ไทยปะทะกัมพูชา

กกล.บูรพา ยึด”บ้านไปรจัน” ตรงข้าม”บ้านหนองหญ้าแก้ว”

กองกำลังบูรพา ยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ได้เรียบร้อยแล้ว เตรียมวางแนวลวดหนามตามแผนต่อไป 

วันที่ 8 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1 โพสต์ข้อความระบุว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รายงานความคืบหน้า เมื่อเวลา 17.00 น. กกล.บูรพา โดย ฉก.12 สามารถยึดควบคุมที่หมาย บ.ไปรจัน ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วได้เรียบร้อย และเตรียมวางแนวลวดหนาม ตามแผนฯ ต่อไป 8 ธันวาคม 2568

การยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจของกองกำลังบูรพา ในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และป้องกันการกระทำผิดกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ

สถานการณ์บริเวณชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีกลุ่มผู้ไม่หวังดี พยายามที่จะก่อเหตุต่างๆ เพื่อสร้างความปั่นป่วน และทำลายความสงบสุขของประชาชน กองกำลังบูรพา จึงยังคงตรึงกำลัง และปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงขึ้น

นอกจากภารกิจในการรักษาความมั่นคงแล้ว กองกำลังบูรพา ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และไฟป่า โดยได้ส่งกำลังพล และยุทโธปกรณ์เข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

การทำงานของกองกำลังบูรพา เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล และกองทัพบก ที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาความมั่นคง และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กันไป เพื่อให้ประเทศไทยมีความสงบสุข มั่นคง และเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

กกล.บูรพา ยึด”บ้านไปรจัน” ตรงข้าม”บ้านหนองหญ้าแก้ว”

การเข้ายึดพื้นที่ “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของกองกำลังบูรพาในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการยึด”บ้านไปรจัน”

ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปฏิบัติการยึดพื้นที่ “บ้านไปรจัน”:

  • ปฏิบัติการเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 17.00 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2568
  • หน่วยเฉพาะกิจที่ 12 ของกองกำลังบูรพา เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการปฏิบัติการ
  • การยึดพื้นที่เป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น
  • ขณะนี้กองกำลังบูรพา กำลังดำเนินการวางแนวลวดหนามตามแผนที่วางไว้

การรักษาความปลอดภัยและการลาดตระเวนในพื้นที่ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวด

การยึด “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ไม่เพียงแต่เป็นการรักษาความสงบ แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการป้องกันประเทศอีกด้วย กองทัพมีความมุ่งมั่นที่จะปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 1

การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของกองกำลังบูรพา และความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ที่มา – กกล.บูรพา ยึดควบคุมที่หมาย “บ้านไปรจัน” ตรงข้าม “บ้านหนองหญ้าแก้ว” ได้แล้ว

กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง BM-21

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง โดยมีรายงานการได้ยินเสียง “BM-21” ตกในหลายพื้นที่ ทั้งในอำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว และบริเวณช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 15.10 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกองกำลังบูรพาได้ปะทะกับทหารกัมพูชา บริเวณถนนศรีเพ็ญ ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงและตึงเครียดมาตั้งแต่ช่วงเช้า

เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เปิดเผยว่า หลังจากตรวจพบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติบริเวณชายแดน หน่วยลาดตระเวนของกองกำลังบูรพาได้ออกตรวจการณ์ และเกิดการยิงปะทะกับกำลังทหารกัมพูชา เสียงปืนทั้งจากปืนเล็กยาวและอาวุธหนักดังสนั่นต่อเนื่อง ทำให้พื้นที่โดยรอบกลับเข้าสู่ภาวะไม่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว

ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ยินเสียงปืนอย่างชัดเจน บางรายรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากการยิงอาวุธหนักที่ดังเป็นระยะ กระสุน ค. จากฝั่งกัมพูชาตกใกล้จุดตรวจที่มีเจ้าหน้าที่ประจำการอยู่ ทำให้ทุกหน่วยต้องประกาศเตือนภัยฉุกเฉินทันที และแจ้งให้ชาวบ้านที่ยังอยู่ในพื้นที่ลงหลุมหลบภัยอย่างเร่งด่วน

