ไทยถล่มกัมพูชา

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3 กันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ กำลังเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังเกิดเหตุลูกระเบิดขนาด 40 มม. จากฝั่งกัมพูชาตกลงใกล้ฐานปฏิบัติการทหารไทย เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 โชคดีที่ไม่มีกำลังพลไทยบาดเจ็บ แต่เหตุการณ์นี้จุดประกายความกังวลให้ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะหมู่บ้านต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ ที่ยังคงใช้ชีวิตตามปกติแต่จับตาข่าวสารทุกฝีก้าว

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3

จากรายงานของกองทัพบกผ่านกองทัพภาคที่ 2 เหตุเกิดเวลาประมาณ 10.20 น. ลูกระเบิดตกใกล้ฐานไทย ทหารไทยเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ตามกฎการใช้กำลังทันที พร้อมประสานผู้บังคับบัญชากัมพูชาในพื้นที่ ฝั่งกัมพูชาอ้างว่าเป็นความผิดวินัยของกำลังพลชุดใหม่ที่เพิ่งเข้ามาประจำการ และได้ตักเตือนแล้ว ชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันว่า ยังไม่มีคำสั่งอพยพจากหน่วยงานราชการหรือฝ่ายความมั่นคง ทำให้ทุกคนยังอยู่ที่เดิม แต่บรรยากาศเต็มไปด้วยความตึงเครียด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเคยปะทะกันมาแล้ว 2 รอบใหญ่ โดยเฉพาะกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ทำให้ชาวบ้านหวั่นเกรงว่าจะลุกลามเป็นรอบที่ 3 โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้งใหญ่ของไทย ชาวบ้านมองว่ากัมพูชาอาจฉวยโอกาสช่วงที่ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านการเมือง

ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน ชื่นชมทหารไทยใจสู้

นายศักดิ์ชัย เถาว์คำ ชาวบ้านในพื้นที่ ได้ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวอย่างตรงไปตรงมา “ผมไม่พอใจมากที่กัมพูชาทำแบบนี้กับไทย ควรต่างฝ่ายต่างอยู่ดีกว่า ทหารไทยควรโต้ตอบบ้าง เพื่อแสดงว่าเรารักชาติ รักแผ่นดิน มีประชาธิปไตย และไม่เคยรุกรานใครก่อน” เขาไม่เชื่อคำอธิบายฝั่งกัมพูชาว่าเกิดจากไฟไหม้โดนระเบิดที่วางไว้ มองว่าเป็นการจงใจทำลายขวัญกำลังใจทหารไทย

นายศักดิ์ชัยยังชื่นชมทหารไทยว่า “อดทนและใจสู้มาก ดีกว่านักการเมืองที่พูดอย่างเดียวแต่ไม่ทำอะไร ขอให้กำลังใจทหารเต็มที่ อย่านิ่งเฉย อย่าเชื่อนักการเมืองทำตามคำพูด” เขาคาดว่าปะทะรอบ 3 อาจเกิดหลังเลือกตั้งไทย เพราะกัมพูชาควรรอให้ไทยเลือกผู้นำเสร็จ หากไม่รอแสดงถึงไร้จริยธรรมและคุณธรรม

  • จุดสำคัญของเหตุการณ์: ลูกระเบิด 40 มม. ตกใกล้ฐานไทย ไม่มีผู้บาดเจ็บ
  • ไทยประสานกัมพูชาเรียบร้อย ฝั่งตรงข้ามรับผิดชอบ
  • ชาวบ้านไม่ अพยพ แต่เฝ้าดูสถานการณ์ใกล้ชิด
  • คาดปะทะรอบ 3 หลังเลือกตั้งไทย
  • ชื่นชมทหารไทยอดทน เรียกร้องให้แสดงจุดยืน

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงจุดยืนชัดเจนต่อกัมพูชา เพื่อปกป้องอธิปไตยแผ่นดิน โดยเฉพาะพื้นที่พิพาทชายแดนที่ยืดเยื้อมานาน สถานการณ์แบบนี้ทำให้เห็นถึงความสำคัญของกองทัพไทยที่คอยปกป้องชาติอย่างเงียบๆ แต่หนักแน่น

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ชายแดนนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความสงบสุขของเราขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของทหารและความสามัคคีของประชาชน อย่าปล่อยให้ปัญหาถูกมองข้าม คุณคิดอย่างไรกับ ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3 นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามอัพเดทข่าวสารชายแดนไทย-กัมพูชาเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ชาวบ้านกันทรลักษ์ จับตาสถานการณ์ชายแดน หวั่นปะทะรอบ 3 คาดอาจเกิดหลังเลือกตั้ง

