ไทยกัมพูชา

ชาวบ้านชายแดนจี้ สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดไทย-เขมร

ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนยังคงใช้ชีวิตด้วยความกังวลใจ และเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมทั้งงดเว้นความสัมพันธ์ในทุกรูปแบบ

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรดาพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ต่างก็ประสบกับบรรยากาศการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่คึกคักเท่าที่ควร ร้านค้าหลายแห่งยังคงปิดทำการตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ขึ้น ส่วนใหญ่ยังขาดความมั่นใจในสถานการณ์ปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่มีการปะทะหรือการสู้รบเกิดขึ้นในพื้นที่ก็ตาม

ประชาชนยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวง เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าสถานการณ์จะสงบลงอย่างแท้จริงหรือไม่ จากการติดตามข่าวสารทั่วไป พบว่าฝ่ายกัมพูชายังคงยั่วยุและก่อกวนฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งในช่วงที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้นำคณะผู้ช่วยทูตจากประเทศอาเซียน 8 ประเทศ มาร่วมสังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ในพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ทหารกัมพูชายังคงเข้ามาแสดงพฤติกรรมยั่วยุและโวยวายต่อหน้าทูตทหาร ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

ชาวบ้านเรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง”

นางทัศนีวรรณ แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นและยังไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลง ทำให้การดำรงชีวิตประจำวันและการค้าขายของคนในพื้นที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก การค้าขายซบเซา และไม่กล้าซื้อสินค้ามาเก็บตุนไว้เหมือนแต่ก่อน เนื่องจากขาดความมั่นใจในสถานการณ์ และไม่รู้ว่าเหตุการณ์ร้ายแรงจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่

“อยากให้มีความชัดเจนของสถานการณ์มากกว่านี้ เพื่อให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตประจำวันได้อย่างปกติสุข ทุกวันนี้ยังคงอยู่ด้วยความหวาดระแวงและวิตกกังวล” นางทัศนีวรรณกล่าว

สนับสนุนเต็มที่ให้สร้าง “รั้วกำแพง”

แม่ค้าร้านก๋วยเตี๋ยวรายเดิมยังกล่าวถึงกระแสข่าวการสนับสนุนการสร้างรั้วกั้นเขตแดนไทย-กัมพูชาว่า พร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ “ล้านเปอร์เซ็นต์ให้ทำรั้วกำแพงไปเถอะ เพื่อลูกหลานในอนาคต เพราะเขมรไม่รักษาสัจจะ พูดอะไรออกมาก็ไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยเราพยายามประนีประนอมมาโดยตลอด หากรัฐบาลขาดแคลนงบประมาณ เชื่อว่าประชาชนทุกคนพร้อมให้การสนับสนุนเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้น”

นางจิระภิญญา แม่ค้ากาแฟน้ำชงในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวเสริมว่า อยากให้สร้างเป็นรั้วกำแพงปูนที่มั่นคง เพื่อให้ทราบแน่ชัดว่านี่คือแนวเขตแดนของประเทศไทย การมีรั้วกั้นเขตแดนที่มั่นคงจะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ตามแนวชายแดนได้ ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบนำเข้าสิ่งของผิดกฎหมาย แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง และการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และเชื่อว่าคนไทยทุกคนพร้อมที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ทั้งกำลังทรัพย์และกำลังกาย

“อยากให้สร้างรั้วกั้นปิดเขตพรมแดนที่ชัดเจนไปเลย เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปิดกั้นไปเลยไม่ต้องให้คนกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เพราะเข้ามาแล้วก็จะสร้างความวุ่นวาย ทำให้ประชาชนคนไทยได้รับความเดือดร้อน” นางจิระภิญญากล่าว “จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ยังนอนหลับไม่เต็มตื่น ต้องพะวงลุ้นวันต่อวันว่าแต่ละวันจะเป็นอย่างไร ถ้าสร้างรั้วปิดประเทศได้ก็สร้างไปเลย ประชาชนอย่างพวกตนพร้อมสนับสนุน”

จากความเห็นของชาวบ้าน จะเห็นได้ว่าพวกเขาสนับสนุนให้สร้าง “รั้วกำแพง” เพื่อความสงบสุขในชีวิตของพวกเขา

