ไทยปะทะกัมพูชา

แม่ทัพภาคที่ 2 ติดตามเก็บกู้ทุ่นระเบิด สุรินทร์

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กำลังพลและประชาชน เดินหน้าช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เดินทางลงพื้นที่ช่องเหว บ้านไทยนิยม ตำบลบักได อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าและรับฟังผลการปฏิบัติงาน เก็บกู้ทุ่นระเบิด จากศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) และหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรมที่ 4 กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีกองทัพภาคที่ 2 กองกำลังสุรนารี ให้การสนับสนุนภารกิจในพื้นที่อย่างเต็มที่

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้รับทราบถึงความก้าวหน้าในการปฏิบัติภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด ที่ดำเนินการไปแล้ว รวมถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านภูมิประเทศที่อาจเป็นอุปสรรค หรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการปฏิบัติงาน นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยปฏิบัติงานด้วยความระมัดระวังอย่างสูงสุด โดยให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝัน

นอกจากเรื่องความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่แล้ว แม่ทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้าใจและความตระหนักรู้ให้กับประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงอันตรายที่อาจเกิดจากทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ และรู้วิธีปฏิบัติตนอย่างถูกต้องหากพบเจอวัตถุต้องสงสัย เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดภัยคุกคามจากทุ่นระเบิด และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความปลอดภัยและพร้อมสำหรับการพัฒนาในด้านต่างๆ รวมถึงพร้อมสำหรับการปฏิบัติภารกิจในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ภารกิจ เก็บกู้ทุ่นระเบิด นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การดำเนินการอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายของทุ่นระเบิด และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชน

ความคืบหน้าภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

ถึงแม้ว่าการ เก็บกู้ทุ่นระเบิด จะมีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างต่อเนื่องในการกำจัดทุ่นระเบิดที่ยังตกค้างอยู่ออกไปให้หมดสิ้น ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ภารกิจนี้ประสบความสำเร็จได้

  • การสนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากร
  • การให้ความรู้และความเข้าใจแก่ประชาชน
  • การรายงานข้อมูลเมื่อพบเจอวัตถุต้องสงสัย

ด้วยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างพื้นที่ชายแดนที่ปลอดภัยและมั่นคงให้กับประชาชนได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่ช่องเหว จ.สุรินทร์ ติดตามภารกิจเก็บกู้ทุ่นระเบิด

กพท. ห้ามบินโดรน พื้นที่ 7 จังหวัด พ.ย.นี้

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ประกาศคำสั่ง “ห้ามบินโดรน” ในบางอำเภอของพื้นที่ 7 จังหวัด ที่มีความเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา กพท. ได้ออกประกาศฉบับที่ 10 เรื่อง “ห้ามบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (Drone) ในพื้นที่ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในช่วงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา” โดยสถานการณ์โดยรวมยังคงอยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประสานงานกับ กพท. เพื่อกำหนดพื้นที่ห้ามบินโดรนอย่างเด็ดขาดในระดับอำเภอของ 7 จังหวัด ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2568 หรือจนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง

กพท. ห้ามบินโดรน ในพื้นที่ใดบ้าง?

พื้นที่ที่ถูกกำหนดให้ห้ามบินโดรนเด็ดขาด มีดังนี้:

  • 1. จังหวัดสระแก้ว: อำเภอคลองหาด, อำเภออรัญประเทศ, อำเภอโคกสูง และอำเภอตาพระยา
  • 2. จังหวัดบุรีรัมย์: อำเภอละหานทราย และอำเภอบ้านกรวด
  • 3. จังหวัดศรีสะเกษ: อำเภอภูสิงห์, อำเภอขุนหาญ และอำเภอกันทรลักษ์
  • 4. จังหวัดสุรินทร์: อำเภอพนมดงรักษ์, อำเภอกาบเชิง, อำเภอสังขะ และอำเภอบัวเชด
  • 5. จังหวัดอุบลราชธานี: อำเภอเขมราฐ, อำเภอนาดาล, อำเภอโพธิ์ไทร, อำเภอศรีเมืองใหม่, อำเภอโขงเจียม, อำเภอสิรินธร, อำเภอบุณฑริก, อำเภอนาจะหลวย และอำเภอน้ำยืน
  • 6. จังหวัดตราด: อำเภอเมืองตราด, อำเภอบ่อไร่ และอำเภอคลองใหญ่
  • 7. จังหวัดจันทบุรี: อำเภอเมืองจันทบุรี, อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว

นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ถูกจำกัดการบินด้วยเช่นกัน:

  • พื้นที่รัศมี 9 กิโลเมตร (5 ไมล์ทะเล) รอบสนามบินที่กำหนด
  • พื้นที่ที่หน่วยงานด้านความมั่นคงประกาศเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ

เงื่อนไขในการทำการบินโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานโดรนในพื้นที่ที่ไม่ถูกห้าม จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้:

  • ผู้ใช้งานต้องขึ้นทะเบียนผู้บังคับโดรนและโดรนกับ CAAT ให้ถูกต้องครบถ้วน
  • ยื่นคำขออนุญาตปฏิบัติการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วัน ผ่านระบบแอปพลิเคชัน UAS Portal หรือ uasportal.caat.or.th
  • ปฏิบัติการบินที่ความสูงไม่เกิน 90 เมตร (300 ฟุต) เหนือพื้นดิน
  • สามารถบินได้ในเวลา 06.00–18.00 น. หากต้องการบินนอกช่วงเวลาดังกล่าว ต้องขออนุญาตจาก CAAT แต่ห้ามบินในช่วงเวลา 00.01–04.00 น. ทุกกรณี
  • เมื่อได้รับอนุญาตให้ปฏิบัติการบินแล้ว ก่อนการปฏิบัติการบินทุกครั้ง ให้ผู้ได้รับอนุญาตแจ้งข้อมูลพื้นที่ที่ปฏิบัติการบิน วันและเวลา และวัตถุประสงค์การปฏิบัติการบินต่อ CAAT ผ่านแอปพลิเคชัน UAS Portal และแจ้งต่อ ศบตอ.น. อีเมล : [email protected]
  • การปฏิบัติการบินที่แตกต่างจากเงื่อนไขที่กำหนด ต้องยื่นคำขออนุญาตและเอกสารเพิ่มเติมต่อ CAAT ผ่าน UAS Portal

กพท. ระบุว่า การออกประกาศฉบับที่ 10 นี้ เป็นผลมาจากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง และพบว่ายังมีบางพื้นที่ที่จำเป็นต้องคงมาตรการห้ามบินโดรน เพื่อรองรับการปฏิบัติการด้านความมั่นคงที่ยังคงดำเนินอยู่ อย่างไรก็ตาม กพท. ให้ความสำคัญกับวิถีชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจ จึงได้ผ่อนคลายข้อจำกัดให้สามารถใช้งานโดรนได้ในเกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดอย่างเข้มงวด

กพท. จะติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะทบทวนมาตรการให้สอดคล้องกับสภาพความมั่นคงในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้การใช้งานโดรนในประเทศเป็นไปอย่างสมดุล ปลอดภัย และไม่กระทบต่อการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ

หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรน ควรตรวจสอบพื้นที่และเงื่อนไขการบินให้ละเอียดก่อนทำการบินทุกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดกฎหมายและรักษาความปลอดภัยในการใช้งานโดรน

ที่มา – กพท. ประกาศห้ามบินโดรน ในบางอำเภอพื้นที่ 7 จังหวัดแนวชายแดน ตั้งแต่ 16-30 พ.ย.

ชายแดนโคกสูง สระแก้ว ยังเงียบสงบแต่เฝ้าระวัง

สถานการณ์บริเวณบ้านหนองจาน-บ้านหนองหญ้าแก้ว ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงเงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเข้มงวด เฝ้าระวังเหตุฉุกเฉิน และลาดตระเวนตรวจสอบความผิดปกติต่อเนื่อง เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศโดยรอบบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงเงียบสงบผิดปกติ แม้ภายนอกจะดูเหมือนไม่มีความเคลื่อนไหวที่ชัดเจน แต่เจ้าหน้าที่ในพื้นที่เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังจากเมื่อวานนี้คณะ AOT ได้ลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบจุดปฏิบัติการแนวชายแดน ซึ่งเป็นบริเวณที่เคยเกิดความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีต

