ไทยถล่มกัมพูชา

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย

AOT โต้สื่อกัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระผู้โดยสารสูญหาย มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

วันที่ 19 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “AOT Official” ได้โพสต์ข้อความระบุว่า AOT โต้กัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย-บริการผู้โดยสารตามมาตรฐานสากล 

จากกรณีที่สื่อมวลชนของประเทศกัมพูชาได้เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ว่า สถานเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศฝรั่งเศสได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับการเดินทางไปยังกัมพูชา โดยมีการเดินทางต่อเครื่องที่สนามบินในกรุงเทพมหานคร (ประเทศไทย) ซึ่งระบุว่าผู้โดยสารชาวยุโรปที่เดินทางต่อเครื่องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดและไม่เหมาะสม อาทิ การสอบถามเป็นเวลานานก่อนขึ้นเครื่อง การขอหลักฐานแสดงฐานะการเงินที่ไม่สมเหตุสมผล การตรวจสอบรายละเอียดการจองที่พักในกัมพูชาอย่างละเอียด และสัมภาระของผู้โดยสารสูญหายนั้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) ขอยืนยันว่าประเด็นที่กล่าวอ้างตามข่าวนั้นไม่เป็นความจริง 

AOT ตั้งมั่นการให้บริการและการดูแลผู้โดยสาร มุ่งเน้นการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล โดยมีระบบติดตามตรวจสอบสัมภาระและรับเรื่องร้องเรียนเพื่ออำนวยความสะดวกผู้โดยสารให้ได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น เป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ ในฐานะประตูสู่ประเทศไทย (Gateway to Thailand) และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเดินทางทางอากาศของประเทศไทยในระดับสากล 

ทั้งนี้ AOT ขอยืนยันว่าท่าอากาศยานของ AOT ทั้ง 6 แห่ง ได้ดำเนินการตามกฎระเบียบมาตรฐานขั้นตอนการปฏิบัติที่กำหนดด้านการรักษาความปลอดภัยต่อผู้โดยสารและสัมภาระที่ออกเดินทางจากท่าอากาศยาน ซึ่งได้รับการตรวจสอบด้านมาตรฐานการบินสากลตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัย (Safety) และการรักษาความปลอดภัย (Security) เป็นไปตามมาตรฐานสากลในระดับนานาชาติเพื่อผู้โดยสารทุกท่านอย่างแท้จริง

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย

จากกรณีการนำเสนอข่าวของสื่อกัมพูชาที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่าข่าวที่ระบุว่ามีสัมภาระของผู้โดยสารสูญหาย หรือมีการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลนั้น ไม่เป็นความจริง

AOT ยืนยันมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นไปตามมาตรฐานสากล

AOT ย้ำว่าท่าอากาศยานทุกแห่งภายใต้การดูแล ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบและมาตรฐานสากลอย่างเคร่งครัด โดยมีการตรวจสอบและรับรองจากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัยและการรักษาความปลอดภัย เพื่อให้ผู้โดยสารทุกท่านมั่นใจได้ว่าจะได้รับการบริการที่เป็นเลิศและปลอดภัยตลอดการเดินทาง

สิ่งที่ AOT ให้ความสำคัญเสมอมา คือการอำนวยความสะดวกควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัย นี่คือหัวใจสำคัญในการดำเนินงานของท่าอากาศยานทุกแห่ง เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักเดินทางทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ

AOT ยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการบริการและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยสำหรับนักเดินทางจากทั่วโลก ความโปร่งใสและการตอบสนองต่อข้อมูลที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบการขนส่งทางอากาศของประเทศไทย

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหายและพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการเดินทางทางอากาศของไทย

การเดินทางที่ราบรื่นและปลอดภัยของผู้โดยสารคือพันธกิจหลักของ AOT เสมอมา ด้วยความมุ่งมั่นในการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถมอบประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดให้กับผู้โดยสารทุกท่านได้

AOT โต้สื่อกัมพูชา ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเสมอ

ที่มา – AOT โต้สื่อกัมพูชาเสนอข่าวบิดเบือน ยันไม่มีสัมภาระสูญหาย-ให้บริการตามมาตรฐานสากล

สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเสริมกำลัง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณฝั่งสระแก้วยังคงตึงเครียด กองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับการปะทะและการเสริมกำลังของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีการรบปะทะเพื่อยึดครองพื้นที่สำคัญ 3 แห่ง ได้แก่ บ้านคลองแผงและหนองหญ้าแก้ว ซึ่งพบว่ากัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่นและเพิ่มเติมกำลังพลอย่างต่อเนื่อง

รายงานจากศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น. ระบุว่า กกล.บูรพา ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 12 แล้ว สถานการณ์โดยรวมยังคงน่าจับตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา

สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง

รายละเอียดสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่:

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: ฝ่ายกัมพูชาได้เร่งเสริมความแข็งแกร่งของที่มั่นอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการเพิ่มจำนวนปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดในพื้นที่ถึง 2 จุด สันนิษฐานว่าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการยิงสนับสนุนการปฏิบัติการทางทหาร
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สถานการณ์ใกล้เคียงกัน โดยกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่นและใช้ปืนใหญ่ รวมถึงเครื่องยิงลูกระเบิดโจมตีที่มั่นของฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มกำลังพลอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคาดการณ์ว่าเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าดำเนินกลยุทธ์ในพื้นที่เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: การยิงปืนใหญ่และเครื่องยิงลูกระเบิดจากฝ่ายกัมพูชามายังฝ่ายไทยยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการลำเลียงเสบียง อาวุธ และกระสุนเข้าไปเก็บไว้ในที่มั่นต่างๆ ซึ่งคาดว่าสามารถรองรับการปฏิบัติการได้ต่อเนื่อง 2-3 วัน

ผลกระทบต่อประชาชนและการช่วยเหลือ

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ประชาชนในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จำนวน 4 อำเภอ ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 41 ศูนย์ เพื่อรองรับผู้พลัดถิ่น ปัจจุบันมีประชาชนรวม 18,874 คนที่อยู่ในความดูแลของศูนย์พักพิงเหล่านี้

หน่วยงานต่างๆ ได้ให้การสนับสนุนและบำรุงขวัญแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พวกเขามีกำลังใจที่ดีและสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ ประชาชนต่างส่งกำลังใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติให้ปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนและการเตรียมพร้อมรับมือยังคงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การเสริมกำลังของฝ่ายกัมพูชาและการปะทะที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ และการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การที่กัมพูชา สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง แสดงให้เห็นถึงความตึงเคลียดในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การติดตามข่าวสารและสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เราเข้าใจถึงผลกระทบและความจำเป็นในการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที

การที่ สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – สรุปเหตุปะทะฝั่งสระแก้ว พบกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น เพิ่มเติมกำลัง

ทอ. ยัน! ป้องกันโดรนภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

“โฆษกกองทัพอากาศ” ยัน กองทัพอากาศประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย คาด CAAT จะออกมาตรการพื้นที่บินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจในพื้นที่ “แท่นผลิตปิโตรเลียม” ที่มีมูลค่าสูง

วันที่ 19 ธ.ค. 68 พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยถึงการวางแนวทางป้องกันโดรน ของฝ่ายกัมพูชา ที่อาจมีเจตนาในการก่อวินาศกรรมต่อแท่นขุดเจาะปิโตรเลียม ในพื้นที่อ่าวไทยว่า ขณะนี้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลมาตรการตอบโต้ หรือต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยประสานงานกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงเพื่อป้องกันการโจมตีจากโดรนที่คาดว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย โดยยืนยันว่าขณะนี้ทุกกองบินมีมาตรการป้องกันโดรนทั้งเชิงรุกและเชิงรับ และประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อป้องกันการบินโดรนในพื้นที่ที่มีโอกาสจะส่งผลกระทบต่อทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง

ส่วนกรณีที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ขอความร่วมมือเรือประมง ผู้ประกอบการเดินเรือ และผู้ดำเนินกิจกรรมทางทะเล ร่วมเฝ้าระวังความปลอดภัยในทะเล กรณีพบเรือที่มีพฤติกรรมต้องสงสัยหรือใช้อากาศยานไร้คนขับเหนือพื้นที่แท่นผลิตปิโตรเลียมนั้น คาดว่า สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย จะมีมาตรการต่อเนื่องตามมาเพื่อออกพื้นที่ห้ามบินโดรนเพิ่มเติม เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพื้นที่ที่มีมูลค่าสูง จะได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างแท้จริง นอกจากนี้ มาตรการการลงโทษต่าง ๆ และการดำเนินคดีต่าง ๆ หากมีการฝ่าฝืน จะมีตามมา ตามที่เห็นสมควร

ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่เทคโนโลยีโดรนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วและแพร่หลาย การใช้งานโดรนจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การถ่ายภาพหรือกิจกรรมสันทนาการเท่านั้น แต่ยังอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย หรือก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติได้ กองทัพอากาศจึงจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามดังกล่าว โดยการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ

ทำไมการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทยจึงสำคัญ?

