โฆษกรัฐบาล

เช็กเลย 4 แบงก์รัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ พลังงานสะอาด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! ในช่วงที่ราคาน้ำมันและค่าไฟแพงขึ้นทุกวัน ทำให้หลายคนกำลังมองหาทางออกเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายใช่ไหมล่ะ? วันนี้เรามีข่าวดีสุดๆ มาบอกกัน เช็กเลย 4 แบงก์รัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ที่รัฐบาลจัดสรรพิเศษ เพื่อช่วยคนไทยหันไปใช้พลังงานสะอาด ลดค่าใช้จ่ายและยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วยนะ สินเชื่อเหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่บ้าน รถ EV เครื่องจักรกลการเกษตร ไปจนถึงธุรกิจ SME ดอกเบี้ยต่ำ ผ่อนยาว ใครสนใจเตรียมตัวเลย!

เช็กเลย 4 แบงก์รัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ หนุนคนไทยสู่พลังงานสะอาด ลดภาระน้ำมัน–ค่าไฟ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ว่า รัฐบาลกำลังเร่งพลิกวิกฤติราคาพลังงานให้เป็นโอกาส โดยยกระดับการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานยั่งยืนในระยะยาว ผ่านมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษจาก 4 สถาบันการเงินรัฐ (SFIs) ที่ร่วมมือกันปล่อยสินเชื่อเพื่อส่งเสริมประชาชน เกษตรกร และ SME เปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน

มาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่ BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) ได้อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งโซลาร์รูฟ ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า หรือเครื่องจักรกลเกษตรประหยัดน้ำมัน สินเชื่อเหล่านี้ตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมายเลยครับ

1. ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) – บ้านอยู่เย็น ดอกเบี้ยเริ่ม 2.20%

ธอส. ออกแพ็กเกจ “บ้านอยู่เย็นเป็นสุข” 3 แพ็กเกจ สำหรับซื้อ สร้าง หรือปรับปรุงบ้านประหยัดพลังงาน รวมถึงติดตั้งพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์เซลล์

  • สินเชื่อบ้านเบอร์ 5: ดอกเบี้ยคงที่ 2 ปีแรก 2.69% ต่อปี
  • สินเชื่อโซลาร์รูฟ: วงเงินสูงสุด 300,000 บาท ดอกเบี้ยคงที่ 3 ปีแรก 3.90% ไม่ต้องจดจำนองเพิ่ม
  • เหมาะสำหรับเจ้าของบ้านที่อยากลดค่าไฟ ลองนึกภาพติดโซลาร์รูฟแล้วค่าไฟลดลง 30-50% ต่อเดือนเลยนะ!

ประโยชน์คือไม่เพียงประหยัดเงิน แต่ยังเพิ่มมูลค่าบ้านในอนาคตด้วยครับ

2. ธนาคารออมสิน – สินเชื่อสีเขียวครบครัน กู้บ้านได้ 110%

ออมสินจัดหนักด้วยสินเชื่อสีเขียวที่ครอบคลุมบ้าน รถ และธุรกิจ

  • GSB Green Home Loan: กู้สูงสุด 110% ของราคาประเมิน ผ่อนนาน 40 ปี
  • GSB Go Green: สำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ ซื้อรถ EV หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5
  • สินเชื่อ SME: ดอกเบี้ยเริ่มต้น MLR -0.25%

สำหรับคนอยากซื้อรถ EV อย่าง Tesla หรือ BYD สินเชื่อนี้ช่วยให้เข้าถึงง่าย ดอกเบี้ยถูก ลดค่าน้ำมันไปได้เลย!

3. ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) – สนับสนุนเกษตรกร BCG Model

เกษตรกรตัวจริงห้ามพลาด! ธ.ก.ส. มีสินเชื่อเครื่องจักรกลเกษตร ผ่อนนาน 10 ปี และสินเชื่อ BCG เงื่อนไขผ่อนปรน ชำระคืนสูงสุด 15 ปี พร้อมทุนหมุนเวียน 12-18 เดือน

  • เปลี่ยนจากรถไถเก่าๆ มาใช้เครื่องจักรไฟฟ้าหรือไฮบริด ลดค่าน้ำมัน ลดมลพิษ
  • ช่วยให้ฟาร์มยั่งยืน ผลผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนลดลง

รัฐบาลอยากเห็นเกษตรกรไทยก้าวสู่สมัยใหม่ ลองเช็กเลยครับ

เช็กเลย 4 แบงก์รัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ สำหรับ SME

SME D Bank ช่วยผู้ประกอบการธุรกิจสีเขียว ผ่านสินเชื่อ SME Green Productivity

  • วงเงินสูงสุด 30 ล้านบาท ดอกเบี้ย 3% ผ่อนนาน 10 ปี
  • ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือนแรก
  • เหมาะสำหรับโรงงานที่อยากติดตั้งระบบประหยัดพลังงาน หรือผลิตสินค้าสีเขียว

ธุรกิจที่ปรับตัวได้ จะแข่งขันได้ในยุคโลกให้ความสำคัญกับ ESG ครับ

สรุปแล้ว เช็กเลย 4 แบงก์รัฐ สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ เป็นโอกาสทองที่ไม่คว้ามาไว้ครอบครองไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงราคาพลังงานผันผวน มันไม่ใช่แค่ช่วยลดภาระ แต่ยังเสริมความมั่นคงพลังงานไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวได้จริง รีบเข้าเว็บธนาคารแต่ละแห่ง สอบถามเอกสารสมัคร แล้วเริ่มต้นชีวิตประหยัดพลังงานวันนี้เลยครับ! คุณจะได้ทั้งเงินในกระเป๋าและโลกที่สดใสกว่าเดิม