กองกำลังบูรพายังคงตรึงกำลังอย่างเข้มแข็งตลอดแนวชายแดน โดยจัดกำลังพลลาดตระเวนสลับเปลี่ยนเวรตลอดทั้งวันทั้งคืน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน นอกจากนี้ ยังมีการใช้โดรนบินสำรวจพื้นที่หลัก 2 จุด คือ บ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว เพื่อรวบรวมข้อมูลภาพรวมของพื้นที่ชายแดน ตรวจสอบความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชา และสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ป่ารกทึบ ซึ่งยากต่อการสังเกตด้วยสายตาเปล่า

แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมจะดูสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันว่าไม่สามารถวางใจได้ เนื่องจากในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มีรายงานเหตุการณ์ยิงปริศนาเกิดขึ้น อีกทั้งข้อมูลจากการข่าวที่ต้องจับตาอย่างต่อเนื่อง ทำให้กองกำลังในพื้นที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด

ในส่วนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ทั้งสองฝั่งชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว ยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ โดยต่างฝ่ายต่างเฝ้าระวังสถานการณ์ ยืนยันว่าในขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์ใดที่น่าเป็นห่วงเกิดขึ้น

ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว สถานการณ์เงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวัง

ความสำคัญของการเฝ้าระวังชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว

การที่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน การเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดช่วยป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น

สถานการณ์ที่เงียบสงบในปัจจุบันอาจเป็นเพียงชั่วคราว การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจึงเป็นสิ่งสำคัญ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดนต่อไป

ดังนั้น การรายงานสถานการณ์ที่เป็นจริงและเป็นปัจจุบันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทุกคนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง และสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม

การรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน ไม่เพียงแต่เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่ยังเป็นความรับผิดชอบของทุกคนในสังคม เราทุกคนควรให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – ชายแดนโคกสูง จ.สระแก้ว สถานการณ์เงียบสงบ แต่เจ้าหน้าที่ยังคงตรึงกำลังเฝ้าระวัง

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน: สถานการณ์ตึงเครียด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด ล่าสุดกัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดนกว่า 250 ครัวเรือนออกจากพื้นที่ที่มีข้อพิพาทกับไทย หลังเกิดเหตุยิงปะทะรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

ไล โสวันนาริธ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบันเตียเมียนเจย เปิดเผยว่า ชาวบ้านราว 250 ครอบครัวจากหมู่บ้านเปรยจัน ถูกเคลื่อนย้ายไปยังวัดพุทธที่อยู่ลึกเข้าไปในประเทศประมาณ 30 กิโลเมตร การอพยพเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อความปลอดภัยของชาวบ้าน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นจุดปะทะบ่อยครั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้ชาวบ้านหวาดกลัวและต้องการความช่วยเหลือ

หมู่บ้านเปรยจันเคยเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างชาวกัมพูชากับเจ้าหน้าที่ไทยเมื่อเดือนกันยายน แม้ครั้งนั้นจะไม่มีผู้เสียชีวิต แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความหวาดวิตกให้กับชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนเป็นอย่างมาก ชาวบ้านหลายคนแสดงความกังวลเกี่ยวกับอนาคตและความเป็นอยู่ของตนเองในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นนี้

เหตุการณ์กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดนครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากชายชาวกัมพูชาชื่อ ดาย นาย ถูกยิงเสียชีวิตใกล้หมู่บ้านเปรยจัน และชาวบ้านอีก 3 คนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากมีเสียงปืนดังขึ้นใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าใครเป็นผู้เริ่มยิงก่อน แต่เหตุการณ์ดังกล่าวได้เพิ่มความตึงเครียดในพื้นที่ให้สูงขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ทหารไทยนายหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิดระหว่างลาดตระเวนแนวชายแดน ฝ่ายไทยกล่าวหาว่ากัมพูชาวางทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่เพิ่งลงนามเมื่อเดือนก่อน และได้ประกาศระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว การกล่าวหาและการตอบโต้ระหว่างสองฝ่ายทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและยากต่อการแก้ไข

