ไทยปะทะกัมพูชา

3 สมาคมสื่อห่วงใย ความปลอดภัยผู้สื่อข่าวชายแดนไทย-กัมพูชา

จากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา 3 สมาคมสื่อได้ออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อ ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และบุคลากรสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอแนะแนวทางการทำงานเพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยสูงสุด

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อ ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ทุกท่านที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนภายใต้สถานการณ์ที่อ่อนไหว

ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

แถลงการณ์เน้นย้ำถึงความสำคัญของการคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก โดยเสนอแนะแนวทางการทำงานต่อสื่อมวลชนภาคสนามและกองบรรณาธิการดังนี้:

แนวทางการทำงานเพื่อความปลอดภัย

  1. การประเมินสถานการณ์ภาพรวมก่อนมอบหมายงาน: กองบรรณาธิการและผู้บังคับบัญชาควรตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ภาพรวมอย่างรอบด้าน โดยอาศัยข้อมูลจากหลายแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อวิเคราะห์ความจำเป็นในการส่งทีมข่าวเข้าพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากผู้สื่อข่าวภาคสนามอาจเห็นสถานการณ์ในมุมเฉพาะจุด การตัดสินใจเชิงนโยบายควรพิจารณาจากภาพรวมทั้งหมด
  2. การให้ความสำคัญกับพื้นที่ปลอดภัยเป็นลำดับแรก: คำนึงถึงสวัสดิภาพของสื่อมวลชนภาคสนาม กรณีมอบหมายให้เข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่มีการปะทะ หรือใช้อาวุธหนัก หากจำเป็นต้องรายงานเหตุการณ์จากพื้นที่เสี่ยง ควรพิจารณาใช้ข้อมูล ภาพ หรือคลิปวิดีโอจากหน่วยงานราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่เชื่อถือได้ เป็นทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยงและการสูญเสีย

นอกจากนี้ แถลงการณ์ยังเน้นย้ำให้ผู้ปฏิบัติงานภาคสนามและบรรณาธิการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข่าวและภาพที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ทางการทหาร รวมถึงสถานที่ปลอดภัยสำหรับประชาชน ก่อนเผยแพร่ เพื่อคำนึงถึงเหตุผลด้านความมั่นคง

ในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การรายงานข่าวอย่างรับผิดชอบ รอบคอบ และสอดคล้องกับจริยธรรมวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด ควบคู่ไปกับการรักษา ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

การทำงานข่าวในสถานการณ์ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ท้าทายและมีความเสี่ยงสูง การตระหนักถึงความปลอดภัยของตนเองและเพื่อนร่วมงาน ควบคู่ไปกับการทำหน้าที่สื่อสารข้อเท็จจริงสู่สาธารณชน คือสิ่งที่ผู้สื่อข่าวทุกคนพึงระลึกอยู่เสมอ การสนับสนุนจากองค์กรต้นสังกัด การวางแผนการทำงานอย่างรอบคอบ และการมีสติอยู่เสมอ จะช่วยให้การรายงานข่าวเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

ความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ไม่ใช่เรื่องที่มองข้ามได้ องค์กรสื่อและผู้ปฏิบัติงานทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อให้มั่นใจว่าการทำหน้าที่นำเสนอข่าวสารเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ที่มา – 3 สมาคมสื่อออก ห่วงความปลอดภัยของผู้สื่อข่าว ช่างภาพ ที่รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา

กัปตันตุ้ยเชียร์! กองทัพอากาศ จบเกมรบกัมพูชา

“กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ เชียร์ “กองทัพอากาศ” จบเกมรบ “กัมพูชา” ย้ำ 3 ยุทธวิธี “เร็ว-รุนแรง-เด็ดขาด” หนุนสาน 3 เหล่าทัพ ยึดจุดสำคัญก่อนเจรจา คาดรู้ผลก่อนสิ้นปีนี้

นาวาอากาศตรี ดร. ปุญณัฐส์ นำพา หรือ กัปตันตุ้ย รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) อดีตนักบินขับไล่ประจำการ กองบิน 21 อุบลราชธานี วิเคราะห์ถึงยุทธศาสตร์การใช้กำลังทางอากาศของกองทัพอากาศไทยเพื่อรักษาอธิปไตยไทยในพื้นที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ในการสู้รบ ผู้ใดครองอากาศได้ ผู้นั้นจะชนะ ดังนั้นยุทธศาสตร์ที่กองทัพอากาศไทยใช้ถูกต้องเหมาะสม ทั้งในมิติของขนาดกำลังพลและศักยภาพอาวุธที่นำมาใช้ เพราะหัวใจสำคัญของกองทัพอากาศคือ การรุกเข้าไปในพื้นที่และทำลายจุดยุทธศาสตร์สำคัญของฝ่ายตรงข้าม เพื่อตัดแหล่งเสบียงหรือคลังแสงของกองทัพกัมพูชา

กัปตันตุ้ยยังกล่าวว่า กองทัพอากาศทำงานร่วมกับกองทัพบกและกองทัพเรือให้เข้มข้น เพื่อเร่งปฏิบัติการให้รวดเร็ว เด็ดขาด และรุนแรงยิ่งขึ้น โดยส่วนตัวมองว่า การสู้รบต้องจบภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้ความขัดแย้งยุติลงโดยเร็วที่สุด เพราะความสูญเสียมีค่าสูง ทั้งชีวิตพลทหาร เศรษฐกิจ สังคม และขวัญกำลังใจของประชาชนที่เป็นสิ่งสำคัญ

