แม่ทัพภาคที่ 2

แม่ทัพภาค 2 ไม่นิ่งนอนใจ ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนาม

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตา เมื่อ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแสดงความไม่นิ่งนอนใจต่อกรณี ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามของประเทศไทย พร้อมทั้งสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างรอบคอบ หลังจากที่ กกล.บูรพา ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN เพิ่มเติมอีก 3 จุด

แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่นิ่งนอนใจ ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนาม

พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวถึงกรณีดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ว่า ทางกองทัพไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ ทหารกัมพูชารื้อรั้วลวดหนามอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การเข้าไปวางแนวรั้วลวดหนามใหม่ยังไม่สามารถทำได้ในทันที เนื่องจากต้องให้เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าไปเคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อยเสียก่อน เพื่อความปลอดภัยของกำลังพล

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ EOD เร่งเข้าดำเนินการตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด แม้ว่าจะยังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากมีความกังวลว่าทหารกัมพูชาอาจมีการวางทุ่นระเบิดเพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อกำลังพลไทย และอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างสถานการณ์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์

หากการตรวจสอบพื้นที่แล้วเสร็จและปลอดภัย แม่ทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะส่งกำลังพลเข้าไปวางแนวรั้วลวดหนามในพื้นที่เดิมทันที นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ทันที หากพบว่ามีทหารกัมพูชาเข้ามารื้อรั้วลวดหนามอีก

การตรวจพบทุ่นระเบิด PMN เพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน กกล.บูรพา โดย ฉก.12 ได้รายงานผลการปฏิบัติงานประจำวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ว่า ได้ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMN จำนวน 3 ทุ่น ในพื้นที่ปฏิบัติการ บ้านหนองหญ้าแก้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  • ทุ่นระเบิด PMN จำนวน 1 ทุ่น ตรวจพบเมื่อเวลา 13.12 น. ในพื้นที่บริเวณพิกัด 48P 0255119
  • ทุ่นระเบิด PMN จำนวน 1 ทุ่น ตรวจพบเมื่อเวลา 16.39 น. ในพื้นที่บริเวณพิกัด 48P0255122
  • ทุ่นระเบิด PMN จำนวน 1 ทุ่น ตรวจพบเมื่อเวลา 16.48 น. ในพื้นที่บริเวณพิกัด 48P0255122

ทุ่นระเบิดทั้ง 3 ทุ่นมีสภาพพร้อมใช้งาน และเจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บกู้ตามขั้นตอนที่กำหนดเรียบร้อยแล้ว

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความตึงเครียดนี้ ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ การดำเนินการอย่างรอบคอบและระมัดระวังของกองทัพจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น และรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ไม่นิ่งนอนใจ “ทหารกัมพูชา” รื้อรั้วลวดหนามไทย พบทุ่นระเบิด PMN 3 จุด

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand บนรูปแม่ทัพ

ในวงการบันเทิงระหว่างประเทศ มีข่าวที่น่าปลื้มใจสำหรับคนไทย เมื่อดาราดังจากอินเดีย “กากัน มาลิก” เขียนข้อความ “I love Thailand” บนรูปวาดของ “แม่ทัพภาคที่ 2” อย่างน่าประทับใจ การกระทำนี้ไม่เพียงแสดงถึงความชื่นชอบในประเทศไทย แต่ยังสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างวัฒนธรรมอินเดียและไทย

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand ในงานพิเศษที่พัทยา

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่โรงเรียนเมืองพัทยา 11 (มัธยมสาธิตพัทยา) จังหวัดชลบุรี โดยมีนายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา เป็นประธานในพิธีทำบุญเลี้ยงพระ เพื่อฉลองครบรอบ 17 ปีการสถาปนาโรงเรียน ผู้เข้าร่วมงานรวมถึงคณะผู้บริหารเมืองพัทยา คณะครูอาจารย์ ผู้ปกครอง และนักเรียนจำนวนมาก

ภาพงานพิธีที่โรงเรียนเมืองพัทยา 11

ไฮไลต์ของงานคือการปรากฏตัวของ “กากัน มาลิก” ดาราดังอินเดียที่มาร่วมงานกับนายกเมืองพัทยา สิ่งที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นคือ เขาได้เขียนข้อความ “I love Thailand” พร้อมลายเซ็นบนรูปวาดของ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความรักที่มีต่อประเทศไทยอย่างชัดเจน

กากัน มาลิก เขียน I love Thailand บนรูปวาด

ประวัติและผลงานของกากัน มาลิก

“กากัน มาลิก” เป็นนักแสดงชื่อดังจากอินเดียที่มีผลงานโดดเด่น เขารับบทเจ้าชายสิทธัตถะในภาพยนตร์ศรีลังกาเรื่อง “สิทธัตถะโคตมะ” และมีบทบาทสำคัญในซีรีส์อินเดียยอดนิยมอย่างรามายณะและหนุมาน ผลงานเหล่านี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในหมู่แฟนๆ ทั่วเอเชีย รวมถึงประเทศไทย