อย่างไรก็ตาม กัมพูชาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาของไทย และเรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อสอบสวนเหตุยิงปะทะ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว การเรียกร้องดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความต้องการของกัมพูชาที่จะหาทางออกที่เป็นกลางและเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้นำคณะผู้สังเกตการณ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่จากอาเซียน ลงพื้นที่เพื่อติดตามสถานการณ์หยุดยิง ในขณะที่ฝั่งไทยได้ออกมาแถลงตอบโต้ โดย พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกไทย กล่าวว่า ข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่ว่าไทยเป็นฝ่ายเริ่มยิงหรือยั่วยุนั้นไม่เป็นความจริง และกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชายิงจากพื้นที่ชุมชนและใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งขัดต่อหลักมนุษยธรรม

นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา กล่าวหาว่าฝ่ายไทยแสดงพฤติกรรมยั่วยุซ้ำหลายวันเพื่อหวังให้เกิดการเผชิญหน้า แต่ยืนยันว่ากัมพูชายังคงพร้อมที่จะรักษาข้อตกลงหยุดยิง

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน

สถานการณ์ล่าสุดแสดงให้เห็นถึงความเปราะบางและความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธีและการให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ผลกระทบจากกัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน

การอพยพของชาวบ้านส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา ชาวบ้านต้องทิ้งบ้านเรือนและทรัพย์สินเพื่อความปลอดภัย และต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคต การช่วยเหลือและสนับสนุนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้น และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติวิธี การเจรจาและการสร้างความเข้าใจระหว่างสองฝ่ายเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การดำเนินการใดๆ ควรคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนและมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ที่มา – กัมพูชาสั่งอพยพชาวบ้านแนวชายแดน หลังความตึงเครียดกับไทยพุ่งสูง

จีนหนุน! ไทย-กัมพูชา เจรจาหาทางออก

สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้รับความสนใจจากนานาชาติ รวมถึงประเทศจีนซึ่งเป็นมิตรประเทศของทั้งสองฝ่าย ล่าสุด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนได้ออกมาแสดงจุดยืนต่อประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการการเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติ

จีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก

นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเน้นย้ำว่าจีนในฐานะมิตรประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะยับยั้งชั่งใจและหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหา

ใจความสำคัญของการแสดงจุดยืนครั้งนี้คือ การสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อแสวงหาทางออกที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับได้ การเจรจาอย่างสันติและสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ทวีความตึงเครียดมากขึ้น

บทบาทของจีนในการคลี่คลายสถานการณ์

จีนแสดงความพร้อมที่จะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการบรรเทาและคลี่คลายสถานการณ์ระหว่างไทยและกัมพูชา จีนมีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองประเทศ และพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการส่งเสริมการเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน

การที่จีนออกมาแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อสถานการณ์ในภูมิภาค และความตั้งใจที่จะส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความสัมพันธ์ที่ราบรื่นและมั่นคงระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย และจีนพร้อมที่จะสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศบรรลุเป้าหมายนี้

ปัญหาความขัดแย้งหรือความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเจรจาและการพูดคุยอย่างเปิดอก การยึดมั่นในหลักการปรึกษาหารืออย่างเป็นมิตร และการแสวงหาจุดร่วมที่ทุกฝ่ายสามารถยอมรับได้ คือกุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน จีนหวังว่าไทยและกัมพูชาจะร่วมมือกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและมั่นคงต่อไป

การใช้กลไกทวิภาคีที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการเจรจาและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ทั้งสองประเทศสามารถแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกันได้ จีนพร้อมที่จะสนับสนุนและให้ความช่วยเหลือในทุกวิถีทางเพื่อให้กระบวนการนี้ประสบความสำเร็จ

การที่จีนออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของจีนในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชายับยั้งชั่งใจ และหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เป็นสิ่งที่น่ายกย่องและควรได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย

สถานการณ์ระหว่างประเทศมักมีความซับซ้อนและต้องการความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง การที่จีนให้ความสำคัญกับการเจรจาและการปรึกษาหารืออย่างเป็นมิตร แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในบริบทของภูมิภาค และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์

การที่จีนเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาเพื่อหาทางออกระหว่างไทยและกัมพูชา เป็นการตอกย้ำถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง การสนับสนุนจากมิตรประเทศอย่างจีน จะช่วยให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยรวมแล้ว การแสดงจุดยืนของจีนในครั้งนี้ เป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย การสนับสนุนให้ไทยและกัมพูชาจีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก ยึดมั่นในการเจรจาและการปรึกษาหารืออย่างเป็นมิตร คือหนทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาและสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน

การที่จีนเสนอที่จะมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการคลี่คลายสถานการณ์ ย่อมเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย และเป็นการแสดงให้เห็นถึงบทบาทที่รับผิดชอบของจีนในเวทีระหว่างประเทศ

ที่มา – จีนแสดงจุดยืนอยากเห็นไทย-กัมพูชา ยับยั้งชั่งใจ ใช้การเจรจาเพื่อหาทางออก

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยันไม่สั่งอพยพ ปชช. ทหารตรึงกำลัง

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันว่ายังไม่มีคำสั่งอพยพประชาชน แม้จะได้ยินเสียงปืนและเสียงคล้ายระเบิดบริเวณชายแดนกัมพูชา พร้อมทั้งยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ทหารยังคงตรึงกำลังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ กองกำลังบูรพา พร้อมด้วย นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้เดินทางไปยังบริเวณ ชรบ. ของหมู่บ้านหนองหญ้าแก้ว โดย พ.อ.ชัยณรงค์ ได้พูดคุยกับนางวราภรณ์ ทอง ชาวบ้านที่อพยพเมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) พร้อมให้กำลังใจ

นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าฯ สระแก้ว กล่าวว่า ได้มาเยี่ยมชาวบ้านและบัญชาการสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง บังเกอร์หลุมหลบภัยมีความพร้อมรองรับชาวบ้าน ทำให้รู้สึกสบายใจและอุ่นใจที่ทุกอย่างเตรียมพร้อม แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องอพยพ เพียงแต่ให้ประชาชนอยู่ในที่ปลอดภัยใกล้ชุมชน เนื่องจากจังหวัดยังไม่มีคำสั่งอพยพ ต่างจากฝั่งกัมพูชาที่มีการสั่งอพยพไปแล้ว

“รอบนอกเราเตรียมพร้อมทุกด้าน ไม่ต้องห่วงชาวบ้านขวัญกำลังใจดี เพราะมีการลำดับขั้นตอนและการซักซ้อมไว้อย่างดี ทั้งในส่วนของผู้ป่วยติดเตียง และเครื่องอุปโภคบริโภค” นายปริญญา กล่าว

พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์เมื่อวานนี้ (12 พ.ย.) ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ที่มีเสียงปืนดังขึ้น และเวลาประมาณ 18.55 น. ที่มีเสียงคล้ายระเบิด แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นอาวุธจากฝั่งกัมพูชา เสียงดังกล่าวห่างจากจุดตรวจประมาณ 600 เมตร สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงปกติ แต่ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

“เรื่องความระแวงหรือหวาดกลัวของชาวบ้าน ให้สอบถามจากชาวบ้านเอง แต่ผมเชื่อว่าชาวบ้านมีขวัญกำลังใจดีและเข้าใจสถานการณ์ กำลังพลก็มีขวัญกำลังใจดีเช่นกัน และพร้อมปฏิบัติหน้าที่” พ.อ.ชัยณรงค์ กล่าว และเสริมว่า พล.ต.เบญจพล ได้แสดงความเป็นห่วงและมาให้กำลังใจลูกน้องและประชาชนเมื่อคืนที่ผ่านมา

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันว่า เจ้าหน้าที่ตรึงกำลังตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะไม่ทราบว่าทางกัมพูชาจะก่อความวุ่นวายอีกหรือไม่ แต่ก็เตรียมพร้อมอยู่เสมอ ส่วนเรื่องการปักหมุดชั่วคราววันที่ 17 พ.ย.นี้ยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันยังไม่สั่งอพยพประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงเป็นที่จับตา แม้จะยังไม่มีการอพยพ แต่เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายก็ยังคงเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การมีสติและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ล่าสุด: ผู้ว่าฯ สระแก้วยันไม่สั่งอพยพ

สถานการณ์ชายแดนสระแก้วยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง แม้จะยังไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกถึงความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น แต่การเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

  • ติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้
  • เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะยังไม่น่ากังวล แต่การไม่ประมาทและเตรียมพร้อมอยู่เสมอ จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – ผู้ว่าฯ สระแก้ว ยืนยันยังไม่สั่งอพยพประชาชน เจ้าหน้าที่ทหารตรึงกำลัง 24 ชั่วโมง

