โฆษกรัฐบาล

“สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ไหว้ศาลทำเนียบ ลั่นไม่ยอมอ่อนข้อชายแดน

“สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่น ปมชายแดนไทยไม่อ่อนข้อ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนในวงการการเมืองไทยกันหน่อยนะครับ เมื่อ “โต้ง สิริพงศ์” หรือนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ เข้าทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลคนใหม่อย่างเป็นทางการ ด้วยการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนที่จะลุยงานเต็มตัว การมาของเขานี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลตั้งใจจะปรับปรุงการสื่อสารให้ตรงประเด็นและรวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็น敏感อย่างปมชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เขาย้ำชัดเจนว่ารัฐบาลไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อเด็ดขาด

พิธีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเริ่มงานใหม่

เมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2568 นายสิริพงศ์ เดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลพร้อมครอบครัว เพื่อสักการะศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ประจำทำเนียบฯ หลังจากนั้นก็ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า เป็นภาพที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความหวังสำหรับการทำงานครั้งใหม่นี้ ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เขาไม่ใช่แค่คนพูดแทนรัฐบาล แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมโยงนโยบายที่ซับซ้อนให้ประชาชนเข้าใจง่ายๆ

“สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่น ปมชายแดนไทยไม่อ่อนข้อ นี่คือหัวใจของข่าวที่ทำให้หลายคนสนใจ เพราะเขามีพื้นฐานเป็นคนชายแดน ทำให้เข้าใจปัญหาลึกซึ้ง การสื่อสารของเขาจะเน้นความตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ตึงเครียดแบบนี้

ยุทธศาสตร์การสื่อสารที่ชัดเจนและรวดเร็ว

นายสิริพงศ์ เปิดใจว่าหน้าที่หลักของโฆษกรัฐบาลคือการนำเสนอนโยบายที่เป็นภาษาทางการหรือศัพท์เทคนิค ซึ่งอาจยากสำหรับประชาชน ให้เข้าใจได้ง่าย ตรงประเด็น และรวดเร็ว เพื่อให้ทุกคนเดินไปในทิศทางเดียวกัน หากมีข้อมูลผิดพลาด ก็ต้องรีบแก้ไขและนำเสนอความจริงให้ถูกต้องทันที เขายังย้ำถึงการทำงานร่วมกับโฆษกจากกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) และกระทรวงกลาโหม (กห.) เพื่อให้การสื่อสารเป็นเอกภาพ ไม่ให้เกิดความคลาดเคลื่อน

จากบทเรียนในอดีตที่การสื่อสารล่าช้าหรือไม่เป็นทางการ อาจทำให้ประชาชนสับสนหรือกังวล รัฐบาลชุดนี้จึงตั้งใจจะสื่อสารเชิงรุกมากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา ที่กัมพูชาออกมาแสดงท่าทียั่วยุ เขาจะคัดกรองข่าวให้ดี และสื่อสารสถานการณ์ให้ประชาชนทราบอย่างรวดเร็วเมื่อจำเป็น เพื่อลดความตึงเครียดและสร้างความมั่นใจ

จุดยืนแข็งแกร่งต่อปมชายแดนไทย-กัมพูชา

เมื่อพูดถึงประเด็นร้อนอย่างชายแดน นายสิริพงศ์ ยืนยันว่ารัฐบาลไทยมีเจตนารมณ์ที่หนักแน่น ไม่ยอมอ่อนข้อให้กัมพูชาเด็ดขาด โดยนายกรัฐมนตรีสั่งชัดว่าการเจรจาเปิดด่านจะไม่เกิดขึ้น จนกว่ากัมพูชาจะถอนกำลังออกไปก่อน มาตรการจากกระทรวงกลาโหมและการต่างประเทศกำลังดำเนินการเพื่อกดดันให้สถานการณ์คลี่คลายเร็วที่สุด แม้ระยะเวลา 4 เดือนอาจไม่เพียงพอ แต่ปัจจัยสำคัญอยู่ที่ฝั่งกัมพูชาด้วย