บิ๊กเล็กร่วมร้องเพลงชาติไทยชายแดนตราดกับประชาชน

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ หรือ “บิ๊กเล็ก” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ชายแดนตราด บริเวณบ้านสามหลัง สั่งเจ้าหน้าที่ตรึงกำลังอีก 1 ปี เร่งสร้างรั้ว-ติดตั้ง CCTV และร่วมร้องเพลงชาติไทยกับชาวบ้านกว่า 500 คน ที่เดินทางมาให้กำลังใจทหาร พร้อมรับปากไม่มีการเปิดด่าน ซึ่งเป็นการสร้างขวัญเเละกำลังใจให้กับทหารเเละประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลา 16.30 น. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่ชายแดนตราด เยี่ยมกำลังพล ที่บ้านท่าเส้น-ทมอดา ให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตามแนวชายแดน โดยมี น.อ.ธรรมนูญ วรรณา ผู้บังคับการหน่วยนาวิกโยธินตราด นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดตราดร่วมให้การต้อนรับ

หลังจากนั้นเวลาประมาณ 17.30 น. เดินทางเข้าไปยังจุดบ้านสามหลัง รับฟังการบรรยายสรุป จาก น.อ.ธรรมนูญ วรรณา และได้มอบนโยบายการปฏิบัติ โดยให้ทหารตามแนวชายแดน ยังคงตรึงกำลังอีก 1 ปี เร่งสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ที่ติดตั้ง CCTV และอาจพัฒนาพื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยวเมื่อสถานการณ์ชายแดนสงบลง การดำเนินการนี้เป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความปลอดภัยเเละพัฒนาพื้นที่ชายเเดน

บิ๊กเล็กร่วมร้องเพลงชาติไทยชายแดนตราดกับประชาชน

ต่อมาในเวลา 18.00 น. ได้ร่วมร้องเพลงชาติไทยกับประชาชนชาวตราด ที่เดินทางมาร่วมร้องเพลงชาติในครั้งนี้เกือบ 500 คน จากนั้นได้พบปะกับชาวบ้าน โดยรับปากกับชาวบ้านว่าไม่มีการเปิดด่าน ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่

ซึ่งทางด้านชาวบ้านเองก็ต่างพากันมาให้กำลังใจทหาร ถึงแม้ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางเกือบหนึ่งกิโลเมตร ทุกคนก็เต็มใจที่จะเดินขึ้นไป ร่วมร้องเพลงชาติไทยและให้กำลังใจทหาร เป็นภาพที่แสดงถึงความสามัคคีเเละความรักชาติของคนในชุมชน

ความสำคัญของการลงพื้นที่ชายแดนตราดและร่วมร้องเพลงชาติไทย

การลงพื้นที่ชายแดนตราดของ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ และการร่วมร้องเพลงชาติไทยกับประชาชนนั้น มีความสำคัญหลายประการ:

  • เป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ
  • เป็นการส่งเสริมความรักชาติและความสามัคคีของคนในชุมชน
  • เป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของประเทศ

นอกจากนี้ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากประชาชนในพื้นที่ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การที่ประชาชนชาวตราดยินดีที่จะเดินเท้าเป็นระยะทางไกลเพื่อมาร่วมร้องเพลงชาติและให้กำลังใจทหาร แสดงให้เห็นถึงความรักชาติและความสามัคคีที่เข้มแข็งของคนในชุมชน การรวมพลังของประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐเช่นนี้ จะเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

การตัดสินใจตรึงกำลังทหารและเร่งสร้างรั้วอิเล็กทรอนิกส์ที่ชายแดน เป็นการแสดงถึงความเอาใจใส่ในการป้องกันประเทศ เเละเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ชายแดนตราด สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการมีผู้นำที่ใส่ใจประชาชน และความเข้มแข็งของชุมชนที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานของภาครัฐ การร่วมมือกันเช่นนี้ จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรือง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการรักษาความมั่นคงของชาติ การที่ประชาชนให้กำลังใจทหารและร่วมร้องเพลงชาติ เป็นการแสดงออกถึงความรักชาติและความสามัคคี ที่เป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลงพื้นที่ชายแดนตราด ร่วมร้องเพลงชาติไทยกับ ปชช. ที่มาให้กำลังใจทหาร

กัมพูชายื่นยูเนสโก ตรวจสอบความเสียหายปราสาทพระวิหาร

กัมพูชายื่นยูเนสโก ตรวจสอบความเสียหายปราสาทพระวิหาร

กระทรวงวัฒนธรรมกัมพูชาได้ยื่นรายงานประเมินความเสียหายของปราสาทพระวิหาร ต่อองค์การยูเนสโกและองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและให้ความคุ้มครองเร่งด่วนต่อปราสาทพระวิหาร

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2568 กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมแห่งกัมพูชาได้แถลงรายละเอียดเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปราสาทพระวิหาร รวมถึงพื้นที่โดยรอบ โดยอ้างว่าความเสียหายนี้เกิดจากการโจมตีด้วยปืนใหญ่ของกองทัพไทยในช่วงวันที่ 24–28 กรกฎาคม และ 7–27 ธันวาคม 2568 รายงานประเมินความเสียหายนี้ถูกส่งไปยังองค์การยูเนสโก คณะกรรมการมรดกโลก ประเทศสมาชิก ICC–Preah Vihear และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อให้รับทราบถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

