ 4 มิถุนายน 2568 จึงจำเป็นต้องสื่อสารเพื่อแยกบทบาทฝ่ายบริหารออกจากฝ่ายความมั่นคง ซึ่งสมเด็จฮุน เซน รู้สึกว่าเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับกัมพูชาในขณะนั้น และเพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจที่อาจนำไปสู่การเปิดเจรจาในระดับทางการต่อไปโดยไม่ใช้มาตรการทางทหาร และทางเศรษฐกิจ อันอาจส่งผลกระทบแก่ประชาชนทั้งสองประเทศ

ในการขอศาลไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากครั้งนี้ น.ส.แพทองธารหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

ความตั้งใจเดียวของข้าพเจ้าตลอดบทสนทนา จึงเป็นเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของชาติโดยไม่มีเจตนาจะได้มาซึ่งผลประโยชน์ส่วนตน ดังจะเห็นได้จากบทสนทนาว่าไม่มีข้อความตอนใดที่ตนเรียกร้องเอาผลประโยชน์ให้ตกเป็นของตนเองหรือครอบครัวแต่อย่างหนึ่งอย่างใดหรือได้ถือเอาประโยชน์ส่วนตนเหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติหรือได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีโดยไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ.

การขอไต่สวนพยานบุคคล 5 ปากของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ถือเป็นการต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง และแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – เปิดคำชี้แจง “แพทองธาร” ขอศาลไต่สวนพยาน 5 ปาก วอนพิจารณาคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

ในหลวงทรงห่วงใย! แม่ทัพภาค 2 เผยความรู้สึก

ในหลวงทรงห่วงใย สถานการณ์บ้านเมืองอยู่เสมอ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อสถานการณ์ต่างๆ ในประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่เคยเหน็ดเหนื่อยในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแผ่นดินไทย

ในหลวงทรงห่วงใย

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และบทบาทหน้าที่ของกองทัพบก รวมถึงคนไทยทุกคน ในกิจกรรม “สาธิตเกษตรรวมใจสู่แนวหน้า ปลูกต้นกล้าแทนคุณแผ่นดิน” ที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

พล.ท.บุญสิน ได้เล่าถึงสถานการณ์ของทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวหน้าให้เด็กๆ ฟัง โดยกล่าวว่า “พี่เขาฝากมาว่า หากพี่น้องคนไทยสู้ ลูกหลานเราสู้ พี่ๆ ทหารก็สู้ พี่ๆ ทหารฝากบอกว่าไม่ต้องห่วงพวกผม ขอเพียงกำลังใจจากคนไทยเท่านั้น”

ความห่วงใยที่ ในหลวงทรงมีต่อทหารและประชาชน

แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวอีกว่า “นี่คือทหารไทย เมื่อถึงเวลามีจิตวิญญาณของพระนเรศวร พวกเราไม่ต้องหวังว่าสถานการณ์ทหารไทยจะสู้หรือไม่ ชัดเจนอยู่แล้ว เพื่อแผ่นดินดี ที่บรรพบุรุษได้รักษาไว้เราจะต้องปกป้อง ใครรุกล้ำดินแดนของเรา ต้องผลักดันออกไป ยืนยันว่าเราไม่ได้รุกล้ำประเทศอื่น เรารบในประเทศไทยทั้งนั้น”

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ท่านได้สอบถามสถานการณ์ไปยังแม่ทัพทุกวัน โดยกองงานของพระองค์ได้สอบถามสถานการณ์จากแม่ทัพ และได้รายงานทุกวัน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นจอมทัพไทยอย่างแท้จริง และตั้งแต่ประวัติศาสตร์ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์นำกองทัพ และปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ดังนั้นทหารทุกคนพร้อมสละชีพเพื่อชาติ และปัจจุบันเรายังคงอยู่หน้าที่หน้าแนว แม้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร เราก็พร้อม ไม่ว่าจะยุติหรือจะรบต่อก็พร้อม