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก:

  • ปกป้องทรัพย์สินของชาติ: แท่นขุดเจาะปิโตรเลียมเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง หากเกิดความเสียหายจากโดรน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ
  • รักษาความปลอดภัยของประชาชน: โดรนสามารถนำไปใช้ในการก่อวินาศกรรม หรือโจมตีเป้าหมายต่างๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
  • ป้องกันการละเมิดอธิปไตย: การบินโดรนโดยไม่ได้รับอนุญาต อาจเป็นการละเมิดอธิปไตยของประเทศ

มาตรการป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม:

กองทัพอากาศได้ดำเนินการมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม ดังนี้:

  • การเฝ้าระวังและตรวจจับ: ใช้ระบบเรดาร์และอุปกรณ์ตรวจจับอื่นๆ เพื่อเฝ้าระวังและตรวจจับโดรนที่บินเข้ามาในพื้นที่หวงห้าม
  • การตอบโต้และทำลาย: มีมาตรการในการตอบโต้และทำลายโดรนที่คุกคามความมั่นคง
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการบินโดรน
  • การสร้างความตระหนักรู้: ให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับอันตรายของโดรนและการใช้งานที่ถูกต้อง

ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน:

การป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคาม จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การบูรณาการข้อมูลและทรัพยากรจากทุกฝ่าย จะช่วยให้การป้องกันมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น การที่กองทัพอากาศยืนยันการประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อ ป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี และแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในความปลอดภัยของประเทศชาติและประชาชน การเฝ้าระวังและป้องกันภัยคุกคามจากโดรนอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับทุกภาคส่วน

ที่มา – ทอ. ยันประสานทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันโดรนที่อาจเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของไทย

หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา อ้างพร้อมลดตึงเครียด!

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาโดยตลอด ล่าสุด นายหวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา โดยอ้างว่าทั้งสองฝ่ายพร้อมลดความตึงเครียดและบังคับใช้การหยุดยิง ซึ่งถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายกั๊ว เจี่ยคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการว่า นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน ได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับนายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา และนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย แยกกัน

ใจความสำคัญของการสนทนาคือ นายหวัง อี้ ได้กล่าวว่า ทั้งฝ่ายกัมพูชาและไทยต่างแสดงความเต็มใจที่จะลดระดับความตึงเครียดและบังคับใช้การหยุดยิง ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกต่างเฝ้ารอคอย

หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา

รัฐมนตรีต่างประเทศของจีนยังเน้นย้ำถึงจุดยืนของจีนในประเด็นชายแดนกัมพูชา-ไทย โดยระบุว่า จีนสนับสนุนการเจรจาอย่างสันติมาโดยตลอด และยังคงรักษาจุดยืนที่ยุติธรรมและเป็นกลาง พร้อมทั้งสนับสนุนความพยายามในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยของอาเซียน (ASEAN) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่สร้างสรรค์ของจีนในการส่งเสริมสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ส่งทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียเดินทางไปยังกัมพูชาและไทยเพื่อดำเนิน “การทูตแบบไปกลับ” (Shuttle Diplomacy) ซึ่งเป็นความพยายามอย่างต่อเนื่องของจีนในการเป็นสะพานเชื่อมและสนับสนุนการฟื้นฟูสันติภาพระหว่างทั้งสองประเทศ

ความสำคัญของการพูดคุย หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา

การที่ หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา และทั้งสองฝ่ายแสดงความพร้อมที่จะลดความตึงเครียด ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาชายแดน การลดความตึงเครียดจะช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจาและการหาทางออกร่วมกัน การบังคับใช้การหยุดยิงจะช่วยป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

การสนับสนุนของจีนในการเจรจาอย่างสันติและการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยของอาเซียน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างความไว้วางใจและความเข้าใจซึ่งกันและกัน การที่จีนส่งทูตพิเศษไปดำเนิน “การทูตแบบไปกลับ” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการช่วยเหลือทั้งสองประเทศในการหาทางออกที่ยั่งยืน

การแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างสันติ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม จะช่วยส่งเสริมความมั่นคง ความเจริญรุ่งเรือง และความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียน

  • การพูดคุยระหว่าง หวัง อี้ กับรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยและกัมพูชาถือเป็นสัญญาณบวก
  • การลดความตึงเครียดและการบังคับใช้การหยุดยิงเป็นสิ่งจำเป็น
  • การสนับสนุนของจีนและการเป็นตัวกลางของอาเซียนมีความสำคัญ
  • การแก้ไขปัญหาอย่างสันติจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่ หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการแก้ไขปัญหา การเจรจาและการสร้างความไว้วางใจยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