นอกจากนี้ ศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ยังคงทำงานต่อไปด้วยคณะทำงานชุดเดิม เพื่อติดตามและจัดการปัญหาอย่างต่อเนื่อง “สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่น ปมชายแดนไทยไม่อ่อนข้อ จึงไม่ใช่แค่คำพูด แต่สะท้อนนโยบายรัฐบาลที่ยึดมั่นในอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ

การมาของโฆษกคนใหม่คนนี้ ทำให้หลายคนคาดหวังว่าการสื่อสารของรัฐบาลจะโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ข่าวสารไหลเวียนเร็วผ่านโซเชียลมีเดีย เราจะได้เห็นการตอบโต้ที่รวดเร็วและชัดเจน ไม่ปล่อยให้ข่าวลือครอบงำ

ในมุมมองของผม การสื่อสารที่ดีคือกุญแจสู่ความเชื่อมั่นของประชาชน รัฐบาลไทยกำลังแสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในประเด็นชายแดน ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง หากคุณสนใจข่าวการเมืองแบบนี้ ลองติดตามบล็อกของเราต่อไปนะครับ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุดและวิเคราะห์เชิงลึก

ที่มา – “สิริพงศ์” โฆษกรัฐบาลคนใหม่ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่น ปมชายแดนไทยไม่อ่อนข้อ

ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์” ครม. แต่งตั้งโฆษกรัฐบาล

ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ครม. แต่งตั้งโฆษกรัฐบาลแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองไทย เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน ได้เห็นชอบแต่งตั้งนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ หรือที่รู้จักกันในชื่อเล่นว่า “โต้ง” ให้ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี การแต่งตั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสื่อสารนโยบายของรัฐบาลสู่ประชาชน

ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ”

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ชื่อเล่น โต้ง อายุ 49 ปี เกิดเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2519 ท่านเป็นบุตรชายของนายฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ และนางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ จากพื้นเพที่เติบโตในครอบครัวนักการเมืองท้องถิ่น ทำให้ท่านมีความสนใจในด้านการเมืองตั้งแต่เยาว์วัย สำหรับด้านการศึกษา นายสิริพงศ์จบปริญญาตรีจากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ต่อด้วยปริญญาโท สาขาการจัดการระบบสารสนเทศ (MIS) จากมหาวิทยาลัยโคโลราโด เดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา และปริญญาเอก คณะเกษตร สาขาเกษตรเขตร้อน จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในหลักสูตรนานาชาติ การศึกษาที่หลากหลายนี้ช่วยให้ท่านมีมุมมองที่กว้างไกลทั้งในด้านเทคโนโลยี ระบบสารสนเทศ และการเกษตร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการทำงานในวงการเมือง

เส้นทางการเมืองของ “โต้ง สิริพงศ์”

เส้นทางการเมืองของนายสิริพงศ์เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2550 เมื่อท่านได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จังหวัดศรีสะเกษ สังกัดพรรคชาติไทย ถือเป็นการเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จในการสมัยแรก จากนั้นในปี 2562 ท่านได้รับเลือกตั้งอีกสมัย สังกัดพรรคภูมิใจไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงฐานเสียงที่มั่นคงในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเฉพาะจังหวัดศรีสะเกษ นอกจากนี้ ท่านยังเคยดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ซึ่งช่วยให้ท่านมีประสบการณ์ในการบริหารงานภาครัฐอย่างเข้มข้น

ปัจจุบัน นายสิริพงศ์เป็นหนึ่งในแกนนำสำคัญของพรรคภูมิใจไทย โดยรับผิดชอบด้านนโยบายเศรษฐกิจและสังคม ท่านยังดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ซึ่งช่วยขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชน นอกจากบทบาททางการเมืองแล้ว ท่านยังมีส่วนสนับสนุนวงการบันเทิง โดยเป็นผู้สนับสนุนรายสำคัญของจักรวาลไทบ้าน ผลงานเด่นอย่างภาพยนตร์ “สัปเหร่อ” ที่ทำรายได้กว่า 700 ล้านบาท ถือเป็นภาพยนตร์ไทยที่ทำเงินสูงสุดในรอบ 10 ปี สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเชื่อมโยงระหว่างการเมือง วัฒนธรรม และเศรษฐกิจท้องถิ่น

