โครงการล้งแห่งชาติ

เจาะลึก อ.ต.ก. “เจ๊งอย่างสาหัส” ทำไมต้องพะเยาโครงการตลาดกลางภาคเหนือ

เจาะลึก อ.ต.ก. “เจ๊งอย่างสาหัส” ทำไมต้องพะเยาโครงการตลาดกลางภาคเหนือ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภา เมื่อนายวีระ ธีระภัทรานันท์ สมาชิกกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ได้ตั้งคำถามสำคัญต่อการดำเนินงานของ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ อ.ต.ก. โดยชี้ให้เห็นว่าภาวะขององค์กรในขณะนี้เข้าข่ายเจ๊งอย่างสาหัส เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนสะสมอย่างต่อเนื่องและแบกรับภาระหนี้สินที่มากกว่าสินทรัพย์ที่มีอยู่จริง

ทำไมโครงการตลาดกลางภาคเหนือถึงต้องไปลงที่พะเยา?

ประเด็นที่นายวีระตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาคือ โครงการก่อสร้างตลาดกลางภาคเหนือด้วยงบประมาณสูงถึง 168 ล้านบาท เหตุใดจึงต้องไปลงทุนที่ จ.พะเยา ซึ่งหากย้อนดูผลประกอบการจะพบว่าขาดทุนสะสมเกินทุนไปแล้วกว่า 1 พันล้านบาท การลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ท่ามกลางสภาวะขาดทุนเช่นนี้ จึงเป็นคำถามตัวโตๆ ว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ และจะสามารถสู้กับตลาดเอกชนอย่างตลาดไทหรือตลาดสี่มุมเมืองได้อย่างไร

ทางด้านฝ่ายบริหารของ อ.ต.ก. ได้ชี้แจงเหตุผลว่าการเลือก จ.พะเยา เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์กึ่งกลางภูมิศาสตร์ เชื่อมต่อเส้นทางไปสู่จังหวัดข้างเคียงอย่างน่าน เชียงราย และแพร่ รวมถึงเตรียมรองรับการขนส่งผ่านรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อลาวและจีนในอนาคต โดยมองว่าจะช่วยในการเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าเกษตรได้ดียิ่งขึ้น

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ อ.ต.ก. ต้องเผชิญกับสถานการณ์ย่ำแย่จนถูกเรียกว่าเจ๊งอย่างสาหัส มีหลายปัจจัยที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • ภาระค่าเช่าที่ดินการรถไฟที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกปี
  • การแบกรับต้นทุนพนักงานและค่าใช้จ่ายบริหารจัดการที่สูง
  • คดีฟ้องร้องทางกฎหมายที่มีจำนวนมากกว่า 291 คดี
  • การแข่งขันในธุรกิจตลาดสินค้าเกษตรที่เอกชนมีความคล่องตัวกว่ามาก

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าภารกิจของ อ.ต.ก. ในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนขนานใหญ่ หากยังคงเดินหน้าด้วยโมเดลธุรกิจเดิม การจะทำให้โครงการขยายตลาดกลาง เช่น โครงการตลาดกลางภาคเหนือ เกิดผลกำไรหรืออย่างน้อยก็ไม่ขาดทุนซ้ำซากนั้น เป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง และอาจต้องมีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดว่าความคุ้มค่าของเม็ดเงินภาษีประชาชนจะย้อนกลับมาในรูปแบบใด

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า แผนฟื้นฟูของ อ.ต.ก. จะสามารถพลิกฟื้นองค์กรให้ออกมาจากภาวะติดลบได้จริง หรือจะเป็นเพียงการทุ่มงบประมาณไปกับโครงการที่อาจจะไม่ได้สร้างผลสัมฤทธิ์ทางการค้าอย่างที่วางแผนไว้

ที่มา – “อ.วีระ” ซัด อ.ต.ก. “เจ๊งอย่างสาหัส” ถามทำไมต้องพะเยา โครงการตลาดกลางภาคเหนือ

วิทวิสิทธิ์แฉ! เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

ในการประชุมพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 วาระ 2 สส.ลำพูน พรรคประชาชน ได้ออกมาแฉถึงการเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา โดยตั้งข้อสงสัยถึงเหตุผลในการจัดสรรงบประมาณจำนวนมากไปยังจังหวัดเดียว และชี้ว่าโครงการล้งแห่งชาติมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ณ รัฐสภา ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดพิเศษ โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในการประชุมเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วาระ 2-3 ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยเริ่มพิจารณาในมาตรา 14 งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีวงเงินรวม 62,960,111,400 บาท

นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก สส.ลำพูน พรรคประชาชน ได้อภิปรายถึงงบประมาณขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) โดยระบุว่ามี 2 โครงการที่ไม่ตอบโจทย์และมีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว ได้แก่

  • โครงการตลาดกลาง จ.พะเยา: ในงบประมาณปี 2569 อ.ต.ก. ได้ของบประมาณจำนวน 84,623,500 บาท เพื่อสนับสนุนการตลาดให้แก่เกษตรกร แต่ปรากฏว่างบประมาณจำนวน 41,321,500 บาท ถูกเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่เดียวเท่านั้น ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดจึงต้องกระจุกงบประมาณไว้ที่จังหวัดเดียว

นายวิทวิสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตว่าเมื่อพิจารณาจากมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรของจังหวัดพะเยาไปยัง สปป.ลาว พบว่าต่ำกว่าจังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่านถึง 3 เท่า สินค้าเกษตรที่ลาวนำเข้าจากไทยส่วนใหญ่ ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเปลือก และผลไม้สด ซึ่งจังหวัดพะเยามีส่วนแบ่งการตลาดน้อยกว่า 8% เมื่อเทียบกับการค้าชายแดนของภาคเหนือ นอกจากนี้ ระบบโลจิสติกส์ส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดเชียงรายและจังหวัดน่าน ไม่ใช่จังหวัดพะเยา ดังนั้นจึงเกิดคำถามว่าใครกันแน่ที่จะได้รับประโยชน์จากการเลือกจังหวัดพะเยาเป็นที่ตั้งโครงการ และเหตุผลในการตัดสินใจครั้งนี้เป็นไปในเชิงเศรษฐกิจหรือการเมือง

เขายังกล่าวเพิ่มเติมว่า การสร้างตลาดกลางในภาคเหนือควรมีการกระจายไปยังหลายจังหวัดและเชื่อมโยงกันด้วยระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่การปักเสาหลักเพียงแห่งเดียว เพราะหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จก็อาจนำไปสู่การผูกขาดตลาด ทำให้เกษตรกรในจังหวัดอื่นต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น แต่หากโครงการล้มเหลวก็จะกลายเป็นตลาดร้างและสูญเสียงบประมาณของประชาชนไปโดยเปล่าประโยชน์

นอกจากนี้ นายวิทวิสิทธิ์ยังได้กล่าวถึงโครงการที่สอง คือ

  • โครงการล้งแห่งชาติ: อ.ต.ก. ได้ตั้งงบประมาณจำนวน 11,612,000 บาท เพื่อศึกษาต้นแบบการสร้างล้งแห่งชาติ โดยให้ อ.ต.ก. ทำหน้าที่เป็นเอกชน ซึ่งนายวิทวิสิทธิ์มองว่าเป็นโครงการที่มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มต้น เนื่องจากรัฐวิสาหกิจมีขั้นตอนในการอนุมัติจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า และเจ้าหน้าที่รัฐส่วนใหญ่ไม่มีทักษะในเชิงพาณิชย์ ทำให้ไม่สามารถขายสินค้าได้ในราคาเต็มมูลค่า โครงการดังกล่าวจึงไม่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรไทย และอาจนำไปสู่การกระจุกงบประมาณ การผูกขาด และความล้มเหลวในที่สุด

วิทวิสิทธิ์แฉ! เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

ดังนั้น นายวิทวิสิทธิ์จึงเสนอให้มีการตัดลดงบประมาณของทั้งสองโครงการนี้ทันที และนำเงินดังกล่าวไปใช้ในการสร้างโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรทั่วประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่โครงการที่ดูดีบนกระดาษแต่ไม่สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของเกษตรกร

ข้อสังเกตถึงการเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา

การที่ สส.วิทวิสิทธิ์ออกมาแฉเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ เพื่อให้มั่นใจว่างบประมาณดังกล่าวถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเกษตร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

การเทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยาเพียงจังหวัดเดียวนั้น อาจมีเงื่อนงำหรือเหตุผลทางการเมืองที่ซ่อนอยู่ จึงจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “วิทวิสิทธิ์” แฉ เทงบ อ.ต.ก. 41 ล้าน ลงพะเยา ข้องใจใช้เหตุผลทางเศรษฐกิจหรือการเมือง

Scroll to top