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินสถานการณ์ร่วมกันและระบุว่า ระยะยิงและความรุนแรงของการปะทะครั้งนี้อยู่ในระดับที่ทำให้บังเกอร์ไม่สามารถป้องกันได้ หากยังมีการยิงอาวุธหนักอย่างต่อเนื่อง อาจเกิดอันตรายต่อชาวบ้านได้ ด้วยเหตุนี้ จังหวัดสระแก้วจึงมีคำสั่งด่วนที่สุดให้อพยพชาวบ้านในทุกหมู่บ้านแนวชายแดนออกจากพื้นที่ทั้งหมดทันที

พื้นที่ที่ถูกสั่งให้อพยพครอบคลุมบ้านหนองจาน บ้านหนองหญ้าแก้ว และแนวชายแดนใกล้เคียงทั้งหมด มีการจัดรถเพื่อพาชาวบ้านไปยังศูนย์พักพิงที่จังหวัดได้เตรียมไว้ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร อส. และหน่วยกู้ภัยได้ร่วมกันเปิดเส้นทางเพื่อให้ประชาชนสามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัยที่สุด

ถนนภายในหมู่บ้านเต็มไปด้วยรถกระบะและรถที่ใช้ในการอพยพที่เร่งออกจากพื้นที่ บางครอบครัวเก็บของได้เพียงเสื้อผ้าและเอกสารสำคัญ ก่อนออกจากบ้านท่ามกลางเสียงปืนที่ยังดังเป็นระยะ ชาวบ้านส่วนใหญ่แสดงความวิตกกังวลและหวาดกลัว เนื่องจากไม่เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงถึงขนาดนี้มานานหลายปี

กองกำลังบูรพาได้เสริมกำลังเพิ่มเติมในแนวปะทะ พร้อมจัดตั้งฐานยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ฝ่ายปกครองยังคงประสานงานกับศูนย์ความมั่นคงระดับจังหวัด เพื่อประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่าสถานการณ์ตึงเครียดนี้อาจยังไม่ยุติลงในเร็วๆ นี้

โดยมีรายงานว่าตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 16.20 น. กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงสนับสนุนใส่ไทยต่อเนื่อง ดังนี้

  • เวลา 16:20 น. มีรายงานว่า กัมพูชาใช้ BM-21 ตกในพื้นที่ตาพระยา กระสุนขนาดใหญ่ตกใส่หมู่บ้าน 2 ลูก และยังมีเสียงปืนเล็กเป็นระยะ
  • เวลา 16.49 น. มีรายงานว่า ได้ยินเสียง BM-21 ที่ภูมิซรอล จังหวัดศรีสะเกษ ประมาณ 20 ลูก
  • เวลา 16.49 น. ขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า ทหารกัมพูชายิง BM-21 ถล่มช่องอานม้า

กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง BM-21

สถานการณ์ล่าสุด: กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง

จากรายงานล่าสุด กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนักยิงใส่ไทยต่อเนื่อง สร้างความตื่นตระหนกและความเสียหายในพื้นที่ชายแดน การที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่องโดยใช้อาวุธหนักอย่าง BM-21 แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นที่ต้องมีการเจรจาและการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ชายแดนที่ยังคงตึงเครียดนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงเป็นมาตรการที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัย แต่ก็สร้างความยากลำบากและความกังวลให้กับชาวบ้านที่ต้องทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สิน

รัฐบาลไทยควรเร่งดำเนินการเจรจากับรัฐบาลกัมพูชา เพื่อหาทางออกอย่างสันติและยุติการใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ ควรให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจ

การที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง เป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค

เหตุการณ์กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีกลไกการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนที่มีประสิทธิภาพ และความจำเป็นในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน

ในสถานการณ์ที่กัมพูชายิงใส่ไทยต่อเนื่อง สิ่งสำคัญที่สุดคือการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และการหาทางออกอย่างสันติเพื่อยุติความขัดแย้ง

ที่มา – กัมพูชายังคงใช้อาวุธหนัก ยิงใส่ไทยต่อเนื่อง ได้ยินเสียง “BM-21” ตกหลายพื้นที่

ผบ.ตร. หนุนทหาร! แผน**พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง**

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำถึงความพร้อมในการสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ โดยสั่งการให้ดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** เพื่อดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกด้านการจราจรให้เป็นไปอย่างราบรื่น

ผบ.ตร.พร้อมหนุนทหาร ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจและทหารในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยได้สั่งการให้ตำรวจดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจในสถานการณ์

“เราพร้อมสนับสนุนการทำงานของทหารอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ส่วนหลัง ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าว

นอกจากนี้ ผบ.ตร. ยังได้สั่งการให้ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) สนับสนุนกำลังพลให้กับพื้นที่ส่วนหน้า ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการหลัก เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ตำรวจทุกนายปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเองและประชาชนเป็นสำคัญ

การเตรียมพร้อมรับสถานการณ์และการอพยพประชาชน

สำหรับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินและการอพยพประชาชนนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงเหลือประชาชนบางส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการอพยพให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ในส่วนของจังหวัดสระแก้ว ทางจังหวัดได้มีการเตรียมความพร้อมมาอย่างดี ตั้งแต่การจัดส่งชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เข้าไปสนับสนุนการปฏิบัติงานในพื้นที่ และขณะนี้กำลังรอรับฟังคำสั่งจากกองทัพภาคที่ 2 เพื่อดำเนินการตามแผนที่วางไว้

การบูรณาการความร่วมมือระหว่างตำรวจ ทหาร และหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลความปลอดภัยของประชาชนในสถานการณ์ที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้ การดำเนินการตามแผน **พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง** จึงเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นใจและความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ จะเป็นหัวใจสำคัญในการรับมือกับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น การดูแลประชาชนให้ปลอดภัยและอุ่นใจคือเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติงานในครั้งนี้

ที่มา – ผบ.ตร.พร้อมหนุนทหาร ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูแลประชาชนให้ปลอดภัย

ทบ.ยืนยัน! กัมพูชายิง BM-21 บ้านกรวด บุรีรัมย์

กองทัพบก (ทบ.) ยืนยัน กัมพูชายิงกระสุน BM-21 เข้ามาในพื้นที่บ้านเรือนประชาชน บริเวณบ้านสายโท 10 ใต้ อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ข้อสังเกตคือบริเวณนี้เป็นหนึ่งในพื้นที่ชายแดนที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) กำลังเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมอยู่

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแถลงถึงความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่า เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. ได้มีกระสุน BM-21 จากฝั่งกัมพูชา ตกลงมาบริเวณบ้านเรือนของประชาชนไทย ที่บ้านสายโท 10 ใต้ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

สิ่งที่น่าสนใจคือ พื้นที่บ้านสายโท 10 ใต้ ตำบลสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ นั้น เป็นหนึ่งในพื้นที่ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) โดยหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 3 ได้จัดชุดปฏิบัติงานออกเป็น 2 ส่วน (sector) ตั้งแต่วันที่ 28 ตุลาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน และมีความคืบหน้าในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ความคืบหน้าในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด บริเวณบ้านกรวด

ในส่วนของ Sector ที่ 1 สามารถเคลียร์พื้นที่ให้ปลอดภัยได้แล้วกว่า 120,000 ตารางเมตร และใน Sector ที่ 2 ได้พื้นที่ปลอดภัยกว่า 108,000 ตารางเมตร อย่างไรก็ตาม ยังคงเหลือพื้นที่ต้องสงสัยอีกจำนวนหนึ่งที่ยังต้องดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดต่อไป