ที่มา – หวัง อี้ คุยไทย-กัมพูชา อ้าง 2 ฝ่ายพร้อมลดตึงเครียด-หยุดยิง

ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน

โฆษกกองทัพอากาศ (ทอ.) ยืนยันการปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ บริเวณนอกเมืองปอยเปต มุ่งเป้าหมายทางทหาร หลังพบข้อมูลว่ากัมพูชาใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นคลังเก็บจรวด BM-21 ที่ใช้ในการโจมตีกำลังพลและประชาชนไทย พร้อมยืนยันว่าพื้นที่ปฏิบัติการนั้นไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ ได้แถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นย้ำถึงมาตรการป้องกันภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธหนัก

รัฐบาลได้มอบหมายให้กองทัพอากาศเป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบการต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ โดยทำงานร่วมกับสำนักงานการบินพลเรือนเพื่อกำหนดมาตรการรับมือภัยคุกคามดังกล่าว เบื้องต้นได้ออกมาตรการห้ามบินโดรนในพื้นที่ชายแดน หน่วยงานความมั่นคงต่างๆ ได้ดำเนินการเชิงรุกและเชิงรับเพื่อตอบโต้ภัยคุกคามจากอากาศยานไร้คนขับ ทั้งกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ได้เตรียมกลไกในการต่อสู้กับภัยคุกคามอากาศยานไร้คนขับทั้งเชิงรับในการทำระบบป้องกันความเสียหายสถานที่และพื้นที่สำคัญ รวมถึงการเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ยิงทำลายหากเข้ามาในพื้นที่ ความร่วมมือนี้มีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบจากการโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับต่อพื้นที่สำคัญของไทย

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ยังได้ชี้แจงถึงปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ปอยเปต โดยระบุว่า การโจมตีเป้าหมายนอกเมืองปอยเปต มุ่งเป้าไปที่คลังเก็บอาวุธ โดยเฉพาะจรวด BM-21 ซึ่งเป็นอาวุธที่ฝ่ายกัมพูชานำมาใช้ในการโจมตีกำลังพลและประชาชนไทย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ โดยมีการยิง BM-21 กว่า 100 ลูกเข้ามาโจมตีเป้าหมายทางพลเรือนของไทย

ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยเป็นการโจมตีเป้าหมายที่เป็นคลังเก็บ BM-21 ก่อนการโจมตี กองทัพไทยได้ใช้ขีดความสามารถด้านการข่าวในการพิสูจน์ทราบว่าเป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายทางทหาร โดยสังเกตกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณโดยรอบอาคารสถานที่ พบว่ามีการนำรถเข้าไปโหลดจรวด BM-21 ทำให้มั่นใจว่าเป้าหมายนั้นมีคุณค่าในการโจมตี ที่สำคัญคือการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ พบว่าเป็นพื้นที่ที่ไม่มีพลเรือนอาศัยอยู่ นำไปสู่การตัดสินใจโจมตีคลังเก็บ BM-21 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

โฆษกกองทัพอากาศยังได้แสดงภาพการปฏิบัติการ ซึ่งปรากฏการระเบิดซ้อนหลายจุดภายในพื้นที่เป้าหมาย อันเป็นผลจากการระเบิดของจรวด BM-21 ที่ถูกจัดเก็บอยู่ในคลัง พร้อมระบุว่า กองทัพไทยมุ่งเน้นโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ปฏิบัติการบนพื้นฐานของการปกป้องเอกราชอธิปไตย ภายใต้หลักมนุษยธรรม โจมตีเป้าหมายเท่าที่จำเป็น ได้สัดส่วนกับภัยคุกคาม และแบ่งแยกชัดเจนระหว่างเป้าหมายทางทหารกับเป้าหมายทางพลเรือน

ร.ท.หญิงนภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ แถลงข่าวถึงกรณีการพบโดรนก่อกวนแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลอ่าวไทย โดยทัพเรือภาค 2 ได้ส่งอากาศยานลาดตระเวนเข้าตรวจสอบพื้นที่ และยังคงรักษามาตรการความปลอดภัยและคุ้มครองผลประโยชน์ทางด้านพลังงานของชาติอย่างต่อเนื่อง

พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก เปิดเผยถึงสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่เนิน 350 ซึ่งถือเป็นยุทธภูมิสำคัญว่า ฝ่ายกัมพูชาใช้ยุทธวิธีระดมยิงด้วยอาวุธหนัก ทั้งจรวด BM-21 ปืนใหญ่ และอาวุธยิงสนับสนุนระยะไกล ก่อนใช้โดรนติดระเบิดเข้ามาโจมตีซ้ำ ทำให้การตั้งรับและการรุกคืบของกำลังพลไทยต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง

กองทัพบกยืนยันว่ากำลังพลยังมีขวัญกำลังใจดี และมีการเตรียมการรับมืออย่างรอบคอบ เพื่อเสริมความมั่นคงและเดินหน้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่ตามแผนที่กำหนดไว้

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่ปอยเปต กองทัพไทยได้ใช้กำลังทางอากาศสนับสนุนการโจมตีเป้าหมายทางทหาร เพื่อสร้างความได้เปรียบในทางยุทธวิธี โดยย้ำว่าทุกการปฏิบัติการผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน มุ่งเฉพาะเป้าหมายทางทหาร และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชน หรือพลเรือนโดยเด็ดขาด ยืนยันว่า กองทัพไทยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด พร้อมเดินหน้าปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลัง

พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมสภากลาโหม ว่า ตรวจพบการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของฝ่ายกัมพูชาเข้าสู่พื้นที่ปอยเปต และได้มีการใช้อาวุธหนักระดมยิงเข้ามาในดินแดนไทยอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดน ฝ่ายไทยได้ดำเนินการสกัดกั้นการซ่องสุมกำลังของฝ่ายกัมพูชา ภายในโกดังบริเวณนอกตัวเมืองปอยเปต ซึ่งเป็นเป้าหมายทางทหาร เพื่อยับยั้งภัยคุกคามและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน

พล.ร.ต.จุมพล นาคบัว โฆษกศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ชี้แจงถึงมาตรการควบคุมการนำเข้าน้ำมันและยุทธภัณฑ์ผ่านเส้นทางทะเลของไทยไปยังกัมพูชา และขอความร่วมมือให้เรือสินค้าไทยและเรือประมงสัญชาติไทย หลีกเลี่ยงการเดินเรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง เพื่อป้องกันอันตราย

ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน

สรุปคือ กองทัพอากาศยืนยันการโจมตีคลังเก็บ BM-21 นอกเมืองปอยเปต โดยระบุว่าเป็นเป้าหมายทางทหาร และไม่มีพลเรือนในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งนี้ กองทัพไทยยังคงดำเนินมาตรการรักษาความปลอดภัยและปกป้องอธิปไตยของชาติอย่างเต็มที่

ทำไมการโจมตีคลัง BM-21 นอกเมืองปอยเปตจึงมีความสำคัญ

การโจมตีคลัง BM-21 นอกเมืองปอยเปตมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการตอบโต้การโจมตีด้วยอาวุธหนักจากฝ่ายกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อกำลังพลและประชาชนไทย การทำลายคลังเก็บอาวุธดังกล่าวเป็นการลดทอนศักยภาพในการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม และเป็นการปกป้องความปลอดภัยของประชาชนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียดและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด กองทัพไทยยังคงเตรียมพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประเทศ

การตัดสินใจโจมตีคลัง BM-21 นอกเมือง ปอยเปต สะท้อนให้เห็นถึงความรอบคอบในการประเมินสถานการณ์และการพิจารณาถึงผลกระทบต่อพลเรือน ทอ.ยัน! โจมตีคลัง BM-21 ปอยเปต ไร้พลเรือน เป็นการยืนยันถึงเจตนารมณ์ในการปกป้องอธิปไตยของชาติภายใต้หลักมนุษยธรรม การปฎิบัติการที่ปอยเปต แสดงให้เห็นถึงการตอบโต้ที่ได้สัดส่วนต่อภัยคุกคาม

ที่มา – โฆษก ทอ. ยันโจมตีคลังเก็บ BM-21 นอกเมือง “ปอยเปต” ไม่มีพลเรือนอยู่ในพื้นที่

เปิดสภาพล่าสุด! “ตลาดอานม้า” หลังเคลียร์

สถานการณ์ล่าสุดของ “ตลาดอานม้า” เป็นอย่างไรบ้าง? หลังจากเจ้าหน้าที่ทหารเข้าเคลียร์พื้นที่เกิดอะไรขึ้น? วันนี้เราจะมาอัปเดตข้อมูลล่าสุดให้ทุกคนได้ทราบกัน