ที่มา – ชาวบ้านพื้นที่ชายแดน เรียกร้องให้สร้าง “รั้วกำแพง” ปิดพรมแดนไทย-กัมพูชา

กมธ.มั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ

“รังสิมันต์” ประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ชี้ เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี กระทบเศรษฐกิจแน่ ปูด พบบริษัทนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุม กมธ. ในวันนี้ว่า จะคุยกันถึงเรื่องผลกระทบจากการที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับไปยังประเทศ ซึ่งปัจจุบันจากเดิมตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 3 แสนคน เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี และถ้าหากนับจากแรงงานผิดกฎหมายอาจจะมีมากกว่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า 10% ที่เหลืออยู่ในภาคการผลิตของเรา ทั้งเกษตรและก่อสร้างได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

สถานการณ์ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก การขาดแคลนแรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ เราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนหลังจากมีการปะทะกันแล้วไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องการเยียวยาไม่เพียงพอแต่มีปัญหาในมิติเศรษฐกิจด้วย ถ้าหากเราฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจไม่ได้จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดนทั้งระบบ เรื่องผลกระทบของการไม่มีแรงงาน ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจำเป็นต้องดำเนินการและหาแนวทางแก้ปัญหา

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า หลักๆ ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กลุ่มสมาคมสหกรณ์จังหวัดตราด และอีกหลายภาคส่วนมาร่วมประชุม ทางกระทรวงแรงงานเองมีความพยายามนำเข้าแรงงานจากศรีลังกาเข้ามา ซึ่งต้องพูดคุยกันถึงความจำเป็น แต่มากไปกว่านั้นมีอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการทุจริตในเรื่องการนำเข้าแรงงานกัมพูชา ซึ่งวันนี้เรามีชื่อบริษัทเป้าหมายแล้ว

“สิ่งที่ต้องยอมรับ วงการแรงงานมีเรื่องการทุจริตเรื่องค้ามนุษย์เรื่องสีเทาดำเต็มไปหมด ทางกรรมาธิการก็จะสอบในเรื่องเหล่านี้ ส่วนลักษณะการทุจริตจะเป็นการนำแรงงานเข้ามาโดยจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิพิเศษ หรือพูดง่ายๆ คือมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ยืนยันว่าเรามีชื่อบริษัทแล้ว”

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทย ซึ่งพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก การที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากเดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและก่อสร้าง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ

ผลกระทบจากปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

  • ภาคเกษตรกรรม: ขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ผลผลิตเสียหายและราคาตกต่ำ
  • ภาคก่อสร้าง: โครงการก่อสร้างล่าช้า ต้นทุนสูงขึ้น
  • ภาคอุตสาหกรรม: กำลังการผลิตลดลง

นอกจากนี้ การที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่เคยพึ่งพาแรงงานจากกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

ทางออกของ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ คืออะไร? รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยอาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลทางการเกษตร: เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคน
  • พัฒนาทักษะแรงงานไทย: เพื่อให้สามารถทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะสูงได้
  • เจรจาและทำข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน: เพื่อนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย

การแก้ไขปัญหา ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

การที่กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กมธ.มั่นคงฯ ถกปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ เหตุเหลืออยู่ราว 10%

ตลาดช่องจอม: พ่อค้าแม่ค้าทยอยเปิดร้าน หวั่นปะทะอีกรอบ

พ่อค้าแม่ค้าตลาดชายแดนช่องจอม จ.สุรินทร์ ทยอยกลับมาเปิดร้านเพื่อสำรองรายได้ แต่ยังไม่วางใจสถานการณ์ หวั่นเกิดการปะทะรอบ 2 วันที่ 20 ส.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ระหว่างที่มีการหยุดยิงจากผลการเจรจาที่ผ่านมา ขณะเดียวกันประชาชนที่อพยพได้กลับมาบ้านแล้วร่วม 2 สัปดาห์ บางส่วนยังไม่กล้าเปิดร้านค้าขาย เพราะยังไม่มั่นใจในสถานการณ์ บางส่วนเริ่มอพยพผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และเด็ก ๆ ไปอยู่ตามวัดในพื้นที่ปลอดภัยแล้ว

ด้านพ่อค้าแม่ค้า บางส่วนก็ได้มีการเปิดร้านค้าขายมากขึ้น โดยเฉพาะที่บริเวณตลาดช่องจอม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านค้าอาหารและของสด แม้ลูกค้าจะเข้ามาซื้อน้อย แต่พ่อค้าแม่ค้าต่างจำเป็นต้องเปิดร้านค้าขาย หวังมีรายได้มาจุนเจือครอบครัวในช่วงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และเพื่อหาเงินทุนไปไว้ใช้ในช่วงที่อาจจะมีการปะทะและอพยพรอบที่ 2 ซึ่งต่างคาดว่ามีโอกาสสูงที่ทหารกัมพูชาจะเริ่มเปิดฉากยิงไทยก่อน หลังมีข่าวว่าทหารกัมพูชาพยายามละเมิดข้อตกลงหยุดยิง มีการเคลื่อนกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์มาอย่างต่อเนื่องที่บริเวณชายแดน ด้านปราสาทตาควาย-ช่องกร่าง-ปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