ที่มา – เช็กเลย 4 แบงก์รัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ หนุนคนไทยสู่พลังงานสะอาด ลดภาระน้ำมัน–ค่าไฟ

“เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

การเมืองไทยช่วงนี้ร้อนระอุไม่แพ้ราคาน้ำมัน! ล่าสุด “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป. กลายเป็นประเด็นฮอตที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างล้นหลาม วันที่ 17 เมษายน 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กแซ่บหยด ด้วยหัวข้อ “สแกนคำชี้แจงโฆษกรัฐบาล โต้ ‘อภิสิทธิ์’ เบี่ยงเบน-บิดเบือน น่าผิดหวัง” ตรงดิ่งวิจารณ์นางรัชดา ธนาดิเรก โฆษกรัฐบาล ที่ออกมาตอบโต้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างดุเดือด

เชาว์ยอมรับว่าเสียดายที่รัชดาเคยเป็นเลือดใหม่ของ ปชป. แต่พอพ้นพรรคแล้ว กลับกล้าสวนอภิสิทธิ์แบบ “กระดูกคนละเบอร์” ด้วยข้อมูลผิดเพี้ยน เขาชี้ว่าคนเข้าใจผิดจริงๆ คือรัชดาเอง ถ้ารัชดาเข้าใจสิ่งที่อภิสิทธิ์สื่อ จะต้องชี้แจงแผนแก้วิกฤตชัดเจน ไม่ใช่แค่โต้เถียงไปวันๆ โดยเฉพาะปัญหาใหญ่ที่ถาโถมเข้ามาไม่ว่าจะเป็นน้ำมันแพง วิกฤตพลังงาน หรือเงินเฟ้อที่กำลังพุ่งปรี๊ด

“เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เห็นชัดถึงความแตกต่างในมุมมองการเมือง เชาว์ไม่ยอมให้อภิสิทธิ์ถูกบิดเบือนง่ายๆ โดยเฉพาะการตอบโต้เรื่องโครงการคนละครึ่งและการโอนงบประมาณ รัชดาอ้างว่าต้องรอครม.พิจารณางบปี 2570 ก่อน ซึ่งเชาว์ซัดว่าเป็นตรรกะวิบัติชัดๆ เพราะในยามวิกฤต สามารถรีดงบปีปัจจุบันมาใช้ได้ทันที ไม่ใช่รอถึง 1 ต.ค. 2569 แบบนั้นประชาชนตายกันหมดพอดี!

ชุดคำถามจี้ใจดำรัฐบาล

เชาว์ยังตั้งคำถามเด็ดๆ จี้จุดอ่อนของรัฐบาลแบบไม่ยั้ง เพื่อให้เห็นภาพปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังบีบคั้นประชาชน โดยเฉพาะ:

  • ทำไมไม่แก้ปัญหาน้ำมันแพงที่ต้นเหตุ ทำให้ต้นทุนสินค้าพุ่งกระฉูด?
  • ทำไมไม่เก็บภาษีลาภลอยทั้งที่ทำได้ทันที?
  • ทำไมใช้กองทุนน้ำมันอย่างเดียว ไม่แตะภาษีสรรพสามิตหรือกำไรโรงกลั่น?
  • ทำไมนายกฯ ลอยตัวโยนภาระให้ รมต.อื่น แล้วปล่อยประชาชนลำบาก?
  • ทำไมนายกฯ ไม่แสดงภาวะผู้นำ ตัดสินใจนโยบายสำคัญ?
  • กระทรวงเกษตรฯ กับพาณิชย์แยกกัน จะแก้ปัญหาเกษตรกรอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?
  • ทำไมไม่สื่อสารแผนแก้วิกฤตซ้อนวิกฤตให้ชัด โดยเฉพาะเงินเฟ้อต้นทุน?
  • ทำไมยังยึด “คนละครึ่ง” กระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแห ในสภาวะนี้?

คำถามเหล่านี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตพลังงานและเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ราคาน้ำมันทะลุเพดาน อาหารแพงขึ้นทุกวัน เชาว์ชี้ว่าถ้ารัฐบาลตอบไม่ได้ ก็ไม่ควรออกมาโต้แบบไม่ประสีประสา

วิเคราะห์ตรรกะวิบัติของรัชดา

ส่วนที่แซ่บสุดคือการซัดรัชดาว่า “ตรรกะผิดเพี้ยน” หรือตั้งใจเบี่ยงประเด็น โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่อ้างขั้นตอนราชการ แต่เชาว์ย้ำว่าอภิสิทธิ์รู้ดีกว่า เพราะเคยผ่านสมรภูมิการเมืองมานับไม่ถ้วน นอกจากนี้ยังผิดหวังที่รัชดาบิดเบือนว่าอภิสิทธิ์ไม่ชอบคนละครึ่ง ทั้งที่จริงๆ แล้วเตือนด้วยความหวังดีว่าโครงการนี้ไม่ตรงจุดในวิกฤตปัจจุบัน ประชาชนต้องการการแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่มาตรการชั่วคราว

เชาว์ทิ้งท้ายด้วยคำเตือนเจ็บๆ ว่า หลังจากพ้น ปชป. รัชดาลืม “หลักการและความแม่นยำ” ไปหรือเปล่า? ได้เป็นโฆษกรัฐบาลเพราะพรรคสีน้ำเงิน แต่รากเหง้าคือมาตรฐาน ปชป. ที่สร้างตัวตนให้เธอ นี่คือการเมืองแบบเก่าที่น่าผิดหวังจริงๆ

ประเด็น “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป. ไม่ใช่แค่ดราม่าพรรคเก่า แต่สะท้อนปัญหาใหญ่ของไทย: รัฐบาลรับมือวิกฤตเศรษฐกิจได้จริงหรือ? น้ำมันแพง เงินเฟ้อพุ่ง ประชาชนเดือดร้อนหนัก หากยังโต้เถียงกันแบบนี้ อนาคตเศรษฐกิจไทยจะเป็นอย่างไร?