วันที่ 18 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณตลาดอานม้า หลังจากที่เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าเคลียร์พื้นที่อย่างละเอียดในเช้าวันนั้น สภาพโดยรอบพบว่าพื้นที่ราบเรียบ ไม่ปรากฏภาพของตลาด ที่พักอาศัย หรือชุมชนบริเวณช่องอานม้าอีกต่อไป สิ่งปลูกสร้างต่างๆ เช่น ฐาน ตชด. ฐานทหาร และฐานปืนใหญ่ของจังหวัดพระวิหาร ถูกทำลายจนหมดสิ้น

ในส่วนของอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ยังคงประจำการที่ด่านตรวจ เพื่อคัดกรองบุคคลที่เข้าออก โดยเฉพาะบุคคลภายนอกพื้นที่และผู้ต้องสงสัย นอกจากนี้ ยังคอยอำนวยความสะดวกด้านการจราจรแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองยังไม่อนุญาตให้ชาวบ้านกลับเข้าไปในพื้นที่ แม้ว่าการเข้ายึดพื้นที่เนิน 677 และช่องอานม้าจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีแล้วก็ตาม

นายอำนาจ ลุนบุดดา ผู้ใหญ่บ้านโนนแสงเพชร อายุ 55 ปี ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ในปัจจุบันยังคงมีการเปลี่ยนแปลงอยู่บ้าง ได้ยินเสียงปืนใหญ่จากทั้งสองฝ่ายเป็นระยะๆ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับ 2-3 วันก่อนหน้า การปะทะถือว่าลดลง อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และพี่น้องประชาชนยังไม่สามารถกลับเข้าไปในพื้นที่ได้ ต้องรอการแจ้งจากทางราชการหรือทหารอีกครั้ง

สภาพล่าสุดของ “ตลาดอานม้า” เป็นอย่างไร?

จากรายงานข้างต้น เราจะเห็นว่า“ตลาดอานม้า” ในปัจจุบันไม่มีสภาพความเป็นตลาดหรือชุมชนหลงเหลืออยู่เลย พื้นที่ถูกปรับให้ราบเรียบ ซึ่งเป็นผลมาจากการเข้าเคลียร์พื้นที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร

ผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ตลาดอานม้า

การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ “ตลาดอานม้า” ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนที่เคยอาศัยและทำมาหากินในบริเวณนั้น พวกเขาต้องพลัดพรากจากบ้านเรือนและแหล่งทำกินเดิม และยังไม่สามารถกลับเข้าไปในพื้นที่ได้จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและได้รับการอนุญาตจากทางการ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นที่“ตลาดอานม้า” แสดงให้เห็นถึงความผันผวนและความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน ความขัดแย้งและความตึงเครียดระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน สามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวได้อย่างมาก การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

การพัฒนาพื้นที่ชายแดนอย่างยั่งยืน ควรคำนึงถึงความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เป็นสำคัญ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน จะช่วยลดความขัดแย้งและความตึงเครียด และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระยะยาว

เราหวังว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนจะคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น และประชาชนในพื้นที่“ตลาดอานม้า” จะสามารถกลับคืนสู่บ้านเรือนและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุขในเร็ววัน

ที่มา – เปิดสภาพล่าสุด “ตลาดอานม้า” หลังทหารเข้าเคลียร์พื้นที่ พบราบเรียบเป็นที่โล่ง

ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

กองทัพบก (ทบ.) ปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกเป้าโจมตี “ตึกคาสิโน-สแกมเมอร์” โดยยืนยันว่าทุกพื้นที่ที่ถูกโจมตีนั้น มีหลักฐานชัดเจนว่ามีการใช้เป็นฐานที่ตั้งปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “จุดบัญชาการโดรน” และคลังอาวุธ ซึ่งถูกใช้ในการโจมตีประเทศไทย

พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2566 ถึงกรณีการโจมตีเป้าหมายที่เป็นคาสิโนและสแกมเมอร์ ว่าทุกเป้าหมายที่กองทัพไทยทำการโจมตีนั้น ล้วนเป็นเป้าหมายทางทหารทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกำลังรบ อาวุธยุทโธปกรณ์ หรืออาวุธยิง กองทัพไม่ได้มุ่งโจมตีไปที่คาสิโนและสแกมเมอร์เพียงอย่างเดียว แต่ทุกสถานที่ที่ถูกโจมตีได้รับการพิสูจน์ทราบอย่างชัดเจนว่าใช้เป็นฐานที่ตั้งปฏิบัติการทางทหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจพบบ่อยครั้งคือ จุดควบคุมบัญชาการโดรนที่ใช้ปล่อยโดรนโจมตีเข้ามาในพื้นที่ไทย และยังใช้เป็นคลังอาวุธอีกด้วย