รร.ชายแดนศรีสะเกษเปิดเรียนปกติ รับมือฉุกเฉิน

สถานการณ์ชายแดนศรีสะเกษยังคงต้องเฝ้าระวัง แต่โรงเรียนในพื้นที่ยังคงเปิดเรียนตามปกติ โดยมีการเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเต็มที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนยืนยันว่าครูและนักเรียนได้ซักซ้อมแผนอพยพเป็นประจำ และมีการจัดเตรียมบังเกอร์ถึง 18 แห่ง เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝัน นี่คือเรื่องราวของ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชาเพียง 12 กิโลเมตร ยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ แม้ว่าสถานการณ์ชายแดนจะยังคงตึงเครียดและต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเคยได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชาเมื่อปี 2554 บริเวณปราสาทพระวิหาร กระสุนปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชาเคยตกใส่หลังคาอาคารเรียน ทำให้เกิดความเสียหายบางส่วน เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ครู นักเรียน และชาวบ้านในพื้นที่ต้องเรียนรู้การปฏิบัติตัวเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

บรรยากาศล่าสุดที่โรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยาเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย นักเรียนแต่งกายเรียบร้อยเดินทางมาเรียนหนังสือตามปกติ โดยมีคณะครูและผู้บริหารคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่มีประกาศหยุดเรียนแต่อย่างใด

นายทศพร คำปลิว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านภูมิซรอลวิทยา กล่าวว่า โรงเรียนเปิดทำการเรียนการสอนตามปกติ และนักเรียน ครู ยังคงปฏิบัติงานตามตารางเรียนเดิม แม้โรงเรียนจะอยู่ในพื้นที่ใกล้ชายแดน แต่ไม่ได้ตื่นตระหนก เพราะมีการซักซ้อมแผนเผชิญเหตุและการอพยพอยู่เสมอ โดยทำงานร่วมกับทหาร อำเภอ และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถอพยพนักเรียนออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัยหากเกิดเหตุ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

ผู้อำนวยการโรงเรียนยังกล่าวอีกว่า สภาพจิตใจของครูและนักเรียนยังดีอยู่ ทุกคนเข้าใจสถานการณ์และไม่ตื่นตระหนก หากไม่มีสัญญาณเตือนหรือเสียงปืนใหญ่ดังขึ้น โรงเรียนก็จะยังคงเปิดเรียนตามปกติ แต่ก็มีการเตรียมพร้อมตลอดเวลา โดยจัดเตรียมหลุมหลบภัยและบังเกอร์ 18 แห่งทั่วบริเวณโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนสามารถหลบภัยได้ทันทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

นอกจากนี้ นักเรียนยังได้รับการฝึกอบรมเรื่องการเอาตัวรอดและการอพยพอยู่เป็นประจำ ทุกคนรู้ว่าหากเกิดเหตุจะต้องไปที่ใดและต้องทำอย่างไรให้ปลอดภัย

ความสำคัญของการเตรียมพร้อมที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

การที่ รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะให้การศึกษาแก่เด็กๆ อย่างต่อเนื่อง แม้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย การเตรียมพร้อมด้านความปลอดภัยต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความห่วงใยที่โรงเรียนมีต่อครูและนักเรียน

การที่โรงเรียนยังคงเปิดการเรียนการสอนตามปกติ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ปกครองและชุมชนว่า โรงเรียนสามารถดูแลบุตรหลานของตนได้อย่างปลอดภัย และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การฝึกอบรมและการซักซ้อมแผนเป็นประจำ ช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน เป็นเรื่องที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่เสี่ยงภัย การให้ความสำคัญกับการศึกษาควบคู่ไปกับความปลอดภัย จะช่วยให้เด็กๆ สามารถเติบโตและเรียนรู้อย่างมีความสุข แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

ที่มา – รร.ชายแดน จ.ศรีสะเกษ ยังเปิดเรียนปกติ เตรียมบังเกอร์ 18 แห่ง รับมือเหตุฉุกเฉิน

ไทยประณามกัมพูชายิง! บิดเบือนข้อเท็จจริง

รัฐบาลไทยยืนยันกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน ประณามละเมิดอธิปไตยไทยชัดเจน ใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ซัดกลับ “มาลี” บิดเบือนข้อเท็จจริง ย้ำไทยมีสิทธิป้องกันตนเอง

เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า รัฐบาลไทยขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาอย่างรุนแรงที่ใช้อาวุธยิงเข้ามายังพื้นที่ฝั่งไทยก่อน โดยเฉพาะในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย การกระทำนี้ถือเป็นการยั่วยุและไม่เคารพต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ

รัฐบาลยืนยันตามรายงานจากกองทัพบกว่า เมื่อเวลา 16.00 น. กองกำลังบูรพาได้รายงานเหตุทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนยิงเข้ามายังฝั่งไทย ซึ่งฝ่ายไทยได้ดำเนินการอย่างระมัดระวังและอยู่ในกรอบของ “กฎการใช้กำลัง” (Rules of Engagement) โดยเข้าแนวกำบังและยิงแจ้งเตือนเพื่อป้องกันตนเอง เหตุการณ์กินเวลาประมาณ 10 นาที ก่อนสถานการณ์จะสงบลงโดยไม่มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตในฝ่ายไทย

โฆษกรัฐบาล ระบุต่อไปว่า การที่ฝ่ายกัมพูชาใช้ประชาชนเป็นโล่มนุษย์ ถือเป็นการละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลอย่างร้ายแรง ซึ่งประเทศไทยไม่อาจยอมรับได้ และถือเป็นพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพลเรือนในสถานการณ์ความขัดแย้ง รัฐบาลไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดการกระทำยั่วยุทุกรูปแบบ เคารพอธิปไตยของไทย และยุติการบิดเบือนข้อเท็จจริงต่อสื่อมวลชนและประชาชนของตัวเอง การยิงก่อนในครั้งนี้เป็นการก่อกวนและละเมิดข้อตกลงสันติภาพระหว่างสองประเทศโดยตรง

ส่วนกรณีที่ พลโทหญิงมาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงต่อสาธารณะว่า ไทยเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน และมีพลเรือนกัมพูชาได้รับบาดเจ็บนั้น นายสิริพงศ์ ยืนยันว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง “ข้อเท็จจริงคือฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ยิงก่อน ขณะที่ฝ่ายไทยตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองอย่างจำกัดและอยู่ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ” รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทยอย่างชัดเจน พร้อมยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย

ทำไมรัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย?

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ได้สร้างความตึงเครียดให้กับทั้งสองประเทศ รัฐบาลไทยได้ออกมาประณามการกระทำของกัมพูชาอย่างรุนแรง เนื่องจากเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน การใช้อาวุธยิงเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย เป็นการกระทำที่ไม่อาจยอมรับได้ และรัฐบาลไทยจำเป็นต้องออกมาปกป้องอธิปไตยของตนเอง

การที่กัมพูชาออกมากล่าวหาว่าไทยเป็นฝ่ายยิงก่อนนั้น เป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง และสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้อย่างหนักแน่น และยืนยันว่าฝ่ายไทยได้ตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองเท่านั้น โดยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

สถานการณ์เช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ รัฐบาลไทยจึงเรียกร้องให้กัมพูชายุติการกระทำยั่วยุทุกรูปแบบ และหันมาเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย นั้นแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนชาวไทย รัฐบาลไทยพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทาง เพื่อให้สถานการณ์กลับสู่สภาวะปกติ และรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การที่รัฐบาลไทยออกมาแสดงท่าทีอย่างแข็งกร้าวต่อการกระทำของกัมพูชา เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับภัยคุกคามใดๆ และพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เป็นมิตรและส่งผลเสียต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ที่มา – รัฐบาลไทยประณามกัมพูชา เปิดฉากยิงเข้าไทย ซัด “มาลี” บิดเบือนข้อเท็จจริง

กองทัพบกยัน สื่อกัมพูชาใส่ร้ายไทยจัดฉาก

จากกรณีที่“กองทัพบก” ออกมายืนยันว่า “สื่อกัมพูชา” ใช้วิธีการสกปรกแบบเดิมๆ ด้วยการกล่าวหาว่าไทยจัดฉากวางระเบิดเพื่อให้กำลังพลของตนเองได้รับอันตรายนั้น ได้สร้างความเข้าใจผิดและความไม่พอใจให้กับประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก ล่าสุดทางกองทัพบกได้ออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหาดังกล่าวอย่างหนักแน่น