คุณคิดเห็นอย่างไรกับชุดคำถามของเชาว์? รัฐบาลมีแผนแก้ปัญหาชัดเจนจริงหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านมุมมองที่ตรงไปตรงมา ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวันเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “เชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ฉะ “รัชดา” ตรรกะวิบัติ หลังพ้น ปชป.

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์”

ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญความเดือดร้อนจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น รัฐบาลได้เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเพื่อบรรเทาปัญหา ล่าสุด น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาโต้แย้งคำวิจารณ์จาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยยืนยันว่ารัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” หลายเรื่องทำแล้วบรรเทาเดือดร้อนประชาชน และยังมีแผนอีกมากที่กำลังรอคิว

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์”

วันที่ 16 เมษายน 2569 น.ส.รัชดา ได้ให้สัมภาษณ์ตอบโต้ประเด็นที่นายอภิสิทธิ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล โดยเข้าใจถึงความหวังดี แต่ชี้ว่ารัฐบาลได้ดำเนินการหลายเรื่องไปแล้ว เช่น การผลักดันพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการไม่จำเป็นมาช่วยประชาชน อย่างไรก็ตาม กระบวนการต้องรอการพิจารณางบประมาณแผ่นดินปี 2570 ก่อน ซึ่งรัฐบาลกำลังเร่งรัดให้แล้วเสร็จ และตั้งเป้าใช้งบใหม่ได้ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งแก้ปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุนที่สูง โดยจะทยอยออกมาตรการใหม่ๆ ขอให้ประชาชนติดตาม ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1 ได้อนุมัติมาตรการพยุงภาคการขนส่งสาธารณะและรถบรรทุก ใช้งบกลางกว่า 2,000 ล้านบาท ช่วยผู้ประกอบการรถมินิบัส แท็กซี่ ไรเดอร์ และรถบรรทุกขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันนี้ เพื่อลดค่าครองชีพให้ประชาชน

รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” เรื่องแบ่งงาน “ศุภจี”

สำหรับประเด็นการแบ่งงานให้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น.ส.รัชดายืนยันว่านายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ดูแลคลัสเตอร์ส่งเสริมการค้า พาณิชยกรรม สินค้าเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ซึ่งครอบคลุมการเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ส่งเสริม SME พัฒนาสินค้าเกษตร-อุตสาหกรรม และท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน นี่คือการเชื่อมโยงงานข้ามกระทรวงมากกว่าคุมแค่กระทรวงเดียว ตามที่เคยหาเสียงไว้ และมติครม. ก็ชัดเจนแล้ว ควรโฟกัสที่ผลงานมากกว่าข่าวลือ

รัฐบาลมีมาตรการทั้งเฉพาะหน้า เฉพาะกลุ่ม และระยะยาว เช่น โครงการคนละครึ่งที่ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญ แม้บางฝ่ายจะไม่เห็นด้วย แต่ผลลัพธ์ช่วยประชาชนจริง นอกจากนี้ ยังมีแผนงบประมาณที่คุ้มค่า ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงมือประชาชนอย่างแท้จริง

ผลกระทบและแนวโน้มมาตรการรัฐบาล

มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงบรรเทาค่าครองชีพ แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะภาคขนส่งและ SME ที่เป็นเส้นเลือดฝอยของประเทศ การโอนงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้รัฐบาลตอบสนองวิกฤตได้เร็วขึ้น ในขณะที่การมอบหมายงานแบบคลัสเตอร์ช่วยให้การประสานงานระหว่างกระทรวงราบรื่น ลดช่องว่าง bureaucratic

  • ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่ง: ลดต้นทุนน้ำมัน ค่าน้ำมันเครื่องจักร
  • ส่งเสริมสินค้าเกษตร: เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้เกษตรกร
  • กระตุ้นท่องเที่ยว: ดึงดูดนักท่องเที่ยว ยั่งยืน
  • งบประมาณปี 2570: เร่งรัดเพื่อใช้ทัน Q4 2569

แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากฝ่ายค้าน แต่รัฐบาลยืนยันเดินหน้าตามแผน ขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ข้อเสนอแนะ

สุดท้าย รัฐบาลขอเชิญชวนประชาชนติดตามมาตรการใหม่ๆ และมีส่วนร่วมแจ้งปัญหา เพื่อให้การช่วยเหลือตรงจุดมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับมาตรการเหล่านี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – รัฐบาลทยอยออกมาตรการ “รัชดา” โต้ “อภิสิทธิ์” หลายเรื่องทำแล้วบรรเทาเดือดร้อนประชาชน

“รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมคนละครึ่งพลัส จ่อช่วยค่าไฟ

“รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมค้านเคาะคนละครึ่งพลัส ยันรัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจช่วยค่าไฟ-ปุ๋ย เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ เมื่อโฆษกรัฐบาลไม่สนใจโต้แย้งกับฝ่ายค้าน แต่ยืนยันว่ารัฐบาลกำลังเร่งมือช่วยเหลือประชาชนจากค่าครองชีพที่พุ่งสูง โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าและปุ๋ยที่กระทบเกษตรกรและครัวเรือนทั่วไป

“รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมค้านเคาะคนละครึ่งพลัส ยันรัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจช่วยค่าไฟ-ปุ๋ย