เบรกต้องใช้อาวุธอย่างรอบคอบ

นาวาอากาศตรี ดร. ปุญณัฐส์ กล่าวต่อว่า ยืนยันว่า กองทัพอากาศไทยมีความรุนแรงและมีอำนาจทำลายล้างสูง แต่การใช้ยุทธวิธีจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ อย่าทำตามเสียงเชียร์ของสังคมให้ใช้กำลังเกินความจำเป็น โดยต้องยึดถือกฎของการปะทะและกฎการทำสงครามเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือน มุ่งเป้าหมายการโจมตีจำกัดที่กำลังทหารแนวหน้า หรือจุดยุทธศาสตร์เท่านั้น ส่วนของยุทธศาสตร์ในการสู้รบที่เข้ายึดพื้นที่จุดยุทธศาสตร์แล้วค่อยเปิดฉากเจรจา ช่วยให้มั่นใจได้ว่า ข้าศึกจะไม่กลับเข้ามาในพื้นที่ของเราอีก และนี่ไม่ใช่การรุกล้ำอธิปไตย แต่เป็นการทำลายจุดยุทธศาสตร์ที่ขยายออกไปไกลกว่าแนวสมรภูมิ เพื่อใช้เป็นแต้มต่อสำคัญในการเจรจาอย่างราบรื่นต่อไป

รองเลขาธิการพรรครวมไทยสร้างชาติ กล่าวด้วยว่า กองทัพอากาศไทยเสมือนผู้ปิดทองหลังพระ เพราะไม่ได้มีเพียงเครื่องบินขับไล่ F-16 หรือเครื่องบินรบกริพเพน แต่ยังรวมถึงเฮลิคอปเตอร์สำหรับภารกิจกู้ชีพนักบิน (Air Evacuation) กรณีที่เครื่องบินของไทยถูกยิงตก และเครื่องบินตรวจการณ์ทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ทำการถ่ายภาพทางอากาศอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งข้อมูลให้ศูนย์ปฏิบัติการทางอากาศออกคำสั่งในการสู้รบ กองกำลังทางอากาศของกัมพูชาไม่มีอำนาจต่อกรกับกองทัพอากาศไทย เพราะไม่มีเครื่องบินสกัดกั้น ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีไปใช้โดรนซึ่งต้องพึ่งพาทหารรับจ้างในการควบคุม ทั้งนี้กองทัพอากาศไทยมีการเตรียมรับมือด้วยอาวุธลับบางอย่าง เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบทางอากาศได้ นาวาอากาศตรี

กัปตันตุ้ยเชียร์! กองทัพอากาศ จบเกมรบกัมพูชา

จากกรณีความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้หลายฝ่ายจับตาบทบาทของกองทัพอากาศไทยอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจกองทัพอากาศในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ยุทธวิธีที่รวดเร็ว รุนแรง และเด็ดขาด เพื่อจบเกมรบโดยเร็วที่สุด

มุมมองของกัปตันตุ้ย ต่อการปฏิบัติการของกองทัพอากาศ

กัปตันตุ้ยมองว่ายุทธศาสตร์ที่กองทัพอากาศไทยใช้อยู่ในปัจจุบันมีความเหมาะสมแล้ว โดยเน้นการรุกเข้าไปทำลายจุดยุทธศาสตร์สำคัญของฝ่ายตรงข้าม เพื่อตัดกำลังและลดศักยภาพในการสู้รบ พร้อมทั้งสนับสนุนการทำงานร่วมกันของทั้ง 3 เหล่าทัพ เพื่อให้การปฏิบัติการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ กัปตันตุ้ยยังเตือนถึงความสำคัญของการใช้อาวุธอย่างรอบคอบและระมัดระวัง โดยยึดถือกฎของการปะทะและกฎการทำสงครามอย่างเคร่งครัด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อพลเรือน และจำกัดเป้าหมายการโจมตีเฉพาะที่กำลังทหารแนวหน้าหรือจุดยุทธศาสตร์เท่านั้น

ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ: ยึดจุดสำคัญก่อนเจรจา

กัปตันตุ้ยเน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์สำคัญในการยึดพื้นที่จุดยุทธศาสตร์ก่อนเปิดฉากเจรจา ซึ่งจะช่วยให้มั่นใจได้ว่าฝ่ายตรงข้ามจะไม่สามารถกลับเข้ามาในพื้นที่ของเราได้อีก และเป็นการสร้างแต้มต่อที่สำคัญในการเจรจาต่อรอง

สิ่งที่กองทัพอากาศไทยมีมากกว่าที่คิด คือศักยภาพที่ไม่ได้มีเพียงเครื่องบินรบ แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีและยุทธวิธีที่ทันสมัย ซึ่งสามารถรับมือกับภัยคุกคามทางอากาศได้เป็นอย่างดี แม้ว่ากัมพูชาจะมีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธีมาใช้โดรน แต่กองทัพอากาศไทยก็มีการเตรียมพร้อมรับมือด้วยอาวุธลับบางอย่าง เพื่อสกัดกั้นการรุกคืบทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การที่ “กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ออกมาเชียร์ “กองทัพอากาศ” จบเกมรบ “กัมพูชา” สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของกองทัพอากาศไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนชาวไทย

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือการให้กำลังใจและสนับสนุนการทำงานของกองทัพอากาศ รวมถึงทุกเหล่าทัพที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ เพื่อรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของประเทศชาติ

ที่มา – “กัปตันตุ้ย” อดีตนักบินขับไล่ เชียร์ “กองทัพอากาศ” จบเกมรบ “กัมพูชา” ยึดจุดสำคัญก่อนเจรจา

ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์ เปิดตัวทีมบริหารประเทศ

“ณัฐพงษ์” ร่วมประชุมใหญ่ปีกแรงงานพรรคประชาชน ชวนจับตาเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ มั่นใจมัดใจประชาชนได้

วันที่ 14 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม Maple Hotel นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ร่วมบรรยายและแลกเปลี่ยนกับสมาชิกเครือข่ายแรงงานพรรคประชาชน พร้อมกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