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ทีมโฆษกกองทัพบก (Army Spokes Team) ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุถึงกรณีที่สื่อกัมพูชากล่าวหาว่าไทย “จัดฉากเป็นผู้วางระเบิดเอง” พร้อมอ้างหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียมของประเทศมาเลเซีย และกล่าวหาว่าไทยสั่งซื้อทุ่นระเบิดมาใช้งาน

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาแถลงการณ์อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่สื่อกัมพูชานำเสนอมานั้น ล้วนแต่เป็นข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง และเป็นเพียงวิธีการสกปรกแบบเดิมๆ ที่มุ่งหวังจะใส่ร้ายป้ายสีประเทศไทย ยิ่งเมื่อพิจารณาจากภาพประกอบข่าวที่สื่อกัมพูชานำมาเผยแพร่ ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีลักษณะของการตกแต่งดัดแปลง ทำขึ้นเป็นการเฉพาะที่ไม่แนบเนียน เพื่อใช้หลอกลวงสังคมทั้งในประเทศและสังคมโลกให้เข้าใจผิดฝ่ายไทย

ลักษณะพฤติกรรมดังกล่าวของสื่อกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงเจตนาที่จะปกปิดและเบี่ยงเบนการกระทำอันเป็นการละเมิดต่อข้อตกลงระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวาในเรื่องการใช้ทุ่นระเบิด รวมถึงการลักลอบวางทุ่นระเบิดมาอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่มีข้อตกลงหยุดยิง

กองทัพบกยัน สื่อกัมพูชาใส่ร้ายไทยจัดฉาก

กองทัพบกได้ยืนยันอีกครั้งว่า ทุ่นระเบิดแบบ PMN-2 ที่ตรวจพบตามแนวชายแดนเป็นจำนวนมากนั้น กองทัพไทยไม่เคยมีไว้ในครอบครอง และไม่เคยมีอยู่ในระบบการจัดหาเพื่อใช้ในทางทหาร นอกจากนี้ หลักฐานต่างๆ ที่ได้บันทึกรวบรวมไว้ในอดีต ล้วนชี้ชัดว่าเป็นทุ่นระเบิดของกัมพูชา ที่มีการนำมาวางใหม่ เพื่อใช้เป็นอาวุธซ่อนรูป คุกคามและทำร้ายฝ่ายไทยอย่างแน่นอน

กองทัพบกตอบโต้สื่อกัมพูชาประเด็นใส่ร้ายจัดฉาก

สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา มีความละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จและบิดเบือนความจริงของสื่อกัมพูชา ยิ่งเป็นการสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งให้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเป็นการทำลายความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ

กองทัพบกจึงขอเรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนง รวมถึงประชาชนทั่วไป ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบข้อเท็จจริงให้รอบด้านก่อนที่จะเชื่อและส่งต่อข้อมูล เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูลและสร้างความเข้าใจผิด

การที่กองทัพบกยืนยัน สื่อกัมพูชาใส่ร้ายไทยจัดฉากครั้งนี้เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนว่ากองทัพไทยจะไม่ยอมให้มีการบิดเบือนข้อมูลและใส่ร้ายป้ายสีประเทศ และจะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่าสงครามข้อมูลข่าวสาร (Information Warfare) เป็นภัยคุกคามที่สำคัญในยุคปัจจุบัน การสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้สามารถรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สถานการณ์ล่าสุดนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสติและความรอบคอบในการบริโภคข่าวสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งข่าวสารที่มาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือข่าวสารที่อาจมีเจตนาแอบแฝง การตรวจสอบข้อเท็จจริงและการพิจารณาข้อมูลจากหลายแหล่ง จะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและไม่ตกเป็นเหยื่อของการบิดเบือนข้อมูล

ท้ายที่สุดนี้ หวังว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาจะคลี่คลายไปในทางที่ดี และทั้งสองประเทศจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ด้วยสันติวิธี บนพื้นฐานของความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน พร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องทหารและเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ให้ปลอดภัยและประสบความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจ

ที่มา – “กองทัพบก” ยืนยัน “สื่อกัมพูชา” ใช้วิธีการสกปรกเดิมๆ กล่าวหาไทยจัดฉากวางระเบิด

Scroll to top