วันที่ 15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ออกมาแสดงจุดยืนคัดค้านการเคาะมาตรการคนละครึ่งพลัสในช่วงนี้ โดยระบุว่าไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ควรเน้นเยียวยาค่าครองชีพให้ประชาชนก่อน

น.ส.รัชดา ตอบแบบชิล ๆ ว่า “ไม่ตอบโต้ค่ะ” เพราะรัฐบาลกำลังพิจารณาเรื่องค่าครองชีพอยู่แล้ว และได้เริ่มโครงการไทยช่วยไทยไปก่อนหน้านี้ ส่วนหลังจากนี้จะมีมาตรการอื่น ๆ ออกมาแบบเป็นชุด ๆ ให้ประชาชนและฝ่ายค้านได้ติดตามกันแน่นอน ทำให้หลายคนมองว่านี่คือสัญญาณว่ารัฐบาลไม่ต้องการเสียเวลาดราม่า แต่โฟกัสที่การช่วยเหลือจริง

มาตรการที่รัฐบาลเตรียมคลอดหลัง “รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามต่อว่ารัฐบาลจะมีมาตรการอะไรในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งหน้า น.ส.รัชดา ยืนยันชัดเจนว่าจะมีแพ็คเกจเยียวยาออกมาแบบทยอย โดยครอบคลุมหลายด้าน ดังนี้

  • โครงการคนละครึ่งพลัส: ยังคงเดินหน้าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้ประชาชนใช้จ่ายได้มากขึ้น
  • เยียวยาค่าไฟฟ้า: สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟน้อย เพื่อลดภาระค่าไฟที่พุ่งสูงจากราคาน้ำมัน
  • ช่วยเหลือเรื่องปุ๋ย: เน้นเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยแพง ส่งผลต่อต้นทุนการผลิตพืชผล
  • โครงการไทยช่วยไทย: ขยายผลต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยช่วยเหลือกันเอง

ทั้งหมดนี้จะออกมาเป็นแพ็คเกจใหญ่ รัฐบาลยืนยันว่าดูแลประชาชนแน่นอน ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังเปราะบางจากโควิด-19 และราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน

ปมขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านเรื่องคนละครึ่งพลัส

ก่อนหน้านี้ น.ส.ศิริกัญญา ได้วิจารณ์หนักว่าการผลักดันคนละครึ่งพลัสตอนนี้ไม่เหมาะสม เพราะประชาชนกำลังเผชิญค่าครองชีพสูง ควรเยียวยาโดยตรงมากกว่า แต่ฝั่งรัฐบาลมองว่าทั้งสองอย่างทำควบคู่กันได้ เพื่อทั้งกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพ ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐบาลใช้มาตลอด

จากข้อมูลล่าสุด ค่าไฟฟ้าเฉลี่ยต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นกว่า 20% ในปีนี้ ขณะที่ราคาปุ๋ยพุ่ง 50-100% ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายลดพื้นที่เพาะปลูก นี่คือเหตุผลที่รัฐบาลเร่งแพ็คเกจดังกล่าว หากคลอดจริงจะช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานรากได้ทันท่วงที

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญเศรษฐศาสตร์ยังชี้ว่ามาตรการแบบคนละครึ่งช่วยหมุนเงินในระบบได้ดี โดยในเฟสก่อน ๆ สร้างยอดใช้จ่ายกว่า 1 แสนล้านบาท ช่วยร้านค้าขนาดเล็กให้รอดพ้นวิกฤต

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านยังคงกดดันให้รัฐบาลเปิดเผยรายละเอียดชัดเจน เพื่อไม่ให้เป็นแค่นโยบายลม ๆ แล้ง ๆ ประชาชนหลายคนรอคอยมาตรการเหล่านี้ เพราะค่าครองชีพกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้

ในมุมมองของผู้เขียน รัฐบาลควรสื่อสารให้ชัดเจนกว่านี้ เพื่อลดความสับสน และแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชนจริง การเมินโต้แบบนี้แสดงถึงความมั่นใจ แต่ต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตมาตรการใหม่ ๆ จากรัฐบาลนะครับ

ที่มา – “รัชดา” เมินโต้ “ศิริกัญญา” ปมค้านเคาะคนละครึ่งพลัส ยันรัฐบาลจ่อคลอดแพ็คเกจช่วยค่าไฟ-ปุ๋ย

นานาชาติยกย่องสงกรานต์ไทย ดึงดูดทั่วโลก

เทศกาลสงกรานต์ปีนี้คึกคักสุดๆ เลยนะครับ! นานาชาติยกย่องสงกรานต์ไทย ในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมระดับโลกที่ UNESCO รับรอง และเป็นเวิลด์อีเว้นท์ที่ดึงดูดสายตาคนทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว สื่อมวลชน หรือแม้แต่อดีตราชทูตต่างชาติ ต่างพากันหลงใหลในเสน่ห์ของการสาดน้ำ ความสนุกสนาน และประเพณีที่ผสมผสานอย่างลงตัว

นานาชาติยกย่องสงกรานต์ไทย

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2567 ว่าบรรยากาศสงกรานต์ปีนี้ยิ่งใหญ่สะท้อนพลังวัฒนธรรมไทยที่เชื่อมโยงผู้คนทั่วโลก ทั้งในด้านวัฒนธรรม ประเพณี และความบันเทิง สงกรานต์ไทยไม่ใช่แค่เทศกาลของคนไทย แต่กลายเป็นมหกรรมที่ทุกชาติอยากมีส่วนร่วม