นอกจากนี้ ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา กากัน มาลิกได้รับการแต่งตั้งให้เป็นทูตสันถวไมตรีด้านการท่องเที่ยวของกัมพูชา โดยเขาไม่รับค่าตอบแทนใดๆ แต่ต่อมาได้ลาออกจากตำแหน่งนั้น โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อประเทศไทย” การตัดสินใจนี้ทำให้เขาได้รับคำชื่นชมอย่างมากจากสาธารณชนไทย

  • ผลงานเด่น: เจ้าชายสิทธัตถะในภาพยนตร์สิทธัตถะโคตมะ
  • บทบาทในซีรีส์: รามายณะและหนุมาน
  • กิจกรรมสังคม: ทูตสันถวไมตรีกัมพูชา (ลาออกเพื่อไทย)

การที่ “กากัน มาลิก” เขียน “I love Thailand” บนรูปวาด “แม่ทัพภาคที่ 2” จึงไม่ใช่แค่การแสดงออกส่วนตัว แต่เป็นสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวหลังโควิด-19 โดยพัทยาเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอินเดีย การปรากฏตัวของดาราดังเช่นนี้ ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่แท้จริง

จากมุมมองของผู้เขียน การกระทำของกากัน มาลิกแสดงให้เห็นว่าดาราต่างชาติสามารถมีส่วนร่วมในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับไทยได้อย่างไร หากคุณชื่นชอบข่าวบันเทิงและวัฒนธรรม ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ

ที่มา – “กากัน มาลิก” เขียนข้อความ “I love Thailand” บนรูปวาด “แม่ทัพภาคที่ 2”

แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วน เคลื่อนจรวด BM-21

แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21 ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ต้องจับตาใกล้ชิด พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญในวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยยืนยันว่าทหารกัมพูชาเคลื่อนย้ายกำลังพลและอาวุธเข้าพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่ถอนกำลัง แต่การเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชัดเจน

แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21

พลโท บุญสิน กล่าวว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งบอกเหตุว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยเฉพาะความขัดแย้งด้วยอาวุธ ซึ่งไทยได้ประท้วงไปแล้ว แม้จะเป็นช่วงที่กำลังมีการรับมอบตำแหน่งแม่ทัพภาค 2 และตำแหน่งสำคัญในกองทัพ แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบ เพราะผู้สืบทอดทำหน้าที่อำนวยการยุทธมาอย่างต่อเนื่อง รู้ขั้นตอนการปฏิบัติเป็นอย่างดี รัฐบาลชุดใหม่ก็ทำงานร่วมกันได้ราบรื่น ไม่มีรอยต่อที่ส่งผลเสียต่อความมั่นคงของไทย

การตอบโต้และความอดทนของไทย

สำหรับกรณีทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กและขว้างระเบิดเข้ามาในพื้นที่ ไทยยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิง โดยใช้ความอดทนและรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริง เสียงปืนหรือระเบิดต้องตรวจสอบให้ชัดเจน และผู้นำทหารทั้งสองประเทศต้องพูดคุยกัน เมื่อถามถึงการตอบโต้ พลโท บุญสิน ชี้ว่าต้องตัดสินใจร่วมกันระหว่างทหารและรัฐบาล โดยพิจารณาข้อดีข้อเสียต่อชาติ หากเหตุผลไม่เพียงพอ อาจส่งผลเสีย แต่ถ้ามีเหตุผลไทยพร้อมปกป้องอธิปไตย โดยเฉพาะในสถานการณ์เฉพาะหน้าทหารมีอำนาจเต็ม

นอกจากนี้ ยังมีกรณีพนักงานขนส่งโพสต์ภาพรถถังชายแดน ซึ่งแม่ทัพขอความร่วมมือจากประชาชนไม่ให้เผยแพร่ภาพหรือพิกัดทางการทหาร เพราะอาจเป็นภาพเก่าและขัดกับข้อตกลงหยุดยิง เพื่อรักษาความลับทางราชการ สำหรับกระแสข่าวระเบิดลงเนิน 498 ช่องบก อุบลราชธานี อยู่ระหว่างตรวจสอบ และจะเก็บหลักฐานเพื่อประท้วงกับคณะผู้สังเกตการณ์หรือ IOT