รายละเอียดความเสียหายที่ปราสาทพระวิหาร

รายงานของกัมพูชาระบุว่า พบจุดเสียหายภายในเขตปราสาทพระวิหาร จำนวน 142 จุด และในพื้นที่โดยรอบอีก 42 จุด ความเสียหายนี้รวมถึงวัดแก้วศิขาคีรีสวาระ โครงสร้างสาธารณูปโภค และอาคารสำนักงานอนุรักษ์ขององค์การบริหารปราสาทพระวิหารแห่งชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากเหตุการณ์ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2568 นอกจากนี้ ยังมีรายงานความเสียหายในชุมชนรอบพื้นที่อีก 60 จุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน 14,832 คน ที่ต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัย การบันทึกความเสียหายอย่างเป็นทางการได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงวันที่ 7–27 ธันวาคมถูกระบุว่ารุนแรงกว่าครั้งแรกอย่างมาก จากหลักฐานภาพถ่ายและวิดีโอที่รวบรวมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พบว่าโครงสร้างสถาปัตยกรรมหลักของปราสาทพระวิหาร ตั้งแต่โคปุระ ทางเชื่อมทั้งหมด และบันไดโบราณด้านเหนือ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก กัมพูชาอ้างว่าความเสียหายนี้เกิดจากการยิงปืนใหญ่ซ้ำหลายครั้ง รวมถึงการโจมตีทางอากาศด้วยโดรนและเครื่องบินรบ ซึ่งมุ่งเป้าไปที่พื้นที่มรดกโลกโดยตรง

กระทรวงวัฒนธรรมและศิลปกรรมกัมพูชาได้เรียกร้องให้องค์กรระหว่างประเทศและประชาคมโลกสนับสนุนมาตรการเร่งด่วนเพื่อปกป้องปราสาทพระวิหารจากการโจมตีเพิ่มเติม สนับสนุนการอนุรักษ์ฉุกเฉินและการบูรณะฟื้นฟู พร้อมทั้งย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาเฮก 1954 ว่าด้วยการคุ้มครองทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในยามสงคราม และพิธีสารปี 1999 ซึ่งกำหนดให้รัฐภาคีต้องคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าโดดเด่นระดับโลก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับปราสาทพระวิหาร เป็นเรื่องที่น่ากังวลและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญในการรักษามรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่านี้ไว้ให้คนรุ่นหลัง

ที่มา – กัมพูชาส่งรายงานประเมินความเสียหายปราสาทพระวิหาร ยื่นยูเนสโก และองค์กรระหว่างประเทศตรวจสอบ

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” บาดเจ็บจาก BM-21

จากเหตุการณ์ปะทะชายแดนที่ผ่านมา หลายคนคงได้ยินเรื่องราวของ “พลทหารปรียวัฒน์ จงทิพย์” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ วันนี้เราจะพาไป เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า และเจาะลึกเรื่องราวชีวิตของเขา

พลทหารลี่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 สะเก็ดระเบิด BM-21 ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณคอ แม้จะได้รับบาดเจ็บหนัก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีกำลังใจดีเยี่ยมและพร้อมที่จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องประเทศชาติ

เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

หลังจากการรักษาตัวเบื้องต้นที่โรงพยาบาลสุรินทร์ พลทหารลี่ได้รับข้อเสนอให้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ ในกรุงเทพฯ แต่เขาตัดสินใจที่จะอยู่รักษาตัวที่สุรินทร์ต่อไป เพราะเป็นห่วงครอบครัวที่บ้านเกิด ไม่อยากให้แม่และน้องๆ ต้องลำบากเดินทางไกลมาเยี่ยม

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปยังบ้านของพลทหารลี่ ที่บ้านหนองซำ ต.เมืองลีง อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ พบว่าเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว สภาพค่อนข้างทรุดโทรม หลังคารั่ว ฝาบ้านทำจากแผ่นยิปซั่ม ห้องครัวยังใช้เตาฟืนในการประกอบอาหาร สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก

นางอร อินทร์สำราญ ลูกพี่ลูกน้องของแม่พลทหารลี่ เล่าว่า พลทหารลี่เป็นคนดี มีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และเป็นเสาหลักของครอบครัว เมื่อได้รับเงินเดือนก็จะส่งให้แม่ใช้จ่ายเสมอ

ความเสียสละของพลทหารลี่ นักรบแนวหน้า

น.ส.นวล มหาวงศ์ แม่ของพลทหารลี่ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า ลูกชายเป็นคนดี เสียสละเพื่อชาติ และเป็นส่วนหนึ่งในการปกป้องอธิปไตยของไทย เธอบอกว่ารู้สึกเสียใจและตกใจมากเมื่อทราบข่าวว่าลูกชายได้รับบาดเจ็บ แต่ก็ดีใจที่ลูกชายปลอดภัย