เหตุการณ์ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกด้วย ทางการไทยคงต้องมีการสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสมต่อไป

การที่ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นในการเร่งรัดการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน การสนับสนุนการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงของเหตุการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

สถานการณ์ กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ทำให้เราต้องหันกลับมามองถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม การสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน ควรเป็นเป้าหมายที่เราทุกคนร่วมกันผลักดัน

ที่มา – กองทัพบก ยืนยัน กัมพูชายิง BM-21 ลงบ้านประชาชนฝั่งไทย ที่บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มไทย สั่งคุมเข้ม!

สถานการณ์ตึงเครียด! กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เผยว่ากัมพูชาได้ ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย ในอำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ ทำให้ทางกองทัพต้องสั่งยกระดับการรักษาความปลอดภัยอย่างเร่งด่วนเพื่อปกป้องประชาชนและอธิปไตยของชาติ

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กเพจอย่างเป็นทางการของกองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความแจ้งข่าวสารสำคัญนี้ โดยระบุว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 08.30 น. กัมพูชาได้ทำการยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย บริเวณบ้านสายโท 10 อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำว่า จะทำการปกป้องประชาชนและอธิปไตยของชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่สำคัญ เพื่อป้องกันและขัดขวางการปฏิบัติการของฝ่ายตรงข้ามที่อาจมุ่งหวังสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานเพิ่มเติมว่า ได้เกิดการปะทะกันตลอดแนวชายแดนในหลายพื้นที่ ได้แก่ ช่องอานม้า, เนิน 677, ห้วยตามาเรีย, พื้นที่คนา และปราสาทตาเมือนธม ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้ส่งกำลังใจให้แก่ทหารไทยทุกนายที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติ

มาตรการรับมือสถานการณ์ ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการในหลายด้านเพื่อรับมือกับสถานการณ์ ได้แก่:

  • การแจ้งเตือนประชาชน: แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงให้ระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น
  • การเพิ่มกำลังพล: เสริมกำลังพลในพื้นที่ชายแดนเพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังและป้องกัน
  • การประสานงาน: ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อบูรณาการความร่วมมือในการช่วยเหลือประชาชน
  • การตรวจสอบความเสียหาย: เร่งสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย และให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด และการกระทำใดๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือละเมิดอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ กองทัพและรัฐบาลไทยจะต้องใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

การที่ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย ถือเป็นเรื่องร้ายแรงและต้องมีการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาข้อเท็จจริงและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ที่มา – ทภ.2 เผยกัมพูชา ยิง BM-21 ถล่มใส่บ้านประชาชนไทย สั่งยกระดับการรักษาความปลอดภัย

ด่วน! แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่ชายแดนสระแก้ว

สถานการณ์ตึงเครียด! กองทัพบกแจ้งเตือนประชาชนใน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ด่วนไปยังศูนย์พักพิงเพื่อความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 แฟนเพจ “กองทัพบก ทันกระแส” ได้โพสต์ข้อความแจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ไปยังศูนย์พักพิงเป็นการเร่งด่วน โดยกองทัพภาคที่ 1 และกองกำลังบูรพาเน้นย้ำถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ

แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ

ประกาศดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลายคนต่างเร่งเตรียมตัวและตรวจสอบข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมต้องอพยพ? สถานการณ์ชายแดนน่ากังวลแค่ไหน?