มุมมองต่อสถานการณ์ชายแดน

พลโท บุญสิน ยิ้มตอบคำถามเรื่องทหารไทยเลิกเป็นสุภาพบุรุษ โดยยืนยันว่ากองทัพต้องรักษาความสุภาพบุรุษ แต่เมื่อมีเหตุและเงื่อนไขที่เหมาะสม จะทำหน้าที่ปกป้องชาติอย่างมีเหตุผล ไม่ตามกระแส ท่านไม่กังวลสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา แม้จะเกษียณในไม่กี่วัน เพราะผู้สืบทอดพร้อมและเคยอยู่ในพื้นที่มาโดยตลอด การทำงานกับรัฐบาลก็ราบรื่น โดยเฉพาะรัฐมนตรีช่วยกลาโหมที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่น

ท่านเตรียมลงพื้นที่ติดตามจนวันสุดท้าย และหลังเกษียณยังคงเป็นที่ปรึกษา ผบ.ทบ. สำหรับคำสั่งจากนายกฯ อนุทิน ที่ให้ทหารตัดสินใจทันที ถือเป็นเรื่องดี แต่เรื่องสำคัญต้องผ่าน สมช. เพื่อพิจารณาภาพรวม ยืนยันว่ากัมพูชายังใช้อาวุธใหญ่ไม่ได้ มิฉะนั้นจะกลายเป็นรังแก หากเริ่มช้าอาจเสียเปรียบ แต่ต้องดูตามห้วงเวลา

  • การเคลื่อนย้ายจรวด BM-21: สัญญาณเตือนภัยชัดเจน
  • ไทยยึดมั่นข้อตกลงหยุดยิง: ความอดทนและการประท้วง
  • การรับมอบตำแหน่ง: ไม่กระทบความมั่นคง
  • บทบาทประชาชน: ช่วยรักษาความลับทางทหาร

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตา แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21 สะท้อนถึงความไม่แน่นอนที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ หากคุณสนใจติดตามข่าวสารด้านความมั่นคง ลองแบ่งปันบทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่เพื่อนๆ และอย่าลืมติดตามอัปเดตจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือเพื่อความปลอดภัยของชาติ

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 เผยทหารกัมพูชาป่วนช่วงรับมอบตำแหน่ง เคลื่อนจรวด BM-21

ถ้าได้เป็นนายก แม่ทัพภาค 2 ตอบยากที่สุด

ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร แม่ทัพภาค 2 ยอมรับเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด

ในสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียด แม่ทัพภาคที่ 2 พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้แสดงความชื่นชมต่อทหารกล้า 16 นายที่เสียสละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทย ในการบรรยายพิเศษเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 ที่หอประชุมกิติขจร กองบัญชาการกองทัพบก แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สดุดีวีรกรรมของเหล่าทหารผู้กล้าหาญเหล่านี้ โดยย้ำว่าพวกเขาคือผู้ที่เกิดมาเพื่อปกป้องแผ่นดินอย่างแท้จริง ชีวิตที่เสียไปนั้นคุ้มค่ากับการเกิดมาในแผ่นดินไทย และเป็นสถานการณ์ที่ต้องการผู้กล้าอย่างพวกเขา

ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร แม่ทัพภาค 2 ยอมรับเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด

พลโทบุญสิน พาดกลาง ได้เล่าถึงประสบการณ์ในฐานะผู้บัญชาการรบที่เห็นเหตุการณ์มาตลอด โดยให้กำลังใจทั้งทหารที่เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ สิ่งที่ได้กลับมาคือความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ และบรรพบุรุษที่เห็นลูกหลานทำหน้าที่อย่างกล้าหาญ ไม่ขี้ขลาด ไม่ถอยร่น ไม่ยอมแพ้ต่อศัตรู ดั่งเช่นบรรพบุรุษในอดีต ทหารเหล่านี้ยังคงปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนต่อไป โดยไม่เคยหวาดกลัว หากใจไม่ถึง พวกเขาคงไม่สามารถยืนหยัดต่อหน้าศัตรูได้ แม่ทัพยังขอบคุณครอบครัวที่สนับสนุนให้ทหารเหล่านี้ทำหน้าที่เพื่อแผ่นดิน และยืนยันว่าพวกเขาได้รับเกียรติสูงสุดจากคนไทยทั้งชาติ

เกียรติทหารไทยที่กลับคืนมา

สถานการณ์ชายแดนยังไม่ยุติ และไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต แม่ทัพภาคที่ 2 เรียกร้องให้รุ่นหลังยึดมั่นในอธิปไตย รักษาเส้นเขตแดนอย่างเข้มแข็ง ขอให้ทุกคนมีความภาคภูมิใจในทหารที่ปกป้องชาติ แม้ต้องเสียชีวิตก็ยอม สังคมไทยเข้าใจความจริงโดยไม่ต้องอธิบายมาก วีรกรรมของทหาร 16 นายนี้เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คนไทยตื่นตัว รักชาติมากขึ้น สิ่งที่ได้ยินได้ฟังบางอย่างไม่จริง แต่การเสียสละของทหารทำให้เกิดความรักสามัคคีในชาติ

