แรงงานไทยในอิสราเอล

จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล

จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 ในพื้นที่เกษตรกรรมทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล ทำให้เกิดกระแสความห่วงใยไปทั่วประเทศ เมื่อทราบข่าวว่ามีพี่น้องแรงงานไทยได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุระเบิดตกค้างใต้ดิน ล่าสุด นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ออกมาแสดงความห่วงใยและสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน

จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล

การติดตามสถานการณ์ของ จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล ถือเป็นภารกิจสำคัญเร่งด่วนที่กระทรวงแรงงานต้องเร่งทำในขณะนี้ เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานของเราจะได้รับสิทธิประโยชน์และการดูแลรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่และทันท่วงที โดยฝ่ายแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ประสานงานกับสถานพยาบาลท้องถิ่นอย่างใกล้ชิดเพื่อติดตามอาการของผู้บาดเจ็บทั้ง 6 ราย ซึ่ง 2 รายมีอาการสาหัสและกำลังเข้ารับการผ่าตัด ส่วนอีก 4 รายปลอดภัยแล้ว

มาตรการดูแลแรงงานไทยในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สำหรับแนวทางความช่วยเหลือหลังจากเกิดเหตุ จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล ทางกระทรวงแรงงานได้จัดเตรียมมาตรการสนับสนุนไว้ดังนี้:

  • เร่งตรวจสอบสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ
  • ประสานงานกับนายจ้างในอิสราเอลเพื่อให้ดูแลค่ารักษาพยาบาลและสวัสดิการอย่างถูกต้อง
  • ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายแรงงานลงพื้นที่ให้กำลังใจและติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง
  • ประสานงานกับครอบครัวในประเทศไทยเพื่อแจ้งสถานะความปลอดภัยของแรงงานอย่างใกล้ชิด

ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงเช่นนี้ ความปลอดภัยของแรงงานไทยคือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง เราขอส่งกำลังใจให้แรงงานทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ต่างแดนให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้บาดเจ็บจะได้รับการรักษาจนหายดีโดยเร็วที่สุด หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมจากกรณี จุลพันธ์ สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล ทางเราจะรีบนำเสนอข้อมูลอัปเดตให้ทุกท่านทราบต่อไป

ที่มา – “จุลพันธ์” สั่งเร่งช่วยเหลือ 6 แรงงานไทย บาดเจ็บจากเหตุระเบิดในอิสราเอล

รัฐบาลเผยสถานการณ์น้ำมันเริ่มคลี่คลาย คุมราคาเข้ม

รัฐบาลเผยสถานการณ์น้ำมันเริ่มคลี่คลาย แล้วครับ หลังจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบหนัก แต่ตอนนี้ทุกอย่างกำลังดีขึ้น รัฐบาลเร่งกระจายน้ำมันให้ทั่วถึง คุมเข้มราคาสินค้าทุกประเภท และยังประสานช่วยเหลือ 3 ลูกเรือไทยบนเรือมยุรีนารีอย่างใกล้ชิด วันนี้เรามาอัปเดตรายละเอียดกันเลย

วันที่ 21 มีนาคม 2569 รัฐบาลสรุปสถานการณ์ตะวันออกกลางว่ายังมีความรุนแรงต่อเนื่อง คู่ขัดแย้งอย่างกลุ่มฮิซบุลลอฮ์และอิสราเอลยังโจมตีกันไม่หยุด แถมขยายไปยังโครงสร้างพลังงานหลายประเทศ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก ช่องแคบฮอร์มุซก็ตึงเครียด สหรัฐฯ และอิสราเอลส่งกำลังทหารเพิ่ม ล่าสุดโฆษก IRGC ของอิหร่านเสียชีวิตจากโดรนอิสราเอล สถานการณ์แบบนี้กระทบไทยโดยตรงเรื่องพลังงาน

ยังติดตามช่วย 3 ลูกเรือมยุรี นารี

กระทรวงการต่างประเทศไทยออกแถลงการณ์วันที่ 20 มีนาคม 2569 เรียกร้องให้ทุกฝ่ายกลับมาเจรจาทางการทูตตามกฎหมายสากล เน้นความปลอดภัยพลเรือนและเส้นทางเดินเรือฮอร์มุซ สำหรับคนไทยในพื้นที่ เราให้ความช่วยเหลือเต็มที่ เช่น แรงงานไทย 1 คนเสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดในอิสราเอล ทูตไทยที่เทลอาวีฟกำลังประสานส่งศพกลับบ้าน พร้อมสิทธิชดเชย

ส่วน 3 ลูกเรือไทยบนเรือมยุรีนารี รัฐบาลประสานทั้งโอมานและอิหร่านแล้ว ทั้งสองฝ่ายพร้อมช่วย แต่สถานการณ์มั่นคงยังล่อแหลม เราจึงติดตามใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยสูงสุด ขอให้คนไทยในตะวันออกกลางฟังข่าวจากช่องทางการทูตและทำตามคำเตือนครับ

สถานการณ์น้ำมันเริ่มคลี่คลาย

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชน! กรมธุรกิจพลังงานรายงานว่าสถานการณ์น้ำมันเริ่มคลี่คลาย หลังอนุญาตรถบรรทุกน้ำมันวิ่ง 24 ชม. ทั่วประเทศในเดือนมีนาคม เพื่อกระจายน้ำมันเข้าสถานีบริการทุกพื้นที่ ปริมาณขายดีเซลและเบนซินรายวันใกล้เคียงปกติแล้ว ความต้องการที่พุ่งสูงก่อนหน้ากลับสมดุล

