ไทยปะทะกัมพูชา

ยกเลิกเคอร์ฟิว 5 อำเภอ จ.ตราด มีผลแล้ว!

เฮ! ข่าวดีสำหรับชาวตราด กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ประกาศ ยกเลิกเคอร์ฟิว 5 อำเภอ จ.ตราด อย่างเป็นทางการแล้ว มีผลบังคับใช้ทันที! หลังจากที่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมสถานการณ์ภัยคุกคามจากภายนอกราชอาณาจักรได้เรียบร้อยแล้ว การยกเลิกครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ รวมถึงส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัดให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

ยกเลิกเคอร์ฟิว 5 อำเภอ จ.ตราด

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 พลเรือโท อภิชาติ ทรัพย์ประเสริฐ ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด ได้ลงนามในประกาศยกเลิกการห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการประกาศใช้ในพื้นที่ 5 อำเภอของจังหวัดตราด ได้แก่ อำเภอคลองใหญ่ อำเภอเมืองตราด อำเภอเขาสมิง อำเภอแหลมงอบ และอำเภอ บ่อไร่ มีผลตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2568

การตัดสินใจยกเลิกเคอร์ฟิว 5 อำเภอ จ.ตราด ในครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่สถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมภัยคุกคามต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด พิจารณาเห็นสมควรให้ยกเลิกข้อกำหนดดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติ

ทำไมถึงมีการยกเลิกเคอร์ฟิว 5 อำเภอ จ.ตราด?

เหตุผลหลักในการยกเลิกเคอร์ฟิว 5 อำเภอ จ.ตราด คือ สถานการณ์ที่เคยเป็นภัยคุกคามต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ได้ถูกควบคุมและจัดการจนอยู่ในระดับที่น่าพอใจแล้ว นอกจากนี้ การยกเลิกเคอร์ฟิว ยังเป็นการช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน รวมถึงเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาในภาพรวม

การประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวมีผลบังคับใช้ทันที ตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป นั่นหมายความว่า พี่น้องประชาชนใน 5 อำเภอที่กล่าวมา สามารถเดินทางและทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างอิสระ โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาอีกต่อไป สิ่งนี้จะช่วยให้ธุรกิจต่างๆ สามารถกลับมาเปิดทำการได้ตามปกติ รวมถึงช่วยให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือท่องเที่ยวพักผ่อนได้อย่างสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่าการยกเลิกเคอร์ฟิวครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีที่สร้างความยินดีให้กับชาวตราดเป็นอย่างมาก พวกเขาต่างตั้งตารอที่จะได้กลับไปใช้ชีวิตตามปกติ ได้ทำมาค้าขาย และได้ท่องเที่ยวพักผ่อนอย่างเต็มที่ หลังจากที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีการยกเลิกเคอร์ฟิวแล้ว สิ่งสำคัญคือการที่ทุกคนยังคงต้องให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์กลับไปเลวร้ายลงอีกครั้ง การดูแลรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล การหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่เสี่ยง และการรายงานข้อมูลที่ถูกต้องแก่เจ้าหน้าที่ ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับทุกคน

หวังว่าการยกเลิกเคอร์ฟิวในครั้งนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของจังหวัดตราด ให้กลับมาเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา – ยกเลิกเคอร์ฟิว 5 อำเภอ จ.ตราด หลังเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว-มีผลทันที

กัมพูชาเสริมทัพ ยิง! หวังยึดปราสาทตาควาย-เนิน 350

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิงใส่ชายแดนบริเวณปราสาทตาควายและเนิน 350 อย่างหนัก เพื่อหวังยึดคืนพื้นที่ที่ถูกยึดครองไปก่อนหน้านี้ รายงานข่าวแจ้งว่ามีทหารไทยได้รับบาดเจ็บหลายราย และมีจรวด BM-21 ตกในพื้นที่ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเสียหาย

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าจรดบ่าย โดยมีการยิงปืนใหญ่ตอบโต้กันเป็นระยะๆ ทหารกัมพูชาพยายามยิงจรวด BM-21 เข้ามาหลายระลอกตลอดแนวชายแดน หลังจากมีการเสริมกำลังและอาวุธหนักเข้ามา หวังที่จะยึดคืนพื้นที่ที่ไทยได้เข้ายึดครองไปก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณปราสาทตาควายและเนิน 350 ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่กัมพูชาต้องการยึดคืนให้ได้ นอกจากนี้ยังมีบริเวณช่องกร่างและปราสาทตาเมือนธม อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ที่ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง

ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350

รายงานล่าสุดระบุว่า มีทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณศีรษะ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังมีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายรายบริเวณชายแดนปราสาทตาควายและเนิน 350 หลังจากที่ทหารกัมพูชาพยายามระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาอย่างหนักและมีการเสริมกำลังเข้ามาเป็นจำนวนมากตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา

ส่วนที่ปราสาทคนา ช่องปลดต่าง ช่องระยี และชายแดนช่องจอม อำเภอกาบเชิง ก็มีการยิงตอบโต้กันอย่างหนักเป็นระยะๆ เช่นกัน แต่ความรุนแรงยังไม่เท่ากับบริเวณชายแดนด้านอำเภอพนมดงรัก ขณะที่ผู้นำชุมชน ชรบ. และจิตอาสาที่เฝ้าระวังพื้นที่ต้องหลบอยู่ในหลุมหลบภัยตลอดทั้งวันเพื่อความปลอดภัย และมีการประกาศห้ามประชาชนกลับเข้าไปในพื้นที่ชายแดนโดยเด็ดขาด นอกจากนี้ยังพบจรวด BM-21 ตกในพื้นที่หมู่บ้านสกลและหมู่บ้านใหม่ดงเย็น ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิงอีกหลายลูก ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบความเสียหาย สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ล่าสุด: ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350

ในขณะที่แนวหลัง ประชาชนยังคงหลั่งไหลนำสิ่งของบริจาคไปมอบให้กับผู้อพยพตามศูนย์พักพิงชั่วคราวต่างๆ อย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงน้ำใจและความเอื้ออาทรของคนไทยที่มีต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความรุนแรง

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงตึงเครียดนี้ เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี การใช้กำลังทหารนำมาซึ่งความสูญเสียและความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั้งสองฝ่าย การเจรจาและแสวงหาทางออกร่วมกันจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดสันติสุขที่ยั่งยืนในภูมิภาค

  • ผลกระทบต่อประชาชน: การปะทะกันส่งผลกระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
  • ความช่วยเหลือ: มีการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพอย่างต่อเนื่อง
  • การแก้ไขปัญหา: การเจรจาเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

จากเหตุการณ์ ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350 นี้ เราได้เห็นถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่และจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมทั้งผลักดันให้เกิดการเจรจาเพื่อลดความรุนแรง

ที่มา – ทหารกัมพูชาเสริมทัพ ระดมยิง หวังยึดคืนปราสาทตาควาย-เนิน 350

ด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมัน เข้าออกปกติ

หลังจากมีคำสั่งให้ตรวจสอบรถขนน้ำมันที่ด่านช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี ที่จะผ่านไปยังกัมพูชา เช้านี้มีรถขนน้ำมันเพียง 8 คัน และยังไม่พบความผิดปกติใดๆ

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังพลโทวีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้ลงนามในหนังสือควบคุมการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงและยุทธภัณฑ์ จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อป้องกันการขนถ่ายน้ำมันไปยังกัมพูชา ผ่าน สปป.ลาว ทำให้หลายภาคส่วนกังวลว่าจะมีรถขนน้ำมันมาข้ามด่านพรมแดนอื่น อย่างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 (มุกดาหาร-สะหวันนะเขต) ซึ่งเป็นด่านชายแดนเช่นกันหรือไม่

ล่าสุด จากการสำรวจบริเวณหน้าด่าน พบว่ามีรถบรรทุกน้ำมันมาจอดรอส่งน้ำมันน้อยกว่าเมื่อวานมาก โดยมีรถน้ำมันเพียง 8 คันเท่านั้น และยังไม่พบรถขนน้ำมันตกค้างแต่อย่างใด จากการสอบถามคนขับรถน้ำมันรายหนึ่งเปิดเผยว่า รถน้ำมันจะเยอะเฉพาะช่วงวันจันทร์เท่านั้น ส่วนวันอื่นๆ จะมีไม่ถึง 10 คัน ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา มีรถขนน้ำมันมารอข้ามด่านเพื่อไปส่งน้ำมันประมาณ 30 คัน โดยจากการเปิดเผยของ นายณัฐพล คงคาหลวง ผู้อำนวยการส่วนบริการศุลกากร ด่านศุลกากรมุกดาหาร ให้ข้อมูลว่า ในส่วนของด่านศุลกากรมุกดาหาร ได้ประสานกับผู้บริหารกรมศุลกากร และผู้การ ตม. รวมถึงทางกองทัพภาคที่ 2 ในเรื่องของการควบคุมการส่งออกน้ำมัน และได้เข้มงวดการส่งออกน้ำมันไปสปป.ลาว รวมถึงสินค้าอย่างอื่นด้วย ซึ่งเรามีการมอนิเตอร์เป็นประจำ

ด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมันเข้า-ออก ไม่พบความผิดปกติ

สถานการณ์ที่ด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมัน เข้าออกเป็นปกติ แม้จะมีการควบคุมการส่งออกน้ำมันในพื้นที่อื่น ๆ แต่จากการตรวจสอบล่าสุด ณ ด่านมุกดาหาร ไม่พบความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างเข้มงวด

สถานการณ์ปัจจุบันที่ด่านมุกดาหาร: รถขนน้ำมันยังเข้าออกปกติ

ถึงแม้ว่าจะมีข่าวการควบคุมการส่งออกน้ำมันในบางพื้นที่ แต่สถานการณ์ที่ด่านมุกดาหารยังคงเป็นปกติ โดยมีรถขนน้ำมันเข้าออกตามกระบวนการปกติ และไม่มีรายงานความผิดปกติใด ๆ ที่น่ากังวล อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการกระทำผิดกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น