ในช่วงหนึ่งของการบรรยาย พล.ท.บุญสิน ได้ตอบคำถามนักเรียนว่า หากขอพรได้อยากขอสิ่งใด ซึ่งท่านตอบว่า “ลุงแม่ทัพอยากให้ประเทศไทยสงบสุข เจริญรุ่งเรือง ไม่มีสิ่งเดือดร้อน มีความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนไม่ทะเลาะเบาะแว้ง” นอกจากนี้ ท่านยังตอบคำถามเกี่ยวกับกรณีที่ไทยถูกรุกรานว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยท่านกล่าวว่า จะดำเนินการเหมือนที่เคยทำกับกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างการตอบคำถาม มีเด็กตะโกนถึงเครื่องบิน F-16 ทำให้ พล.ท.บุญสิน ยิ้มพร้อมตอบว่า F-16 ก็ใช้เหมือนกัน ท่านยังกล่าวว่า “แม่ทัพจะบอกว่านี่คือเขตแผ่นดินไทย เอาแผนที่ให้เขาดู หากล้ำเขตเข้ามาจะว่าอย่างไร เขาก็จะอ้างแผ่นดินเขา หากไม่ถอนกำลังออกไป จะใช้วิธีเบาไปหาหนักผลักดันออกไป”

“ทุกพื้นที่หากแม่ทัพยังเป็นแม่ทัพอยู่ รุกล้ำเข้ามา แม่ทัพเข้าตีอย่างเดียว ไม่คุย ผมมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญ ผมมาเพื่อสิ่งนี้ เพื่อขับไล่ศัตรูออกจากแผ่นดินใหญ่ให้รวดเร็ว” พล.ท.บุญสิน กล่าวย้ำ

นอกจากนี้ พล.ท.บุญสิน ยังตอบคำถามนักเรียนว่าเหนื่อยกับอะไรมากที่สุด โดยท่านตอบว่า ไม่เคยเหนื่อยกับการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติ เพื่อแผ่นดิน ไม่มีเวลาป่วยไข้ หรือทะเลาะกับคนในประเทศ มีอย่างเดียวคือไล่ศัตรูออกจากเขตประเทศ หากแม่ทัพไม่เข้มแข็ง จะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นคำว่าเหนื่อยไม่มี พร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชน

ท่านยังฝากถึงเด็กๆ เรื่องการเสพสื่อว่า หากเป็นเรื่องแตกความสามัคคี ใส่ร้าย ทำลายชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประชาชน ให้เกิดปัญหา ขอให้คิดก่อนว่าจริงหรือไม่ อย่าไปเชื่อง่ายๆ ต้องมีสติ หาข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ และขอให้ยึดมั่นในห้วงเวลาที่ประเทศชาติเป็นอย่างนี้ นับจากวันนี้เป็นต้นไป อยากให้คนไทยกลับมาดูผืนธงชาติไทย จำให้ดีว่า สิ่งเหล่านี้จะต้องอยู่กับแผ่นดินไทยชั่วลูกชั่วหลาน เราจะต้องช่วยกันรักษาสีธงชาติให้ครบ แดง คือ ชาติเสียสละเลือดบรรพบุรุษ รักษาแผ่นดิน ขาว คือ ศาสนา ยึดถือยึดมั่นในความดี น้ำเงิน คือ พระมหากษัตริย์ เป็นองค์ที่ก่อบ้านสร้างเมือง ตั้งแต่โบราณเป็นจอมทัพที่นำคนไทยต่อสู้ จนมีแผ่นดินอยู่ทุกวันนี้

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเสียสละของทหารไทย และความห่วงใยที่ ในหลวงทรงห่วงใย พสกนิกรของพระองค์อย่างแท้จริง พวกเราคนไทยทุกคนควรตระหนักถึงหน้าที่ของตนเองในการปกป้องรักษาชาติบ้านเมืองให้สงบสุขสืบไป

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เผย “ในหลวง” ทรงห่วงใยสถานการณ์ทุกวัน ลั่นไม่เคยเหนื่อยเพื่อแผ่นดินไทย

Scroll to top