กระทรวงพลังงานยกร่างประกาศตาม พรบ.การค้าน้ำมัน 2543 เพื่อให้โรงกลั่นและคลังแสดงราคา-สต็อกโปร่งใส ตามคำสั่งนายกฯ ที่ 3/2569 นอกจากนี้ ผ่อนปรนสำรองน้ำมันชั่วคราวตามที่นายกฯสั่งเมื่อ 19 มีนาคม เพื่อเพิ่มปริมาณในระบบ รัฐบาลติดตามสถานีบริการทั่วประเทศ ป้องกันกักตุนและขายไม่เป็นธรรม ประชาชนเข้าถึงน้ำมันได้แน่นอน

รัฐบาลเผยสถานการณ์น้ำมันเริ่มคลี่คลายในภาพรวม

สรุปง่ายๆ คือ ทุกอย่างกำลังเข้าที่ รัฐบาลบริหารจัดการเชิงระบบดีมาก ไม่ต้องกังวลครับ

เข้มราคาสินค้า ขอผู้ประกอบการไม่ปรับขึ้นโดยไม่มีเหตุผล

กระทรวงพาณิชย์สั่งการสำนักงานพาณิชย์จังหวัด 76 แห่ง ร่วมผู้ว่าราชการจังหวัด พลังงานจังหวัด และ กจร. ลงพื้นที่ตรวจทุกวัน ดูราคา ปริมาณ และป้องกันปฏิเสธขาย

ระหว่าง 5-20 มีนาคม ตรวจ 2,021 แห่ง: สถานีน้ำมัน 1,262, ร้านปุ๋ย 433, ตลาด/ค้าส่ง 326 พบผิด 10 รายใน 8 จังหวัด

  • ชุมพร
  • สระแก้ว
  • สกลนคร
  • อุบลราชธานี
  • เชียงราย
  • นครศรีธรรมราช
  • ชัยภูมิ
  • นครพนม

ผิดเรื่องไม่ปิดป้ายราคา ดำเนินคดีปรับแล้ว ประสาน บก.ปคบ. ตรวจสถานีอ่างทองที่ขายแพงเกิน

น้ำมันปาล์มสต็อก 3.5 แสนตัน พอใช้ เมษายน-กรกฎาคม ผลผลิตใหม่ 4 แสนตัน/เดือน ราคาขวด 42-50 บาท ไม่ขึ้น ติดตามตั้งต้นทางถึงปลายทาง ป้องกันฉวยโอกาส

กระทรวงย้ำคุมเข้ม ขอผู้ประกอบการอย่าปรับราคาไร้เหตุผล ประชาชนอย่าตื่นตระหนก สินค้ามีพอ แจ้งผิดได้ที่ 1569 หรือพาณิชย์จังหวัด

โดยรวมสถานการณ์น้ำมันเริ่มคลี่คลาย ชัดเจน รัฐบาลทำงานเต็มที่เพื่อความมั่นคงพลังงานและราคาสินค้า ประชาชนอย่างเราควรมั่นใจและไม่สะสมของเกินจำเป็น สนับสนุนรัฐบาลด้วยการแจ้งเบาะแสหากเจอขายผิดปกติ หากอยากอัปเดตข่าวเพิ่ม ติดตามบล็อกนี้ต่อไปนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลเผยสถานการณ์น้ำมันเริ่มคลี่คลาย คุมเข้มราคาสินค้า ยังประสานช่วย 3 ลูกเรือมยุรีฯ

รง. เยี่ยมครอบครัวประสานสิทธิแรงงานเสียชีวิตอิสราเอล

รง. เยี่ยมครอบครัว-ประสานสิทธิประโยชน์ เตรียมส่งร่างแรงงานเสียชีวิตในอิสราเอลกลับไทย เป็นข่าวที่กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของแรงงานไทยที่ประสบภัยจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้แถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาล โดยนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงานและโฆษก ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของแรงงานไทยที่เสียชีวิต

รง. เยี่ยมครอบครัว-ประสานสิทธิประโยชน์ เตรียมส่งร่างแรงงานเสียชีวิตในอิสราเอลกลับไทย

เหตุการณ์เศร้าที่เกิดขึ้น แรงงานไทยรายนี้เสียชีวิตขณะอยู่ในห้องพักเวลา 23.45 น. ตามเวลาท้องถิ่นของอิสราเอล เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 โดยแรงงานคนนี้ได้เดินทางไปทำงานอย่างถูกกฎหมายผ่านกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ทางรัฐบาลอิสราเอลกำลังดำเนินการชันสูตรศพ และจะส่งร่างผู้เสียชีวิตให้ครอบครัวต่อไป ขณะนี้กระทรวงแรงงานได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่บ้านพักของผู้เสียชีวิตที่จังหวัดชัยภูมิ เพื่อปลอบโยนและให้กำลังใจครอบครัว รวมถึงประสานงานเพื่อนำร่างกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด

ภาพแถลงข่าวกระทรวงแรงงาน

สิทธิประโยชน์ที่ครอบครัวแรงงานจะได้รับหลังรองปลัดเยี่ยม

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ทายาทโดยธรรมจะได้รับนั้น มีหลายส่วน โดยเฉพาะจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ ซึ่งครอบคลุมกรณีเสียชีวิตในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีสิทธิจากประกันสังคมและจากสถาบันประกันภัยของอิสราเอล เรามาดูรายละเอียดกัน

  • เงินสงเคราะห์จากกองทุน: 40,000 บาท
  • เงินบำเหน็จชราภาพจากประกันสังคม: 71,459.14 บาท
  • สิทธิจากประกันภัยอิสราเอล: เงินช่วยเหลือค่าชดเชยการไว้ทุกข์, ค่าใช้จ่ายฝังศพ, ชดเชยรายเดือน, ช่วยเหลือประจำปี, ค่าเล่าเรียนบุตร, ช่วยเหลือทางจิตวิทยา (จำนวนขึ้นกับการพิจารณาของสถาบันและอัตราแลกเปลี่ยน)

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังมอบหมายให้ทูตแรงงานในอิสราเอลกำชับแรงงานไทยทุกคนให้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างเคร่งครัด พร้อมสั่งการให้หน่วยงานใน 76 จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่แจ้งญาติแรงงานในไทย เพื่อให้สื่อสารกับลูกหลานที่ทำงานในตะวันออกกลาง เพิ่มความระมัดระวัง หากมีสัญญาณเตือนภัยต้องอพยพทันที

ภาพการเยี่ยมครอบครัว

การดำเนินการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของกระทรวงแรงงานในการดูแลพี่น้องแรงงานไทยที่ออกไปหาเลี้ยงชีพในต่างแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงอย่างตะวันออกกลาง แรงงานไทยกว่า 30,000 คนในอิสราเอลกำลังเผชิญสถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้ง การติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำเตือนจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังทำงานในพื้นที่ดังกล่าว ควรติดต่อทูตแรงงานทันทีเพื่อขอคำปรึกษา

ในมุมมองของผู้เขียน การเยี่ยมเยียนและประสานสิทธิอย่างรวดเร็วแบบนี้ช่วยลดภาระให้ครอบครัวได้มาก และเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแลแรงงานไทยทุกคน สุดท้ายขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิต ขอให้ทุกคนปลอดภัย หากมีปัญหา สามารถติดต่อกรมการจัดหางานเพื่อขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา – รง. เยี่ยมครอบครัว-ประสานสิทธิประโยชน์ เตรียมส่งร่างแรงงานเสียชีวิตในอิสราเอลกลับไทย

กต. เผยสถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง ช่วยคนไทย 1,209 คน

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง อย่างต่อเนื่อง รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทย หรือ กต. ได้แถลงข่าวล่าสุดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2569 ที่ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ทำเนียบรัฐบาล โดยนายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษก กต. เผยว่าความขัดแย้งกำลังขยายวงกว้างขึ้น จากเป้าหมายทางทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น การโจมตีนิคมอุตสาหกรรม “ราส ลัฟฟาน” ในกาตาร์ ซึ่งเป็นฐานผลิตน้ำมันและปิโตรเคมีชั้นนำของโลก ส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรง และอาจกระทบระบบพลังงานภูมิภาค สะท้อนถึงเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่ผันผวน

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง ขอคนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงด่วน

ด้วยความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ กต. ขอให้พี่น้องชาวไทยที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง พิจารณาออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด ติดตามข่าวสารจากช่องทางทางการอย่างเคร่งครัด และลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่อยู่ ช่องทางติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ที่รับผิดชอบทันที เพื่อให้รัฐบาลช่วยเหลือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กต. เร่งนำร่างแรงงานไทยกลับประเทศ

สำหรับแรงงานไทย 1 รายที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดในอิสราเอล สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้ประสานงานกับครอบครัวตั้งแต่เกิดเหตุ และกำลังเจรจากับทางการอิสราเอลเพื่อส่งร่างกลับไทยโดยเร็ว ขณะที่กรมการกงสุลจะลงพื้นที่นครราชสีมาเพื่อเยี่ยมญาติผู้เสียชีวิต นอกจากนี้ กต. และกระทรวงแรงงานยังติดตามเงินชดเชยและสิทธิประโยชน์จากอิสราเอลอย่างใกล้ชิด

การช่วยเหลือแรงงานไทย

หน่วยงานไทยยังลงพื้นที่เยี่ยมแรงงานไทยในอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้กำลังใจ รับฟังปัญหา และส่งผ่านความต้องการ แรงงานส่วนใหญ่ยังมีขวัญกำลังใจดี แต่ขอให้ติดตามประกาศความปลอดภัยจากสถานทูตเสมอ

ในอิหร่านและตุรกี สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน และ ณ กรุงอังการา กำลังอพยพคนไทย 10 คนจากเมืองบันดาอับบาสและกุม โดยเดินทางทางบกข้ามไปตุรกี ใช้เวลา 10 ชั่วโมง นอกจากนี้ รัฐมนตรี กต. ได้หารือกับเอกอัครราชทูตอิหร่าน เพื่อขอความช่วยเหลือลูกเรือไทย 3 คนบนเรือมยุรีนารี รวมถึงการอนุญาตเรือพาณิชย์ไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