อีกทั้งระยะนี้ทูตสังเกตการณ์จากหลายประเทศยังคงวนเวียนอยู่ในพื้นที่ ทำให้ทหารกัมพูชายังไม่กล้าเปิดฉากยิง โดยชาวบ้านวิตกกังวลว่าในช่วงวันถัดไป จะมีโอกาสสูงที่กัมพูชาจะเปิดฉากยิงและทำให้เกิดการปะทะกันอีกรอบ

นายสุพรรณ รักษา อายุ 54 ปี พ่อค้าขายหมูสดตลาดช่องจอม กล่าวว่า วันนี้ทูตมา ทุกคนก็เตรียมตัวพร้อม ว่าจะอพยพอีกไหม หลังจากทูตกลับก็ภาวนาว่า อย่ามีการยิงกันอีก หวังทุกอย่างให้เป็นไปด้วยดี แต่ก็ยังไม่แน่ใจในสถานการณ์ เพราะพ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดช่องจอมกำลังเริ่มเปิดค้าขายมากขึ้น ดีขึ้นจากอาทิตย์ที่แล้ว พ่อค้าแม่ค้าดีใจที่ค้าขายได้ แต่ก็ยังวิตกและไม่อยากให้มีการปะทะอีก เพราะจะต้องปิดร้านอพยพ

พ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม ทยอยกลับมาเปิดร้าน แต่ยังหวั่นเกิดการปะทะอีกรอบ

สถานการณ์บริเวณชายแดนช่องจอมยังคงตึงเครียด แม้จะมีการเจรจาหยุดยิง แต่ความหวาดระแวงและความไม่แน่นอนยังคงปกคลุม พ่อค้าแม่ค้าที่ตลาดช่องจอมต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำมาหากิน พวกเขาต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นในการหารายได้กับความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะรอบใหม่

ความหวังและอุปสรรคของพ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม

การกลับมาเปิดร้านอีกครั้งของพ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินชีวิตต่อไป แม้จะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและความเสี่ยงภัย อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมีความหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น และสามารถกลับมาค้าขายได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

  • ความท้าทาย: สถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน, ความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะ, ลูกค้าที่ยังไม่กล้าออกมาจับจ่ายใช้สอย
  • ความหวัง: สถานการณ์คลี่คลาย, การค้าขายกลับมาเป็นปกติ, ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

พ่อค้าแม่ค้าหลายรายตัดสินใจเปิดร้านเพราะจำเป็นต้องหารายได้มาจุนเจือครอบครัว และเก็บสะสมเงินทุนเผื่อกรณีที่ต้องอพยพอีกครั้ง พวกเขาต้องเผชิญกับความยากลำบากหลายประการ ทั้งจำนวนลูกค้าที่ลดลง ความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ และความไม่แน่นอนของสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม พวกเขายังคงมีความหวังว่าสถานการณ์จะดีขึ้น และสามารถกลับมาค้าขายได้อย่างปกติสุขในอนาคต

การที่ทูตจากหลายประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ในพื้นที่ ทำให้ทหารกัมพูชายังไม่กล้าที่จะเปิดฉากยิง แต่ชาวบ้านก็ยังคงวิตกกังวลว่าสถานการณ์อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา พวกเขาจึงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

ในฐานะคนไทย เราขอเป็นกำลังใจให้พ่อค้าแม่ค้าและประชาชนชาวช่องจอมทุกท่าน ขอให้ท่านปลอดภัยและสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ววัน ขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันหาทางออกอย่างสันติวิธี เพื่อนำมาซึ่งความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน

ที่มา – พ่อค้าแม่ค้าตลาดช่องจอม ทยอยกลับมาเปิดร้าน แต่ยังหวั่นเกิดการปะทะอีกรอบ

รัฐบาลยัน! พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย

รัฐบาลยืนยันหนักแน่น พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เตือนกัมพูชาอย่าใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์! สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัดยังคงปกติ พร้อมขอบคุณคณะผู้สังเกตการณ์ที่ลงพื้นที่ช่องอานม้า

เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เวลา 07.00 น. นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงว่า สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัดยังคงเป็นปกติ กองทัพไทยยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และตรึงกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 จุด เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและป้องกันการล่วงล้ำ