การที่ด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมันเข้าออกเป็นปกติ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการชายแดน และความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่ช่วยให้การขนส่งสินค้าเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย

นอกจากนี้ การที่มีรถขนน้ำมันเข้าออกด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมันตามปกติ ยังเป็นการยืนยันถึงบทบาทสำคัญของด่านมุกดาหารในการเป็นจุดผ่านแดนที่สำคัญสำหรับการขนส่งสินค้าและการค้าระหว่างประเทศ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการบริหารจัดการชายแดน เพื่อให้การขนส่งสินค้าและการค้าระหว่างประเทศเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำเข้าส่งออกสินค้าผ่านด่านมุกดาหาร สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หน่วยงานศุลกากรในพื้นที่ หรือตรวจสอบข้อมูลจากเว็บไซต์ของกรมศุลกากรโดยตรง

ที่มา – ด่านมุกดาหาร ยังมีรถขนน้ำมันเข้า-ออก ไม่พบความผิดปกติ

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายจับตามอง หลังมีการประชุมเพื่อหามาตรการควบคุมการขนส่งน้ำมันและยุทธปัจจัยทางทะเล ที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังมีประเด็นการช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในกัมพูชา ซึ่งที่ประชุมได้เร่งหาแนวทางให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้เปิดเผยผลการประชุม สมช. ว่า ที่ประชุมมีมติให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการประสานงานเพื่อช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในกัมพูชาประมาณ 3,000-4,000 คน โดยจะมีการเช่าเหมาลำเครื่องบินพาณิชย์เพื่อรับคนไทยกลับประเทศโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งเตรียมเงินเยียวยาเพิ่มเติมให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา

สำหรับประเด็นสำคัญคือ มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา นั้น ที่ประชุมได้มอบหมายให้ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการควบคุมการขนส่งน้ำมันและยุทธปัจจัยทางทะเล โดยจะมีการแจ้งเตือนเรือไทยที่เข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ตรวจสอบเรือไทยที่ขนส่งสินค้า และควบคุมสินค้าที่จะส่งไปยังกัมพูชา โดยยึดตามพระราชกำหนดควบคุมสินค้าตามชายแดน พ.ศ. 2524 เป็นกรอบในการดำเนินการ

ปลัดพลังงานยืนยัน รถน้ำมันช่องเม็กส่งลาว ไม่ได้ส่งต่อไปกัมพูชา

ในส่วนของประเด็นรถบรรทุกน้ำมันที่ติดค้างอยู่บริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางกระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบแล้วและขอยืนยันว่าไม่มีการส่งออกน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางเรือ โดยได้รับการยืนยันจากผู้ค้าน้ำมัน กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“กรณีที่ด่านช่องเม็กเป็นการส่งน้ำมันจากไทยไป สสป.ลาว ปริมาณน้ำมันโดยรวมไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เป็นปริมาณที่ปกติ อยู่ที่เดือนละประมาณ 100 ล้านลิตร แต่หากดูเป็นวัน การขนส่งแต่ละวันก็อาจแตกต่างกันไป เฉลี่ยต่อวันประมาณ 20 คันที่ผ่านด่านช่องเม็ก” นายประเสริฐ กล่าว

ทั้งนี้ ปลัดกระทรวงพลังงานยังระบุเพิ่มเติมว่า ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเมษายน เป็นช่วงหน้าร้อนที่ลาวใช้น้ำมันเยอะกว่าปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทุกปี โดยน้ำมันที่นำเข้าไปส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดีเซลที่ใช้ในกิจการเหมืองต่างๆ ในลาวตอนใต้ และยืนยันว่าผู้ที่ใช้เป็นลาว ไม่ได้ส่งต่อให้กับกัมพูชา

ถึงแม้จะมีการยืนยันว่าน้ำมันที่ส่งไปยังลาวไม่ได้ถูกส่งต่อไปยังกัมพูชา แต่ทางกระทรวงพลังงานก็กำลังหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อหากลไกที่จะสร้างความมั่นใจได้ว่าน้ำมันที่ส่งไปนั้นถูกใช้อย่างถูกต้องในประเทศลาวจริงๆ เนื่องจากประเทศลาวได้แจ้งว่ากำลังประสบปัญหาเนื่องจากการขาดแคลนน้ำมันที่ใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเข้ามาการันตีเรื่องนี้ นายประเสริฐตอบว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าของลาวได้มีหนังสือแจ้งมายังกระทรวงพลังงานแล้วว่า น้ำมันที่ส่งไปเป็นการพัฒนาประเทศลาว และจะมีการหารือถึงกลไกการยืนยันที่กระทรวงพลังงานในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ ยังมีการยืนยันว่ากัมพูชาไม่ได้ซื้อน้ำมันจากไทย แต่ซื้อจากเวียดนาม จีน และสิงคโปร์