พลโทบุญสิน เน้นย้ำถึงการตระหนักในหน้าที่ คุณธรรมจริยธรรม ศักดิ์ศรีของทหารไทยได้กลับคืนมาแล้ว ศักดิ์ศรีของคนไทยที่ซื่อสัตย์สุจริตและปกป้องประเทศก็เช่นกัน เราต้องช่วยกันรักษาสิ่งเหล่านี้ ขับเคลื่อนความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ให้คงอยู่ชั่วลูกชั่วหลาน

คำถามสะเทือนใจและการปฏิเสธการเมือง

นอกจากนี้ แม่ทัพยังเผยถึงคำถามที่ตอบยากที่สุด คือ ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร และคำถามสะเทือนใจที่สุดคือการพูดคุยกับญาติของทหารที่เสียชีวิตอย่างไร มีคนชวนตั้งพรรคการเมืองเพราะเห็นความเหมาะสม แต่แม่ทัพขอบคุณและปฏิเสธ โดยเลือกทำหน้าที่ทหารเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ต่อไป เพื่อให้ประเทศเข้มแข็ง

วีรกรรมของทหารกล้าเหล่านี้ไม่เพียงฟื้นฟูเกียรติทหารไทย แต่ยังกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องแผ่นดิน ในยุคที่สถานการณ์ชายแดนยังตึงเครียด การเสียสละของพวกเขาคือแบบอย่างที่ควรจดจำ

  • ชื่นชมทหาร 16 นายที่ปกป้องชายแดน
  • ย้ำความกล้าหาญและไม่ยอมแพ้
  • เรียกร้องให้รักษาอธิปไตย
  • ปฏิเสธการเมืองเพื่อมุ่งหน้าที่ทหาร

การบรรยายครั้งนี้ทำให้ผู้ฟังซาบซึ้งในความเสียสละของทหารไทย หากคุณชื่นชอบเรื่องราว爱国主义แบบนี้ ลองแชร์บทความนี้เพื่อกระจายความภาคภูมิใจในชาติให้เพื่อนๆ กันนะครับ

ที่มา – ถ้าได้เป็น “นายก” จะทำอย่างไร แม่ทัพภาค 2 ยอมรับเป็นคำถามที่ตอบยากที่สุด

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำจุดยืนไม่เล่นการเมือง

แม่ทัพภาคที่ 2 ย้ำจุดยืนไม่เล่นการเมือง หลังพรรคทาบทาม

ในวงการการเมืองและทหารไทยช่วงนี้ มีข่าวที่น่าสนใจเกี่ยวกับ แม่ทัพภาคที่ 2 หรือ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่เพิ่งให้สัมภาษณ์ยืนยันจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แม้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคมาทาบทามก็ตาม ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งและการปรับคณะรัฐมนตรี ทำให้หลายฝ่ายจับตามองบุคลากรทหารเกษียณที่จะเข้ามามีบทบาทในเวทีการเมือง

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2567 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท.บุญสิน ได้ให้สัมภาษณ์ระหว่างร่วมพิธีสดุดีทหารกล้าที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เขายืนยันว่า ยังไม่เคยพบ พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหาร 26 และจปร.37 แม้จะมีความสัมพันธ์เป็นเพื่อนเก่า แต่ก็ยังไม่มีการชวนให้เข้ามารับตำแหน่งที่ปรึกษาแต่อย่างใด

แม่ทัพภาคที่ 2 มี 3 เก้าอี้รอรับหลังเกษียณ

หากมีคำเชิญมาจริง พล.ท.บุญสิน ก็พร้อมปฏิเสธทันที เพราะยึดมั่นในจุดยืนไม่ยุ่งทางการเมือง แต่หลังจากเกษียณอายุราชการแล้ว เขายังคงพร้อมช่วยเหลืองานกองทัพในด้านที่ตนมีความเชี่ยวชาญ โดยมีตำแหน่งที่น่าสนใจ 3 ตำแหน่งรออยู่ ได้แก่ ที่ปรึกษาผบ.ทบ. , ที่ปรึกษาสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และที่ปรึกษาผู้อำนวยการหลักสูตรเสริมสร้างสังคมสันติสุข สถาบันพระปกเกล้า นอกจากนี้ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้ายังได้เชิญให้ไปช่วยงานในสถาบันดังกล่าวด้วย