บทบาทโฆษกรัฐบาล: ความคาดหวังจากสาธารณชน

การแต่งตั้ง “โต้ง สิริพงศ์” เป็นโฆษกรัฐบาลครั้งนี้ คาดว่าจะช่วยเสริมสร้างการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจหลังโควิด การเกษตร และการศึกษา ด้วยพื้นฐานวิชาการที่แข็งแกร่ง ท่านน่าจะสามารถถ่ายทอดนโยบายให้เข้าใจง่ายและเข้าถึงประชาชนได้ดี นอกจากนี้ ประสบการณ์ในสภาฯ สองสมัยยังช่วยให้ท่านรับมือกับคำถามจากสื่อได้อย่างมืออาชีพ

ในการขับเคลื่อนรัฐบาลใหม่นี้ การมีโฆษกที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอย่างนายสิริพงศ์ จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน หากท่านสามารถสื่อสารนโยบายสำคัญ เช่น การฟื้นฟูเศรษฐกิจ การพัฒนาการเกษตรเขตร้อน และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารราชการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐบาลน่าจะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากยิ่งขึ้น

  • จุดเด่น: การศึกษาระดับสูงจากต่างประเทศ
  • ประสบการณ์: ส.ส. สองสมัยและผู้ช่วยรัฐมนตรี
  • บทบาทใหม่: โฆษกประจำสำนักนายกฯ

จากประวัติและเส้นทางที่ผ่านมา “โต้ง สิริพงศ์” ถือเป็นบุคคลที่มีศักยภาพในการรับใช้ชาติ ในฐานะโฆษกรัฐบาล หากท่านสามารถนำความรู้และประสบการณ์มาประยุกต์ใช้ได้ดี จะช่วยยกระดับการสื่อสารของรัฐบาลให้ทันสมัยและตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น

สุดท้ายนี้ เชื่อว่านายสิริพงศ์จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้รัฐบาลก้าวหน้าต่อไป หากคุณสนใจติดตามข่าวการเมืองเพิ่มเติม สามารถติดตามบทความของเราได้ทุกวัน!

ที่มา – ส่องประวัติ “โต้ง สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ” ครม. แต่งตั้งโฆษกรัฐบาลแล้ว

“ครม.อนุทิน” นัดแรก จับตาไฟเขียวงบฯ 2568 ลุยนโยบาย “ควิกวิน-คนละครึ่ง”

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยเฉพาะ “ครม.อนุทิน” นัดแรก ที่ทุกคนจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะคาดว่าจะมีไฟเขียวให้กับงบประมาณปี 2568 และลุยโครงการนโยบายสำคัญอย่าง “ควิกวิน” และ “คนละครึ่ง” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คนไทยรอคอย

“ครม.อนุทิน” นัดแรก จับตาไฟเขียวงบฯ 2568 ลุยนโยบาย “ควิกวิน-คนละครึ่ง”

ในวันที่ 29 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภา เกี่ยวกับการประชุมครม.นัดแรกที่จะมีขึ้นในวันรุ่งขึ้น โดยยืนยันว่าจะมีการพิจารณาโครงการสำคัญหลายรายการ หลังจากแถลงนโยบายต่อสภาเสร็จสิ้น เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการอนุมัติโครงการคนละครึ่ง นายอนุทินตอบอย่างระมัดระวังว่า มีวาระหลายเรื่องที่ต้องหารือ แต่ยังไม่ยืนยันชัดเจนว่าจะเข้าวาระหรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการแต่งตั้งทีมโฆษกรัฐบาล ซึ่งยังไม่รวมในวาระเพราะต้องใช้เวลาตรวจสอบคุณสมบัติอย่างละเอียด โดยนายอนุทินระบุว่า ต้องสอบประวัติและคุณสมบัติต่างๆ ซึ่งอาจไม่ทันสำหรับนัดแรกนี้ การประชุมครม.ดังกล่าวถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของรัฐบาลชุดใหม่ ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและภัยพิบัติที่ประชาชนกำลังเผชิญ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล

วาระสำคัญใน “ครม.อนุทิน” นัดแรก

สำหรับวาระการประชุมครม.ในวันที่ 30 กันยายน 2568 จะมีการพิจารณาขอใช้งบประมาณปี 2568 ที่ค้างอยู่ เพื่อนำไปดำเนินโครงการใหม่และต่อเนื่อง เช่น โครงการคนละครึ่งที่ช่วยเหลือประชาชนช่วงโควิด-19 แม้ยังไม่บรรจุในวาระหลัก แต่สามารถเสนอเป็นวาระจรเร่งด่วนได้ นอกจากนี้ กระทรวงมหาดไทยจะเสนอขออนุมัติงบเยียวยาพื้นที่ประสบอุทกภัย และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขทันที

  • ไฟเขียวงบประมาณ 2568 สำหรับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • พิจารณานโยบายควิกวิน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย
  • เยียวยาผู้ประสบภัยพิบัติและความขัดแย้งชายแดน
  • การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ต้องตรวจสอบคุณสมบัติจาก 7 หน่วยงาน ใช้เวลาอย่างน้อย 5 วัน

การดำเนินโครงการคนละครึ่งรอบใหม่ จะช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยรัฐบาลอาจปรับปรุงเงื่อนไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น เพิ่มวงเงินหรือขยายกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด นโยบายควิกวินยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุน SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจถดถอย

การประชุมครม.

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเริ่มต้นของ “ครม.อนุทิน” นัดแรกนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการเร่งรัดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและภัยพิบัติ ซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนได้ หากดำเนินการได้รวดเร็วและโปร่งใส

อย่างไรก็ตาม ยังมีอุปสรรค เช่น การตรวจสอบคุณสมบัติสำหรับตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ต้องใช้เวลา ทำให้การสื่อสารของรัฐบาลอาจล่าช้าในช่วงแรก ผู้สนใจควรติดตามผลการประชุมอย่างใกล้ชิด เพราะนโยบายเหล่านี้อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวัน

ในฐานะนักวิเคราะห์ ผมเชื่อว่านี่คือโอกาสทองสำหรับรัฐบาลชุดใหม่ในการพิสูจน์ศักยภาพ หากไฟเขียวโครงการคนละครึ่งและควิกวินได้ทันที จะช่วยกระตุ้น GDP ได้อย่างมีนัยสำคัญ แนะนำให้ประชาชนเตรียมตัวรับสิทธิ์โดยตรวจสอบคุณสมบัติล่วงหน้า

เรียกดูข้อมูลเพิ่มเติมและสมัครรับข่าวสารเพื่อไม่พลาดนโยบายใหม่ๆ

ที่มา – “ครม.อนุทิน” นัดแรก จับตาไฟเขียวงบฯ 2568 ลุยนโยบาย “ควิกวิน-คนละครึ่ง”

“พลพีร์” สวน “จิรายุ”: ทำไมไม่ตอบโต้กัมพูชา?

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” หลังยุ “ภูมิใจไทย” บีบให้ผู้นำฝ่ายค้านลาออก ตั้งคำถามตอนเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้

วันที่ 22 ก.ย. 2568 นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีตที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี และอดีตสส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทย บีบพรรคประชาชน ลาออกจากการเป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน เพราะขัดหลักประชาธิปไตย เนื่องจากสนับสนุน พรรคอื่นเป็นนายกฯ ว่าขอชื่นชมการทำหน้าที่ของนายจิรายุ ในการออกมาตอบโต้อย่างรวดเร็ว ประเด็นคือ สมัยที่นายจิรายุเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เหตุไฉน จึงไม่ออกมาตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง ถ้าทำงานให้ประเทศชาติเร็วได้สักครึ่งของที่ทำงานให้พรรคเพื่อไทย คิดว่า ประเทศไทย จะไม่มีทางแพ้ในสงครามข่าวสารแบบที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ถามตอนเป็นรัฐบาล ทำไมนิ่ง