ต่อข้อซักถามเกี่ยวกับข่าวลือที่ว่ามีบริษัทเอกชนรายใหญ่ส่งน้ำมันไปกัมพูชานั้น ปลัดกระทรวงพลังงานยืนยันว่า “เราไม่มีการส่งน้ำมันจากไทยไปกัมพูชา การที่จะส่งต้องผ่านทางศุลกากร และหากส่งทางเรือก็ต้องผ่านกรมเจ้าท่า ทางผู้ขายเองก็ต้องรายงานว่าผลิตน้ำมันแล้วส่งไปไหน ซึ่งเราดูแล้วก็ไม่มีอะไรที่ผิดปกติ ฉะนั้นอาจต้องระวังข่าวปลอมนิดหนึ่ง”

สรุปแล้ว มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา เป็นมาตรการที่มุ่งเน้นการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ โดยมีการควบคุมการขนส่งสินค้าที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในภูมิภาค ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็พยายามที่จะช่วยเหลือคนไทยที่ตกค้างในต่างประเทศ และแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการตรวจสอบข้อมูลจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข่าวปลอม

ที่มา – มติ สมช. สกัดเรือไทยส่งน้ำมันไปกัมพูชา ปลัดพลังงาน ยันรถน้ำมันช่องเม็กส่งลาว ไม่มีไปต่อ

ทภ.2 สรุป! รบ ไทย-กัมพูชา “ตาควาย-ช่องอานม้า”

กองทัพภาคที่ 2 สรุปแนวรบชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะหนักพื้นที่ “ตาควาย-ช่องอานม้า” ไทยรุกคุมพื้นที่สำคัญ ลดศักยภาพ BM-21 ยันไทยคุมเกมรบ ขวัญกำลังพลยังดี

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์แนวรบชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 15 ธ.ค. ว่า กัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามายังฝ่ายไทย ตั้งแต่เวลา 02.13 น. – 22.00 น. โดยชายแดนด้านจังหวัดอุบลราชธานี แนวรบช่องบก สถานการณ์ส่วนใหญ่ปกติ ตลอดทั้งวัน มีเพียงการตรวจพบโดรนของฝ่ายตรงข้ามเป็นระยะในช่วงเย็นและค่ำ ซึ่งฝ่ายเราใช้การลาดตระเวนทางอากาศและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ไม่พบการปะทะขนาดใหญ่

แนวรบช่องอานม้า เป็นพื้นที่การรบเข้มข้นอีกจุดหนึ่ง ฝ่ายเราเปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้าตีและเคลียร์ที่หมาย ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะด้วยปืนเล็กยาว / ปืนใหญ่ / ปืนทค. อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมที่หมายได้ตามแผน และวางกำลังเสริมความมั่นคง

ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ แนวรบพื้นที่ซำแต-โดนตรวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า มีการข่าวรายงานว่า ฝ่ายกัมพูชาอนุมัติให้ยิง RM-70 โดยเป้าหมายคือ ผามออีแดง สระตราว ตามาเรีย ภูมะเขือ

ฝ่ายเราได้ทำลายโรงจอดรถ 12 คัน ของกัมพูชา บริเวณแยกสวายจรุม ทำให้ไฟลุกไหม้และมีเสียงระเบิดดังหลายครั้ง นอกจากนี้ฝ่ายเราได้ใช้ F-16 ทิ้งระเบิด ที่ทำการกองพันสนับสนุน 371 (พัน.สสน.371) และยิงทำลายที่ทำการตำรวจตระเวนชายแดน 795 ของฝ่ายกัมพูชา (ทก.พัน.ตชด.795) ได้รับความเสียหาย 80%

แนวรบพื้นที่ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะเป็นระยะๆ ด้วยปืนเล็กยาวประปราย

แนวรบภูมะเขือ-โดนเอาว์ ไทยสามารถทำลายเสาสัญญาณของฝ่ายทหารกัมพูชา บริเวณช่องโดนเอาว์ และยังคงมีการปะทะด้วยปืนเล็กยาวประปราย ฝ่ายไทยใช้ปืนใหญ่ยิงต่อต้านปืนใหญ่กัมพูชาเป็นห้วงๆ

โดยช่วงเย็นไทยได้ตรวจพบโดรนจำนวนมากบินหลายพื้นที่ สะท้อนถึงความพยายามของกัมพูชาในการลาดตระเวนและกดดันทางอากาศ

แนวรบช่องสะงำ ไม่มีการสู้รบ สถานการณ์เฝ้าระวัง

ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ แนวรบ ช่องจอม – ช่องเปรอ – ช่องระยะ ฝ่ายไทยดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก ใช้การยิงข่มและการยิงทำลายเป้าหมายสำคัญของ กพช. อย่างต่อเนื่อง เข้าควบคุมที่หมายในพื้นที่ช่องระยีได้สมบูรณ์ พร้อมเสริมความมั่นคงที่ตั้ง