สถานทูตต่างชาติร่วมฉลอง

ที่น่าประทับใจคือ มีสถานเอกอัครราชทูตถึง 42 แห่งในไทย ร่วมกันทำสื่อประชาสัมพันธ์เพื่อถ่ายทอดความเป็นไทยในมุมมองใหม่ๆ สร้างสรรค์และร่วมสมัย เช่น

  • สหราชอาณาจักร
  • สวิตเซอร์แลนด์
  • เดนมาร์ก
  • เยอรมนี
  • อินเดีย
  • เบลเยียม
  • จีน
  • ฟิลิปปินส์
  • เวียดนาม
  • ออสเตรเลีย
  • สหรัฐอเมริกา

การร่วมมือเหล่านี้ทำให้ นานาชาติยกย่องสงกรานต์ไทย มากขึ้น และช่วยโปรโมทภาพลักษณ์ไทยให้สดใสยิ่งขึ้น

สื่อชั้นนำทั่วโลกชื่นชม

สื่อใหญ่ๆ อย่าง AP, Reuters, Euronews, Xinhua ต่างรายงานอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะภาพความคึกคักที่ถนนข้าวสารและจุดเล่นน้ำต่างๆ พวกเขายกให้สงกรานต์ไทยเป็นหนึ่งในเทศกาลที่มีชีวิตชีวาที่สุดในโลก ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความทันสมัยได้อย่างลงตัว ขณะที่ Newswire จากอเมริกาเหนือ เรียกมันว่า “World Water Festival” ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย

นอกจากนี้ The Straits Times ยังนำเสนอมาตรการความปลอดภัยของไทย เช่น “10 กฎเล่นน้ำอย่างปลอดภัย” ที่รวมถึง

  • ห้ามคุกคามทางเพศ
  • ห้ามป้ายแป้งหากอีกฝ่ายไม่ยินยอม
  • ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง

มาตรฐานเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการจัดงานระดับสากลที่คำนึงถึงความปลอดภัยของทุกคน

ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหาศาล

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าระหว่าง 11-15 เมษายน 2567 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 500,000 คน สร้างรายได้รวมกว่า 30,350 ล้านบาท โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติสร้างรายได้ 8,100 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน สะท้อนว่า นานาชาติยกย่องสงกรานต์ไทย แล้วยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้จริง

รัฐบาลมุ่งส่งเสริมมรดกวัฒนธรรมนี้ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสเศรษฐกิจและสังคม กระจายไปทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับการแข่งขันของไทยในเวทีโลก

ท่านนายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จจากความร่วมมือทุกภาคส่วน ที่ทำให้ผู้คนต่างแดนได้ร่วมฉลองความสุข รอยยิ้ม และมิตรภาพข้ามพรมแดน สงกรานต์ไทยคือพลัง soft power ที่แท้จริง ใครก็เคลมไม่ได้!

ในฐานะคนไทย เราภูมิใจที่ สงกรานต์ไทย ได้รับการยอมรับระดับโลก ปีหน้าถ้าคุณยังไม่เคยลอง อย่าพลาดมาร่วมสาดน้ำ สาดความสุขไปด้วยกันนะครับ จะได้สัมผัสเสน่ห์ที่ทำให้โลกหลงรัก!

ที่มา – นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย” ดึงความสนใจทั่วโลก ใครก็เคลมไม่ได้

สงกรานต์นี้ นายกฯ ย้ำ ดื่มไม่ขับ ทางด่วนวิ่งฟรี

เทศกาลสงกรานต์กำลังมาเยือนอีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุกคนเฝ้ารอคอยเพื่อกลับภูมิลำเนา สาดน้ำสนุกสนานกับครอบครัว แต่ความปลอดภัยในการเดินทางคือสิ่งสำคัญที่สุด ล่าสุด สงกรานต์นี้ นายกฯ ย้ำ ดื่มไม่ขับ ทางด่วนวิ่งฟรี เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสบายใจ รัฐบาลโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความห่วงใยผ่านโฆษกรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โดยย้ำเตือนให้ทุกคนหลีกเลี่ยงการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ก่อนขับขี่ เพราะสถิติอุบัติเหตุในช่วงสงกรานต์ทุกปีสูงลิ่ว โดยเฉพาะจากพฤติกรรมดื่มแล้วขับที่เป็นสาเหตุหลัก

สงกรานต์นี้ นายกฯ ย้ำ ดื่มไม่ขับ ทางด่วนวิ่งฟรี

นอกจากคำเตือนเรื่องความปลอดภัยแล้ว รัฐบาลยังออกมาตรการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่ามกลางราคาน้ำมันที่แพงขึ้น โดยกระทรวงคมนาคมจัดให้มีทั้งการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษและเปิดทางด่วนวิ่งฟรีหลายเส้นทาง ช่วยให้การเดินทางราบรื่น ลดความแออัดบนท้องถนน มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้คุณประหยัดเงินได้หลายร้อยบาทต่อทริป และที่สำคัญคือลดความเสี่ยงอุบัติเหตุจากการจราจรติดขัด

รายละเอียดมาตรการยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ

  • ทางพิเศษบูรพาวิถี และกาญจนาภิเษก (บางพลี–สุขสวัสดิ์) วันที่ 10–16 เมษายน 2569 เหมาะสำหรับคนเดินทางไปภาคตะวันออก
  • ทางพิเศษอุดรรัถยา ศรีรัช และเฉลิมมหานคร วันที่ 13–15 เมษายน 2569 ช่วยคนที่มุ่งหน้าไปภาคเหนือและอีสาน

มาตรการนี้จะช่วยให้คุณไม่ต้องกังวลเรื่องค่าทางด่วน สามารถวางแผนเส้นทางได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น