“อดีตโฆษกออกมาปกป้องพรรคได้ไวครับ ผมลงวันเดียว ท่านร้อนรนแล้ว ไม่เหมือนตอนที่เราปะทะกับประเทศเพื่อนบ้าน ชาวบ้านนั่งรอท่านแถลง ขอความชัดเจน อยากรู้สึกปลอดภัย แต่กลับพึ่งไม่ได้ เพราะท่านเอาแต่นิ่งเงียบ หากจะพูดสักที ก็ช้าตลาดวาย ฝ่ายตรงข้าม เล่นงานไทย จนยับเยินไปแล้ว”

จวกเสียมารยาทเกาะเก้าอี้รองประธานสภา

นายพลพีร์ กล่าวอีกว่า ทำงานการเมืองต้องมีสปิริต แต่ไหนแต่ไรมา เก้าอี้ประธานสภา ต้องเป็นของฝ่ายรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ซึ่งอยู่ในการกำกับของรัฐบาล นี่คือหลักการทั่วไป เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินไม่สะดุด แต่ตอนนี้ พรรคฝ่ายค้านเป็นประธานสภา แบบนี้ ฝ่ายรัฐบาลจะดันนโยบาย หรือกฎหมายสำคัญ ที่มีผลต่อปากท้องพี่น้องประชาชนได้ราบรื่นหรือไม่ ขอให้นึกย้อนไป ในวันที่พรรคภูมิใจไทย ไปเป็นฝ่ายค้าน สิ่งแรกๆ ที่ทำ คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล ลาออกจากตำแหน่งรองประธานสภา เพื่อเปิดทางให้ฝ่ายรัฐบาลได้ขับเคลื่อนการทำงาน แต่ที่เห็นตอนนี้ ฝ่ายท่านกลับหวงเก้าอี้ มีนัยยะทางการเมืองหรือไม่ เพราะเห็นว่าเรามีเวลาน้อย เลยจะขัดแข้งขาอย่างเต็มที่หรือเปล่า ยอมกระทั่งเสียมารยาท ทำลายสปิริตทางการเมือง

 ย้ำไม่ใช่ขี้ข้าอังเคิล

ส่วนที่หลายคนมาตั้งข้อสังเกตว่าพรรคภูมิใจไทย จะขี่พรรคประชาชน หลอกใช้เพื่อน เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย นายพลพีร์ ย้ำว่า เป้าหมายของเราก็คือ การที่เราปฏิบัติตามข้อตกลงที่มีร่วมกัน และยุบสภาใน 4 เดือนหลังจากแถลงนโยบาย พรรคภูมิใจไทย เราไม่หลอกใช้ใคร สัญญา ก็คือสัญญา และตอนนี้ เราให้เกียรติในข้อตกลง ไปจนถึงพรรคประชาชน และประชาชนคนไทยทุกคน

“พรรคภูมิใจไทย ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน และเราไม่มีทางผลักคนที่รักชาติบ้านเมืองไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม เรายึดถือว่า เราจะเป็นขี้ข้าของคนไทยเท่านั้น จะไม่ยอมเป็นขี้ข้าของอังเคิลที่ไหนเด็ดขาด”

“พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

จากกรณีที่นายจิรายุออกมาเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยบีบพรรคประชาชนลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายค้าน นายพลพีร์ได้ออกมาตอบโต้ โดยตั้งคำถามถึงความรวดเร็วในการตอบโต้ประเด็นทางการเมืองของนายจิรายุ เมื่อเทียบกับสมัยที่ดำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาลและกรรมการ ศบ.ทก. ที่นายจิรายุกลับไม่มีท่าทีตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

ประเด็นที่น่าสนใจจาก “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

  • การตอบโต้ทางการเมืองที่รวดเร็วของนายจิรายุ
  • ความแตกต่างระหว่างการทำหน้าที่โฆษกรัฐบาลกับการเป็นสมาชิกพรรค
  • ประเด็นเรื่องสปิริตทางการเมืองและการดำรงตำแหน่งประธานสภา
  • ข้อตกลงและความสัมพันธ์ระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน

การออกมาตอบโต้กันไปมาของนักการเมืองเป็นเรื่องปกติในแวดวงการเมืองไทย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการตั้งคำถามถึงความสม่ำเสมอในการทำหน้าที่ และการแสดงออกถึงจุดยืนที่ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ

ที่มา – “พลพีร์” สวน “จิรายุ” ช่วงเป็นโฆษกรัฐบาล-ศบ.ทก.ทำไมไม่ตอบโต้ “กัมพูชา” รวดเร็วแบบนี้บ้าง

กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” จับตาประชุม RBC วันนี้

“จิรายุ” อัปเดตสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด เหตุการณ์ปกติ กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” จ.สระแก้ว เป็นพิเศษ เหตุชาวกัมพูชาพยายามรุกล้ำ วันนี้ถก RBC จ่อแถลงหลังประชุม

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) สรุปสถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด มีความสงบเรียบร้อยปกติ กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทยที่เคยให้ที่พักพิงเป็นศูนย์อพยพกับชาวกัมพูชาเมื่อหลาย 10 ปีที่ผ่านมา แต่กลับถูกอ้างสิทธิ์จะรุกล้ำในอธิปไตยของไทย

นายจิรายุ กล่าวต่อไปถึงกรณีชาวกัมพูชาบุกรื้อลวดหนามและทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของไทยที่บ้านหนองจาน นั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม สั่งการให้กองทัพภาคที่ 1 แจ้งความเอาผิด พร้อมมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ ทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการ ย้ำว่าเป็นพื้นที่อธิปไตยของไทย และจะนำประเด็นนี้เข้าสู่การประชุม GBC ในเดือนกันยายน 2568

กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ ย้ำพื้นที่ไทย จับตาวันนี้ประชุม RBC

ขณะที่วันนี้ (27 สิงหาคม) จะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ณ จุดผ่านแดนถาวร ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ตรงข้ามช่องจวม จังหวัดอุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา โดยแม่ทัพภาคที่ 2 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฝ่ายไทย และผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 4 ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการฝ่ายกัมพูชา โดยภายหลังการประชุม เวลาประมาณ 12.15-12.45 น. จะมีการแถลงข่าวร่วม ณ ที่ทำการด่านศุลกากรช่องสะงำ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ “บ้านหนองจาน” จังหวัดสระแก้ว ที่มีความอ่อนไหวเนื่องจากประวัติศาสตร์การเป็นพื้นที่พักพิงผู้ลี้ภัยในอดีต การที่กองทัพไทยยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในวันนี้ (27 สิงหาคม) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมสั่งการให้แจ้งความเอาผิดและประท้วงอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการดำเนินการตามกฎหมายและปกป้องสิทธิอธิปไตยของไทย

ทางด้านการแถลงข่าวร่วมหลังการประชุม RBC จะเป็นโอกาสสำคัญในการสื่อสารผลการหารือและความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศให้สาธารณชนได้รับทราบ

ทำไมต้องเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไม “บ้านหนองจาน” ถึงกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ สาเหตุหลักมาจากประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนในอดีต พื้นที่นี้เคยเป็นศูนย์อพยพสำหรับชาวกัมพูชาในช่วงสงคราม ทำให้เกิดความผูกพันและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

นอกจากนี้ การที่ชาวกัมพูชาบางส่วนพยายามรุกล้ำและทำร้ายเจ้าหน้าที่ของไทย ยิ่งทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันการบานปลายของปัญหา

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาชายแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การเจรจาและการพูดคุยอย่างสันติวิธีเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การติดตามสถานการณ์ชายแดนอย่างใกล้ชิด และการสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลและแจ้งเบาะแสหากพบสิ่งผิดปกติ เพื่อช่วยกันปกป้องอธิปไตยของชาติ

การที่กองทัพและรัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างจริงจัง เป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชน หากเราทุกคนร่วมมือกันและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เราจะสามารถรักษาอธิปไตยของชาติและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – กองทัพเฝ้าระวัง “บ้านหนองจาน” เป็นพิเศษ ย้ำพื้นที่ไทย จับตาวันนี้ประชุม RBC

Scroll to top