ในเวลา 09.30 น. ศบ.ทก. ได้จัดการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 29/2568 ที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามสถานการณ์และผลการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

รัฐบาลขอขอบคุณคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Interim Observer Team: IOT) จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน จำนวน 14 ท่าน นำโดย พล.ต.ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย พร้อมสื่อมวลชน ที่ลงพื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เพื่อตรวจสอบกรณีกัมพูชารุกล้ำเข้ามาตัดลวดหนาม ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและทำลายความไว้วางใจระหว่างสองประเทศ

บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย กัมพูชาเจตนารุกล้ำ

นายจิรายุ ยังกล่าวถึงกรณีพื้นที่บ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเดิมเคยเป็นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับชาวกัมพูชาที่หนีภัยจากการสู้รบในอดีต โดยไทยอนุญาตให้ใช้พื้นที่บนแผ่นดินไทย แต่ต่อมากัมพูชากลับขยายชุมชนและรุกล้ำแผ่นดินของประเทศไทย ซึ่งเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 อย่างชัดเจน ฝ่ายไทยได้คัดค้านและประท้วงการกระทำดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลได้ยืนยันในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  1. ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี และพร้อมหารือข้อขัดแย้งผ่านกลไกทวิภาคีที่เหมาะสม เช่น คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชากลับใช้ประชาชนของตนเป็นกำแพงมนุษย์ เข้ามารุกล้ำในเขตแดนไทยอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดในชายแดน
  2. ประเทศไทยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมด้วยการให้พื้นที่หลบภัยสงครามแก่ประชาชนชาวกัมพูชาหลายแสนคน แต่กลับถูกบิดเบือน โดยความช่วยเหลือนี้ถูกนำไปใช้ในการบุกรุกพื้นที่อธิปไตยของไทย สะท้อนถึงการขาดความจริงใจ และเจตนาร้ายในการรุกล้ำพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทยอย่างชัดเจน
  3. การติดตั้งแนวเขตลวดหนามบริเวณเขตแดนของไทยเป็นสิทธิในการดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตย คุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนไทย และป้องกันการรุกล้ำเพิ่มเติม รวมถึงการลักลอบวางกับระเบิดจากฝ่ายกัมพูชา

ยืนยัน บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย

การดำเนินการของไทยเป็นไปตามข้อตกลงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) สมัยวิสามัญ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงจะละเว้นการสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกนอกเขตของทั้งสองประเทศ ซึ่งบริเวณดังกล่าวตามหลักเขตเป็นของประเทศไทย 100%

รัฐบาลไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน พร้อมรักษาหลักมนุษยธรรม และพร้อมที่จะหารือข้อพิพาทผ่านช่องทางทางการทูตและกลไกที่มีอยู่ แต่จะไม่ยอมรับการรุกล้ำใดๆ ที่เป็นการละเมิดกฎหมายและหลักการระหว่างประเทศทุกประการ รัฐบาลขอยืนยันว่า พื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เป็นของไทยอย่างแท้จริง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่รัฐบาลออกมาเน้นย้ำถึงความเป็นเจ้าของพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และหวังว่าการเจรจาและกลไกทางการทูตจะสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างสันติวิธี

ที่มา – รัฐบาลยันพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ของไทย เตือนกัมพูชาอย่าใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อสื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยทำการจัดฉากภาพและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นทหารกัมพูชากำลังฝังทุ่นระเบิดชุดใหม่ โดยอ้างว่ามีการว่าจ้างคนไทยเชื้อสายกัมพูชามาแสดง และซื้อชุดทหารจากตลาดทั่วไป เพื่อสร้างเรื่องใส่ร้ายป้ายสี

เรื่องราวเริ่มต้นจากกรณีที่กองทัพเรือไทยออกมาเปิดเผยว่า พบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ทำตกไว้ ภายในโทรศัพท์นั้นมีภาพถ่ายและคลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นภาพทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ไว้ในหลุม และมีการสอนวิธีการใช้งานทุ่นระเบิดให้กับเพื่อนทหารด้วย

ล่าสุด สำนักข่าว Fresh News ของกัมพูชาได้ออกมาตอบโต้เรื่องนี้ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยกล่าวหาว่าคลิปและรูปภาพดังกล่าวเป็นความพยายามในการจัดฉากครั้งที่ 2 ของฝ่ายไทย เพื่อใส่ร้ายและกล่าวหากัมพูชา

Fresh News ระบุว่า หลังจากความพยายามในการสร้างวิดีโอจัดฉากครั้งแรกไม่สำเร็จ ประเทศไทยยังคงพยายามที่จะถ่ายภาพจัดฉากเป็นครั้งที่สอง โดยมีทั้งรูปภาพและวิดีโอที่กล่าวหาทหารกัมพูชาว่ากำลังวางทุ่นระเบิด

ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า วิดีโอและรูปภาพที่ถูกเผยแพร่โดยกองทัพไทยนั้น เป็นการจัดฉากที่ทำขึ้นเพื่อสร้างภาพให้ทหารกัมพูชาดูเป็นผู้ร้าย เหมือนกับที่เคยทำในอดีต เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการยั่วยุทางทหารของตนเอง

ผู้เชี่ยวชาญยังชี้ให้เห็นว่า หากมีการลอบวางทุ่นระเบิดจริง คงไม่มีใครบันทึกวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน การลอบวางทุ่นระเบิดจะต้องทำด้วยความระมัดระวังและรวดเร็วอย่างยิ่ง ดังนั้น วิดีโอและรูปภาพที่ฝ่ายไทยนำมาแสดงจึงเป็นการจัดฉากเพื่อกล่าวหากัมพูชา

กัมพูชาอ้าง! ไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

สื่อกัมพูชายังอ้างอีกว่า ชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์สามารถพูดภาษากัมพูชาได้อย่างคล่องแคล่ว และชุดทหารกัมพูชา รวมถึงตราสัญลักษณ์ต่างๆ ก็สามารถหาซื้อได้ง่ายดายตามท้องตลาดของไทย

ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ฝ่ายไทยมีความเชี่ยวชาญในการถ่ายภาพจัดฉากเช่นนี้เป็นอย่างมาก หลังจากที่เผยแพร่วิดีโอแรกไปแล้ว อาจมีบางคนที่ไม่เชื่อ พวกเขาจึงจัดฉาก การวางทุ่นระเบิดอีกครั้งเพื่อให้สื่อนำไปเผยแพร่ แต่สังคมก็ยังคงมีความกังขาอยู่ดี

ความเป็นไปได้ในการจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เรามาพิจารณาความเป็นไปได้ที่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็น การจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จริงหรือไม่?

  • ความคล่องแคล่วทางภาษา: ประเด็นที่ว่าชาวไทยเชื้อสายกัมพูชาสามารถพูดภาษากัมพูชาได้คล่องแคล่วเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
  • การหาซื้อชุดทหาร: การที่ชุดทหารและอุปกรณ์ต่างๆ สามารถหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด ก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณา
  • แรงจูงใจ: สิ่งที่ต้องพิจารณาคือแรงจูงใจของทั้งสองฝ่าย ว่าใครจะได้ประโยชน์จากการสร้างสถานการณ์เช่นนี้

ดังนั้น การที่สื่อกัมพูชาออกมากล่าวหาว่าประเทศไทยจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จึงต้องได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงบริบททางสังคม การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาเรื่องจัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และรอการพิสูจน์ความจริงต่อไป การกล่าวหาเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้

ทั้งนี้ สื่อและประชาชนควรใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และพิจารณาข้อเท็จจริงจากหลายแหล่ง เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูล

การออกมากล่าวหาว่าประเทศไทย จัดฉากภาพทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2 จากฝั่งกัมพูชาครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ยังคงเปราะบางระหว่างสองประเทศ การแก้ไขปัญหาความเข้าใจผิดและความขัดแย้งต่างๆ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและการเจรจาอย่างสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – สื่อกัมพูชากล่าวหาไทย จัดฉากภาพ-คลิปทหารฝังทุ่นระเบิดรอบ 2

แฉ! ทหารกัมพูชาทำ “หลุมขวาก” ป้องกันทหารไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้นอีกครั้ง! มีรายงานว่า “ทหารกัมพูชา” ได้ทำการสร้างกับดัก “หลุมขวาก” บริเวณภูมะเขือ โดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกัน “ทหารไทย” จากการลาดตระเวนในพื้นที่ โชคดีที่ยังไม่มีทหารไทยได้รับอันตรายจากกับดักดังกล่าว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ทหารที่ประจำการอยู่บริเวณชายแดนภูมะเขือได้ส่งภาพหลักฐาน “หลุมขวาก” ที่ถูกพรางไว้ให้กับทีมข่าวไทยรัฐ พร้อมระบุข้อความว่า “เจอแบบนี้ จะลาดตระเวนกันยังไง” สะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่