พลทหารลี่ยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่ได้รับบาดเจ็บว่า รู้สึกชาไปทั้งตัวและคิดว่าจะไม่รอด แต่โชคดีที่เพื่อนทหารเข้ามาช่วยเหลือและนำส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที เขาต้องเย็บแผลกว่า 200 เข็ม และยังต้องเข้ารับการผ่าตัดรักษาไทรอยด์เป็นพิษอีก

ถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บสาหัสและต้องเผชิญกับความยากลำบาก แต่พลทหารลี่ก็ยังคงมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นทหารต่อไป เขาได้สมัครเข้าโรงเรียนนายสิบ และตั้งใจที่จะกู้เงินมาซ่อมแซมบ้านให้แม่ได้อยู่อย่างสุขสบาย

พลทหารลี่ยังฝากขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งมาให้เขาและทหารไทยทุกคน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ

เรื่องราวของ พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ เป็นเรื่องราวที่สร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ความเสียสละและความมุ่งมั่นของเขาเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเยาวชนรุ่นหลัง

ทุกคนสามารถร่วมเป็นกำลังใจและส่งแรงใจให้กับพลทหารลี่และทหารกล้าทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องประเทศชาติของเราได้

พลทหารลี่ นักรบแนวหน้า ผู้ที่บาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด BM-21 ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งและความรักชาติอย่างเต็มเปี่ยม

ที่มา – เปิดบ้าน “พลทหารลี่” นักรบแนวหน้า บาดเจ็บจากเหตุสะเก็ดระเบิด BM-21 ทะลุคอ

D-Iron RCV: ประกอบไทยยิงทำลายบังเกอร์

D-Iron RCV (Robotic Combat Vehicle) คือ ยานยนต์รบไร้คนขับทางยุทธวิธีที่พัฒนาโดยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (DTI) ของไทย ร่วมกับพันธมิตร เป็นอาวุธแห่งอนาคตของกองทัพบกไทยที่เข้าสู่สมรภูมิสู้รบกับเขมรเป็นครั้งแรก โดยมีพื้นฐานจากระบบ THeMIS UGV ของบริษัท Milrem Robotics  สามารถติดตั้งอาวุธหนักเพื่อจู่โจมได้ เช่น ปืนใหญ่ 30 มม. ใช้สำหรับปฏิบัติการรบแทนทหารในพื้นที่เสี่ยง ลดความสุ่มเสี่ยงต่อชีวิตของทหาร ลักษณะสำคัญของ D-Iron RCV: ออกแบบให้เป็นยานยนต์ภาคพื้นดินแบบไร้คนขับ (Unmanned Ground Vehicle – UGV)

ผู้พัฒนา: DTI (สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ) ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร พัฒนาต่อยอดจาก THeMIS UGV ของ Milrem Robotics (เอสโตเนีย) ใช้ในการรบทางยุทธวิธีแทนทหาร การระดมยิงที่หมายด้วยอาวุธหนักในระยะประชิด ทำให้ลดการสูญเสียกำลังพล อาวุธของ D-Iron RCV (Robotic Combat Vehicle) ติดตั้งปืนอัตโนมัติ หรือปืนใหญ่ 30 มม. เพื่อโจมตีเป้าหมาย พัฒนาและทดสอบเพื่อนำมาใช้ในกองทัพไทย

สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศแห่งประเทศไทยและกองทัพบกได้ร่วมกันทดสอบรถไร้คนขับ D-Iron RCV ในด้านการเดินทางบนทางลาดชัน การลุยน้ำ และการนำทางในภูมิประเทศ ในจังหวัดสระบุรีเมื่อปลายเดือนกันยายน 2566 นอกจากนี้ รถรบอัตโนมัติดังกล่าว ยังทำการทดสอบยิงกระสุนจริง ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน เป็นส่วนหนึ่งของการประเมินโดยคณะกรรมการมาตรฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ กระทรวงกลาโหม รถไร้คนขับ D-Iron RCV สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์ม THeMIS Combat UGV ของ Milrem Robotics โดยสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศได้จัดแสดงครั้งแรกเมื่อปลายปี 2562 ปัจจุบันติดตั้งสถานีอาวุธควบคุมระยะไกล R400S-Mk2 จากบริษัท Electro Optic Systems ของออสเตรเลีย และปืนกล M230LF ขนาด 30 มม. ของ Northrop Grumman สามารถติดตั้งขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถังได้

D-IRON เป็นหุ่นยนต์ทางยุทธวิธี ผลงานของ DTI ร่วมกับกองทัพบก เป็นยานติดอาวุธไร้คนขับทำให้มีความปลอดภัย แต่การปฎิบัติการเป็นแบบอัตโนมัติใช้การควบคุมจากระยะไกล มีเสียงเงียบเหมาะสำหรับการลาดตระเวน ตรวจการณ์และค้นหาทำลายเป้าหมายเฉพาะจุด ออกแบบมาให้เป็นยานสายพานจึงใช้งานในภูมิประเทศได้ดี ปฏิบัติการได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