มอเตอร์เวย์วิ่งฟรี 7 วันเต็ม

ไฮไลต์สำคัญคือการเปิดให้วิ่งทางด่วนฟรีบนมอเตอร์เวย์ 3 เส้นทางหลัก ระหว่างวันที่ 10–16 เมษายน 2569 ได้แก่

  • M7 กรุงเทพฯ–ชลบุรี–พัทยา–มาบตาพุด สำหรับนักเดินทางไปทะเลตะวันออก
  • M9 วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร ช่วยเลี่ยงรถติดในเมืองหลวง
  • M81 บางใหญ่–กาญจนบุรี เส้นทางใหม่สู่ภาคตะวันตก

นอกจากนี้ ยังทดลองเปิดฟรีเส้นทางใหม่ M6 (บางปะอิน–นครราชสีมา) เพื่อลดรถบนถนนมิตรภาพ โดยมีการจัดการจราจรตามช่วงเวลา และ M82 (บางขุนเทียน–เอกชัย) ระยะ 10 กม. ช่วยระบายรถจากพระราม 2 ไปภาคใต้ ทุกเส้นทางนี้จะทำให้การเดินทางเร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น โดยไม่ต้องจ่ายค่าผ่านทาง

ทำไม สงกรานต์นี้ นายกฯ ย้ำ ดื่มไม่ขับ ทางด่วนวิ่งฟรี ถึงสำคัญ? เพราะทุกปีมีอุบัติเหตุนับพันราย โดย 40% มาจากดื่มแล้วขับ ขณะที่รถติดทำให้คนเหนื่อยล้าและเสี่ยงหลับใน มาตรการนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดเงิน แต่ยังส่งเสริมให้ใช้ทางด่วนที่ปลอดภัยกว่า รัฐบาลยังกำชับตำรวจและหน่วยงานอำนวยความสะดวกเต็มที่ เช่น จุดตรวจวัดแอลกอฮอล์ สายด่วน 1586 รายงานจราจร

เคล็ดลับการเดินทางปลอดภัยในสงกรานต์: พักรถทุก 2 ชม., ตรวจรถก่อนออกเดินทาง, ใช้แอปพลิเคชันเช็คจราจร, และที่สำคัญ ดื่มไม่ขับจริงๆ ถ้าจะดื่มให้ใช้บริการแท็กซี่หรือรถสาธารณะ หากเดินทางเป็นกลุ่ม ลองแบ่งกันขับเวรเพื่อไม่ให้ใครเหนื่อยเกินไป

สุดท้าย มาตรการนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชน ทำให้สงกรานต์ปีนี้เป็นเทศกาลแห่งความสุขที่แท้จริง แนะนำให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม แชร์ข้อมูลนี้ให้เพื่อนและครอบครัว เพื่อให้ทุกทริปปลอดภัย!

ที่มา – สงกรานต์นี้ นายกฯ ย้ำ “ดื่มไม่ขับ” เพื่อประชาชนเดินทางปลอดภัย-ทางด่วนวิ่งฟรี

โผครม.อนุทิน 2: รัชดาจ่อโฆษก บวรศักดิ์หลุด

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงเรื่องร้อนๆ ในวงการการเมืองไทยกันดีกว่า นั่นคือ โผครม.อนุทิน 2 ที่กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้ว! มีข่าวสะพัดหนาหูว่าคุณรัชดา ธนาดิเรก กำลังจะได้นั่งเก้าอี้โฆษกรัฐบาล ขณะที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ หลุดโผไปเรียบร้อย ส่วนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่มี 5 เสียง ก็ยังไม่มีเก้าอี้ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้เลย มาดูรายละเอียดกันแบบเป็นกันเองเลยนะ

โผครม.อนุทิน 2 โค้งสุดท้าย

จากรายงานล่าสุดเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2567 (หรือ 2569 ตามบางแหล่ง แต่เชื่อว่าเป็น 2567 นะ) การจัดตั้ง โผครม.อนุทิน 2 กำลังเร่งเครื่องเต็มที่ ผู้ที่ได้รับการทาบทามให้เป็นรัฐมนตรี ต่างก็กรอกประวัติและคุณสมบัติกันเรียบร้อย บางคนถึงขั้นมีเจ้าหน้าที่ไปส่งเอกสารที่ตึกสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้วด้วย แตกต่างจากครม.อนุทิน 1 ที่รวบรวมยื่นทีเดียว คราวนี้แต่ละคนต้องเดินทางไปยื่นด้วยตัวเองตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่อยากให้เสร็จเร็วๆ

โผส่วนใหญ่ยังยึดตามที่ลือกันก่อนหน้านี้ ตลอดสัปดาห์นี้จะมีคนทยอยไปยื่นที่ สลค. กันเพียบเลยครับ ทำให้ โผครม.อนุทิน 2 ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็มีเซอร์ไพรส์บางจุดที่ต้องจับตา

บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หลุดโผครม.อนุทิน 2

จุดแรกที่น่าสนใจคือ รองนายกฯ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ที่ไม่มีชื่อในโผแล้ว! ตัวนายบวรศักดิ์เองก็ยอมรับว่ายังไม่ได้รับการทาบทามให้อยู่ต่อ คำถามคือใครจะมาแทน? ต้องรอติดตามต่อไป เพราะตำแหน่งรองนายกฯ สำคัญมากในการขับเคลื่อนนโยบาย