แม้ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่แน่ชัดยังไม่มีการเปิดเผยออกมา แต่การประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ในครั้งนี้ บ่งชี้ว่าสถานการณ์บริเวณชายแดนอาจมีความตึงเครียดและมีความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน

ทางกองทัพบกยังไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการแจ้งเตือนในครั้งนี้ แต่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะแจ้งให้ทราบถึงความคืบหน้าของสถานการณ์โดยเร็วที่สุด

สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทางการอย่างเคร่งครัด และเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพหากมีความจำเป็น หมั่นติดตามข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป

คำแนะนำสำหรับประชาชนในพื้นที่:

  • ตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่น กองทัพบก หน่วยงานภาครัฐ และสื่อมวลชนกระแสหลัก
  • เตรียมสิ่งของจำเป็นสำหรับการอพยพ เช่น ยาประจำตัว อาหาร น้ำดื่ม เสื้อผ้า และเอกสารสำคัญ
  • วางแผนเส้นทางการอพยพไปยังศูนย์พักพิงที่ใกล้ที่สุด
  • แจ้งให้ญาติสนิทมิตรสหายทราบถึงสถานการณ์ และแผนการอพยพของคุณ
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการอพยพ และปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ใน พื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพ ในขณะนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านปลอดภัยและผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – แจ้งเตือนประชาชนพื้นที่ตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว อพยพไปยังศูนย์พักพิง

ด่วน! ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้ายจรวด RM–70

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพภาคที่ 2” ตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ฝ่ายกัมพูชา” ที่น่าจับตา โดยมีการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร พร้อมทั้งอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน

การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่ “ฝ่ายกัมพูชา” ได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์

ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70

ล่าสุดเมื่อเวลา 00.09 น. ของวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ทางเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความยืนยันถึงสถานการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า “ในพื้นที่ช่องบกและช่องอานม้า ตรวจพบการเคลื่อนย้าย จลก. RM–70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร รวมทั้งการอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน”

ทำไม ทหารกัมพูชา ถึงเคลื่อนย้ายจรวด RM–70?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ เหตุผลเบื้องหลังการเคลื่อนย้ายอาวุธยุทโธปกรณ์ในครั้งนี้ ทางกองทัพยังไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงวัตถุประสงค์ที่แน่ชัด แต่การเคลื่อนไหวเช่นนี้ย่อมสร้างความกังวลและความตึงเครียดในพื้นที่ชายแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

จรวดหลายลำกล้อง RM–70 ถือเป็นอาวุธที่มีศักยภาพในการทำลายล้างสูง การที่อาวุธชนิดนี้ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาใกล้ชายแดน ย่อมเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และอาจนำไปสู่การเผชิญหน้ากันได้หากสถานการณ์บานปลาย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในขณะนี้ จึงอยู่ในภาวะที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด การเจรจาและการใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหาเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ความเคลื่อนไหวของ ทหารกัมพูชา ในการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร ถือเป็นสถานการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ชายแดน ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจาเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้

เราหวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดี และทั้งสองฝ่ายจะหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “ทหารกัมพูชา” เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM–70 เข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร

กัมพูชาอพยพ! รถถัง T-55 เคลื่อนพลแนวชายแดน

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีรายงานว่า กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน พร้อมทั้งเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนักเข้ามาในพื้นที่

“กองทัพภาคที่ 2” ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน ควบคู่ไปกับการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่กรุงสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับชายแดนไทย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทย ส่งผลให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้ได้รับการส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลสุรินทร์ และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์แล้ว นอกจากนี้ ยังมีการตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่อำเภอจอมกระสาน จังหวัดพระวิหาร ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่อยู่ใกล้ชายแดนไทย

กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดที่ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ในพื้นที่ช่องคะนา และช่องระยี ตรวจพบการเคลื่อนย้าย ถ. T-55 ของฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนย้ายเข้ามาในพื้นที่ กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย รวมทั้งการอพยพประชาชนกัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน” ซึ่งข้อมูลนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความตึงเครียดที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ชายแดน

การเคลื่อนไหวของทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของกัมพูชาในครั้งนี้ ทำให้หลายฝ่ายเกิดความกังวลถึงสถานการณ์ที่อาจจะบานปลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณชายแดนทั้งสองฝั่ง

ทำไมกัมพูชาถึงอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน?