การอพยพคนไทยจากตะวันออกกลาง
การเจรจากับอิหร่าน

กรณีโจมตีนิคมในกาตาร์ แรงงานไทย 35 คนปลอดภัย สถานทูต ณ กรุงโดฮา ติดต่อใกล้ชิดแล้ว ตั้งแต่เกิดเหตุ รัฐบาลช่วยเหลือคนไทยออกจากพื้นที่หรือไปประเทศที่ 3 แล้วทั้งสิ้น 1,209 คน แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการปกป้องประชาชน

เพื่อให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น นี่คือสรุปความช่วยเหลือหลัก:

  • ช่วยเหลือคนไทยกลับแล้ว: 1,209 คน
  • นำร่างแรงงานไทยกลับ: กำลังประสานอย่างเร่งด่วน
  • อพยพจากอิหร่าน: 10 คนกำลังเดินทาง
  • เยี่ยมแรงงานอิสราเอล: ต่อเนื่องเพื่อให้กำลังใจ
  • แรงงานกาตาร์: 35 คนปลอดภัย

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เพราะไทยนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก การติดตามข่าวสารจึงสำคัญมาก หากคุณมีญาติหรือเพื่อนในพื้นที่ กรุณาแจ้งให้ลงทะเบียนกับสถานทูตทันที เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ในมุมมองของผม รัฐบาลไทยได้แสดงศักยภาพการทูตได้อย่างยอดเยี่ยม หวังว่าทุกฝ่ายจะหันมาเจรจาเพื่อยุติความรุนแรงเร็ววัน

ที่มา – กต. เผยสถานการณ์ตะวันออกกลางยังรุนแรง เร่งนำร่างแรงงานไทยกลับ ช่วยเหลือคนไทยกลับแล้ว 1,209 คน

อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน

อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน เป็นข่าวเศร้าที่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศไทยอิสราเอลได้ประกาศชื่อของแรงงานไทยผู้เคราะห์ร้ายรายนี้ผ่านทางบัญชี X อย่างเป็นทางการ ทำให้ครอบครัวและเพื่อนๆ ได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจน

อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ที่นิคมเกษตรกรรมอาดานิม ทางตอนกลางของอิสราเอล ซึ่งถูกขีปนาวุธจากอิหร่านโจมตีอย่างรุนแรง หน่วยกู้ภัย Magen David Adom ยืนยันพบศพชาย 1 รายในพื้นที่เกิดเหตุ และต่อมาทางการยืนยันว่าเป็นแรงงานไทยชื่อ นายวาลิน ชายุต อายุ 33 ปี

กระทรวงการต่างประเทศไทยอิสราเอลโพสต์ข้อความไว้อาลัยว่า “วาลิน ชายุต ชาวไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศอิสราเอล เสียชีวิตจากเหตุขีปนาวุธของอิหร่าน รัฐบาลอิหร่านมุ่งเป้าโจมตีพลเรือนโดยไม่เลือกหน้า ขอให้ความทรงจำของเขาเป็นพรอันประเสริฐ” พร้อมแนบภาพถ่ายของนายวาลินเพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ล่วงลับ

รายละเอียดการโจมตีและอาวุธที่ใช้

สื่ออิสราเอลรายงานว่าการโจมตีครั้งนี้ใช้อาวุธ “ระเบิดคลัสเตอร์” ซึ่งเป็นระเบิดที่แตกกระจายกลางอากาศและปล่อยลูกระเบิดย่อยกระจายไปทั่วบริเวณกว้าง ทำให้ยากต่อการสกัดกั้นด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศ นายวาลินเสียชีวิตจากบาดแผลฉกรรจ์ที่เกิดจากสะเก็ดโลหะที่กระจายเต็มพื้นที่

  • วันที่เกิดเหตุ: 18 มีนาคม 2568
  • สถานที่: นิคมเกษตรกรรมอาดานิม
  • ผู้เสียชีวิต: นายวาลิน ชายุต อายุ 33 ปี แรงงานไทย
  • อาวุธ: ขีปนาวุธและระเบิดคลัสเตอร์จากอิหร่าน
  • หน่วยกู้ภัย: Magen David Adom

แรงงานไทยในอิสราเอลส่วนใหญ่ทำงานในภาคเกษตรกรรม โดยมีจำนวนมากกว่า 30,000 คน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่คนไทยตกเป็นเหยื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่ครั้งนี้รุนแรงเพราะเป็นการโจมตีโดยตรงจากอิหร่าน

ผลกระทบต่อชุมชนแรงงานไทย

หลังจาก อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน ทางสถานทูตไทยในอิสราเอลได้ติดต่อครอบครัวของนายวาลินทันทีเพื่อให้การช่วยเหลือด้านเอกสารและการนำศพกลับประเทศ รัฐบาลไทยกำลังประสานงานเพื่อส่งความช่วยเหลือเพิ่มเติม รวมถึงการเยียวยาครอบครัวผู้สูญเสีย

นอกจากนี้ ยังมีแรงงานไทยหลายรายที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์นี้ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในพื้นที่ชนบทที่เคยถือว่าปลอดภัย ชาวไทยในอิสราเอลหลายคนเริ่มหาทางกลับบ้านหรือย้ายไปยังพื้นที่ที่มั่นคงกว่า

ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและอิหร่านยืดเยื้อมานาน โดยอิหร่านสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคนี้ การโจมตีด้วยขีปนาวุธครั้งนี้เป็นการตอบโต้หลังจากอิสราเอลโจมตีเป้าหมายในอิหร่าน สร้างวงจรอุบาทว์ที่ไม่มีที่สิ้นสุด

จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานไทย แรงงานไทยในอิสราเอลส่วนใหญ่มีรายได้ดีกว่าที่บ้าน แต่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากความไม่สงบทางการเมือง เหตุการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีประกันภัยและระบบแจ้งเตือนภัยที่ดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์ อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน เป็นเครื่องเตือนใจว่ารัฐบาลไทยควรเร่งเจรจากับอิสราเอลเพื่อเพิ่มมาตรการปกป้องแรงงาน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง และส่งเสริมให้แรงงานมีช่องทางสื่อสารฉุกเฉิน หากคุณมีญาติหรือเพื่อนที่ทำงานในอิสราเอล กรุณาเตือนให้ติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำจากสถานทูต ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – อิสราเอลเผยชื่อ คนไทยที่เสียชีวิต จากการโจมตีของอิหร่าน

อนุทิน เสียใจ แรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิต

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด ล่าสุดมีข่าวเศร้าที่ อนุทิน เสียใจ แรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิต จากเหตุการณ์สู้รบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลไทยพร้อมให้การช่วยเหลือเต็มที่ หากแรงงานไทยประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ ข่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2567 ท่ามกลางความกังวลของครอบครัวและประชาชนชาวไทย

อนุทิน เสียใจ แรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิต

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเวลา 18.40 น. นายอนุทิน กล่าวถึงกรณีแรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิตจากเหตุสู้รบว่า รัฐบาลไทย โดยกระทรวงแรงงาน มีมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจนอยู่แล้ว ขณะที่รัฐบาลอิสราเอลเองก็ให้การดูแลผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิตอย่างเต็มที่ นายกฯ เน้นย้ำว่า แรงงานไทยควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอิสราเอลอย่างเคร่งครัด เช่น การเข้าหลุมหลบภัยทันทีเมื่อมีสัญญาณเตือน

จากข้อมูลเบื้องต้น ผู้เสียชีวิตรายนี้ไม่ได้อยู่ในหลุมหลบภัยในขณะเกิดเหตุ คาดว่าอาจออกมาทำธุระหรือกลับไปที่พัก ซึ่งตรงจังหวะที่เกิดการโจมตีพอดี ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าสลดใจ นายอนุทิน ยังชี้ว่า แรงงานไทยที่ปฏิบัติตามคำแนะนำทุกคนยังคงปลอดภัยดี แสดงให้เห็นว่าการมีวินัยช่วยลดความเสี่ยงได้อย่างมาก

สถานการณ์แรงงานไทยในอิสราเอลปัจจุบัน

ปัจจุบัน มีแรงงานไทยในอิสราเอลประมาณ 30,000 คน ส่วนใหญ่ทำงานในภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะฟาร์มที่ปลูกผลไม้และผัก ตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 มีรายงานแรงงานไทยเสียชีวิตรวมกว่า 39 ราย บาดเจ็บอีกหลายราย รัฐบาลไทยจึงเร่งประสานงานกับนายจ้างและทางการอิสราเอลเพื่อเพิ่มมาตรการความปลอดภัย

นายจ้างในอิสราเอลมีระบบการซักซ้อมหลบภัยอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลจากแนวหน้า แรงงานไทยในโซนเหล่านี้ยังสามารถใช้ชีวิตและทำงานได้ตามปกติ แม้จะมีความกังวลแต่รายได้ที่สูงกว่าประเทศอื่นยังเป็นแรงดึงดูดหลัก

เผยคนประสงค์กลับไทยน้อยกว่าคนอยู่ต่อ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงจำนวนแรงงานไทยที่ติดต่อขอความช่วยเหลือตั้งแต่เริ่มสงคราม นายอนุทิน เผยว่า มีทั้งกลุ่มที่อยากกลับและกลุ่มที่เลือกอยู่ต่อ แต่จำนวนผู้แสดงเจตจำนงอยากกลับมีน้อยกว่าอย่างชัดเจน เนื่องจากโอกาสหาเงินและรายได้ดี แรงงานไทยส่วนใหญ่ตระหนักถึงความเสี่ยงแต่ก็ชั่งน้ำหนักกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยพร้อมอำนวยความสะดวกให้เดินทางกลับชั่วคราว โดยประสานเที่ยวบินและการดูแลตลอดเส้นทาง หากสถานการณ์คลี่คลาย แรงงานเหล่านี้ก็สามารถกลับไปทำงานได้อีกครั้ง

คำแนะนำสำคัญสำหรับแรงงานไทยในอิสราเอล

  • ปฏิบัติตามคำเตือนและสัญญาณเตือนภัยของทางการอิสราเอลทันที
  • เข้าหลุมหลบภัยหรือที่กำบังที่แน่นหนา ไม่ออกจากที่พักโดยไม่จำเป็น
  • ติดต่อสถานทูตไทยในอิสราเอลหรือกระทรวงแรงงาน หากต้องการความช่วยเหลือ
  • แจ้งญาติในไทยให้ทราบตำแหน่งและสถานะสุขภาพเป็นประจำ
  • เข้าร่วมการซักซ้อมของนายจ้างเพื่อเตรียมพร้อมรับมือเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศไทยยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประสานงานกับรัฐบาลอิสราเอลเพื่อขอเพิ่มการคุ้มครองแรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง

สรุปแล้ว แม้ อนุทิน เสียใจ แรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิต จะเป็นข่าวเศร้า แต่ก็สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการดูแลประชาชนในต่างแดน สถานการณ์นี้อาจเป็นบทเรียนให้แรงงานไทยทุกคนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยเหนือสิ่งอื่น หากคุณมีญาติหรือเพื่อนที่ทำงานในอิสราเอล ควรแนะนำให้ติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือและติดต่อหน่วยงานรัฐทันทีหากจำเป็น เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น

สุดท้ายนี้ การมีวินัยและการสื่อสารที่ดีจะช่วยลดความสูญเสียได้อย่างมาก รัฐบาลไทยยืนยันพร้อมสนับสนุนทุกด้าน ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – “อนุทิน” เสียใจ แรงงานไทยในอิสราเอลเสียชีวิต เผยคนประสงค์กลับไทยน้อยกว่าคนอยู่ต่อ

คนไทยอยากกลับจากอิหร่านเพิ่มเป็น 40 คน ส่วนที่อิสราเอลมีไม่เกิน 20 คน

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างความกังวลให้คนไทยจำนวนมากที่ทำงานอยู่ในพื้นที่นั้น ล่าสุด คนไทยอยากกลับจากอิหร่านเพิ่มเป็น 40 คน ส่วนที่อิสราเอลมีไม่เกิน 20 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่รัฐมนตรีหลายกระทรวงเปิดเผยหลังการประชุมประเมินสถานการณ์ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน โดยมีแผนดูแลคนไทยกว่า 100,000 คนในภูมิภาคนี้อย่างครบถ้วน

คนไทยอยากกลับจากอิหร่านเพิ่มเป็น 40 คน ส่วนที่อิสราเอลมีไม่เกิน 20 คน

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย กล่าวภายหลังการประชุมที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ดูแลความปลอดภัยคนไทยในตะวันออกกลางอย่างเร่งด่วน โดยคนไทยที่อิหร่านแจ้งความประสงค์อยากกลับบ้านเพิ่มขึ้นเป็น 40 กว่าคน สถานทูตไทยและกระทรวงการต่างประเทศพร้อมอำนวยความสะดวกเต็มที่ ขณะที่สถานการณ์การสู้รบยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

แรงงานไทยในอิสราเอลสถานการณ์น่าไว้วางใจ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงเพิ่มเติมว่า แรงงานไทยในอิสราเอลซึ่งมีจำนวนมากถึง 60,000 คน ได้รับการดูแลจากรัฐบาลอิสราเอลเป็นอย่างดี จำนวนที่ขอกลับประเทศน้อยมากยังไม่เกิน 20 คน ในขณะที่จากอิหร่านมีประมาณ 40 ราย กระทรวงแรงงานตั้งศูนย์เร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์ โดยนายกฯ แสดงความห่วงใยและสั่งประสานกระทรวงการต่างประเทศช่วยเหลือคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัย หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น รัฐบาลมีแผนรองรับเต็มรูปแบบ

นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังเน้นย้ำให้แรงงานไทยในพื้นที่รายงานตัวกับสถานทูตทันที หากต้องการความช่วยเหลือ เพื่อให้การนำส่งกลับประเทศเป็นไปอย่างราบรื่น สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่เตรียมพร้อมทุกมิติเพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของประชาชน

กระทรวงคมนาคมรับมือไฟล์ทยกเลิกทันที

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่ามีเที่ยวบินยกเลิกถึง 135 เที่ยวจากผลกระทบ สนามบินสุวรรณภูมิได้รับผลกระทบหนักสุด 59 เที่ยว ผู้โดยสาร 9,409 ราย สนามบินดอนเมือง 285 ราย สนามบินภูเก็ต 36 เที่ยว 5,665 ราย และเชียงใหม่ 165 คน สายการบินทุกแห่งรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่พักและอาหารให้ผู้โดยสารเต็มจำนวน

กระทรวงคมนาคมกำลังหาเส้นทางบินใหม่เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางกลับจากพื้นที่เสี่ยง รวมถึงนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางที่มาไทยซึ่งมีจำนวนน้อยในช่วงเดือนถือศีลอด สถานการณ์นี้คาดว่าจะคลี่คลายหากความขัดแย้งลดลง แต่รัฐบาลยังคงเฝ้าระวังต่อเนื่อง

  • คนไทยในอิหร่าน: 40 กว่าคนขอกลับ
  • คนไทยในอิสราเอล: ไม่เกิน 20 คน
  • เที่ยวบินยกเลิก: 135 เที่ยว
  • ผู้โดยสารกระทบ: กว่า 15,000 ราย

จากข้อมูลทั้งหมด แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยตอบสนองรวดเร็วต่อวิกฤตนี้ โดยเฉพาะ คนไทยอยากกลับจากอิหร่านเพิ่มเป็น 40 คน ส่วนที่อิสราเอลมีไม่เกิน 20 คน ซึ่งเป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลอิสราเอลดูแลแรงงานไทยดีเยี่ยม ผู้ที่ติดตามสถานการณ์ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากช่องทางทางการ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นบททดสอบความพร้อมของรัฐบาลไทยในการรับมือวิกฤตต่างประเทศ ซึ่งการประสานงานระหว่างกระทรวงต่างๆ ถือว่าน่าประทับใจ หากคุณหรือคนใกล้ชิดอยู่ในพื้นที่เสี่ยง อย่าลังเลที่จะติดต่อสถานทูตไทยทันที และติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเพื่ออัปเดตข้อมูลใหม่ๆ