รัชดา ธนาดิเรก เต็งหนึ่งโฆษกรัฐบาล

ข่าวดีสำหรับแฟนพรรคภูมิใจไทย (ภท.) คือ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อภท. กำลังถูกวางตัวให้เป็นโฆษกรัฐบาลใน โผครม.อนุทิน 2 เต็งหนึ่งเลยทีเดียว รัชดามีประสบการณ์ด้านการสื่อสารการเมืองมาพอสมควร น่าจะช่วยให้นายกฯ อนุทินสื่อสารนโยบายได้ชัดเจนขึ้น

พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ยังไร้เก้าอี้

อีกประเด็นคือ พรรคพลังประชารัฐ ที่มี ส.ส. 5 เสียง ยังไม่มีชื่อใครติดโผเลย! แม้จะเป็นพรรคเล็กแต่ก็มีบทบาทสำคัญในการโหวตสนับสนุนรัฐบาล ต้องลุ้นว่าพวกเขาจะได้ตำแหน่งอะไร หรือจะถูกตัดออกจริงๆ

  • สรุปสถานการณ์ โผครม.อนุทิน 2:
  • บุคคลส่วนใหญ่ยื่นประวัติแล้ว
  • บวรศักดิ์หลุดโผ
  • รัชดา จ่อโฆษก
  • พปชร. ยังลุ้น
  • นายกฯ อนุทิน เร่งรัดให้เสร็จเร็ว

จากมุมมองผมนะครับ โผครม.อนุทิน 2 ชุดนี้ดูจะเน้นความต่อเนื่องจากชุดก่อน แต่มีการปรับเปลี่ยนเพื่อความสมดุลระหว่างพรรค การที่พปชร.ยังไม่มีเก้าอี้ อาจทำให้เกิดดราม่าในสภาได้ ส่วนรัชดาที่จ่อโฆษก น่าจะช่วยเสริมภาพลักษณ์รัฐบาลให้ทันสมัยขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังคงพลิกผันได้ทุกเมื่อ เราได้เห็นแล้วว่าบริบทเปลี่ยนไปมากหลังการเลือกตั้ง คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและนโยบายสาธารณสุขได้ดี เพราะอนุทินมีจุดแข็งตรงนี้

คุณคิดยังไงกับ โผครม.อนุทิน 2 ชุดนี้? รัชดาจะได้เป็นโฆษกจริงมั้ย? คอมเมนต์บอกกันได้เลยนะครับ และอย่าลืมติดตามอัพเดทข่าวการเมืองล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกมุมมอง!

ที่มา – สะพัด “รัชดา” จ่อนั่งโฆษกรัฐบาล- “บวรศักดิ์” หลุดโผ พปชร. ยังไร้เก้าอี้ ครม.อนุทิน 2

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานดูแลประชาชนที่อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจากเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อม 

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยได้กล่าวก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาหลายพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ติดตามอย่างใกล้ชิด และสั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงดูแลความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตยของไทยอย่างเต็มกำลัง โดยเมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้แถลงให้ประชาชนได้ทราบว่า ที่ประชุม สมช. มีมติยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติ สมช. โดยจะปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นตามความจำเป็น พร้อมมอบหมาย

1. ให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ โดยทราบว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย

2. ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เตรียมการเรื่องงบประมาณ

ในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยตามหลักเกณฑ์เดิม เพื่อให้มีความพร้อมและสามารถโอนเงินให้ประชาชนได้อย่างรวดเร็ว ไม่ล่าช้าเหมือนครั้งที่ผ่านมา

3. ให้กระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลมีความถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

กำชับเร่งแก้ปัญหา โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมโดยเร็ว

นายสิริพงศ์ ระบุว่า นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า เรื่องการจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ หลังจากที่ได้มีการปรับลดขั้นตอน ปรับลดเอกสาร และเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนทางออนไลน์ไปแล้ว การจ่ายเงินให้ถึงมือประชาชนก็ควรจะรวดเร็วขึ้น แต่ทราบว่าตอนนี้ ระบบยังมีปัญหาอยู่ ทำให้การจ่ายเงินยังล่าช้า ขอให้ทาง ปภ. และจังหวัด เร่งแก้ปัญหา และโอนเงินให้กับประชาชนให้เสร็จโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้เปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ เพื่อปรับปรุงฐานข้อมูลของผู้ที่สมควรได้รับสิทธิให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการบัตรสวัสดิการประชารัฐ กำลังพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์ด้านคุณสมบัติของผู้มีสิทธิลงทะเบียน ก่อนที่จะนำมาเสนอ ครม. ให้ความเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การเปิดลงทะเบียนใหม่ครั้งนี้ ขอให้คณะกรรมการบัตรสวัสดิการฯ ให้ความสำคัญกับการกำหนดหลักเกณฑ์ที่มุ่งเป้าการช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง กำหนดเกณฑ์การคัดกรองที่ดูทั้งมิติรายได้และทรัพย์สินที่รัดกุมมากขึ้น แทนที่จะมุ่งปรับเกณฑ์รายได้ลงอย่างเดียว เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณที่มีอยู่จำกัดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายที่สุด

นายสิริพงศ์ ระบุว่า ในช่วงท้ายของการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากรัฐมนตรีท่านใดว่างเว้นจากภารกิจปกติ อยากให้ช่วยกันสับเปลี่ยนหมุนเวียนลงไปให้ความช่วยเหลือ และให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตามศูนย์พักพิงต่างๆ ในแต่ละจังหวัด

นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวให้ดีที่สุด

ความสำคัญของการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

การที่นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวอย่างดีที่สุด แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน การดูแลอย่างเต็มที่ครอบคลุมทั้งด้านความเป็นอยู่ ความปลอดภัย อาหารน้ำดื่ม และการบริการทางการแพทย์ ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย

นอกจากนี้ การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยาให้พร้อมยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ารัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในการจ่ายเงินเยียวยาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

การสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน และเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการเกิดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยเร่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขและจ่ายเงินให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด

สำหรับการเปิดลงทะเบียนโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ รัฐบาลมุ่งเน้นการให้ความช่วยเหลือไปยังผู้มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง โดยกำหนดหลักเกณฑ์การคัดกรองที่รัดกุมมากขึ้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมาย

โดยรวมแล้ว การดำเนินการของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราว การเตรียมงบประมาณช่วยเหลือเยียวยา และการแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ อย่างเต็มที่

การลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือและให้กำลังใจพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบตามศูนย์พักพิงต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐมนตรีควรให้ความสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชน

ในสถานการณ์ที่ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบาก รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุน เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยดี การดำเนินการอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และโปร่งใส เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและนำไปปรับปรุงการดำเนินงาน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและตอบสนองความต้องการของประชาชนได้มากที่สุด

การทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน เพื่อให้พวกเขาสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการพัฒนาต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาทักษะของประชาชน เพื่อให้พวกเขาสามารถแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน

การสร้างสังคมที่เป็นธรรมและเสมอภาค เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความปรองดองและความสามัคคีในชาติ

การดำเนินงานของรัฐบาลในการดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง และหวังว่าจะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพต่อไป

ที่มา – นายกฯ สั่งดูแลประชาชนที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวเหตุปะทะชายแดนให้ดีที่สุด เตรียมงบเยียวยาให้พร้อม

ปิดฉาก 8 ปี คดีเหมืองทองอัครา “คิงส์เกต” ถอนฟ้อง

นายกฯ ขอบคุณ ก.อุตสาหกรรม เจรจา “คิงส์เกต” ถอนฟ้องรัฐบาลไทย ปิดฉากข้อพิพาทปิดฉาก 8 ปี คดีเหมืองทองอัครา “คิงส์เกต” ถอนฟ้องรัฐบาลไทย 8 ปี

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวชื่นชมและขอบคุณกระทรวงอุตสาหกรรม ที่เป็นตัวกลางไปเจรจากับ คิงส์เกต คอนโซลิเดทเต็ด ลิมิเต็ด (Kingsgate Consolidated Limited) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบกิจการเหมืองทองอัครา ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งได้ประกาศยุติข้อพิพาทกับรัฐบาลไทย ในเรื่องการยกเลิกทำเหมืองทองอัครา ซึ่งช่วงนี้ใกล้ที่จะมีการอ่านคำพิพากษา แต่เมื่อเขายินดีที่จะถอนฟ้อง ก็ถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนไทย

ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากรายงานของกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การกำกับดูแลของนายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐบาลได้ยุติข้อพิพาท “ไทย–คิงส์เกต” ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 8 ปี โดยไม่ต้องมีคำตัดสินของอนุญาโตตุลาการ ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงของประเทศ และเสริมความเชื่อมั่นต่อระบบการลงทุนของไทยในระยะยาว การปิดฉาก 8 ปี คดีเหมืองทองอัครา “คิงส์เกต” ถอนฟ้องครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่คาราคาซังมานาน

โดยคณะอนุญาโตตุลาการได้แจ้งผลอย่างเป็นทางการว่า “ไม่ต้องออกคำสั่งตัดสินคดี” หลังทั้งสองฝ่ายสามารถหาข้อยุติร่วมกัน ภายใต้กรอบกฎหมายไทย และหลักสากลด้านสิ่งแวดล้อม การกำกับดูแล และความปลอดภัย ซึ่งเป็นแนวทางที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผลักดันมาโดยตลอด นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง เดินหน้าแก้ปัญหาเหมืองแร่ทองคำอย่างเป็นระบบ ปกป้องสิ่งแวดล้อมควบคู่เศรษฐกิจชุมชน และได้สั่งการให้กระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการทุกขั้นตอนอย่างโปร่งใส รอบคอบ และรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วน

ปิดฉาก 8 ปี คดีเหมืองทองอัครา “คิงส์เกต” ถอนฟ้อง

การปิดฉาก 8 ปี คดีเหมืองทองอัครา “คิงส์เกต” ถอนฟ้องรัฐบาลไทยนับเป็นข่าวดีที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย หลังจากข้อพิพาทที่ยืดเยื้อมานานถึง 8 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจแก่ประเทศ การยุติข้อพิพาทโดยไม่ต้องมีการตัดสินของอนุญาโตตุลาการ ถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาลในการเจรจาและหาข้อยุติที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ได้ผลักดันแนวทางการแก้ไขปัญหาเหมืองแร่ทองคำอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจชุมชน ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม

การปิดฉาก 8 ปี คดีเหมืองทองอัครา “คิงส์เกต” ถอนฟ้องไม่เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของประเทศในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังมีผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว:

  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุน: การยุติข้อพิพาทช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย ทำให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ และส่งผลดีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
  • การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน: การแก้ไขปัญหาเหมืองแร่ทองคำอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมือง สามารถพัฒนาเศรษฐกิจของตนเองได้อย่างยั่งยืน
  • การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม: การดำเนินงานของเหมืองแร่ทองคำจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากลด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพของประชาชน

การปิดฉาก 8 ปี คดีเหมืองทองอัครา “คิงส์เกต” ถอนฟ้องรัฐบาลไทยครั้งนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเจรจา การแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย การสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

ที่มา – ปิดฉาก 8 ปี คดีเหมืองทองอัครา “คิงส์เกต” ถอนฟ้องรัฐบาลไทย

Scroll to top