นายณัฐพงษ์ ระบุว่าในกิจกรรมขอโทษประชาชนเมื่อวานนี้(13 ธ.ค.) แม้ผู้สนับสนุนพรรคหลายคนจะแสดงความเห็นด้วยความเข้าใจว่าพรรคตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร แต่ตนเชื่อว่าเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะผู้บริหารพรรคที่จะต้องรับฟังความรู้สึกเจ้าของพรรคทุกคน แม้ที่ผ่านมาพรรคประชาชนจะให้สมาชิกแสดงความเห็นกันเข้ามา และกว่า 70-80% จะเห็นด้วยไปในทิศทางเดียวกันกับสิ่งที่พรรคตัดสินใจ แต่ก็ยังมีอีกประมาณ 30% ที่เห็นต่างไปอีกแบบหนึ่ง

เพราะฉะนั้นในความเป็นพรรคมวลชน สิ่งที่จำเป็นก็คือการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสมาชิกทุกคน พรรคไม่ได้ยึดหลักแค่ว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้องโดยยึดเสียงข้างมากเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นความเป็นพรรคมวลชนก็จะค่อยๆ เล็กลง ทุกการตัดสินใจต่อจากนี้จะมีเรื่องยากอีกมากเต็มไปหมด ดังนั้นการเป็นพรรคมวลชนที่เติบโตขึ้นได้ต้องตัดสินใจร่วมกัน ยึดเสียงส่วนใหญ่ก็จริง แต่ก็ต้องรับฟังเสียงส่วนน้อยและแสดงความรับผิดชอบต่อคนทุกกลุ่มที่เป็นเจ้าของพรรคร่วมกัน

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า 2 ปีที่ผ่านมาที่พรรคประชาชนเดินทางมาถึงวันนี้ ชนะการเลือกตั้งแต่โดนเสียง สว. ฉุดรั้งไว้ พิธาไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรือแม้แต่เรื่องการทำบันทึกข้อตกลง (MOA) เองที่บางส่วนอาจจะมองว่าถูกเขาหลอกหรือไม่ ตนเห็นว่าที่จริงแล้วนี่เป็นวิถีในการทำงานการเมืองแบบที่พรรคประชาชนตั้งใจทำมา และสิ่งที่ทุกคนทำงานมามันสร้างความสำเร็จหลายอย่าง ตอนนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ที่คุ้มครองสิทธิลาคลอดก็ผ่านไปแล้ว นี่คือผลงานของทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ร่วมกัน ยังมีอีกหลายอย่างที่ทุกคนผลักดันร่วมกันได้สำเร็จ ในปีถัดไปเรายังมีวาระที่ต้องทำกันต่อไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีวันหยุดสัปดาห์ละ 2 วัน และยังมีสิทธิอื่นๆ ที่ทุกคนจะต้องช่วยกันผลักดันต่อจากนี้

ในเรื่องของบอร์ดประกันสังคม ตามที่ทุกคนได้ทราบข่าวล่าสุด มีความน่าสงสัย กำลังจะมีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่ แต่อยู่ดีๆ กลับมีการออกระเบียบในการเลือกบอร์ดประกันสังคมที่ไม่ได้มีตัวแทนจากฝั่งนายจ้างและผู้ประกันตน แต่เอาฝั่งข้าราชการมาออกกฎระเบียบทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ทุกคนต้องเฝ้าจับตามอง การทำงานของทีมประกันสังคมก้าวหน้าที่ผ่านมามีความสำเร็จหลายด้าน อย่างเช่นการเพิ่มสิทธิในการดูแลเด็กเล็ก หรือสิทธิดูแลในยามว่างงานที่เพิ่มขึ้น มีหลายอย่างที่มีการทำงานอยู่เบื้องหลังที่ไม่ได้ออกหน้าข่าวมาก แต่การทำงานการเมืองเช่นนี้ที่เรายึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จะเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐาน ที่ทำให้เมื่อถึงวันเลือกตั้งสุดท้ายประชาชนจะตัดสินใจเลือกพรรคประชาชน

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่าจากผลสำรวจคะแนนความนิยมของพรรคการเมือง คะแนนก้อนใหญ่ที่สุดก็คือคนที่ยังไม่ได้ตัดสินใจ โดยสถานการณ์ที่รุมล้อมพรรคประชาชนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เรื่องเอ็มโอเอ หรือเรื่องใดก็ตาม ไม่ใช่เรื่องแปลกที่แนวโน้มผลโพลจะออกมาเป็นแบบนี้ แต่ถ้ามองดูตัวเลขทุกพรรคการเมืองมากาง พรรคประชาชนยังมีฐานที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับทุกพรรคอยู่ดี สะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาชนมีผู้สนับสนุน มีคนที่เห็นการทำงานของพรรคอย่างเข้มข้นมาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา เป็นสิ่งที่ทุกคนในพรรคทำงานสะสมกันมา และทำให้ประชาชนเชื่อใจว่าพรรคทำเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศแน่นอน แล้วฐานนี้เติบโตและใหญ่ขึ้นทุกวัน

ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ

ทำไมนายณัฐพงษ์ ถึงย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ?