ที่มา – คนไทยอยากกลับจากอิหร่านเพิ่มเป็น 40 คน ส่วนที่อิสราเอลมีไม่เกิน 20 คน

สาวไทยทำงานที่อิสราเอล วิดีโอคอลหาครอบครัวเล่าความเป็นอยู่ ยืนยันยังปลอดภัย

ในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดที่อิสราเอลกำลังเผชิญกับความขัดแย้ง สาวไทยทำงานที่อิสราเอล วิดีโอคอลหาครอบครัวเล่าความเป็นอยู่ ยืนยันยังปลอดภัย กลายเป็นข่าวที่สร้างกำลังใจให้คนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะครอบครัวแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างแดน

สาวไทยทำงานที่อิสราเอล วิดีโอคอลหาครอบครัวเล่าความเป็นอยู่ ยืนยันยังปลอดภัย

น.ส.รุ้งตะวัน ลี้ภัย หรือ “เฟิร์น” อายุ 29 ปี แรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในประเทศอิสราเอล ได้โพสต์คลิปวิดีโอคอลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “เฟิร์น แต่ละวัน” เพื่อเล่าถึงชีวิตประจำวันและยืนยันว่าตนเองยังปลอดภัยดี แม้จะมีข่าวการสู้รบในพื้นที่ใกล้เคียงก็ตาม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2567 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบครอบครัวของเธอที่บ้านท่ามะเขือ ต.กระเบื้องใหญ่ จ.นครราชสีมา

ภูมิหลังของเฟิร์น แม่เลี้ยงเดี่ยวผู้กล้าหาญ

นางดวงรัตน์ ลี้ภัย อายุ 61 ปี แม่ของเฟิร์น เล่าว่าลูกสาวเป็นลูกคนเล็กในจำนวน 4 คน และเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่มีลูกสาว 2 คนกำลังศึกษาอยู่ ก่อนหน้านี้เฟิร์นทำงานในอ.พิมาย จ.นครราชสีมา แต่เงินเดือนไม่พอเลี้ยงครอบครัวและจ่ายหนี้สิน จึงตัดสินใจไปทำงานที่อิสราเอลเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว ปัจจุบันเธอทำงานเป็นพนักงานในห้างสรรพสินค้า รับเงินเดือนรวมโอทีได้ประมาณ 100,000 บาท ส่งกลับบ้านช่วยเหลือค่าใช้จ่ายและผ่อนหนี้

ความห่วงใยจากครอบครัวท่ามกลางสถานการณ์อิสราเอล

หลังมีข่าวความขัดแย้งรุนแรง พ่อแม่ของเฟิร์นอย่างนายสุพจน์ ลี้ภัย อายุ 67 ปี และนางดวงรัตน์ ต่างกังวลใจมาก แต่เฟิร์นยืนยันผ่านวิดีโอคอลว่าพื้นที่ที่เธออยู่ยังปลอดภัย นายจ้างดูแลดี มีสถานที่หลบภัยสำหรับเหตุฉุกเฉิน ในคลิป เธอบอกพ่อแม่ว่า “ไม่ต้องห่วงนะคะ ยังอยู่ได้ ทำงานปกติ” เมื่อถามว่าอยากกลับบ้านไหม เธอตอบว่าอยากแต่ยังมีภาระหนี้สิน

ก่อนไปทำงาน เฟิร์นนำโฉนดที่ดินของพ่อแม่ไปจำนอง 400,000 บาท โดย 200,000 บาทเป็นค่าตั๋วเครื่องบินและเอกสาร อีกส่วนปิดหนี้เก่า ปัจจุบันผ่อนไปแล้วกว่า 100,000 บาท แต่ยังเหลืออีกมาก จึงต้องอยู่ต่อ เธอฝากถึงคนไทยว่า “แรงงานไทยทุกคนมีความจำเป็นเหมือนกัน ขอให้เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ”

ชีวิตประจำวันและความปลอดภัยของแรงงานไทยในอิสราเอล

  • งานประจำ: ทำงานในห้างสรรพสินค้า รับเงินดี รวมโอที 1 แสนบาท
  • ที่พัก: นายจ้างจัดให้ มีระบบรักษาความปลอดภัย
  • สถานที่หลบภัย: พร้อมใช้งานหากเกิดเหตุร้าย
  • การติดต่อครอบครัว: วิดีโอคอลสม่ำเสมอเพื่อคลายความกังวล

เรื่องราวของเฟิร์นสะท้อนถึงความมานะของแรงงานไทยกว่า 30,000 คนในอิสราเอล ที่ไปหาเลี้ยงชีพท่ามกลางความเสี่ยง แต่หลายคนยืนยันว่าปลอดภัยหากอยู่ในพื้นที่ที่กำหนด