การมีตำแหน่งเหล่านี้รอรับ แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและประสบการณ์ของ แม่ทัพภาคที่ 2 ในด้านความมั่นคงและการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เขารับผิดชอบมานานหลายปี การตัดสินใจไม่เล่นการเมืองนี้ อาจเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับทหารคนอื่นๆ ที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากพรรคการเมืองต่างๆ

พรรคการเมืองทาบทาม แม่ทัพภาคที่ 2 แต่ถูกปฏิเสธ

แม้จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคส่งสัญญาณทาบทามให้เข้าร่วมงานการเมือง แต่ พล.ท.บุญสิน ย้ำชัดเจนว่า จะยืนยันคำเดิมไม่ยุ่งเกี่ยวใดๆ ทั้งสิ้น ในยุคที่การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบประชาธิปไตยมากขึ้น การที่ผู้นำทหารอย่างเขาเลือกทางสายกลางนี้ ช่วยลดความขัดแย้งระหว่างสถาบันทหารและการเมืองได้ไม่น้อย

นอกจากประเด็นหลักแล้ว เราสามารถวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ว่า จุดยืนนี้สอดคล้องกับนโยบายของกองทัพไทยที่เน้นความเป็นกลางทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เป็นต้นมา ทหารไทยมักถูกมองว่าเป็นเสาหลักของชาติ แต่การเข้าไปยุ่งเกี่ยวการเมืองอาจนำไปสู่ความแตกแยกได้ ดังนั้น การที่ แม่ทัพภาคที่ 2 เลือกโฟกัสที่งานด้านความมั่นคงหลังเกษียณ จึงเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด

จากประสบการณ์ในภาค 2 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ พล.ท.บุญสิน มีผลงานเด่นในด้านการแก้ไขปัญหาชายแดน โดยเฉพาะความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่มักมีเหตุการณ์ปะทะบ้างเป็นครั้งคราว การที่เขายังคงช่วยงานสมช. และสถาบันพระปกเกล้า จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องสันติภาพและความมั่นคงให้กับสังคมไทยได้อีกมาก

ในมุมมองส่วนตัว คิดว่าการตัดสินใจของท่านเป็นแบบอย่างที่ดี ช่วยรักษาภาพลักษณ์ของกองทัพให้คงความน่าเชื่อถือ ท่ามกลางกระแสข่าวลือการเมืองที่คอยจับตามอง หากท่านสนใจติดตามข่าวการเมืองและทหารเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความอื่นๆ ในเว็บไซต์ของเราได้ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

  • ติดตามข่าว แม่ทัพภาคที่ 2 และกองทัพไทย
  • อ่านเพิ่ม: พิธีสดุดีทหารกล้า ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • สำรวจตำแหน่งหลังเกษียณของผู้นำทหาร

สุดท้ายแล้ว จุดยืนไม่เล่นการเมืองนี้ไม่เพียงช่วยท่านเอง แต่ยังส่งผลดีต่อเสถียรภาพของประเทศด้วย หากคุณมีมุมมองอย่างไร สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย

ที่มา – “แม่ทัพภาคที่ 2” มี 3 เก้าอี้รอรับ ย้ำจุดยืนไม่เล่นการเมือง หลังมีพรรคมาทาบทาม

ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น

ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น มั่นใจ ผบ.ทอ.คนใหม่จะดูแลอธิปไตยได้อย่างดี

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เปิดใจถึงการทำงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมาในงานเลี้ยงอำลาตำแหน่งก่อนเกษียณอายุราชการ โดยแสดงความภาคภูมิใจกับผลสำรวจล่าสุดที่ชี้ว่าประชาชน 91% อยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ หลังจากปฏิบัติภารกิจที่ชายแดนสำเร็จลุล่วงด้วยดี

พล.อ.อ. พันธ์ภักดีย้ำว่า ความสำเร็จของกองทัพอากาศไม่ได้มาจากความสามารถส่วนตัว แต่เป็นเพราะการทำงานร่วมกันเป็นทีมของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเจรจาจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ ซึ่งทีมงานทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ นอกจากนี้ ผบ.ทอ. ยังกล่าวถึงการทำงานกับสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ ไม่ปิดบังข้อมูลเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ ข้อเท็จจริงและความโปร่งใสนี้เองที่ทำให้ประชาชนเข้าใจและชื่นชมกองทัพอากาศมากขึ้น