นายณัฐพงษ์ได้กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน และย้ำถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ เพื่อสร้างความมั่นใจและศรัทธาให้กับประชาชน สำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

การเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศถือเป็นก้าวสำคัญในการแสดงวิสัยทัศน์เเละเเผนการทำงานของพรรค เพื่อให้ประชาชนได้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมในการนำพาประเทศไปข้างหน้า การที่ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคจะสามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้จริง

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับฟังเสียงของประชาชน และการทำงานร่วมกันเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม การเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะสื่อสารกับประชาชน และรับฟังความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำไปปรับปรุงเแก้ไขแผนการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

โดยสรุป การที่ ณัฐพงษ์ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคประชาชน ในการนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและการพัฒนาที่ยั่งยืน

การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกตั้งครั้งต่อไป อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

ที่มา – “ณัฐพงษ์”ย้ำยุทธศาสตร์เปลี่ยนความเชื่อมั่นเป็นความเชื่อมือ เตรียมเปิดตัวทีมผู้บริหารประเทศ

ทหารสั่งปิดอ่าวไทย สกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย”

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาอาจมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น เมื่อมีรายงานว่า คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย” ที่อาจมีการลำเลียงไปยังกัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีการประกาศให้ทะเลอาณาเขตรอบท่าเรือกัมพูชาเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง รายงานข่าวนี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่ายเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 มีรายงานข่าวที่อ้างอิงหนังสือด่วนจากกองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) และศูนย์บัญชาการทางทหาร (ศบท.) โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  1. เพื่อให้ปฏิบัติการทางทหารของกองทัพไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร (คบท.) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 มีมติให้ดำเนินการกับเรือไทย และ/หรือผู้ประกอบการไทยที่ใช้เรือไทย หรือเรือจดทะเบียนสัญชาติอื่น ๆ ที่ทำการลำเลียงและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง หรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังกัมพูชาทางทะเล มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อลดศักยภาพของกัมพูชาในการคุกคามประเทศไทย
  2. เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างเรียบร้อย บก.ทท./ศบท. ได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยเร่งด่วน โดยมีแนวทางการปฏิบัติดังนี้:

แนวทางการปฏิบัติที่สำคัญ

  • เสนอให้ สมช. พิจารณากลไกภายใต้ สมช. ให้หน่วยงานทางทะเลในศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กำหนดมาตรการที่เข้มงวดขึ้น
  • มีมติ สมช. เรื่องประกาศมาตรการระงับการขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิงและสินค้ายุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา
  • ให้หน่วยงานใน ศรชล. ยกระดับมาตรการในการควบคุมและเฝ้าระวังเรือสินค้าพาณิชย์ เรือประมง เรือสนับสนุนการประมง ทั้งในส่วนของเรือไทย และผู้ประกอบการทางทะเล ที่มีพฤติการณ์ลักลอบลำเลียงและส่งออกน้ำมันหรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา
  • ให้ ศรชล. พิจารณาประกาศพื้นที่โดยรอบทะเลอาณาเขตรอบท่าเรือกัมพูชา เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง

คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย”

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความกังวลของกองทัพไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค และความพยายามที่จะป้องกันการสนับสนุนทางการทหารที่อาจส่งผลกระทบต่อประเทศไทย การปิดกั้นอ่าวไทยและการประกาศพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นมาตรการที่รุนแรง และอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการที่คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย”

การที่ คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย” นั้น อาจส่งผลกระทบหลายด้าน:

  • ด้านเศรษฐกิจ: การปิดกั้นเส้นทางการค้าทางทะเลอาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าและส่งออกสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทน้ำมันและยุทธปัจจัย อาจทำให้ราคาสินค้าเหล่านี้สูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค
  • ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: มาตรการนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลกัมพูชา และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางการทูตได้
  • ด้านความมั่นคง: หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้น อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทางทหารได้

สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะสามารถหาทางออกร่วมกันได้โดยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศและภูมิภาคโดยรวม

การตัดสินใจของ คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย” เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของชาติ การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – คณะผู้บัญชาการทหาร สั่งปิดกั้นอ่าวไทยสกัด “น้ำมัน-ยุทธปัจจัย” ลำเลียงเข้ากัมพูชา

“ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” ทหารมีไว้ทำไม

“ธนกร” ย้อน “ธนาธร” ทำเป็นลืมง่าย ชี้ถ้า “พิธา” เป็นนายกฯ บ้านเมืองคงลุกเป็นไฟ ปมเคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร แถมตัดงบซื้อเครื่องบินรบ รถถัง ยุทโธปกรณ์ มั่นใจ “อนุทิน” จัดการเด็ดขาด

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ระบุว่า หากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้เป็นนายกรัฐมนตรี สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาจะไม่มาถึงจุดวิกฤตเช่นนี้ว่า ไม่น่าเชื่อว่านายธนาธรอายุยังน้อย แต่กลับหลงลืมได้ขนาดนี้ นายพิธาไม่ใช่หรือที่เป็นคนพูดว่า ทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร นโยบายที่จะลดขนาดกองทัพและจำนวนกำลังพล 30-40% ก็เป็นนโยบายที่ออกมาจากพรรคของนายพิธาไม่ใช่หรือ และการเสนอให้ตัดงบซื้อเครื่องบินรบ รถถัง และยุทโธปกรณ์หลายรายการนั้น ก็ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่มาจากพรรคของนายพิธาทั้งสิ้น ดังนั้น ถ้าจะพูดให้ถูกต้องนายธนาธรควรจะบอกว่า ถ้านายพิธาได้เป็นนายกฯ วันนี้บ้านเมืองคงจะลุกเป็นไฟไปแล้วถึงจะถูก

“ผมยังนึกไม่ออกจริงๆ ว่า ถ้าคุณพิธาเป็นนายกฯ ในวันนั้น ประเทศไทยจะเป็นอย่างไรในวันที่กัมพูชารุกรานเราในวันนี้ การมุ่งเป้าไปที่การปฏิรูปกองทัพ การลดงบประมาณของกองทัพ และลดกำลังพลทหาร เป็นการแสดงออกชัดเจนว่าคุณพิธารักชาติแค่ไหน แต่ที่แน่ๆ วันนี้คุณพิธาน่าจะถูกคนทั้งประเทศตบหน้าแทนคำตอบไปแล้วว่า ทหารมีไว้เพื่อปกป้องอธิปไตยประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อมั่นในตัวท่านนายกฯ เพราะที่ผ่านมาได้แสดงให้คนไทยทั้งประเทศได้เห็นแล้วว่า เด็ดขาดและจริงจัง ไม่มีอ่อนข้อให้กับใครก็ตามที่คิดจะรุกรานเรา” นายธนกร กล่าว

“ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร

จากกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเชื่อมโยงไปยังศักยภาพในการเป็นผู้นำประเทศของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทำให้นายธนกร วังบุญคงชนะ ออกมาตอบโต้ โดยเน้นย้ำถึงสิ่งที่นายพิธาเคยกล่าวไว้เกี่ยวกับกองทัพ

นายธนกร ชี้ “ธนาธร” ลืมเรื่อง “พิธา” เคยถามทหารมีไว้ทำไม

นายธนกรกล่าวว่า นายธนาธรอาจจะลืมไปว่านายพิธาเองเคยตั้งคำถามว่า ทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดในการลดขนาดกองทัพและงบประมาณทางด้านการทหารของพรรคก้าวไกลในอดีต หากนายพิธาได้เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยอาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากกว่านี้ในการเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านความมั่นคง

นอกจากนี้ นายธนกรยังกล่าวถึงนโยบายของพรรคก้าวไกลในอดีต ที่มีแนวโน้มที่จะตัดงบประมาณด้านการทหาร ซึ่งรวมถึงการจัดซื้อเครื่องบินรบ รถถัง และยุทโธปกรณ์อื่นๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความพร้อมของกองทัพในการปกป้องประเทศ หาก “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร จริงๆ แล้ว สถานการณ์ปัจจุบันอาจเลวร้ายกว่านี้มาก

นายธนกรยังได้แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันในการจัดการกับสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน โดยเน้นย้ำถึงความเด็ดขาดและความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

การตอบโต้กันระหว่างนักการเมืองทั้งสองท่าน แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างทางความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการกองทัพและความสำคัญของกองทัพในการรักษาความมั่นคงของประเทศ ในขณะที่นายธนาธรอาจมองว่าการลดขนาดกองทัพและการปรับปรุงโครงสร้างกองทัพเป็นสิ่งจำเป็น นายธนกลับมองว่าการมีกองทัพที่เข้มแข็งและพร้อมรบเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องประเทศจากภัยคุกคามภายนอก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดคำถามถึงบทบาทของกองทัพในสังคมไทยและงบประมาณที่เหมาะสมในการสนับสนุนกองทัพ การถกเถียงในประเด็นเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศ “ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร และส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของรัฐบาลในอนาคต

ดังนั้น การที่นายธนกรออกมาตอบโต้และเน้นย้ำถึงคำพูดเก่าๆ ของนายพิธา จึงเป็นการตอกย้ำถึงความแตกต่างทางความคิดและเป็นการเตือนสติประชาชนให้พิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านความมั่นคงของประเทศอย่างรวดเร็ว

ในท้ายที่สุด การรักษาสมดุลระหว่างการพัฒนากองทัพให้ทันสมัยและการจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเผชิญหน้ากับความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ที่มา – “ธนกร” เหน็บ “ธนาธร” อย่าลืม “พิธา” เคยบอกทหารมีไว้ทำไม จะไปรบกับใคร

รัฐบาลประณามกัมพูชา ใช้อาวุธจรวด BM-21

สถานการณ์ชายแดนกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลไทยออกมาประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำของกัมพูชา ที่จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือน ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตและทรัพย์สินเสียหาย รัฐบาลยืนยันว่าเหตุการณ์นี้ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่กัมพูชาพยายามกล่าวอ้าง

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลา 11.50 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้รับรายงานเหตุการณ์สุดสะเทือนใจจากผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ว่ามีลูกจรวด BM-21 ถล่มยิงเข้ามาในพื้นที่บ้านหนองเม็ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งคาดว่าเสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดบริเวณหน้าโรงเรียนหนองเม็ก

นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตแล้ว เหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชาครั้งนี้ยังส่งผลให้เกิดไฟไหม้บ้านเรือนประชาชน จำนวน 1 หลังเสียหายทั้งหลัง และยังมีบ้านเรือนอีกหลายหลังได้รับความเสียหายจากสะเก็ดระเบิด เคราะห์ดีที่ประชาชนส่วนใหญ่อพยพออกจากพื้นที่ได้ทัน ทำให้ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ดับเพลิงได้เร่งเข้าควบคุมสถานการณ์แล้ว

รัฐบาลประณามกัมพูชา จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21

รัฐบาลไทยได้ออกมาประณามอย่างแข็งกร้าวต่อการกระทำของกัมพูชา โดยนายสิริพงศ์ได้กล่าวว่า “รัฐบาลขอประณามต่อการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชา จากการใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนในเขตแดนไทย ส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต และสร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน และทรัพย์สินของประชาชน ก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน

รัฐบาลยังยืนยันว่าพลเรือนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารใดๆ ทั้งสิ้น การใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ภายใต้หลักสากล และย้ำว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการกระทำโดยจงใจ ไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างที่กัมพูชาพยายามอ้างอย่างแน่นอน

ผลกระทบและความเสียหายจากเหตุจรวด BM-21

เหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชาในครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างมาก หลายครอบครัวต้องสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินไปจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียโดยตรง

รัฐบาลไทยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการจัดหาที่พักอาศัยชั่วคราว การสนับสนุนอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภค รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ

เหตุการณ์นี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ต้องมีการเจรจาและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศอย่างสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความสูญเสียเช่นนี้ขึ้นอีก

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เข้มงวดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำรอย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ว่าพวกเขาจะได้รับการปกป้องและความปลอดภัย