D-IRON เป็นการนำเอาหุ่นยนต์ THeMis UGV (Tracked Hybrid Modular Infantry System Unmanned Ground Vehicle) ของ Milrem Robotics จากเอสโตเนีย ที่มีขนาดเล็ก มาเป็นยานเพื่อติดตั้งป้อมติดอาวุธอัตโนมัติ RWS (Remote Weapon Station)) แบบ EOS R400 Mk2 ของ Electro Optic systems จากออสเตรเลีย ที่มีน้ำหนักเบา ติดตั้งปืน M230LF Chain Gun ขนาด 30 มม. ของ Northrop Grumman Innovation Systems จากสหรัฐฯ พร้อมกระสุนบรรจุ 150 นัด ทำให้มันกลายเป็นยานหุ่นยนต์รบที่มีอำนาจในการทำลายล้างที่ทรงอานุภาพ สามารถใช้ยิงทำลายบังเกอร์แข็งแรง สังหารบุคคล ทำลายยานรบแม้กระทั่งรถหุ้มเกราะหรือรถถังที่มีเกราะไม่หนาจนเกินไป ได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

โดยป้อม EOS R400 Mk2 นี้ติดตั้งกล้องมองกลางวันมีระยะตรวจจับ 12,000 เมตรและกล้อง Thermal Imager มีระยะตรวจจับ 13,700 เมตร และ Laser Range Finder ระยะ 4,000 เมตร มีระยะ Line of sight 1.5 กม. ซึ่งเท่ากับระยะยิงหวังผลของปืน 30 มม. (ระยะยิงไกลสุดของปืน 4,000 เมตร) มีน้ำหนักรวม 455 กก.

ส่วนหุ่นยนต์ทางยุทธวิธี RCV  มีขนาดยาว 240 ซม. กว้าง 200 ซม. สูง 115 ซม. มีน้ำหนักเปล่า 1,630 กก. น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 1,200 กก. เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 25-30 กม./ชม. วิ่งได้นาน (Hybrid) 15 ชม. โดยใช้น้ำมันและ (Electric) 1.5 ชม. (Mode เงียบ)วิ่งในน้ำลึกได้ 60 ซม. วิทยุบังคับระยะปฏิบัติงานในภูมิประเทศ 1,200 เมตร ในพื้นที่โล่ง 2,000 เมตร ใช้จนท.บังคับ 2 นาย คือ บังคับรถและบังคับการยิงอาวุธ ราคาคันละ 60-70 ล้านบาท

D-Iron RCV เป็นหุ่นยนต์โจมตีที่ปรับให้เหมาะสมสำหรับการเฝ้าระวังชายแดน การลาดตระเวน การปราบปรามการก่อความไม่สงบ การต่อต้านรถถัง และการขนส่งทางโลจิสติกส์ ก่อนหน้านี้ กรมการค้าและอุตสาหกรรม (DTI) ได้ลงนามในบันบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ ความสนใจของประเทศไทยในยานพาหนะภาคพื้นดินไร้คนขับติดอาวุธนั้น สอดคล้องกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกันในสหรัฐอเมริกาและยุโรป ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกคำขอต้นแบบยานรบหุ่นยนต์เร็ว (RCV) เพื่อตอบสนองความต้องการของกองทัพบกสหรัฐฯ สำหรับ RCV ที่มีน้ำหนักเบาและขนส่งได้ง่าย โดยมีการส่งมอบต้นแบบระบบที่สมบูรณ์เพื่อพิจารณาในไตรมาสแรกของปี 2025 รวมถึงการผลิตและการใช้งานจริงภายในปี 2030.

ประกอบไทยยิงทำลายบังเกอร์ D-Iron RCV ยานยนต์รบไร้คนขับทางยุทธวิธี

ยานยนต์รบ D-Iron RCV ถือเป็นก้าวสำคัญของเทคโนโลยีทางการทหารของไทย การพัฒนาและใช้งานจริงจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการป้องกันประเทศได้อย่างมาก

D-Iron RCV: ความสามารถในการยิงทำลายบังเกอร์

D-Iron RCV ได้รับการออกแบบมาเพื่อภารกิจที่หลากหลาย รวมถึงการยิงทำลายบังเกอร์ ด้วยปืนขนาด 30 มม. ทำให้สามารถทำลายเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ

D-Iron RCV นับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าของเทคโนโลยีป้องกันประเทศของไทย ที่จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงและศักยภาพของกองทัพไทยในอนาคต ประกอบไทยยิงทำลายบังเกอร์ D-Iron RCV ยานยนต์รบไร้คนขับทางยุทธวิธี คืออนาคตของการรบสมัยใหม่

การพัฒนา ประกอบไทยยิงทำลายบังเกอร์ D-Iron RCV ยานยนต์รบไร้คนขับทางยุทธวิธี แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีป้องกันประเทศที่ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของกองทัพ

ที่มา – ประกอบไทยยิงทำลายบังเกอร์ D-Iron RCV ยานยนต์รบไร้คนขับทางยุทธวิธี

ทภ.1 แจงจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนสระแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว บริเวณ 3 หมู่บ้าน “คลองแผง-หนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว” ซึ่งเป็นเขตอธิปไตยไทย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย และปกป้องความมั่นคง ปลอดภัยของประชาชน

วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กองทัพภาคที่ 1 ชี้แจงเกี่ยวกับการปฏิบัติของฝ่ายไทยในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.สระแก้ว โดยยืนยันว่า การดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 เป็นไปด้วยความรอบคอบ ยึดหลักความถูกต้อง และความรับผิดชอบต่อความมั่นคงของประเทศและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ

โดยพื้นที่บริเวณ บ้านคลองแผง บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นพื้นที่ในอธิปไตยของประเทศไทยมาโดยตลอด

ภายหลังจากเหตุการณ์ความไม่สงบภายในประเทศกัมพูชาในอดีต ฝ่ายไทยได้เปิดพื้นที่ดังกล่าวให้ประชาชนจากประเทศกัมพูชาเข้ามาพักพิงชั่วคราวด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม รวมถึงการอำนวยความสะดวกให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อันสะท้อนให้เห็นถึงบริบทของพื้นที่ในช่วงเวลาดังกล่าวว่าเป็นการรองรับด้านมนุษยธรรม มิใช่การโอนอำนาจหรือสิทธิใด ๆ ในพื้นที่

โดยต่อมา เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป ฝ่ายไทยได้ตรวจพบว่าในพื้นที่ดังกล่าว มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างในลักษณะเป็นที่ทำการของส่วนราชการของฝ่ายกัมพูชา รวมถึงการปรากฏตัวของกำลังติดอาวุธ และหน่วยรักษาความมั่นคงของกัมพูชา เข้ามาประจำการในพื้นที่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่จากเดิมที่เป็นการพักพิงด้านมนุษยธรรม ไปสู่ลักษณะที่กระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศ

การเข้าดำเนินการของกองทัพภาคที่ 1 ในการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว รวมถึงการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างบางส่วน จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามความจำเป็น เพื่อฟื้นฟูให้เกิดความสงบเรียบร้อย ป้องกันการใช้พื้นที่ในลักษณะที่กระทบต่อความมั่นคง และยืนยันการดูแลพื้นที่ชายแดนให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐไทย โดยมิได้มีเป้าหมายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และยังคงคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่า ฝ่ายไทยไม่มีนโยบายรุกล้ำอธิปไตยของประเทศใด และการปฏิบัติทุกขั้นตอนเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตย ความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสำคัญ

กองทัพภาคที่ 1 ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า การปฏิบัติภารกิจของกำลังพลเป็นไปด้วยความโปร่งใส รอบคอบ และตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงในพื้นที่ พร้อมยืนหยัดในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติและความสงบสุขของประชาชนอย่างเต็มกำลัง

ทภ.1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว

ความสำคัญของการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน

การจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว ไม่ได้เป็นเพียงแค่การดำเนินการทางทหาร แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการรักษาอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน การที่กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงรายละเอียดอย่างชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อสังคม

การดำเนินการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนมีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การรักษาความสงบเรียบร้อยและการป้องกันการใช้พื้นที่ในทางที่ผิดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

นอกจากนี้ การจัดระเบียบพื้นที่ยังส่งผลดีต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน ทำให้พวกเขามีความมั่นใจในความปลอดภัยและได้รับการปกป้องจากภัยคุกคามต่างๆ การที่กองทัพภาคที่ 1 ยืนยันว่าจะคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมในการดำเนินการ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความใส่ใจต่อประชาชน

การแก้ไขปัญหาความไม่สงบตามแนวชายแดนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การสร้างความเข้าใจและการสื่อสารที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันถึงความจำเป็นในการดำเนินการและร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

การที่กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้แจงข้อมูลอย่างละเอียด ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจให้กับประชาชน หวังว่าการดำเนินการครั้งนี้จะนำมาซึ่งความสงบสุขและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน

การรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติเป็นหน้าที่ของทุกคน ไม่ใช่แค่ของทหารหรือรัฐบาล เราทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและปลอดภัย หากเราทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาชาติ เราก็จะสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

ที่มา – ทภ.1 ชี้แจงการจัดระเบียบพื้นที่ในเขตอธิปไตยไทย 3 หมู่บ้านชายแดน จ.สระแก้ว

วางตู้คอนเทนเนอร์ เสริมมั่นคง “บ้านหนองจาน”

วางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง “บ้านหนองจาน”

กองกำลังบูรพา ร่วมกับทหารช่าง เร่งติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่ “บ้านหนองจาน” เพื่อเสริมความมั่นคงชายแดน และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของเครือข่าย “กำนันลี” เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับคนไทย

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 กองกำลังบูรพาได้ร่วมกับหน่วยทหารช่าง เร่งดำเนินการติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ในพื้นที่บ้านหนองจาน อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว การดำเนินการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน และใช้เป็นฐานสนับสนุนภารกิจด้านความปลอดภัย รวมถึงเป็นพื้นที่ปฏิบัติงานของกำลังพลในบริเวณดังกล่าว

การติดตั้งตู้คอนเทนเนอร์ครั้งนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ เฝ้าระวังสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่ยังคงมีความตึงเครียด ตู้คอนเทนเนอร์เหล่านี้จะถูกใช้เป็นจุดประจำการของเจ้าหน้าที่ จุดพักกำลังพล และจุดอำนวยการภารกิจต่างๆ

กองกำลังบูรพายืนยันอย่างหนักแน่นว่า การปฏิบัติการทั้งหมดดำเนินการไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความพร้อมของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างเต็มกำลังความสามารถ

การทลายรัง “กำนันลี” ที่บ้านหนองจาน

ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน กองกำลังบูรพาได้เข้าดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่เรียกว่า “บ้านกำนันลี” ซึ่งเป็นของหนึ่งในผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา และเป็นอดีตสามีของเจ๊รัตน์ ที่ผ่านมาบุคคลเหล่านี้ได้รุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยของไทย และสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ทำกินของบ้านหนองจาน

ก่อนหน้านี้ กองกำลังบูรพาได้ดำเนินการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของเครือข่ายกำนันลีไปแล้วบางส่วน แต่ปฏิบัติการล่าสุดนี้มุ่งเป้าไปที่การรื้อถอนบ้านของกำนันลีโดยตรง รวมถึงบ้านของเครือข่ายที่เหลือทั้งหมด โดยใช้รถแบคโฮในการรื้อถอนจนเหลือเพียงซากปรักหักพัง

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่มีการปะทะกัน กองกำลังบูรพาได้เข้าควบคุมพื้นที่บ้านหนองจานได้อย่างสมบูรณ์ ปกป้องอธิปไตยของชาติไว้ได้ จึงต้องทำการทำลายสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในผืนแผ่นดินไทย เพื่อเตรียมคืนพื้นที่ทำกินให้กับชาวบ้านต่อไปในอนาคต ถือเป็นของขวัญปีใหม่ที่มอบให้แก่คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านหนองจานที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

การวางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง และการทลายรังของ “กำนันลี” ที่บ้านหนองจาน ถือเป็นก้าวสำคัญในการรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองกำลังบูรพาในการปกป้องผืนแผ่นดินไทยและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนว่าพวกเขาจะไม่ถูกทอดทิ้ง และจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด

การดำเนินการเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้ที่คิดจะกระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดอธิปไตยของชาติว่า จะไม่มีการยอมให้เกิดขึ้น และจะมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด

สำหรับชาวบ้านในพื้นที่บ้านหนองจาน การวางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง และการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ ถือเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของการกลับคืนสู่ความสงบสุขและความมั่นคง พวกเขาสามารถกลับมาทำกินในพื้นที่ของตนได้อย่างปลอดภัย และไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคุกคามจากผู้มีอิทธิพลอีกต่อไป

รัฐบาลและกองทัพมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาพื้นที่ชายแดนให้มีความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศชาติอย่างเต็มที่

ที่มา – วางตู้คอนเทนเนอร์เสริมความมั่นคง “บ้านหนองจาน” ทลายรัง “กำนันลี” รุกพื้นที่ไทย

ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับที่พัก 31 ธ.ค.นี้

ข่าวดีสำหรับผู้อพยพ จ.สระแก้ว! กองกำลังบูรพาแจ้งให้ทราบว่า ประชาชนที่อพยพออกจากพื้นที่สามารถเดินทางกลับเข้าที่พักอาศัยได้ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ยกเว้น 4 หมู่บ้านในพื้นที่ชายแดน

ตามที่กองทัพภาคที่ 1 ได้โพสต์ประกาศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 เวลา 20.20 น. ระบุว่า กองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) และจังหวัดสระแก้วได้หารือร่วมกันเพื่อกำหนดแนวทางการให้ประชาชนใน 4 อำเภอชายแดนของจังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นผู้อพยพ จ.สระแก้ว ได้กลับเข้าสู่ที่พักอาศัยของตนเอง หลังจากสถานการณ์ต่างๆ เริ่มคลี่คลายลง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและบริบทของพื้นที่เป็นสำคัญ

ทั้งนี้ กำหนดการให้ผู้อพยพ จ.สระแก้ว สามารถเดินทางกลับที่พักได้ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับเข้าที่พักได้ 31 ธ.ค. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อยกเว้นสำหรับ 4 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านคลองแผง, บ้านตาพระยา, บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน ซึ่งยังไม่อนุญาตให้ประชาชนเดินทางกลับเข้าพื้นที่ในทันที เนื่องจากเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) จะต้องเข้าตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยเสียก่อน เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ จะมีการแจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวทราบอีกครั้งหนึ่ง

รายละเอียดสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับการกลับเข้าที่พักของผู้อพยพ