จากประสบการณ์นี้ เราเห็นว่าสาวไทยทำงานที่อิสราเอล วิดีโอคอลหาครอบครัวเล่าความเป็นอยู่ ยืนยันยังปลอดภัย เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความเข้มแข็ง หากคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังตัดสินใจไปทำงานต่างประเทศ ควรศึกษาข้อมูลจากกรมการจัดหางานและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

สุดท้ายนี้ เรื่องราวของเฟิร์นเป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นคุณค่าของครอบครัวและความรับผิดชอบ หากมีประสบการณ์คล้ายกัน สามารถแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างเพื่อเป็นกำลังใจให้กันและกันได้เลย

ที่มา – สาวไทยทำงานที่อิสราเอล วิดีโอคอลหาครอบครัวเล่าความเป็นอยู่ ยืนยันยังปลอดภัย

ปชน. แนะกระทรวงแรงงาน-กต. ติดตามช่วยเหลือแรงงานที่ตกค้างในอิสราเอล

ปชน. แนะกระทรวงแรงงาน-กต. ติดตามช่วยเหลือแรงงานที่ตกค้างในอิสราเอล

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังรุนแรงขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะในอิสราเอลและอิหร่าน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อพี่น้องแรงงานไทยนับพันคนที่กำลังทำงานอยู่ในพื้นที่เสี่ยง พรรคประชาชน (ปชน.) ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน โดย ปชน. แนะกระทรวงแรงงาน-กต. ติดตามช่วยเหลือแรงงานที่ตกค้างในอิสราเอล ให้ได้รับการอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัยโดยด่วน เพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งที่อาจลุกลาม

จากเหตุการณ์ล่าสุดที่ขีปนาวุธถูกยิงใส่กันอย่างต่อเนื่อง แรงงานไทยจำนวนมากติดค้างกับนายจ้าง ไม่สามารถเดินทางออกจากประเทศได้ทันท่วงที พรรคประชาชนซึ่งติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด โดยนายสหัสวัต คุ้มคง ส.ส.ชลบุรี เขต 7 ได้เสนอแนวทางช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการทันที ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 พรรคได้โพสต์ข้อความแสดงความห่วงใยต่อคนไทยในพื้นที่ โดยเฉพาะแรงงานที่กำลังเผชิญอันตราย

ข้อเสนอสำคัญจากปชน. แนะกระทรวงแรงงาน-กต. ติดตามช่วยเหลือแรงงานที่ตกค้างในอิสราเอล

พรรคประชาชนสนับสนุนการจัดตั้ง War Room เพื่อติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ โดยมีหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงแรงงานร่วมมือกัน ข้อเสนอหลักมีดังนี้

  • 1. ประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนด่วน: แจ้งคนไทยในพื้นที่เสี่ยงให้อพยพออกทันที หากสายการบินยังบินได้ หรือไปยังที่หลบภัย (Shelter) เพื่อป้องกันการโจมตีด้วยขีปนาวุธ สำหรับผู้ที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไป ก็ขอให้หลีกเลี่ยงและติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น สถานทูตไทย เพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิต
  • 2. จัดตั้ง War Room ร่วมมือข้ามหน่วยงาน: รวมสถานเอกอัครราชทูตในภูมิภาคและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์ใกล้ชิด เตรียมแผนอพยพทางบกหากน่านฟ้าปิด เช่น ไปจอร์แดนหรือตุรกี ทำให้สามารถช่วยเหลือคนไทยในอิสราเอลและอิหร่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • 3. กระทรวงแรงงาน-กต. ร่วมติดตามช่วยเหลือ: ประสานกับนายจ้างและทางการอิสราเอล เพื่อให้แรงงานไทยอพยพเข้าพื้นที่ปลอดภัย นอกจากนี้ ควรเปิดตลาดแรงงานใหม่ๆ ในประเทศที่ปลอดภัย เพื่อให้แรงงานไทยมีทางเลือกมากขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงในพื้นที่ขัดแย้ง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมในระยะยาว เช่น การฝึกอบรมแรงงานก่อนไปทำงานต่างประเทศ การทำประกันภัยที่ครอบคลุมความเสี่ยงจากสงคราม และการกระจายส่งออกแรงงานไปยังประเทศที่มั่นคงมากขึ้น ในอดีต แรงงานไทยในตะวันออกกลางเคยประสบปัญหาคล้ายกันหลายครั้ง แต่ครั้งนี้สถานการณ์รุนแรงกว่าด้วยเทคโนโลยีอาวุธที่ทันสมัย ทำให้ต้องเร่งรัดการช่วยเหลือ

พรรคประชาชนขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องแรงงานไทยและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่กำลังทำงานอย่างสุดความสามารถ หากคุณหรือคนใกล้ชิดกำลังอยู่ในพื้นที่เสี่ยง กรุณาติดต่อขอความช่วยเหลือทันที สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน (+98) 912 159 8699, (+98) 912 500 7933 หรือสายด่วนกรมการกงสุล 02-572-8422 ตลอด 24 ชั่วโมง การช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีจะช่วยลดความสูญเสียได้มาก

สุดท้าย พรรคประชาชนเชื่อว่านโยบายที่ชัดเจนและการประสานงานที่ดี จะทำให้ประเทศไทยสามารถปกป้องพลเมืองของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์วิกฤตนี้

ที่มา – ปชน. แนะกระทรวงแรงงาน-กต. ติดตามช่วยเหลือแรงงานที่ตกค้างในอิสราเอล

Scroll to top