แม้ว่าเหตุการณ์รัฐบาลประณามกัมพูชานี้จะสร้างความเสียใจและความโกรธแค้นให้กับคนไทยจำนวนมาก แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาความอดทนอดกลั้นและยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การใช้ความรุนแรงตอบโต้นั้นไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และอาจนำไปสู่ความสูญเสียที่มากยิ่งขึ้น

รัฐบาลไทยควรใช้ช่องทางการทูตและการเจรจาเพื่อเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการกระทำของตน และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต ในขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับการดูแลและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็ว

ที่มา – รัฐบาล ประณาม กัมพูชา จงใจใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือน

ไทยย้ำ! ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง

ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง ย้ำยังถูกโจมตีต่อเนื่อง พร้อมประณามการใช้ความรุนแรงต่อพลเรือน และยืนยันการปฏิบัติการของไทยเป็นการป้องกันตนเองตามหลักสากล

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา นำโดย พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงสรุปสถานการณ์ภาพรวม เหตุการณ์ปะทะกันของทหารไทย-กัมพูชา ซึ่งล่าสุดกระทรวงมหาดไทยกัมพูชา ได้ออกประกาศระงับการเดินทางของคนไทยและชาวต่างชาติที่ยังติดค้างอยู่ในกัมพูชาไม่ให้เดินทางออกนอกประเทศทางบก โดยมีสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์เสนอแนะรัฐบาลกัมพูชาให้ออกประกาศดังกล่าว ซึ่งนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงว่า เป็นการละเมิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ขณะประเทศไทย ยืนยันปฏิบัติตามกฎหมายและตามหลักสากล โดยให้ความร่วมมือและดำเนินการทุกอย่างให้แก่ชาวต่างชาติในไทย ซึ่งรวมไปถึงชาวกัมพูชาด้วย แม้การเดินทางทางบกจะติดขัด แต่ในส่วนของสถานกงสุลใหญ่ พร้อมอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ที่จะเดินทางออกจากประเทศทางอากาศ จะมีการออกเอกสารฉุกเฉินในการเดินทาง ส่วนเที่ยวบินขณะนี้มีวันละ 1,000 ที่นั่ง จากเสียมราฐ และหากเที่ยวบินเต็มก็สามารถพักรอได้ 1-2 วัน

ทั้งนี้ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อคืนที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าหยุดยิงแต่ยังคงระดมยิงอาวุธหนักใส่ไทยอย่างต่อเนื่อง ไทยจึงจำเป็นต้องป้องกันตนเอง และยังพบโดรนของฝ่ายกัมพูชา จำนวนมากบินรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ชายแดน จ.ตราด อย่างต่อเนื่อง

เวลา 04.15 น. ฝ่ายกัมพูชาระดมยิง BM-21 และปืนใหญ่เข้ามาในพื้นที่ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องป้องกันตนเอง

เวลา 05.15 น. ฝ่ายกัมพูชาเปิดฉากโจมตีเข้ามายังดินแดนอธิปไตยของไทยตลอดแนวชายแดน

อย่างไรก็ตาม ตลอดแนวชายแดนยังคงมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชากล่าวอ้างแต่อย่างใด

กองทัพเรือ จึงประกาศ เคอร์ฟิว ในพื้นที่ 5 อำเภอ จ.ตราด ( อ.คลองใหญ่ อ.บ่อไร่ อ.แหลมงอก อ.เขาสมิง และอ.เมืองตราด) ตั้งแต่เวลา 19.00-05.00 น. โดยเริ่มวันนี้ (14 ธ.ค. 68) ซึ่งนาวาเอก นรา คุณโฑถม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ กล่าวว่า กองทัพเรือ เข้าใจถึงผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน จากการประกาศเคอร์ฟิว แต่ที่ผ่านมามีการรบกวนฝ่ายกัมพูชาอย่างหนักในพื้นที่ชุมชน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของประชาชน จึงจำเป็นต้องประกาศ หากประชาชนมีความจำเป็นต้องออกจากเคหสถานนอกเวลาสามารถขออนุญาตและชี้แจงเจ้าหน้าที่ได้ โดยยืนยันจะรับฟังเหตุผลและอำนวยความสะดวก แต่ขอเอาความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก พร้อมขอให้เชื่อมั่นในสิ่งที่กองทัพดำเนิน ก็เพื่ออธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

โดยพ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงภาพรวมการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่สำคัญบริเวณปราสาทคนา ที่พบคูหาทหารกัมพูชาที่สร้างรุกล้ำเข้ามาในดินแดนอธิปไตยไทย และเป็นโบราณสถาน ซึ่งผิดหลักสากล ที่มีการใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร เราจึงได้พยายามยึดพื้นที่คืนสำเร็จ ซึ่งกองทัพบกดำรงความมุ่งหมายปฏิบัติการ 2 ประการ คือ 1.เราจะต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกลุกลามกลับคืนมาให้ได้ และ2. เราจะทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาให้หมดสิ้นสภาพ ทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ ที่ตั้งทางทหารหลายสิ่งสนับสนุนต่าง ๆ เพราะชัดเจนว่า กัมพูชาเข้าโจมตี และเป็นภัยคุกคามทั้งต่อกำลังทหารและประชาชน