ทหารกัมพูชาทำหลุมขวาก

แหล่งข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า “ทหารกัมพูชา” ได้ทำการพราง “หลุมขวาก” เหล่านี้ด้วยการใช้ใบไม้ปกคลุมปากหลุม ทำให้ยากต่อการสังเกต โชคดีที่ช่วงนี้มีฝนตกลงมา ทำให้สามารถสังเกตเห็นความผิดปกติและพบว่าเป็นหลุมพราง ก่อนที่จะมีใครตกลงไปได้รับบาดเจ็บสาหัส

ลักษณะของหลุมขวาก

“หลุมขวาก” ภัยร้ายชายแดนที่ต้องระวัง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรักษาความสงบบริเวณชายแดน และความจำเป็นที่ทหารไทยจะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการลาดตระเวน เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายจากกับดักที่อาจถูกซ่อนไว้

อันตรายจาก “หลุมขวาก”

“หลุมขวาก” เป็นกับดักที่อันตรายอย่างยิ่ง เนื่องจากมักจะถูกพรางไว้ใต้ดิน ทำให้ยากต่อการสังเกต หากตกลงไป อาจได้รับบาดเจ็บสาหัสจากของมีคมที่ปักอยู่ภายในหลุม หรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การกระทำดังกล่าวของ “ทหารกัมพูชา” อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น หากไม่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

ข้อควรระวังในการลาดตระเวน

เพื่อความปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ ทหารไทยควรปฏิบัติตามข้อควรระวังดังต่อไปนี้:

  • เพิ่มความระมัดระวังในการเดินลาดตระเวน สังเกตความผิดปกติของพื้นดิน
  • ใช้เครื่องมือตรวจจับวัตถุแปลกปลอม เพื่อหาร่องรอยของกับดัก
  • แจ้งเตือนเพื่อนร่วมงาน หากพบสิ่งผิดปกติ
  • หลีกเลี่ยงการเดินในพื้นที่รกทึบ หรือพื้นที่ที่เคยเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ

เหตุการณ์ “ทหารกัมพูชา” ทำ “หลุมขวาก” บริเวณชายแดน ถือเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และหามาตรการป้องกัน เพื่อความปลอดภัยของทหารไทย และเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

การลาดตระเวนตามแนวชายแดนมีความเสี่ยงอยู่เสมอ การมีสติ ความรอบคอบ และการทำงานเป็นทีม จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ ขอเป็นกำลังใจให้ทหารไทยทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อประเทศชาติ

ที่มา – แฉ “ทหารกัมพูชา” ทำกับดัก “หลุมขวาก” บริเวณภูมะเขือ ป้องกัน “ทหารไทย”

เปิดภาพ ทหารกัมพูชาฝังทุ่นระเบิด PMN-2 ภูมะเขือ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อมีการเปิดเผยภาพหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการกระทำของ “ทหารกัมพูชา” ที่ลักลอบนำทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 เข้ามาฝังในพื้นที่ภูมะเขือ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เหตุการณ์นี้สร้างความกังวลและความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชุดเก็บกู้กวาดล้างที่ 1 หน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมกองทัพเรือ (นปท.ทร.) ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการเก็บกู้และกวาดล้างทุ่นระเบิด ได้ตรวจพบโทรศัพท์มือถือของทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ภูมะเขือ บริเวณร้อย ร.132 พัน.13 (ฐานเหนือเมฆ)

เจ้าหน้าที่ได้นำโทรศัพท์ดังกล่าวมาตรวจสอบ โดยการใส่แบตเตอรี่และเปิดดูข้อมูลภายในเครื่อง ก็พบสิ่งที่น่าตกใจ นั่นคือ คลิปวิดีโอและภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นภาพทหารกัมพูชาถือทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 อย่างชัดเจน ในคลิปวิดีโอ ปรากฏเสียงพูดภาษากัมพูชา ซึ่งคาดว่าเป็นการสาธิตหรือแนะนำวิธีการใช้งานทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ก่อนที่จะนำไปลักลอบฝังดินในพื้นที่ดังกล่าว

เปิดภาพหลักฐาน “ทหารกัมพูชา” ขณะฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ในพื้นที่ภูมะเขือ

หลังจากพบหลักฐานดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้ส่งมอบโทรศัพท์มือถือให้กับหน่วยงานกองทัพบกในพื้นที่ เพื่อดำเนินการสืบสวนและสอบสวนต่อไป การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของประเทศไทย

ผลกระทบจากการฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2

การลักลอบนำทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 มาฝังไว้ในพื้นที่ชายแดน นอกจากจะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายแล้ว ยังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่อีกด้วย ทุ่นระเบิดเหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ว่าใครก็ตามที่บังเอิญเหยียบย่างเข้าไป อาจได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตได้ทันที