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้มีการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ชายแดน และการเคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่? มีความเป็นไปได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบที่อาจจะเกิดขึ้น การแสดงแสนยานุภาพ หรืออาจเป็นการตอบโต้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ยังคงต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด หรือการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น การเจรจาและการใช้สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ยังคงเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

สิ่งที่สำคัญคือ การให้ความช่วยเหลือและดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาที่พักพิง การให้ความช่วยเหลือด้านอาหารและเครื่องนุ่งห่ม รวมไปถึงการดูแลด้านสุขภาพกายและใจ เพื่อให้พวกเขาสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การรายงานข่าวที่ถูกต้องและเป็นกลางจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างรอบด้าน

แม้ว่าสถานการณ์จะมีความตึงเครียด แต่การพูดคุยและการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันยังคงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียที่ไม่จำเป็น การที่กัมพูชาอพยพประชาชนออกจากแนวชายแดนครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่แน่นอนที่ยังคงมีอยู่ และการเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ความสงบสุขในภูมิภาคขึ้นอยู่กับการร่วมมือกันของทุกฝ่าย การหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง และการเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นหนทางที่นำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืน

ที่มา – “กัมพูชา” อพยพประชาชนออกจากแนวชายแดน เคลื่อนย้ายรถถัง T-55 เข้ามาในพื้นที่แล้ว

กองทัพภาคที่ 2 เผย ทหารกัมพูชา เคลื่อนย้าย RM 70

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด เมื่อ “กองทัพภาคที่ 2” ได้ออกมาเปิดเผยถึงการเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” ที่นำจรวดหลายลำกล้อง RM 70 เข้ามาในพื้นที่ชายแดน ทำให้เกิดความกังวลถึงสถานการณ์ที่อาจจะบานปลาย

จากข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ได้เกิดเหตุการณ์ที่ฝ่ายกัมพูชายิงใส่ฝ่ายไทย ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บ 2 นาย ซึ่งขณะนี้ได้รับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลสุรินทร์และโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ โดยคาดว่าอาจถูกยิงด้วยปืนซุ่มยิง

นอกจากนี้ ในช่วงเวลา 20.00 น. ฝ่ายกัมพูชายังได้ใช้อาวุธปืนเล็กยิงใส่กำลังพลของ พัน ร.13 ในพื้นที่ภูผาเหล็ก อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี จำนวน 10 นัด โชคดีที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากฝ่ายไทย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือการตรวจพบการเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร รวมถึงการอพยพประชาชนกัมพูชาออกจากแนวชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ติดตามสถานการณ์ชายแดน

“กองทัพภาคที่ 2” ได้เน้นย้ำว่าจะดำเนินการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มระดับการเฝ้าระวัง และดำเนินการทุกมาตรการเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง พร้อมทั้งขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก

การเคลื่อนย้าย RM 70 และผลกระทบต่อความมั่นคง

การเคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 ของ “ทหารกัมพูชา” เข้ามาในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากจรวดชนิดนี้มีศักยภาพในการสร้างความเสียหายในวงกว้าง หากเกิดการยิงโจมตี อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้

สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความสูญเสีย

  • การเจรจาและการทูตเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขความขัดแย้ง
  • การเสริมสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกองทัพทั้งสองประเทศ
  • การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะปฏิบัติภารกิจในการดูแลพื้นที่ชายแดนด้วยความรอบคอบ เข้มแข็ง มุ่งมั่นรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

สถานการณ์ล่าสุดนี้แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดน และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อป้องกันความรุนแรงและการสูญเสีย การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้

การกระทำใดๆ ที่เป็นการยั่วยุหรือเพิ่มความตึงเครียด ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งยวด การเจรจาและการประนีประนอมคือหนทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” เผย “ทหารกัมพูชา” เคลื่อนย้ายจรวดหลายลำกล้อง RM 70 เข้าพื้นที่ชายแดน

Scroll to top