ไทยมีการใช้โดรนทิ้งระเบิด และยิงปืนใหญ่ทำลายที่ตั้ง ทหารกัมพูชาและจุดต้องสงสัยหลายแห่ง โดยประเมินว่าฝ่ายตรงข้ามได้รับความเสียหายสูง

แนวรบพื้นที่คนา ฝ่ายไทยสามารถทำการยึดที่หมาย และควบคุมพื้นที่ พร้อมทั้งทำการเสริมความมั่นคง ได้แล้ว

แนวรบพื้นที่ตาควาย ทหารกัมพูชามีการยิงปืนกล และ BM-21 อย่างต่อเนื่องและหนาแน่น

นอกจากนี้ทหารกัมพูชา ยังได้ยิง BM-21 โจมตีพื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 และยิง BM-21 ใส่ฐานทหาร และทหารกัมพูชายังคงใช้โดรน FPV บินโจมตีฐานทหารและบริเวณปราสาทตาควายหลายครั้ง

ซึ่งฝ่ายไทยสามารถยึดที่หมายสำคัญ และควบคุมพื้นที่ได้ พร้อมทำการเสริมความมั่นคงอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้มีข้อสังเกตสำคัญ คือ ทุกครั้งที่ฝ่ายตรงข้ามยิง BM-21 จะมีโดรน FPV บินติดตามเข้ามาหลายลำ แสดงถึงการประสานการยิงกับอากาศยานไร้คนขับอย่างเป็นระบบ

แนวรบช่องกร่าง ทั้งสองฝ่ายมีการยิงปืนใหญ่เป็นห้วงๆ มีกระสุน BM-21 ตกในพื้นที่ช่องกร่าง และพื้นที่ 255 นอกจากนี้ ทหารกัมพูชาได้ยิง BM-21 ขึ้นมาจากด้านทิศใต้ช่องกร่าง ลงพื้นที่ช่องเสม็ดและปราสาทตาเมือน ซึ่งฝ่ายไทยได้เข้ารุกยึดครองปราสาทตาควาย และสถาปนาความมั่นคง (แม้จะมีการยึดครอง แต่ปราสาทตาควาย ยังคงมีการสู้รบและถูกโจมตีอย่างหนักจากกัมพูชาด้วยอาวุธหนัก BM-21 อย่างต่อเนื่องและหนาแน่น)

แนวรบพื้นที่ตาเมือนธม ช่วงเช้ามืดตรวจพบความเคลื่อนไหวของรถยนต์ฝ่ายตรงข้ามและมีการใช้อาวุธวิถีโค้งยิงใส่ฝ่ายเรา ฝ่ายเราทำการยิงโต้ตอบจน กพช. หยุดยิง

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ แนวรบช่องสายตะกู ปรากฏมีการยิงตอบโต้กันด้วยปืน ค. และปืนเล็กยาว ประปราย มีการยิงตอบโต้ด้วยปืน ค. และปืนใหญ่ อย่างหนาแน่นเวลา

โดยสรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนมีลักษณะการปะทะเป็นช่วงๆ ในพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ตาควายและช่องอานม้า ฝ่ายตรงข้ามพึ่งพา จลก. BM-21, ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด และโดรน FPV อย่างชัดเจน

ขณะที่ฝ่ายไทยเน้นการรุกเชิงระบบ ใช้ปืนใหญ่ และการเข้าตีภาคพื้น ใช้โดรนทิ้งระเบิด เพื่อทำลายที่ตั้งและโครงสร้างการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม

ผลการปฏิบัติภาพรวมถือว่า ฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่เป้าหมายสำคัญได้หลายจุด, ลดขีดความสามารถในการสั่งการและการยิงของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีนัยสำคัญ ขวัญกำลังพลโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี สถานการณ์ช่วงค่ำหลายพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังต้องเฝ้าระวังภัยจากโดรนและการยิงระยะไกลอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป

สรุปแนวรบ ไทย-กัมพูชา “ตาควาย-ช่องอานม้า” โดย ทภ.2

สถานการณ์ล่าสุดที่ ตาควาย-ช่องอานม้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ “ตาควาย-ช่องอานม้า” ที่มีการปะทะอย่างต่อเนื่อง การสรุปสถานการณ์จาก ทภ.2 ช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมและแนวโน้มในอนาคตได้ดีขึ้น

ที่มา – ทภ.2 สรุปแนวรบไทย-กัมพูชา ปะทะหนัก “ตาควาย-ช่องอานม้า” แฉ กัมพูชาอนุมัติยิง RM-70

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” โพสต์กระทบมั่นคง

อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “ธี โสวันทา” ถูกศาลพนมเปญฟ้องร้อง! เกิดอะไรขึ้น? มาเจาะลึกรายละเอียดคดีที่กำลังเป็นที่สนใจนี้กันค่ะ

ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

“ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังของกัมพูชา กำลังเผชิญกับข้อหาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ สืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก และส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของกองทัพ

วันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลเทศบาลกรุงพนมเปญได้รับคำฟ้องนางธี โสวันทา อินฟลูเอนเซอร์และบุคคลมีชื่อเสียงบนโซเชียลมีเดีย จากกรณีโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้กับผู้ติดตามจำนวนมากและจุดประกายให้เกิดการถกเถียงในวงกว้าง

โดยนางโสวันทาโพสต์ข้อความระบุว่าทหารแนวหน้าหลายรายมีปัญหาสุขภาพรุนแรง อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และโรคตับ-ไต โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสมเด็จฮุน เซน ตอบโต้ว่าประเทศชาติไม่มีเวลามาสั่งสอนเจ้าหน้าที่ที่ไร้วินัย ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองต้องการความเร่งด่วน พร้อมชี้ว่าโสวันทาโพสต์ข้อความไม่เหมาะสมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

สื่อของกัมพูชารายงานว่า นางโสวันทาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายความมั่นคงภายในเรียกสอบปากคำเมื่อวันที่ 10 และ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ก่อนถูกควบคุมตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หลังจากโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนและการปะทะทางทหาร ซึ่งหน่วยงานรัฐระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ สร้างความโกลาหล กระทบความสงบเรียบร้อย และบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ

ผลกระทบจากกรณีฟ้อง “ธี โสวันทา” ต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

คดีของธี โสวันทากลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสะท้อนถึงการควบคุมข้อมูลข่าวสารและบทบาทของโซเชียลมีเดียในช่วงที่ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง คำถามที่เกิดขึ้นคือขอบเขตของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ควรอยู่ที่จุดไหน และการแสดงความคิดเห็นใดบ้างที่ถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ?

ทางด้านพลโทจวน นาริน ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลพนมเปญ เปิดเผยว่า คดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่เฉพาะด้าน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดข้อกล่าวหาได้ เนื่องจากเป็นอำนาจการพิจารณาของอัยการ

ทั้งนี้ นางธี โสวันทา เคยดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการเมืองอารีย์กษัต จังหวัดกันดาล แต่ถูกปลดและขับออกจากพรรคประชาชนกัมพูชา เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ตามคำสั่งของสมเด็จฮุน เซน หลังโพสต์ข้อความวิพากษ์การทำงานของกองทัพกัมพูชาตามแนวชายแดน.

  • สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • การควบคุมข้อมูลข่าวสาร
  • บทบาทของโซเชียลมีเดีย
  • เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น

คดีนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณา และผลลัพธ์ที่ได้จะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการใช้โซเชียลมีเดียและการแสดงความคิดเห็นในกัมพูชาในอนาคต

สิ่งที่เกิดขึ้นกับ “ธี โสวันทา” เป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงความรับผิดชอบในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ การแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์และอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้กระทบต่อความมั่นคงและความสงบสุขของสังคม

ที่มา – ศาลพนมเปญฟ้อง “ธี โสวันทา” อินฟลูเอนเซอร์ดัง โพสต์โซเชียลกระทบความมั่นคง

สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่จริง

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ออกมาเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวลือที่ว่า ทหารรับจ้างรัสเซียถูกกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่าข่าวนี้ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด

สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา

ทางสถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการ เพื่อชี้แจงถึงประเด็นเรื่องที่มีสื่อบางสำนักรายงานข่าวว่า กัมพูชาได้ทำการว่าจ้างทหารรับจ้างชาวรัสเซียให้เข้าร่วมในการสู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยข้อความในโพสต์ระบุว่า:

“สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย ได้รับทราบถึงรายงานข่าวที่เผยแพร่ในสื่อไทยบางแห่ง เกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของพลเมืองรัสเซีย ในฐานะทหารรับจ้างที่ถูกฝ่ายกัมพูชาว่าจ้างให้เข้าร่วมในความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา”

สถานทูตรัสเซียเน้นย้ำว่า “ขอชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริง และมีแนวโน้มว่าจะถูกสร้างขึ้นจากแหล่งข้อมูลนอกภูมิภาค โดยมีเป้าหมายเพื่อบั่นทอนสิทธิของพลเมืองชาวรัสเซียที่พำนักอยู่ในประเทศไทยในฐานะนักท่องเที่ยวหรือประกอบธุรกิจ และเป็นการสร้างความเสียหายต่อมิตรภาพอันยาวนานระหว่างประเทศรัสเซียและไทย”

ทางสถานทูตยังได้อ้างอิงถึงจุดยืนของกระทรวงการต่างประเทศของรัสเซียที่มีต่อประเด็นความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งได้มีการชี้แจงผ่านแถลงการณ์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 โดยโฆษกกระทรวงฯ ระบุว่า:

“รัสเซียมีความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและร่วมมือกับทั้งประเทศไทยและกัมพูชา เราเพียงแต่ยืนยันและสนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทนี้ด้วยวิธีการอย่างสันติเท่านั้น”

ประเด็นสำคัญ: สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา

การออกมาปฏิเสธข่าวอย่างแข็งขันของสถานทูตรัสเซียในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับทั้งประเทศไทยและกัมพูชา รวมถึงปกป้องชื่อเสียงของประเทศรัสเซียและพลเมืองรัสเซียที่อยู่ในประเทศไทย