นอกจากนี้ การมีอยู่ของทุ่นระเบิดยังส่งผลกระทบต่อการทำมาหากินของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม การเก็บหาของป่า หรือการเลี้ยงสัตว์ เมื่อมีทุ่นระเบิดอยู่ในพื้นที่ ก็ย่อมทำให้ประชาชนไม่กล้าเข้าไปทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านั้น เพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย

ทุ่นระเบิด PMN-2 คืออะไร? ทุ่นระเบิด PMN-2 เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดหนึ่งที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำลายขาหรือเท้าของผู้ที่เหยียบมัน ทุ่นระเบิดชนิดนี้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และทำจากพลาสติก ทำให้ตรวจจับได้ยาก และเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อพลเรือน

  • ขนาด: เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 เซนติเมตร
  • น้ำหนัก: ประมาณ 400 กรัม
  • สารระเบิด: TNT หรือ เฮกโซเจน
  • แรงระเบิด: สามารถทำให้เสียชีวิตหรือพิการได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดอย่างยั่งยืน เราหวังว่าทางการกัมพูชาจะให้ความร่วมมือในการสืบสวนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ และดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – เปิดภาพหลักฐาน “ทหารกัมพูชา” ขณะฝังทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ในพื้นที่ภูมะเขือ

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจง รุกล้ำอธิปไตย สระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ได้ออกมาชี้แจงถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว โดยเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งปฏิบัติตามหลักสากลและสายการบังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจง รุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์การรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ประเด็นสำคัญอยู่ที่การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวกัมพูชาและการปรากฏตัวของกองกำลังฝ่ายตรงข้าม

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 (ศปก.ทภ.1) โดยกองกำลังบูรพา ได้รับมอบหมายภารกิจจากกองทัพบกให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยเริ่มปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 26-28 กรกฎาคม 2568 ซึ่งเน้นการผลักดันกองกำลังทหารฝ่ายตรงข้ามและการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทางทหารที่รุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย โดยยึดถือแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 เป็นหลักในการปฏิบัติงาน

ในระหว่างการปฏิบัติการ หน่วยงานได้ตรวจพบทหารกัมพูชาและครอบครัว และได้ดำเนินการผลักดันให้ออกนอกพื้นที่โดยไม่มีการใช้อาวุธใดๆ ทั้งสิ้น

รั้วลวดหนาม ป้องกัน ไม่ใช่กำหนดเขตแดน

หลังจากนั้น ได้มีการติดตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลง ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวป้องกันทางยุทธวิธีสำหรับกำลังพลของฝ่ายไทย โดยมิได้มีเจตนาที่จะใช้ในการกำหนดเส้นเขตแดน แต่มีเป้าหมายเพื่อควบคุมพื้นที่และหมู่บ้านของชาวกัมพูชา รวมถึงเสริมสร้างความมั่นคงบริเวณที่ตั้งทางทหาร ป้องกันการลักลอบเข้าเมือง และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในรูปแบบต่างๆ

การปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้ ดำเนินไปด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากในพื้นที่ปฏิบัติการมีชุมชนและที่พักอาศัยของประชาชนชาวกัมพูชา (บ้านหนองจาน) กว่า 200 หลังคาเรือน ที่รุกล้ำเข้ามาในฝั่งไทย และยังมีประชาชนอาศัยอยู่ขณะเข้าปฏิบัติการ ดังนั้น มาตรการป้องกันการบาดเจ็บและสูญเสียทั้งต่อกำลังพลและประชาชนในพื้นที่จึงมีความสำคัญสูงสุด

นอกจากนี้ ศปก.ทภ.1 ยังได้วางรั้วลวดหนามหีบเพลงตามแนวภูมิประเทศในพื้นที่อื่นๆ เพื่อควบคุมและป้องกันการกระทำผิดกฎหมายข้ามชาติ เช่น อาชญากรรมออนไลน์และการลักลอบเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย การวางเครื่องกีดขวางดังกล่าวเป็นไปตามหลักสากล โดยมีพื้นที่ว่างระหว่างรั้วทั้งสองฝ่าย เพื่อเปิดช่องทางการติดต่อและเจรจา รวมถึงความปลอดภัยของกำลังพล

การวางเครื่องกีดขวางนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน ซึ่งเริ่มต้นจากการแก้ไขปัญหาในระยะยาว เช่น การอพยพชุมชนออกจากพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งเกินขีดความสามารถทางการทหาร และจำเป็นต้องนำเข้าสู่การหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และการประชุมระดับรัฐบาลต่อรัฐบาล