  • วันเริ่มต้นการกลับเข้าที่พัก: 31 ธันวาคม 2568
  • พื้นที่ที่ยังไม่อนุญาตให้กลับ: บ้านคลองแผง, บ้านตาพระยา, บ้านหนองหญ้าแก้ว, บ้านหนองจาน
  • เหตุผลที่ยังไม่อนุญาต: เพื่อความปลอดภัยในการเข้าตรวจสอบและเคลียร์พื้นที่ของชุด EOD
  • การติดตามข้อมูลข่าวสาร: ขอให้ติดตามข่าวสารและการประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน ขอความร่วมมือประชาชนรับฟังข่าวสารและปฏิบัติตามคำแนะนำจากส่วนราชการอย่างใกล้ชิด และขอให้เดินทางกลับภูมิลำเนาด้วยความระมัดระวัง

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ท่านได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถวางแผนการเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัย ขอให้ทุกท่านเดินทางกลับถึงบ้านโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – ผู้อพยพ จ.สระแก้ว กลับเข้าที่พักได้ 31 ธ.ค. เป็นต้นไป ยกเว้น 4 หมู่บ้านชายแดน

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือ

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา ศรชล.ภาค 1 มอบหมาย ศรชล.จ.ตราด กำกับดูแลน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก ตรวจเข้มเรือลากจูง พ่วงสินค้า และเรือพาณิชย์ รวมกว่า 30 ลำ สกัดการลำเลียงพลังงาน-ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

วันที่ 28 ธ.ค. 2568 ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลภาค 1 ได้มอบหมายให้ศูนย์รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลจังหวัดตราด ปฏิบัติการตามมติของทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในการกำกับดูแลน่านน้ำอ่าวไทยฝั่งตะวันออก โดยเฉพาะการขนส่งสินค้าพลังงาน และยุทธภัณฑ์ไปยังประเทศกัมพูชา ทาง ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา จึงได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจตราสินค้าต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาในทะเลอ่าวไทย

โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย หมวดเรือลาดตระเวนชายแดน สถานีตำรวจน้ำแหลมงอบ สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาตราด ด่านศุลกากรจังหวัดตราด และสำนักงานสรรพสามิตพื้นที่ตราด ห้วงระหว่างวันที่ 24–28 ธ.ค. 68 ได้เข้าตรวจสอบกลุ่มเรือยนต์ลากจูง พร้อมเรือพ่วงสินค้าที่เดินทางออกจากท่าเรือแหลมฉบัง และจอดทิ้งสมอบริเวณพื้นที่เกาะช้างใต้ จังหวัดตราด

จากการตรวจสอบพบว่า กลุ่มเรือดังกล่าวเป็นเรือลากจูง และเรือพ่วงรับสินค้าจากกรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 28 ลำ แยกเป็นเรือลากจูง 5 ลำ และเรือพ่วงสินค้า 23 ลำ โดยทั้งหมดจอดพักรอในพื้นที่เพื่อความปลอดภัย

ต่อมาเมื่อวันที่ 27–28 ธ.ค. 68 ศรชล.จ.ตราด ได้เข้าตรวจสอบเพิ่มเติม เรือลากจูงและเรือพ่วงขนสินค้าอีก 5 ลำ ซึ่งเดินทางมาจากอำเภอศรีราชา โดยระหว่างเดินเรือมาถึงบริเวณใกล้เกาะกูด ลูกเรือได้รับทราบสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา จึงตัดสินใจจอดเรือทิ้งสมอเพื่อความปลอดภัย

โดยมีการเริ่มจอด ณ บริเวณอ่าวบางเบ้า ต.เกาะช้างใต้ อ.เกาะช้าง จว.ตราด ตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค. 68 เป็นต้นมา และยังไม่มีความประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศกัมพูชา ในห้วงเวลานี้ จะรอจนกว่าการสู้รบจะสงบหรือนำเรือกลับ ทั้งนี้ได้ชี้แจงปัญหาและสถานการณ์ของความขัดแย้งแนวชายแดน และพื้นที่เสี่ยงอันตรายให้มีความระมัดระวัง เพราะอาจหลงเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงได้

ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

สถานการณ์ล่าสุด: ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความมั่นคงทางทะเลและการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ชายแดนทางทะเล การทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงานมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคที่มีต่อการเดินเรือและการขนส่งสินค้า ซึ่งผู้ประกอบการและลูกเรือต้องมีความระมัดระวังและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของลูกเรือที่จอดเรือทิ้งสมอเพื่อความปลอดภัยเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อให้พวกเขาเดินทางกลับได้อย่างปลอดภัยเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง

การที่ ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก สกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา เป็นการดำเนินการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการกระทำที่ผิดกฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ที่มา – ศรชล.จ.ตราด คุมเข้มอ่าวไทยตะวันออก ตรวจสกัดเรือลำเลียงพลังงาน – ยุทธภัณฑ์ไปกัมพูชา

Scroll to top