ข่าวลือเรื่อง สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคค่อนข้างละเอียดอ่อน การที่สถานทูตรัสเซียออกมาแสดงความชัดเจนอย่างรวดเร็วจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้รับการยืนยันอาจนำไปสู่ความตึงเครียดและความเข้าใจผิดระหว่างประเทศได้ ดังนั้นการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ประเด็นเรื่องทหารรับจ้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและผิดกฎหมายในหลายประเทศ การกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของบุคคลและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

ทางสถานทูตรัสเซียได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับเจตนาของผู้ที่ปล่อยข่าวลือนี้ โดยเชื่อว่ามีเป้าหมายที่จะทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัสเซียและไทย รวมถึงสร้างความเสียหายต่อพลเมืองรัสเซียที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย

โดยรวมแล้ว การออกมาสถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ในครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวที่สำคัญและมีความจำเป็น เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการปกป้องสิทธิและชื่อเสียงของพลเมืองรัสเซียอีกด้วย

การออกมาปฏิเสธข่าวอย่างรวดเร็วและชัดเจนของสถานทูตรัสเซีย แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้รับการยกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับหน่วยงานอื่นๆ

การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และการตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเผยแพร่ต่อเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในสังคม

สถานทูตรัสเซียปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา เป็นประเด็นที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ถูกต้องและทันเวลาในการจัดการกับข่าวลือและความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – สถานทูตรัสเซียเคลื่อนไหวปฏิเสธข่าวทหารรับจ้างกัมพูชา ยันไม่มีมูลความจริง

บิ๊กเล็กขอเวลา! สถานการณ์ชายแดนอีกไม่นานคลี่คลาย

“บิ๊กเล็ก” ลั่นสถานการณ์ชายแดน “ขอเวลาอีกไม่นาน” แจงอาวุธที่ยึดได้เนิน 500 กองทัพใช้หรือทำลายได้หมด แค่ตรวจสอบก่อน ย้ำสกัดกั้นน้ำมันไปกัมพูชาด้วยสันติวิธี

พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุดว่า มีความคืบหน้าไปตามลำดับ และไม่มีข้อกังวล ทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่กองทัพวางไว้

ส่วนประเด็นขีปนาวุธที่เนิน 500 ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีผู้สนับสนุนซื้อมาในตลาดมืด พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ข่าวยังไม่ยืนยันและกำลังตรวจสอบอยู่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ทางการจีนได้มีการประสานขอคืนอาวุธเหล่านี้หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ตอบว่าไม่ได้รับการติดต่อเรื่องดังกล่าว ซึ่งอาวุธทั้งหมดอยู่ในความดูแลของกองทัพ และสามารถใช้หรือทำลายได้หลังจากการตรวจสอบ

สำหรับความกังวลของหลายประเทศเรื่องการสกัดกั้นน้ำมัน โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าใช้วิธีสันติ ไม่มีการใช้กำลังหรืออาวุธ เป็นการจำกัดฝ่ายกัมพูชาที่จะเข้ามาปฏิบัติการในฝ่ายไทย และจะหยุดยิงเมื่อกัมพูชาสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์อย่างชัดเจน

เรื่องรถน้ำมันที่จอดเป็นร้อยคันที่ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี เป็นเรื่องของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยกองทัพภาคที่ 2 ได้ควบคุมสถานการณ์เนื่องจากทราบว่ามีการขนส่งน้ำมันไปยังกัมพูชา ซึ่งเป็นมาตรการสันติวิธีเพื่อจำกัดการปฏิบัติการของกัมพูชาต่อฝ่ายไทย

เมื่อถามว่าสถานการณ์จะยืดเยื้ออีกนานแค่ไหน พล.อ.ณัฐพล ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ขอเวลาอีกไม่นาน”

“ขอเวลาอีกไม่นาน” สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายจับตามอง โดยเฉพาะเรื่องความตึงเครียดและความเป็นไปได้ในการปะทะ อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ออกมาให้ความมั่นใจว่าสถานการณ์จะคลี่คลายในเร็ววัน และกองทัพกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

อาวุธที่ยึดได้และสถานการณ์ชายแดน “ขอเวลาอีกไม่นาน”

การจัดการกับอาวุธที่ยึดได้เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา หลังจากที่มีการยึดอาวุธได้ที่เนิน 500 คำถามคืออาวุธเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร หรือจะถูกทำลายทิ้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้ให้ความชัดเจนว่ากองทัพสามารถใช้อาวุธเหล่านี้ได้ หรือหากไม่จำเป็นก็สามารถทำลายทิ้งได้เช่นกัน แต่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบก่อน

นอกจากนี้ การสกัดกั้นน้ำมันที่ส่งไปยังกัมพูชาเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ถูกนำมาใช้เพื่อกดดันให้กัมพูชายุติการเป็นปรปักษ์ แม้ว่ามาตรการนี้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย แต่รัฐบาลก็ยืนยันว่าจะใช้วิธีสันติในการแก้ไขปัญหา

พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลและกองทัพในการแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธี และขอให้ประชาชนมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยความอดทนและความรอบคอบ การใช้สันติวิธีและการเจรจาเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการสูญเสีย

สถานการณ์ชายแดน “ขอเวลาอีกไม่นาน” จริงหรือไม่? คงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ รัฐบาลและกองทัพกำลังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อนำสันติสุขกลับคืนสู่ชายแดน

ที่มา – “บิ๊กเล็ก” ลั่นสถานการณ์ชายแดน “ขอเวลาอีกไม่นาน” แจงอาวุธที่ยึดได้ กองทัพใช้หรือทำลายได้หมด

ศรชล.ยันย้ำ! ไม่ปิดอ่าวไทย สกัดเรือไทยส่งกัมพูชา

กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ กับมาตรการที่เข้มงวดขึ้นของศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ที่ออกมาเน้นย้ำว่า ศรชล. ยืนยันไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำมาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือสัญชาติไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา โดยยืนยันว่าจะไม่มีผลกระทบต่อเรือชาติอื่น ๆ อย่างแน่นอน เรื่องนี้มีความเป็นมาอย่างไร และมีรายละเอียดที่น่าสนใจอะไรบ้าง มาติดตามกันครับ

ศรชล. ยืนยันไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำมาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือสัญชาติไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ ศรชล. ได้ออกมากล่าวถึงประเด็นนี้ ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยมีประเด็นสำคัญคือการขออนุมัติยกระดับมาตรการตามมาตรา 27 เพื่อบูรณาการกลไกการควบคุมและเฝ้าระวังเรือสินค้าพาณิชย์ เรือประมง และเรือสนับสนุนการประมง ที่มีพฤติการณ์ลักลอบขนส่งน้ำมันหรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา

ที่สำคัญคือ ศรชล. จะพิจารณาประกาศพื้นที่โดยรอบทะเลอาณาเขตรอบท่าเรือกัมพูชาเป็นพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทำไมต้องเน้นเฉพาะเรือสัญชาติไทย?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมมาตรการนี้จึงเน้นไปที่เรือสัญชาติไทยเท่านั้น พล.ร.อ.ธาดาวุธ ได้ให้ความมั่นใจว่า มาตรการนี้ไม่มีผลกระทบต่อเรือของต่างชาติ เป็นการบริหารจัดการเฉพาะเรือที่ชักธงไทย หรือเรือสินค้าของไทยเท่านั้น

สำหรับกรณีที่มีข่าวว่าเรือของไทยไปรับน้ำมันจากประเทศที่สามมาส่งให้กัมพูชานั้น ทาง ศรชล. ขอตรวจสอบข้อมูลก่อน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำธุรกิจโดยทั่วไป และในส่วนของกัมพูชาก็ต้องตรวจสอบข้อมูลอีกครั้ง เนื่องจาก ศรชล. มีมาตรการที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว

“ขอยืนยันว่าไม่ได้ปิดน่านน้ำตามที่เป็นข่าวมาก่อนนี้ เพียงแต่ทำให้เกิดความปลอดภัย และการปฏิบัติการมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในส่วนของภาคเอกชน โดยเฉพาะเรือไทย” พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าว

เมื่อถามถึงระยะเวลาในการบังคับใช้มาตรการนี้ หาก สมช. อนุมัติ พล.ร.อ.ธาดาวุธ ตอบว่า ต้องดูตามสถานการณ์ ยังไม่สามารถระบุได้

สรุปแล้ว มาตรการที่ออกมานี้มีจุดประสงค์เพื่อควบคุมการลักลอบขนส่งสินค้าไปยังประเทศกัมพูชา โดยเน้นที่เรือสัญชาติไทยเป็นหลัก และยืนยันว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเรือชาติอื่น ๆ เพื่อความปลอดภัยและความมั่นคงทางทะเลของประเทศไทย

การที่ ศรชล. ยืนยันไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำมาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือสัญชาติไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา ถือเป็นการดำเนินการที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทยบางส่วน แต่ในภาพรวมแล้ว เชื่อว่าจะนำไปสู่ความมั่นคงทางทะเลที่ยั่งยืนมากขึ้น และช่วยป้องกันการกระทำผิดกฎหมายในน่านน้ำไทยได้เป็นอย่างดี

สำหรับผู้ประกอบการเรือไทยที่อาจได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้ ควรศึกษาข้อมูลและเตรียมความพร้อม เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และร่วมมือกับ ศรชล. ในการรักษาความปลอดภัยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลต่อไป

ที่มา – ศรชล. ยืนยันไม่ปิดอ่าวไทย ย้ำมาตรการบังคับใช้เฉพาะเรือสัญชาติไทย สกัดน้ำมัน-ยุทธปัจจัย เข้ากัมพูชา

Scroll to top