ปัจจุบัน ศปก.ทภ.1 ได้วางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการต่างประเทศ กรมกิจการชายแดนทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย และจังหวัดสระแก้ว แต่เนื่องจากอยู่ในระหว่างการปฏิบัติตามข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ณ ประเทศมาเลเซีย ศปก.ทภ.1 จึงรอการปฏิบัติตามคำสั่งของกองทัพบกและรัฐบาลต่อไป

ศปก.ทภ.1 ยืนยันหนักแน่นที่จะปกป้องอธิปไตยและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามสายการบังคับบัญชาและหลักสากลอย่างรอบคอบในทุกมิติ เรื่องรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบ

ปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการชายแดนและความจำเป็นในการมีกลไกการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงปัญหาการรุกล้ำอธิปไตยของไทย ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว

แม่ทัพภาค 2 เตือนภูมิธรรม: เขมรไว้ใจไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาประเมินสถานการณ์พร้อมทั้งแสดงความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการระมัดระวังในการติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่เคยเตือน “ภูมิธรรม” แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้

แม่ทัพภาค 2 บอกเคยเตือน “ภูมิธรรม”แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ให้สัมภาษณ์หลังรับมอบทุนสนับสนุนกำลังพลแนวหน้า โดยประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่ายังอยู่ในระดับ 50/50 พร้อมยืนยันว่ากองทัพไทยมีความพร้อมทั้งการเจรจาและหากจำเป็นต้องปะทะ พลโทพูนสินกล่าวถึงกรณีที่ทหารกัมพูชาแสดงพฤติกรรมยั่วยุต่อคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่ช่องอานม้าว่าเป็นการกระทำที่ “ไม่มีมารยาท” ซึ่งจะไม่ส่งผลต่อการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) เพราะฝ่ายไทยทราบพฤติกรรมดังกล่าวเป็นอย่างดี

สำหรับเรื่องปัญหาการรุกล้ำของร้านค้ากัมพูชาบริเวณชายแดน แม่ทัพภาคที่ 2 ระบุว่าจะนำเข้าที่ประชุม RBC เพื่อเจรจาให้ฝ่ายกัมพูชารื้อถอนเอง เนื่องจากเป็นการก่อสร้างที่ผิดหลักการ และย้ำว่าการล้อมรั้วระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันปัญหาในอนาคต

ความกังวลเรื่องกัมพูชาและคำเตือนถึงภูมิธรรม

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการที่แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยว่าเคยเตือนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวว่า “อย่าไว้ใจเขมร” ซึ่งตอกย้ำถึงความกังวลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงของชาติ การออกมาเตือนเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของกองทัพต่อสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและต้องการให้รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของประเทศ

นอกจากนี้แม่ทัพภาคที่ 2 ยังได้กล่าวถึงการเก็บกู้ทุ่นระเบิด โดยเผยว่ามีแนวคิดที่จะเชิญประเทศจีนเข้ามาเป็นตัวกลางในการเจรจา เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามหลักสากล ซึ่งในตอนท้ายพล.ท.บุญสินระบุว่าจะไม่เปิดด่านชายแดนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จนกว่าตนเองจะเกษียณราชการอย่างแน่นอน พร้อมยอมรับว่าเคยเตือนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีเป็นการส่วนตัวว่า “อย่าไว้ใจเขมร” ซึ่งความจริงก็คือความจริง แม้จะมีการสูญเสีย แต่ขวัญและกำลังใจของทหารยังคงเต็มเปี่ยมในการรักษาอธิปไตยของชาติ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความท้าทายและต้องการการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาแสดงความเห็นและให้ข้อมูลต่างๆ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ประชาชนและรัฐบาลได้รับทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริงและสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญ แต่การรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติก็เป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียด แต่กองทัพไทยก็ยังคงพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตยของชาติ และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันถึงความพร้อมของกองทัพ ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารและเชื่อมั่นในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ

ในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเช่นนี้ การมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การที่แม่ทัพภาคที่ 2 ออกมาเปิดเผยข้อมูลต่างๆ ถือเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการตัดสินใจของรัฐบาลและการเตรียมพร้อมของประชาชน การรักษาความสามัคคีและความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่แม่ทัพภาคที่ 2 กล้าออกมาแสดงความเห็นเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และความตั้งใจที่จะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง เราประชาชนคนไทยควรให้ความสนใจและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศชาติ

ที่มา – แม่ทัพภาค 2 บอกเคยเตือน “ภูมิธรรม”แล้ว กัมพูชาไว้ใจไม่ได้ ยันไม่เปิดด่านจนกว่าเกษียณ

Scroll to top