พร้อมประมาณการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการจนถึงปัจจุบัน ทั้งในส่วนกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ประกอบด้วย ฐานที่มั่น-ที่ตั้งทางทหาร 51 แห่ง, BM-21 1 ระบบ, รถถัง 10 คัน, ยานรบ/ยานเกราะ 9 คัน, ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน(ปตอ.) 4 ระบบ, ปืนใหญ่/ปืน ค. 7 กระบอก, แอนตี้โดรน 5 ชุด, โดรน 68 ลำ, เสาสื่อสาร 3 จุด และคาดว่า ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงตัวเลขผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กัมพูชา โจมตีมาด้วยการยิง BM-21 เข้าพื้นที่ชุมชน จ.ศรีสะเกษ เมื่อวานนี้ (13 ธ.ค. 68) ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 6 ราย โดย 1 ราย ได้กลับบ้านแล้ว ส่วนอีก 5 ราย อยู่ระหว่างการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล โดยพ้นขีดอันตรายแล้ว และยืนยันกรณีที่มีประชาชน 1 ราย ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงขั้นแขนขาด ว่า ไม่เป็นความจริง ซึ่งจากการตรวจสอบมีอาการกระดูกหักเท่านั้น แต่ในการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ถือเป็นการเลือกเป้าหมายประชาชน จึงประณามในการกระทำดังกล่าว

ทั้งนี้ ยืนยันฝ่ายไทยไม่ได้ยกระดับความขัดแย้งเพิ่ม ซึ่งการดำเนินการของฝ่ายไทยเพื่อป้องกันตนเองโดยชอบธรรม และเป็นการตอบสนองต่อภัยคุกคามความมั่นคงที่ฝ่ายกัมพูชาได้ทำมา

ส่วนที่ฝ่ายไทยยังคงปฏิบัติการทหารไม่ยอมรับ การเจรจาหยุดยิง โฆษกกระทรวงกลาโหม ย้ำว่า การปฏิบัติการทางทหารเพื่อนำสันติภาพและความสงบสุขกลับคืนมาสู่พี่น้องประชาชน จากภัยคุกคามที่มีอยู่ เราจึงจำเป็นต้องลิดรอนขีดความสามารถของภัยคุกคาม แต่เมื่อสันติภาพและความสงบสุขกลับคืนมา การปฏิบัติการทางทหาร ก็จะสิ้นสุดลงเช่นเดียวกัน โดยประเทศไทย เปิดกว้างในการเจรจาทางการทูตตลอดเวลา เพียงแต่การดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาเราไม่สามารถที่จะเจรจาได้ เพราะฝ่ายกัมพูชาไม่พร้อมที่จะเจรจา โดยในเรื่องความเป็นภัยคุกคามยังคงมีอยู่ พร้อมย้ำ เราต้องให้ฝ่ายกัมพูชาสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์ก่อน ที่จะดำเนินการในขั้นต่อไป

ส่วนข้อเรียกร้องที่ไทยส่งไปยังประชาคมโลก โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ไทยขอให้ประชาคมระหว่างประเทศ เข้าใจบริบทด้านความมั่นคงในพื้นที่จริงและสนับสนุนแนวทางการช่วยเหลือคุ้มครองพลเรือน ลดความตึงเครียด และเคารพอธิปไตย สำหรับเป้าหมายของไทยคือการเสริมสันติภาพให้กับพื้นที่และประเทศรักษาอธิปไตยของไทยได้อย่างยั่งยืน

กองทัพบก ยืนยัน ต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมาให้ได้ และทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามประเทศไทยให้หมดสิ้นสภาพ พร้อมเผยตัวเลขล่าสุดทหารเขมรดับไม่น้อยกว่า 221 ราย

ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด การที่ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้างนั้นสะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความจำเป็นที่ไทยต้องปกป้องอธิปไตยของตนเอง ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและให้กำลังใจทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละ

ทำไมไทยจึงย้ำว่าไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง?

การที่ไทยต้องออกมาเน้นย้ำว่า ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนในสถานการณ์ที่อ่อนไหวเช่นนี้ การสื่อสารที่ถูกต้องและแม่นยำจะช่วยลดความเข้าใจผิดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนทั้งในและต่างประเทศ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ชายแดน และความสำคัญของการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – ไทยออกแถลงการณ์ ไม่มีหยุดยิงตามที่กัมพูชาอ้าง ย้ำยังถูกโจมตีต่อเนื่อง

ไทยคุมปราสาทคนาเบ็ดเสร็จ! ทหารเขมรดับ 221

รองโฆษกกองทัพบก ยืนยัน ไทยควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้เบ็ดเสร็จแล้ว ซัดกัมพูชาใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร ผิดหลักสากลชัดเจน คาดทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 ที่ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ภาพรวมการปฏิบัติการในจุดที่เป็นพื้นที่สีเขียวที่เราได้ควบคุมไว้แล้วยังไม่เปลี่ยนแปลง เราใช้การขยายผลในที่หมายที่ควบคุมไว้แล้ว

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาช่วงปลายปี พ.ศ. 2568 ยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์ล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมพื้นที่ปราสาทคนา และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร โดยฝ่ายกัมพูชา

ส่วนพื้นที่ปราสาทคนาก็ควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเรียบร้อย นอกจากนี้ยังตรวจพบพื้นที่ปราสาทคนา ฉากด้านหลังเป็นกำแพงโบราณสถาน มีภาพการขุดคูหลบที่ใช้ในการหลบ บ่งชี้ว่ากัมพูชาเข้ามายึดพื้นที่ดินแดนไทยบริเวณโบราณสถาน ซึ่งผิดหลักสากลอย่างมากและเราพยายามอย่างมากในการยึดพื้นที่คืน ซึ่งทำสำเร็จแล้ว ภาพนี้ยืนยันชัดเจนกัมพูชาใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร

พร้อมประมาณการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่วันแรกของปฏิบัติการจนถึงปัจจุบัน ทั้งในส่วนกองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 ประกอบด้วย

  • ฐานที่มั่น-ที่ตั้งทางทหาร 51 แห่ง
  • BM 21 1 ระบบ
  • รถถัง 10 คัน
  • ยานรบ/ยานเกราะ 9 คัน
  • ปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน(ปตอ.) 4 ระบบ
  • ปืนใหญ่/ปืน ค. 7 กระบอก
  • แอนตี้โดรน 5 ชุด
  • โดรน 68 ลำ
  • เสาสื่อสาร 3 จุด
  • ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