“ผมมีความสุขทุกครั้งที่เห็นคนไทยร้องเพลงชาติและจงรักภักดีต่อสถาบันฯ” พล.อ.อ. พันธ์ภักดีกล่าว พร้อมชื่นชม แม่ทัพภาคที่ 2 ที่มีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างทหารและประชาชน ทำให้คนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการรักชาติมากขึ้น อย่างไรก็ตามในช่วงท้าย ผบ.ทอ. ได้กล่าวอำลากองทัพอากาศด้วยความประทับใจ โดยเล่าถึงความรู้สึกอบอุ่นที่ได้ทำการบินอำลา และกล่าวถึงกลิ่นเหงื่อของนักบินว่าเป็น “กลิ่นหอมของนักรบ” พร้อมเชื่อมั่นว่า พล.อ.อ. เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศคนใหม่ จะดูแลกองทัพและรักษาอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น

เรื่องราวความภาคภูมิใจของ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ที่ได้เห็นประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและความมุ่งมั่นในการปกป้องประเทศชาติ นอกจากนี้ การที่ท่าน ผบ.ทอ. ชื่นใจที่เห็นคนไทยรักชาติมากขึ้น ก็เป็นสิ่งที่น่าปลื้มใจอย่างยิ่ง เพราะความรักชาติเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างชาติให้เข้มแข็งและมั่นคง

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น?

มีหลายปัจจัยที่ทำให้ พล.อ.อ.พันธ์ภักดีรู้สึกภาคภูมิใจและชื่นใจ ประการแรกคือ ผลสำรวจล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่อยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิบัติภารกิจที่ชายแดนสำเร็จลุล่วงด้วยดี ประการที่สองคือ การทำงานร่วมกันเป็นทีมของทุกคนในกองทัพอากาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการเจรจาจัดหาเครื่องบินขับไล่ใหม่ ที่ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ ประการที่สามคือ การทำงานกับสื่อมวลชนอย่างตรงไปตรงมาและจริงใจ ทำให้ประชาชนได้รับรู้ข้อเท็จจริงและเกิดความเข้าใจในบทบาทของกองทัพอากาศ

นอกจากนี้ การที่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดีได้เห็นคนไทยร้องเพลงชาติและจงรักภักดีต่อสถาบันฯ รวมถึงการที่แม่ทัพภาคที่ 2 มีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้าใจระหว่างทหารและประชาชน ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ท่านรู้สึกชื่นใจอย่างยิ่ง เพราะสิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความสามัคคีของคนในชาติ ซึ่งเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

การที่ ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น นั้น เป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ากองทัพอากาศและประชาชนมีความเข้าใจอันดีต่อกัน และมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกันในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ผบ.ทอ.ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น และเชื่อมั่นว่า ผบ.ทอ.คนใหม่จะสามารถสานต่อภารกิจในการดูแลอธิปไตยของชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนและให้กำลังใจกองทัพอากาศจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ประชาชนทุกคนสามารถทำได้ เพื่อร่วมกันสร้างชาติให้เข้มแข็งและมั่นคง

ที่มา – ผบ.ทอ. ภูมิใจประชาชนอยู่เคียงข้างกองทัพอากาศ ชื่นใจคนไทยรักชาติมากขึ้น

แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “อนุทิน” แก้ปัญหาชายแดน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาแสดงความขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ที่ไฟเขียวให้อำนาจทหารอย่างเต็มที่ในการตัดสินใจและดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเปิด-ปิดด่าน การสร้างรั้วชายแดน หรือการจัดการปัญหาโดรน

แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ไฟเขียวให้อำนาจทหาร แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

แม่ทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำว่า ที่ผ่านมา กัมพูชายังไม่มีท่าทีที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนตามที่ได้ตกลงกันไว้ในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-กัมพูชา (GBC) เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 แต่กลับมีการเพิ่มกำลังพลในพื้นที่แทน นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนบินเข้ามาในพื้นที่อธิปไตยของไทยอยู่ทุกวัน รวมถึงการตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่ถูกฝังไว้

ต่อไปนี้ เลิกคุยหากยังยั่วยุ

พล.ท.บุญสิน กล่าวอย่างหนักแน่นว่า หากกัมพูชายังคงมีพฤติกรรมยั่วยุเช่นนี้ต่อไป จะไม่มีการเจรจาใดๆ ทั้งสิ้น กองทัพจะดำเนินการตอบโต้และป้องกันอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

การที่นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล มอบอำนาจให้กองทัพสามารถตัดสินใจเรื่องการเปิด-ปิดด่าน และการสร้างรั้วชายแดนได้อย่างเต็มที่นั้น ถือเป็นการแสดงความเชื่อมั่นและไว้วางใจในกองทัพอย่างสูง แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดน และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงของชาติ

ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 พล.ท.อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 เตรียมจัดการประชุม RBC วาระพิเศษ ระหว่างกองทัพภาคที่ 1 และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชา ในวันที่ 24-26 กันยายน 2568 ที่ปอยเปต โดยมีวาระสำคัญคือการนำเสนอแผนการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว

ขณะที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เลื่อนการประชุม RBC ออกไปก่อน เนื่องจากมีกรณีการผ่อนปรนด่านจันทบุรี-ตราด เข้ามาในช่วงนั้น และในวันที่ 30 กันยายน 2568 ทางศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้ให้แต่ละพื้นที่สำรวจเพื่อทำแผนไว้ภายใน 1 เดือน แต่ยังไม่เกิดขึ้น

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอยู่บ้าง แต่ด้วยความมุ่งมั่นของกองทัพ และการสนับสนุนจากรัฐบาล เชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนได้ในที่สุด การได้รับอำนาจเต็มที่จาก “นายกฯอนุทิน” ในการแก้ไขปัญหาชายแดน ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้กองทัพสามารถดำเนินการต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้การแก้ไขปัญหาชายแดน เป็นไปอย่างราบรื่น และเพื่อความสงบสุขของทุกฝ่าย

การแก้ไขปัญหาชายแดน ไทย-กัมพูชา จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขในพื้นที่

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 ขอบคุณ “นายกฯอนุทิน” ไฟเขียวให้อำนาจทหาร แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

สะพัด! ครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” นั่ง รมช.กห.

อัปเดตโผ ครม.อนุทิน 1 พบชื่อ “บิ๊กดุลย์ อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เตรียมนั่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในโควตาคนนอก ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 ของ “อนุทิน” เอง

เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับโผ ครม.อนุทิน 1 ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นผู้จัดทำ ล่าสุดมีรายงานว่า พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ หรือ บิ๊กดุลย์ อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม ในส่วนของโควตาคนนอก ซึ่งการตัดสินใจนี้เกิดขึ้นจากความเชี่ยวชาญของพลโทอดุลย์ในด้านงานพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังเป็นพื้นที่ที่มีข้อพิพาทอยู่ การเข้ามาของพลโทอดุลย์จะช่วยแบ่งเบาภาระของพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้เป็นอย่างดี

พลโท อดุลย์ เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 27 และจบจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่นที่ 38 นอกจากนี้ ท่านยังเคยเป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ.61 กับนายอนุทิน ชาญวีรกูล อีกด้วย ความสัมพันธ์อันดีนี้อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้พลโทอดุลย์ได้รับความไว้วางใจให้เข้าร่วมคณะรัฐมนตรี

สำหรับความคืบหน้าเกี่ยวกับรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) โดยเฉพาะในรายชื่อบางคนที่อาจมีความสุ่มเสี่ยงอยู่บ้าง ทางนายกรัฐมนตรีได้ส่งรายชื่อแคนดิเดตสำหรับตำแหน่งรัฐมนตรีเกินจำนวนที่ต้องการ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการทดแทนในกรณีที่จำเป็น คาดการณ์ว่ารายชื่อทั้งหมดจะสามารถนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายได้ภายในสัปดาห์หน้า

สะพัด! ครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” นั่ง รมช.กห.

การปรับ ครม.อนุทิน 1 ในครั้งนี้ มีความน่าสนใจหลายประการ โดยเฉพาะการดึงบุคคลภายนอกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาเสริมทีม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีในการบริหารประเทศด้วยทีมงานที่มีความสามารถหลากหลาย การได้พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ มาร่วมงาน น่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับกระทรวงกลาโหมได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ภูมิภาคมีความผันผวนและมีความท้าทายด้านความมั่นคงเพิ่มมากขึ้น

ทำไมต้อง “บิ๊กดุลย์” ใน ครม.อนุทิน 1?

เหตุผลสำคัญที่ทำให้พลโทอดุลย์ได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม อาจมาจากประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การมีบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในด้านนี้ จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การที่พลโทอดุลย์เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี ก็อาจเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดความไว้วางใจและทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น

  • ความเชี่ยวชาญด้านชายแดน: พลโทอดุลย์มีประสบการณ์ในการทำงานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความซับซ้อนและมีความท้าทายด้านความมั่นคง
  • ความสัมพันธ์ส่วนตัว: การเป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับนายกรัฐมนตรี ช่วยสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจในการทำงานร่วมกัน
  • การแบ่งเบาภาระ: การมี รมช.กลาโหม ที่มีความสามารถ จะช่วยแบ่งเบาภาระของรัฐมนตรีว่าการฯ และทำให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งบุคคลภายนอกให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็อาจมีข้อเสียบ้าง เช่น การขาดประสบการณ์ในการทำงานในระบบราชการ หรือการไม่มีฐานเสียงทางการเมืองที่แข็งแกร่ง ดังนั้น รัฐบาลจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและเตรียมพร้อมสำหรับการบริหารจัดการความท้าทายที่อาจเกิดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงใน ครม.อนุทิน 1 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการบริหารประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน การตัดสินใจต่างๆ ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สิ่งสำคัญคือการที่รัฐบาลสามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับเหตุผลและความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นและให้การสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลต่อไป