เมื่อตรวจพบการกระทำดังกล่าว กองทัพจะใช้การโจมตีด้วยอาวุธต่างๆ ที่มี รวมถึงการสนับสนุนจากกองทัพอากาศ ซึ่งไม่ได้หมายความว่ากองทัพบกละเลยการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ เพราะยังมีหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยมีกองกำลังป้องกันชายแดนร่วมกับเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนในการดูแลและแก้ไขปัญหาตามแนวชายแดน

ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

กองทัพบกยังคงย้ำว่าทุกเป้าหมายที่ถูกโจมตี ไม่ว่าจะเป็นคาสิโนหรือแหล่งสแกมเมอร์ ได้มีการพิสูจน์แล้วว่าสถานที่เหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารต่อประเทศไทย และจุดที่ยังไม่ถูกโจมตีนั้น เป็นเพราะยังไม่มีการพิสูจน์ทราบหรือตรวจพบว่ามีการปฏิบัติการทางทหาร

ทำไม ทบ. ต้องออกมาปฏิเสธเรื่องล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์

การออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกเป้าโจมตี “ตึกคาสิโน-สแกมเมอร์” ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการยืนยันความโปร่งใสและความถูกต้องตามกฎหมายในการปฏิบัติการทางทหารของกองทัพไทย การโจมตีเป้าหมายใดๆ จะต้องมีหลักฐานและการพิสูจน์ทราบที่ชัดเจนว่าเป้าหมายนั้นเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และการโจมตีนั้นเป็นไปตามหลักสากล

ประเด็นเรื่อง ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยังสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน ที่ซึ่งกิจกรรมทางทหารและอาชญากรรมมักเกี่ยวพันกัน การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานความมั่นคง หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

นอกจากนี้ การที่ ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังกลุ่มติดอาวุธและอาชญากรข้ามชาติว่า กองทัพไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ชายแดนเป็นฐานในการก่ออาชญากรรมหรือโจมตีประเทศไทย และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การที่กองทัพบกออกมา ทบ. ยัน! ไม่ได้ล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ เป็นเรื่องที่ควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะสะท้อนถึงสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนและความพยายามของกองทัพในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน

ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเข้าใจในสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ และการสนับสนุนการทำงานของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของชาติ

ที่มา – ทบ. ปัดล็อกเป้าโจมตีตึกคาสิโน-สแกมเมอร์ ยันตรวจพบใช้เป็นฐานปฏิบัติทางทหาร

จีนเตรียมส่งทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา ลดตึงเครียด

จีนเตรียมส่งทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา อีกครั้ง หวังลดความตึงเครียดและฟื้นฟูสันติภาพระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 กระทรวงการต่างประเทศของจีนได้ประกาศว่า จีนจะส่งทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียเดินทางเยือนประเทศไทยและกัมพูชาในวันที่ 18 ธันวาคม เพื่อดำเนินการเจรจาทางการทูตแบบไปกลับ (shuttle diplomacy) โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความตึงเครียดบริเวณชายแดนและช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถกลับมาสู่สันติภาพได้

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีนกล่าวว่า “ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดีของทั้งกัมพูชาและไทย จีนมีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนระหว่างสองประเทศ เราได้พยายามอย่างต่อเนื่องที่จะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยและส่งเสริมการเจรจา รวมถึงมีบทบาทในการคลี่คลายความตึงเครียดและบรรเทาสถานการณ์ด้วยวิธีการต่างๆ”

แถลงการณ์ระบุว่า “ทูตพิเศษด้านกิจการเอเชียจะเดินทางไปกัมพูชาและไทยอีกครั้งในวันที่ 18 ธันวาคม เพื่อดำเนินการไกล่เกลี่ย ผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเข้าหากัน และฟื้นฟูสันติภาพโดยเร็ว” การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ จีนหวังว่าการเยือนของทูตพิเศษในครั้งนี้จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธีและสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองฝ่ายความพยายามของจีนในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของจีนในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ใกล้ชิดกับทั้งไทยและกัมพูชา ทำให้จีนสามารถมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจระหว่างประเทศต่างๆ ในภูมิภาค

จีนเตรียมส่งทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา ลดตึงเครียด

การเดินทางเยือนของทูตพิเศษจีนในครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามที่จะสานต่อสันติภาพในภูมิภาค ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญ

บทบาทของจีนในการลดความตึงเครียด

จีนให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการเจรจาเป็นช่องทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหา การส่งทูตพิเศษมาเยือนไทยและกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของจีนในการเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

ความเป็นกลางและความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองฝ่าย ทำให้จีนอยู่ในสถานะที่สามารถเข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จีนหวังว่าการหารือในครั้งนี้จะนำไปสู่ข้อตกลงที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน และนำพาความสงบสุขกลับคืนสู่ภูมิภาค

ความสำเร็จของการเจรจาครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคโดยรวม ซึ่งเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย

นอกจากการเจรจาทางการทูตแล้ว จีนยังสามารถให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาและความมั่นคงในภูมิภาค เช่น การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการค้า และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการไกล่เกลี่ยครั้งนี้ขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมและความเต็มใจของทุกฝ่ายที่จะแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จีนพร้อมที่จะสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการเจรจา แต่การตัดสินใจขั้นสุดท้ายขึ้นอยู่กับประเทศไทยและกัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นปัญหาที่ซับซ้อนและมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความอดทน ความเข้าใจ และความมุ่งมั่นที่จะสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย

การที่จีนเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งครั้งนี้ เป็นสัญญาณที่ดีว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังก้าวไปสู่ความร่วมมือและการพัฒนาที่ยั่งยืน แม้ว่าหนทางข้างหน้าอาจจะยังมีความท้าทาย แต่ด้วยความพยายามร่วมกันของทุกฝ่าย เราสามารถสร้างภูมิภาคที่สงบสุขและเจริญรุ่งเรืองได้

โดยรวมแล้ว การที่จีนเตรียมส่งทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและสร้างสันติภาพในภูมิภาค การเจรจาและการไกล่เกลี่ยเป็นเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหา และจีนมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมกระบวนการเหล่านี้

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่แน่นอน แต่ความมุ่งมั่นของจีนในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยและการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงความหวังในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและการสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ที่มา – จีนเตรียมส่ง ทูตพิเศษเยือนไทย-กัมพูชา หวังลดตึงเครียด-ฟื้นสันติภาพ

กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่น่าสนใจจากกองทัพภาคที่ 2 มาฝากกันครับ โดยสรุปแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการทำลายฐานปฏิบัติการทางทหาร คลังน้ำมัน/กระสุน และอื่นๆ ของฝ่ายกัมพูชาไปทั้งสิ้นถึง 48 ที่เลยทีเดียว

กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลา 08.11 น. เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์สรุปผลการปฏิบัติการดังกล่าว โดยระบุรายละเอียดของสิ่งที่ถูกทำลายดังนี้:

  • บก.ควบคุม 10 ที่
  • ฐานทหาร 14 ที่
  • หลุมเครื่องยิงลูกระเบิด 6 หลุม
  • ฐานที่ตั้งปืนใหญ่ 2 ที่
  • คลังกระสุน 3 ที่
  • คลังน้ำมัน 1 ที่
  • ฐานที่ตั้งสแกมเมอร์/ฐานจุดปล่อยโดรนโจมตีทางทหาร 2 ที่
  • บังเกอร์ 10 ที่

รวมทั้งหมด 48 ที่

การดำเนินการ กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่ นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และป้องกันภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

รายละเอียดการปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่

แม้ว่ารายละเอียดของการปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่ จะไม่ได้ถูกเปิดเผยทั้งหมด แต่จากข้อมูลที่ได้มีการรายงาน พบว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างมีระบบและมีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นไปที่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่สำคัญของฝ่ายตรงข้าม เพื่อลดศักยภาพในการปฏิบัติการต่างๆ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่เป้าหมายในการทำลายครอบคลุมทั้งฐานบัญชาการ ฐานทหารทั่วไป คลังกระสุน คลังน้ำมัน รวมถึงฐานที่ตั้งอุปกรณ์พิเศษอย่างสแกมเมอร์และจุดปล่อยโดรน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบในการประเมินภัยคุกคามและความมุ่งมั่นในการป้องกันอย่างเต็มที่

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นพื้นที่ที่ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความซับซ้อนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การมีมาตรการป้องกันที่เข้มแข็งและการดำเนินการอย่างเด็ดขาด ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

การที่กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่นี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความร่วมมือในด้านต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างสันติภาพและความมั่นคงในระยะยาว

การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการรักษาความมั่นคงของชาติ และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ของตนในการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 สรุปทำลายฐานทหารกัมพูชา คลังน้ำมัน/กระสุน และอื่นๆ รวม 48 ที่

Scroll to top