ทั้งนี้ กองทัพบก ดำรงความมุ่งหมายในการปฏิบัติ 2 ประการคือ จะต้องสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมาให้ได้ และทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชาที่ชัดเจนแล้วว่าเข้าโจมตีและเป็นภัยคุกคามทั้งต่อกำลังทหารและประชาชนให้หมดสิ้นสภาพทั้งกำลังพลยุทโธปกรณ์ที่ตั้งทางทหารและสิ่งสนับสนุนต่างๆ

คุมปราสาทคนาได้เบ็ดเสร็จแล้ว คาดทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การที่กองทัพไทยสามารถควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้อย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จในการรักษาอธิปไตยและดินแดนของชาติ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังคงมีความซับซ้อน เนื่องจากมีการกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้พื้นที่โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักสากล

ไทยยึดคืนปราสาทคนา

การที่ไทยสามารถยึดคืนพื้นที่ปราสาทคนาได้สำเร็จ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือ การที่ฝ่ายกัมพูชาถูกกล่าวหาว่าใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร ซึ่งหากเป็นความจริง จะถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักสากลและอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้

นอกจากนี้ ข้อมูลที่เปิดเผยเกี่ยวกับการสูญเสียของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งคาดว่าจะมีทหารเสียชีวิตถึง 221 ราย และความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการปะทะกันในพื้นที่ชายแดน การสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาทางออกอย่างสันติ เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรักษาอธิปไตยและดินแดนของชาติเป็นสิ่งสำคัญ แต่ในขณะเดียวกัน การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและเคารพหลักสากลก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ความร่วมมือและความเข้าใจอันดีระหว่างทั้งสองประเทศ จะเป็นหนทางนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืนในภูมิภาค

การดำเนินการของกองทัพไทยในการสถาปนาแนวชายแดนที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมา และการทำลายขีดความสามารถทางทหารของกัมพูชา ถือเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงที่ไม่จำเป็น เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่

ที่มา – คุมปราสาทคนาได้เบ็ดเสร็จแล้ว คาดทหารกัมพูชาเสียชีวิต 221 ราย

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย: ดุเดือด!

สรุปสถานการณ์การปะทะระหว่างไทยและกัมพูชาในพื้นที่ สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผลการปฏิบัติการในช่วงวันที่ 8-13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีการเข้ายึดพื้นที่สำคัญหลายแห่งและทำลายฐานทหารของฝ่ายตรงข้ามไปถึง 48 แห่ง สถานการณ์ใน สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย นั้นดุเดือดเป็นอย่างมาก ฝ่ายไทยสามารถควบคุมเกมการรบและยิงตอบโต้ได้อย่างต่อเนื่อง

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย

รายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาประจำวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ดังนี้:

  • ช่องสายตะกู: มีการรบปะทะประปราย
  • พื้นที่ตาเมือนธม: มีการปะทะด้วยอาวุธเล็งตรงและปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่ช่องกร่าง: พบว่ามีการรบปะทะประปราย
  • พื้นที่ตาควาย: มีการรบปะทะกันอย่างหนัก ทั้งอาวุธเล็งตรงและอาวุธวิถีโค้ง มีการใช้โดรนโจมตีจากทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ปราสาทคณาและโดยรอบ: ไทยสามารถเข้าควบคุมพื้นที่และทำลายบันไดส่วนหัวได้เรียบร้อย การสู้รบยังคงมีต่อเนื่อง
  • ช่องจอม/ช่องเปรอ/ช่องระยี: ไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และอยู่ระหว่างการสถาปนาที่มั่นเพื่อป้องกันการตีโต้ตอบ
  • ช่องสะงำ: เป็นพื้นที่ที่ยังคงมีการเฝ้าระวัง และยังไม่มีการปะทะ
  • ภูมะเขือ/ช่องโดนเอาว์/พลาญยาว/พลาญหินแปดก้อน: ยังคงมีการยิงจรวด BM-21 เข้ามาในพื้นที่อยู่เป็นระยะ
  • พื้นที่ซำแต: ทหารไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และอยู่ระหว่างการสถาปนาพื้นที่เพื่อป้องกันการตีโต้ตอบจากกัมพูชา
  • พื้นที่ช่องอานม้า เนิน 677: ทหารไทยสามารถควบคุมได้แล้ว และอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง
  • พื้นที่ช่องบก: ยังมีการยิงปะทะกันประปราย ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้อยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง

นอกจากนี้ ทางฝ่ายไทยยังสามารถทำลายที่ตั้งทางการทหาร คลังน้ำมัน/คลังกระสุน ที่ตั้งยิงปืนใหญ่และปืน ค. และฐานที่ตั้งสแกมเมอร์ รวม 48 แห่ง

สรุปผลการปฏิบัติการในสมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย

สรุปผลการปฏิบัติการต่อข้าศึกระหว่างวันที่ 8-13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยสามารถทำลาย:

  1. ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 181 นาย
  2. รถถัง 10 คัน
  3. โดรน 64 ลำ
  4. BM-21 จำนวน 1 คัน
  5. เสาแอนตี้โดรน 4 ต้น
  6. ปืนต่อสู้อากาศยาน (ปตอ.) 4 กระบอก
  7. ระบบควบคุมแอนตี้โดรน 1 ชุด
  8. รถบรรทุก 6 คัน
  9. เสาสัญญาณ 1 ต้น
  10. ปืนใหญ่ 1 กระบอก
  11. ปืนครก (ค.) 6 กระบอก

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ยังคงเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การป้องกันชายแดนและการรักษาอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมทางทหารและการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

ที่มา – สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ดุเดือด ทภ.2 โจมตีฐานที่ตั้งทหารกัมพูชา ดับ 181 นาย

Scroll to top