การจับตาดูการทำงานของ ครม.อนุทิน 1 ชุดใหม่นี้จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะผลงานของรัฐบาลชุดนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าประเทศไทยจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนหรือไม่

ที่มา – สะพัดครม.อนุทิน 1 ดึง “บิ๊กดุลย์” อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 นั่ง รมช.กห. โควตาคนนอก

GULF มอบเงิน 17 ล้าน ดูแลครอบครัวทหารกล้า

GULF มอบเงิน 17 ล้านบาท จากกองทุน 100 ล้านบาท ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2 ให้เกียรติเป็นประธาน และสักขีพยานในการรับมอบ

บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นำโดย นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มอบเงินช่วยเหลือ 17 ล้านบาท ให้แก่ครอบครัวทหารกล้าผู้สละชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ รวม 17 ครอบครัว ครอบครัวละ 1 ล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้มาจาก “กองทุน 100 ล้านบาท” ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ จากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีและเป็นสักขีพยานในการรับมอบ ณ กองบัญชาการกองทัพไทย สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ GULF ในการยืนหยัดเคียงข้างและดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ

นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้ช่วยรองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GULF กล่าวว่า การสูญเสียของครอบครัวทหาร ไม่ใช่เพียงเรื่องของครอบครัวเท่านั้น แต่นับเป็นการสูญเสียของพวกเราคนไทยทุกคน โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวต้องขาดเสาหลักและคนที่รักไป ความช่วยเหลือครั้งนี้อาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ แต่คือสิ่งที่ GULF ตั้งใจมอบให้เพื่อแบ่งเบาและส่งต่อกำลังใจ ผมขอเป็นตัวแทนขอบคุณทหารทุกท่านที่ทุ่มเทและเสียสละเพื่อปกป้องประเทศ หวังว่าพลังแห่งความห่วงใยจากพวกเราจะช่วยเติมแรงใจให้ทุกครอบครัวก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงครับ

GULF มุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ โดยเชื่อว่าความมั่นคงของชาติจะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากภารกิจมอบเงินช่วยเหลือแล้ว GULF ยังคงเดินหน้าช่วยเหลือทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิตจากภารกิจความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการมอบถุงยังชีพ “GULF Care” จำนวนกว่า 2,000 ชุด แก่ทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบในศูนย์พักพิงตามจังหวัดต่าง ๆ การสนับสนุนงบประมาณให้ศูนย์พักพิง รวมถึงการผนึกกำลังกับบริษัทในเครือ เพื่อนำเทคโนโลยีด้านการสื่อสารและดาวเทียมมาช่วยอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงสามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ

การสนับสนุนจาก GULF ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือและให้กำลังใจแก่ครอบครัวที่ต้องเผชิญกับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักที่ได้เสียสละเพื่อประเทศชาติ การที่ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสวัสดิการของทหารและครอบครัว ถือเป็นแบบอย่างที่ดีและควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง

GULF และพันธกิจเพื่อสังคม

GULF ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตพลังงาน แต่ยังเป็นองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคมอย่างจริงจัง การช่วยเหลือดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ เป็นเพียงหนึ่งในหลายโครงการที่ GULF ดำเนินการเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับสังคมไทย นอกจากนี้ GULF ยังให้การสนับสนุนด้านการศึกษา สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกระดับ

  • การสนับสนุนด้านการศึกษา: มอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลน
  • การสนับสนุนด้านสาธารณสุข: สนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์และช่วยเหลือผู้ป่วย
  • การสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม: อนุรักษ์ป่าชายเลนและปลูกป่า

การดำเนินงานของ GULF สะท้อนให้เห็นว่า การทำธุรกิจและการตอบแทนสังคมสามารถดำเนินไปควบคู่กันได้อย่างลงตัว และเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรควรให้ความสำคัญ

การเสียสละของทหารกล้าเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนควรตระหนักและให้ความสำคัญ การช่วยเหลือและสนับสนุนครอบครัวของพวกท่านเหล่านั้นจึงเป็นหน้าที่ของสังคมโดยรวม พวกเราขอเป็นกำลังใจให้กับทุกครอบครัวที่ต้องเผชิญกับการสูญเสีย และขอขอบคุณ GULF ที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการแบ่งเบาภาระและความทุกข์ของครอบครัวทหารกล้า

ที่มา – GULF มอบเงิน 17 ล้านบาท ดูแลครอบครัวทหารกล้า ที่เสียสละเพื่อชาติ

Scroll to top